วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 236 : คำว่า “การขัดข้อง (Impairment)” ภายใต้ความคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงักกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น สำหรับการประกันภัยไซเบอร์ (Cyber Business Interruption & Extra Expense Coverage) ควรแปลความหมายเช่นไร?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เรามักคุ้นเคยกันดี

 

การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก สำหรับทรัพย์สินทั่วไป (Property Business Interruption Insurance) ให้ความคุ้มครองความสูญเสียทางการเงินจาก “การหยุดชะงัก (interruption) หรือการได้รับผลกระทบ (interference)” ต่อธุรกิจที่เอาประกันภัย (business insured) อันสืบเนื่องมาจากความเสียหายของทรัพย์สินจากภัยที่คุ้มครอง

 

ขณะที่การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก สำหรับไซเบอร์ บริษัทประกันภัยผู้ร่างข้อตกลงคุ้มครองกลับเลือกถ้อยคำ “การได้รับผลขัดข้องอย่างแท้จริง (actual impairment)” หรือการไม่สามารถให้บริการ (denial of service) ในการประกอบธุรกิจที่เอาประกันภัย (business operations) อันเป็นผลโดยตรงมาจากการละเมิดข้อมูล (data breach) ใช้แทน

 

แม้ศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสถานจะให้คำแปลภาษาไทยของ Impairment หมายความถึง ความบกพร่อง, ความเสื่อมโทรม

 

แต่ในที่นี้ ขอใช้คำแปลว่า “การขัดข้อง” แทนน่าจะได้ใจความกับเนื้อเรื่องมากกว่า

 

ฉะนั้น การหยุดชะงัก (interruption) กับการขัดข้อง (impairment) ควรจะมีความหมายเหมือนกัน หรือแตกต่างกัน?

 

คุณมีความคิดเช่นไรครับ?

 

ประเด็นนี้ได้ก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทในการแปลความหมายนั้นขึ้นมาแล้วนะครับ

 

เนื่องจากบริษัทประกันภัยผู้ร่างถ้อยคำตีความว่า ทั้งสองคำนั้นล้วนให้ความหมายเช่นเดียวกัน

 

โดยปกติการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักนั้นจะมีผลให้ความคุ้มครองได้ต่อเมื่อได้เข้าองค์ประกอบดังต่อไปนี้อย่างครบถ้วน

 

1) ได้เกิดความเสียหายทางกายภาพต่อทรัพย์สินที่คุ้มครองขึ้นมาเสียก่อน

 

2) จากภัยที่คุ้มครอง

 

3) ส่งผลสืบเนื่องถึงขนาดการประกอบธุรกิจที่ได้เอาประกันภัยไว้

 

4) ต้องเกิดการหยุดชะงัก หรือการได้รับผลกระทบไปบางส่วน หรือทั้งหมด

 

5) ก่อให้เกิดความสูญเสียทางการเงินแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งสามารถคำนวณโดยอาศัยผลลัพธ์อ้างอิงถึงการลดลงของยอดรายได้ตามสูตรที่กำหนดไว้เป็นเกณฑ์

 

ทีนี้ เราลองนำตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศมาปรับพิจารณาตามองค์ประกอบข้างต้น

 

ผู้เอาประกันภัยประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางด้านสารสนเทศ และพัฒนาซอฟท์แวร์แก่ลูกค้ามากมาย

 

วันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ได้มีคนร้ายลักลอบเข้ามาปลอมตัวตนเป็นพนักงานฝ่ายบัญชีของผู้เอาประกันภัย เพื่อหลอกลวงให้ลูกค้าชำระเงินเข้าไปสู่บัญชีที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่บัญชีรับเงินจริงของผู้เอาประกันภัย ซึ่งได้มีลูกค้ารายหนึ่งของผู้เอาประกันภัยสำคัญผิดหลงกลชำระเงินสองยอดเข้าสู่บัญชีของคนร้าย แต่โชคดีที่ได้มีการตรวจพบความผิดปกตินั้นได้อย่างรวดเร็วจนสามารถระงับการทำธุรกรรมชำระยอดเงินได้ทันเพียงบางส่วน ส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยสูญยอดเงินที่ควรจะได้รับชำระจากลูกค้ารายนี้ให้แก่คนร้ายเป็นยอดเงินรวมจำนวนทั้งสิ้น 148,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 4,798,160 บาท)  

 

ภายหลังเมื่อได้ปรับแก้ไขระบบป้องกันแล้ว ผู้เอาประกันภัยก็ดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติ

 

เนื่องจากผู้เอาประกันภัยได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองธุรกิจหยุดชะงักกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น สำหรับการประกันภัยไซเบอร์ (Cyber Business Interruption & Extra Expense Coverage) ไว้ จึงยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับจำนวนเงินที่สูญเสียไปดังกล่าวต่อบริษัทประกันภัยของตน แต่กลับได้รับคำปฏิเสธว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ภายใต้ข้อตกลงคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

หากท่านใดสนใจจะทดลองแจกแจงดูก็ได้นะครับว่า

 

ก) กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะสามารถเข้าองค์ประกอบข้างต้นของการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักในข้อใดได้บ้าง หรือได้ทุกข้อหรือเปล่า? และ

 

ข) ผู้เอาประกันภัยรายนี้ควรจะได้รับความคุ้มครองการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักฉบับพิพาทนี้ไหม?

 

ไม่ยังงั้น สัปดาห์หน้า เราค่อยมาฟังผลทางคดีเรื่องนี้กันครับ จะตรง หรือไม่ตรงกับสิ่งที่คุณคิดบ้างไหม?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 235 : ผู้เอาประกันชีวิตวางเพลิงหวังเอาเงินจากกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน แต่เกิดพลั้งพลาดเสียชีวิต ทายาทจะสามารถได้รับเงินชดใช้จากกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้เอาประกันชีวิตรายนั้นหรือไม่?

 

ครอบครัวนี้ประกอบด้วยพ่อแม่ และลูกห้าคน โดยมีลูกสี่คนพักรวมกันอยู่กับพ่อแม่ในบ้านหลังที่เกิดเหตุ

 

พ่อได้ทำกรมธรรม์ประกันภัยไว้สองฉบับ ได้แก่

 

ก) กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัยคุ้มครองตัวสิ่งปลูกสร้างกับทรัพย์สินที่อยู่ภายในหนึ่งฉบับ

 

ข) กรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองตนเองในวงเงิน 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือเทียบเท่า 10,574,650 บาท) อีกหนึ่งฉบับ ระบุให้ภรรยาเป็นผู้รับประโยชน์

 

ต่อมา ตัวพ่อแม่ประสบปัญหาทางการเงินขั้นวิกฤติ และมีแนวโน้มที่จะถูกธนาคารเจ้าหนี้ยึดบ้านเพื่อบังคับจำนอง

 

ทั้งคู่จึงหาทางออกด้วยการวางแผนจะเผาบ้านเพื่อหวังเอาเงินประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินไปใช้หนี้

 

วันเกิดเหตุที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2008 พยานเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามได้ยินเสียงระเบิดจากบ้านที่เกิดเหตุ และเห็นภรรยาของผู้เสียชีวิตขับรถออกไป อีกไม่นานก็เกิดเปลวไฟเผาผลาญบ้านหลังนั้นวอดวายอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ และระงับดับเพลิง ได้พบร่างของตัวผู้เอาประกันภัยผู้เสียชีวิตถูกเผาไหม้เกรียมอยู่ในกองเพลิง

 

หลังจากเหตุการณ์นั้น ภรรยาของผู้เสียชีวิตได้ยื่นเรื่องขอเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับเงินชดเชยจากกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับ

 

แต่บริษัทประกันภัยทั้งสองรายล้วนปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างอิงจากพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือได้ว่า ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดจากการวางเพลิงของคู่สามีภรรยารายนี้ เพราะตรวจพบร่องรอยน้ำมันเชื้อเพลิงกระจายหลายจุดทั่วบ้าน

 

ภรรยาของผู้เสียชีวิตขอเพิกถอนการเรียกร้องเงินประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน ฉบับพิพาท แต่คงยังเรียกร้องจากบริษัทประกันชีวิตดังเดิม

 

อีกหนึ่งปีถัดมา ภรรยาผู้รับประโยชน์ได้เสียชีวิตลงไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ผู้จัดการมรดกจึงยื่นฟ้องบริษัทประกันชีวิตในนามของทายาทแทน

 

บริษัทประกันชีวิตได้ทำการต่อสู้ว่า

 

1) การเสียชีวิตของผู้เอาประกันชีวิตรายนี้ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ

 

2) ทั้งผู้เอาประกันชีวิตรายนี้กับผู้รับประโยชน์ร่วมกันก่ออาชญากรรมร้ายแรง จึงถือเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่ง (Utmost Good Faith) ทั้งยังเป็นการกระทำฉ้อฉลหวังเอาเงินประกันภัยอีกด้วย ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณารับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ ของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความเห็นในประเด็นพิพาท ดังนี้

 

1) การเสียชีวิตของผู้เอาประกันชีวิตรายนี้ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่?

 

รับฟังเชื่อได้ว่า สามีภรรยาคู่นี้น่าจะวางแผนวางเพลิงบ้านตนเอง เพื่อหวังเอาเงินที่จะได้จากกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินไปใช้หนี้ โดยให้ภรรยาผู้รับประโยชน์หลบออกจากบ้านไปก่อนที่จะสามีผู้เอาประกันชีวิตจะกระทำการจุดไฟชั่วขณะหนึ่ง แต่เหตุการณ์เกิดผิดพลาด จู่ ๆ ได้เกิดระเบิดโดยไม่ได้คาดคิดขึ้นมาก่อน ทำให้ไฟได้ลุกไหม้ขึ้นเร็วกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ จนสามีผู้เอาประกันชีวิตหลบหนีออกมาไม่ทัน และได้ถูกไฟคลอดจนเสียชีวิต

 

แม้การวางเพลิงได้เกิดขึ้นโดยเจตนาเพื่อหวังเงินประกันภัยจากกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน แต่ทั้งคู่ไม่เคยได้วางแผนให้มีผู้ใดประสบอันตรายแก่ร่างกายไปด้วย ฉะนั้น การเสียชีวิตของสามีผู้เอาประกันชีวิตจึงมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้เจตนา หรือไม่ได้มุ่งหวังจะให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตของตนเอง

 

2) ทั้งผู้เอาประกันชีวิตรายนี้กับผู้รับประโยชน์ร่วมกันก่ออาชญากรรมร้ายแรง จึงถือเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่ง (Utmost Good Faith) ทั้งยังเป็นการกระทำฉ้อฉลหวังเอาเงินประกันภัยอีกด้วย ซึ่งขัดกับหลักกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

 

เห็นว่า ภรรยาผู้รับประโยชน์มิได้เป็นคู่สัญญาประกันชีวิตโดยตรง หลักการว่าด้วยการไม่ซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งไม่มีผลผูกพันโดยตรง หรือโดยอ้อมแต่ประการใดแก่ภรรยาผู้รับประโยชน์

 

สำหรับการฉ้อฉลนั้น ทั้งตัวสามีผู้เอาประกันชีวิตกับภรรยาผู้รับประโยชน์มิได้วางแผนจะกระทำการโดยทุจริตต่อกรมธรรม์ประกันชีวิตเลย เพียงหวังจากกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเท่านั้น ในการเรียกร้องเงินชดเชยประกันชีวิต ภรรยาผู้รับประโยชน์ได้ให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามคำร้องขอของบริษัทประกันชีวิตอย่างดี จึงไม่ถือว่า ภรรยาผู้รับประโยชน์กระทำการฉ้อฉลเพื่อหวังเงินจากการประกันชีวิตดังกล่าวอ้าง

 

ส่วนประเด็นการร่วมมือกันกระทำความผิดอย่างร้ายแรง อันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น แม้อาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องโดยไม่ได้คาดหวัง แต่สามารถคาดคิดได้ว่า ไฟนั้นอาจลุกลามไปทำความเสียหายแก่บุคคลอื่นผู้อยู่ข้างเคียงได้

 

อย่างไรก็ดี การประกันชีวิตเองก็จัดเป็นชนิดการประกันภัยที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยให้ความคุ้มครองแก่ทายาทของผู้เสียชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีสถานะทางการเงินอยู่รอดต่อไปได้ ถือมีบทบาทสำคัญแก่สังคม การปฏิเสธไม่ชดใช้เงินให้จะกลับกลายเป็นส่งผลร้ายแก่ทายาทบุตรผู้บริสุทธิ์ของผู้เอาประกันชีวิตซึ่งไม่ได้รับรู้ถึงการกระทำของพ่อแม่ของตนด้วย จำต้องพิจารณาถึงประเด็นข้อนี้โดยอาศัยสถานการณ์แวดล้อม และปัจจัยเกี่ยวข้องเป็นเกณฑ์การพิจารณาชี้ขาดด้วย

 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เนื่องด้วยการเสียชีวิตของสามีผู้เอาประกันชีวิตเกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ และโดยไม่ได้ฉ้อฉล จึงไม่เข้าข่ายอันขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนดังกล่าวอ้างของบริษัทประกันชีวิตจำเลย ตัดสินให้บริษัทประกันชีวิตจำเลยชดใช้เงินตามมูลค่าของกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่ผู้จัดการมรดกของสามีผู้เอาประกันชีวิต ในฐานะผู้กระทำการแทนทายาทของผู้เอาประกันชีวิตรายนี้

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Australian Executor Trustee Ltd v Suncorp Life & Superannuation Ltd [2016] SADC89)

 

หมายเหตุ

 

ผู้รู้บางท่านมีความเห็นต่างว่า ถ้าผู้เอาประกันภัยทุจริตวางแผนเผาบ้านตนเอง เพื่อหวังเงินประกันภัย แล้วเกิดไฟลุกลามไปไหม้รถยนต์ของตนเอง ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในแผนการด้วย จะเรียกว่า ความเสียหายต่อรถยนต์คันนั้นไม่ได้เกิดมาจากเจตนาของผู้เอาประกันภัยรายนั้นได้ไหม?

 

ถ้าใช่ อาจก่อให้เกิดแนวโน้มที่จะทุจริตฉ้อฉลกันมากขึ้นได้

 

อย่างไรก็ดี ศาลท่านเองก็ได้ชี้แจงว่า ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และสภาพการณ์ของแต่ละคดีเป็นสำคัญอยู่แล้ว

 

อนึ่ง โปรดพึงตระหนักสำหรับผู้ที่จะวางแผนการทำนองนี้ สิทธิในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของการประกันวินาศภัย จะเลือกเป็นเงิน หรือซ่อมแซม หรือสร้างให้ใหม่นั้น เพียงเป็นสิทธิทางเลือกของบริษัทประกันภัยแต่ผู้เดียวเท่านั้นนะครับ ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ไม่มีสิทธิที่จะกำหนดกฎเกณฑ์เอาเองโดยลำพัง

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 234 : ความเสียหายของการประกันภัยงานก่อสร้าง (Damage of Construction All Risks Insurance (CAR)) จะระงับสิ้นสุดเพียงไม่เกินระยะเวลาประกันภัย (Period of Insurance) จริงไหม?

 

(ตอนที่สาม)

 

ครานี้มาถึงผลทางคดีเสียที โดยขอสรุปตามประเด็นที่ตั้งไว้ ดังนี้

 

1) ความเสียหาย หรือความเสียหายทางกายภาพ (Damage or Physical Damage) มีความหมายเช่นใด?

กับ

3) ค่าใช้จ่ายอันสมควรในการตรวจสอบค้นหาความเสียหาย (Reasonable Investigation Costs) จัดรวมอยู่ในความเสียหายอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยหรือไม่?

 

สองประเด็นพิพาทนี้ ขอกล่าวถึงพร้อมกันคราวเดียวกันไปเลย

 

แม้กรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้กำหนดคำนิยามของความเสียหายทางกายภาพเอาไว้ แต่เป็นที่เข้าใจว่า หมายความถึง ความเสียหายที่ส่งผลทำให้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้นั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (physical change) จนถึงขนาดไม่อาจใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ ทั้งจำต้องได้รับการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนทดแทน แล้วแต่กรณี

 

ฝ่ายกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมจำเลยต่อสู้ว่า

 

ตลับไม้ (wooden cassettes) เหล่านั้น แม้นควรปลอดจากความชื้นโดยสิ้นเชิง แต่ก็มีคุณสมบัติสามารถทนรับความชื้นได้สูงสุดไม่เกินระดับร้อยละ 25 ก่อนที่การเสื่อมสภาพ/การผุพังจะส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างนั้นได้ และหากความชื้นต่ำกว่าร้อยละ 20 การเสื่อมสภาพที่มีอยู่นั้นก็จะไม่เกิดการขยายตัวอีก ฉะนั้น ความเสียหายทางกายภาพจะเพียงจำกัดตราบเท่าที่เมื่อได้ปรากฏขึ้นมาจริงภายในระยะเวลาประกันภัย และจำต้องถูกซ่อมแซม หรือถูกเปลี่ยนทดแทนเท่านั้น ดังถ้อยคำของข้อตกลงคุ้มครองที่เขียนอย่างชัดเจนว่า “สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันเกิดขึ้นมาในระหว่างระยะเวลาประกันภัย (physical loss or damage to Property Insured, occurring during the Period of Insurance)” ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์วันเกิดความเสียหาย (occurrence basis) ของการประกันภัยนั่นเอง

 

นอกจากนี้ เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยค่าวิชาชีพ (Professional Fees) ก็ไม่ได้เอ่ยถึงการขยายไปถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ (cost of investigation) ความเสียหายที่คาดจะมีในอนาคตภายหลังระยะเวลาประกันภัยแต่ประการใด

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยรวมโจทก์โต้แย้งว่า

 

เป็นการตีความที่แคบกับไม่เป็นธรรมเกินไป เพราะความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพทุกลักษณะ ไม่ว่าจะมองเห็นได้ และเป็นการชั่วขณะหนึ่งล้วนเพียงพอที่จะจัดเป็นความเสียหายอันควรจะได้รับความคุ้มครองแล้ว รวมตลอดไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความเสียหายที่คาดจะพึงมีในอนาคต การแก้ไขเปลี่ยนแปลง และการทำความสะอาดด้วย อันได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเปิดตลับไม้ทุกชิ้น เพื่อค้นหาความเสียหาย โดยไม่คำนึงถึงจะปรากฏมีความเสียหายทางกายภาพอย่างแท้จริงหรือเปล่า รวมถึงการเช็ดทำความสะอาดกำจัดความชื้นที่จะพึงมี โดยทั้งหมดจัดเป็นความเสียหายทางกายภาพตามความหมายแล้ว ด้วยเหตุที่ล้วนจัดเป็นความเสียหายที่เริ่มต้นเกิดขึ้นภายในระยะเวลาประกันภัย และต่อเนื่องต่อไปโดยไม่ขาดตอนในภายหลัง

 

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า

 

เมื่อพิจารณาประกอบถ้อยคำในเงื่อนไขพิเศษแบบ Design Exclusion 5 (DE 5) Design Improvement Exclusion Clause ซึ่งไม่ได้ให้ความคุ้มครองถึงความเสียหายทั้งหลายอันเป็นผลมาจากข้อบกพร่องต่าง ๆ ยกเว้นเพียงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปรับปรุงแก้ไขการออกแบบ แบบแปลน ข้อกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงานดั้งเดิมเท่านั้น ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการเปิดตลับไม้เพื่อค้นหาความเสียหายที่จะพึงมี จึงถือเป็นความเสียหายที่ห่างไกลจากสิ่งที่เขียนยกเว้นไว้อย่างชัดแจ้งเสียอีก ดูไม่สอดคล้องกัน ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับข้อต่อสู้ของกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมจำเลยที่ให้มีความรับผิดตามความเสียหายแท้จริงไม่เกินกว่าระยะเวลาประกันภัย คือ ไม่เกินกว่าวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2017

 

ศาลอุทธรณ์มีความเห็นต่างบางส่วน

 

เมื่อได้เกิดความเสียหายอันได้รับความคุ้มครองขึ้นมาแล้ว ผู้รับประกันภัยจำต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และที่ควรคาดหวังอันสมควรจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยเป็นไปตามเจตนารมณ์ของความคุ้มครองที่จะปกป้องผู้เอาประกันภัยเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีความเสียหายเกิดขึ้นมาเลย (hold the assured harmless from having suffered the insured damage in the first place) ตามหลักสัญญาเพื่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (contract of indemnity) หากลองตั้งสมมุติฐานว่า ได้มีความสูญเสีย หรือความเสียหายอันได้รับคุ้มครองเกิดขึ้นภายในระยะเวลาประกันภัย และกว่าจะประเมินค่าเสียหายได้ทั้งหมดก็เป็นภายหลังระยะเวลาประกันภัยไปแล้ว คงไม่น่าเรียกว่า สิ่งที่ประเมินได้นั้นถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในภายหลัง นี่ควรเป็นการแปลความหมายของหลักเกณฑ์วันที่เกิดความเสียหายที่ให้ความเป็นธรรม และความถูกต้องมากกว่า เพราะถ้อยคำที่เขียนของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทได้เอ่ยถึงความสูญเสีย (loss) หรือความเสียหาย (damage) ซึ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาประกันภัย โดยไม่ได้กล่าวถึงค่าเสียหาย (damages) รวมไปด้วยเลย ทั้งคำหลังสุดนั้นก็ให้ความหมายแตกต่างจากสองคำแรก  

 

ในแง่ของผู้เอาประกันภัยในที่นี้ คือ ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปรับปรุงความเสียหายเพิ่มเติมซึ่งอาจเกิดขึ้นมาได้ภายหลังระยะเวลาประกันภัย เนื่องด้วยตัวเนื้อไม้อาจเสื่อมสภาพอย่างต่อเนื่องได้จากการที่คงยังมีความชื้นแพร่กระจายอยู่ภายใน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบความเสียหายที่คาดจะพึงมีในอนาคตนั่นเอง อันจัดเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่ได้รับ และเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปมุ่งหวังจากการซื้อประกันภัยมาคุ้มครอง

 

อนึ่ง แม้ผลการตรวจสอบจะไม่ปรากฏความเสียหายอันได้รับคุ้มครองอยู่ด้วยก็ตาม ให้ถือเป็นกรณีที่ผู้รับประกันภัยจำต้องรับผิดด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นการดำเนินการสมเหตุผลด้วยเช่นเดียวกัน

 

สอดคล้องกับข้อกำหนดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เขียนว่า

 

“การตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใต้ส่วนนี้ (งานก่อสร้าง/งานติดตั้ง) ให้แก่ผู้เอาประกันภัยจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์การชดใช้เต็มจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ (full cost) ในการซ่อมแซม การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือการเปลี่ยนทดแทนทรัพย์สินที่ได้สูญเสีย หรือได้เสียหายไป ...”

 

ส่วนเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยค่าวิชาชีพ (Professional Fees) นั้นมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองถึงสิ่งที่ได้รับความคุ้มครองตามปกติอยู่แล้ว เพียงระบุข้อจำกัดเพิ่มเติมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน โดยไม่ได้เป็นการขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมดั่งที่เข้าใจแต่ประการใด

 

2) ระยะเวลาประกันภัย (Period of Insurance) ที่แท้จริง ควรนับจนถึงวันที่ส่งมอบงาน (Practical Completion) หรือจวบจนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการบำรุงรักษา (Maintenance Period) กันแน่?

 

ระยะเวลาประกันภัยทั้งหมดระบุตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 จวบจนถึงวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2017 อันประกอบด้วยสองช่วงระยะเวลา คือ

 

2.1) ระยะเวลางานก่อสร้าง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ไปจนถึงวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2016 หรือวันที่ได้มีการส่งมอบงานจริงตามใบรับรองงานแล้วเสร็จในระดับที่ใช้การได้แล้ว (Practical Completion Certificate)

(อันที่จริงระยะเวลาตามสัญญาว่าจ้าง คือ 23 เดือน ระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 จวบจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2015 ณ เวลาเที่ยงคืน แต่ได้สรุปให้ยึดถือระยะเวลาข้างต้นแทน)

 

2.2) ระยะเวลาการบำรุงรักษา (Maintenance Period) หนึ่งปีนับแต่วันที่ครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้าง หรือเมื่อมีการส่งมอบงาน แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อนกัน

 

แม้ในความเป็นจริงวันที่ได้มีการส่งมอบงานจริงตามใบรับรองงานแล้วเสร็จในระดับที่ใช้การได้แล้ว คือ วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2016 แต่คู่ความคงยืนยันให้ยึดถือตามระยะเวลาประกันภัยทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 จวบจนถึงวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2017 แทน

 

ฝ่ายกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมจำเลยต่อสู้ว่า

 

ความเสียหายที่บังเกิดขึ้นนั้นจะต้องจำแนกความรับผิดแยกออกระหว่างผู้เอาประกันภัยรวมสองราย ดังนี้

 

ก) ฝ่ายเจ้าของโครงการ มีสิทธิได้รับการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดในส่วนของค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม การเปลี่ยนทดแทน หรือการสร้างใหม่ สำหรับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายทางกายภาพในระหว่างระยะเวลาประกันภัยทั้งสองช่วง ในที่นี้จนถึงวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2017 ภายหลังจากหักความเสียหายส่วนแรกออกไปแล้ว

 

ข) ฝ่ายผู้รับเหมาหลัก เพียงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายเช่นว่านั้นไม่เกินกว่าวันที่ได้มีการส่งมอบงานจริงตามใบรับรองงานแล้วเสร็จในระดับที่ใช้การได้แล้ว คือ วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2016 เท่านั้น เพราะส่วนได้เสียของผู้รับเหมาหลักสิ้นสุดลงแค่นี้ตามสัญญาว่าจ้าง และได้ส่งมอบงานให้แก่เจ้าของโครงการไปแล้ว ภาระหน้าที่คงเหลืออยู่ของผู้รับเหมาหลักเพียงแค่แก้ไขงานที่บกพร่องระหว่างการก่อสร้าง/การติดตั้งเท่านั้น

 

นั่นหมายความถึง หากปรากฏมีความเสียหายเนื่องด้วยความประมาทเลินเล่อของผู้รับเหมาหลักบังเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาบำรุงรักษา ผู้รับประกันภัยซึ่งได้ชดใช้ไปให้แก่เจ้าของโครงการจะสามารถรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้รับเหมาหลักนั้นได้

 

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า

 

เมื่อผู้รับเหมาหลักไม่ได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นอย่างชัดเจนว่า ความเสียหายที่เรียกร้องมานั้นได้บังเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานของผู้รับเหมาหลักด้วย จึงเห็นพ้องกับฝ่ายกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมจำเลยดังกล่าวข้างต้น

 

ศาลอุทธรณ์มีความเห็น

 

ยืนตามศาลชั้นต้น

 

4) ความเสียหายส่วนแรกต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง (Deductible/Excess per Any One Event) คำว่า “เหตุการณ์” นั้นควรอาศัยการนับจากจำนวนครั้งของสาเหตุ (cause) หรือจำนวนของผลลัพธ์ของความเสียหายที่เกิดขึ้น (effect) อันไหนถูกต้องมากที่สุด?

 

เนื่องด้วยเป็นที่สรุป และยอมรับกันว่า สาเหตุความเสียหายนั้นตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษความคุ้มครองเพิ่มเติม แบบ DE 5 ซึ่งให้ความคุ้มครองถึงความเสียหายทั้งหลายอันเป็นผลมาจากข้อบกพร่องต่าง ๆ ยกเว้นเพียงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปรับปรุงแก้ไขการออกแบบ แบบแปลน ข้อกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงานดั้งเดิมเท่านั้น และได้กำหนดความเสียหายส่วนแรกไว้อยู่ที่ 150,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 6,554,760 บาท) ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง

 

ฝ่ายกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมจำเลยต่อสู้ว่า

 

เมื่อเทียบเคียงกับเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยช่วงระยะเวลาความเสียหาย 72 ชั่วโมง (72 Hours Clause) ซึ่งพูดถึงผลลัพธ์ของความเสียหาย ฉะนั้น ในที่นี้เหตุการณ์ควรนับจากผลลัพธ์ของความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือจำนวนชิ้นของตลับไม้ที่เสียหายด้วยเช่นเดียวกัน นั่นหมายความถึง ฝ่ายผู้เอาประกันภัยรวมจะต้องรับผิดชอบเอง สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมด

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยรวมโจทก์โต้แย้งว่า

 

การนับจำนวนเหตุการณ์นั้นควรอ้างอิงจากจำนวนสาเหตุที่เกิดขึ้นจะถูกต้องกว่า ซึ่งสาเหตุในที่นี้มาจากข้อบกพร่องต่าง ๆ เพียงสาเหตุเดียว ผู้เอาประกันภัยจึงรับผิดชอบเอง สำหรับความเสียหายส่วนแรกจำนวนเดียวในหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

 

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า

 

มีความเห็นพ้องกับฝ่ายผู้เอาประกันภัยรวมโจทก์ ประกอบกับการเทียบเคียงถ้อยคำที่เขียนแตกต่างระหว่างความเสียหายส่วนแรกทั่วไปซึ่งได้กำหนด 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 436,984 บาท) ต่อความเสียหาย (loss) แต่ละครั้ง และทุกครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงแสดงถึงเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันไประหว่างสองกรณี กล่าวคือ ต่อเหตุการณ์แสดงถึงสาเหตุ ขณะที่ต่อความเสียหายแสดงถึงผลลัพธ์

 

ศาลอุทธรณ์มีความเห็น

 

ยืนตามศาลชั้นต้น

 

ส่วนตัวเลขของค่าเสียหายที่แท้จริง ให้คู่ความไปว่ากล่าวกันต่อไป

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Sky & Mace v Riverstone Managing Agency & Ors [2023] EWHC 1207 (Comm) https://caselaw.nationalarchives.gov.uk/ewhc/comm/2023/1207?query=[2023]+EWHC+1207+(Comm) และ Sky UK Ltd and Mace v Riverstone Managing Agency and others [2024] EWCA Civ 1987 (16 December 2014) https://www.bailii.org/ew/cases/EWCA/Civ/2024/1567.html)

 

หมายเหตุ

 

อ่านตัวอย่างคำพิพากษาต่างประเทศนี้แล้ว ได้เห็นมุมมองเพิ่มเติมที่เป็นประโยชน์ ทั้งบางประเด็น อดรู้สึกไม่ได้ว่า ถ้าท่านใดในบ้านเรา ไม่อยากจะอาศัยคำพิพากษาจากศาล ซึ่งอาจใช้เวลานาน และไม่แน่ใจผลทางคดีจะออกมาเช่นใด? ก็ขอแนะนำให้ติดเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม เพื่อปกป้องข้อโต้แย้งเรื่องความเสียหายต่อเนื่องจนพ้นระยะเวลาประกันภัย โดยอาศัยเอกสารแนบท้ายว่าด้วยในช่วงระหว่างความเสียหาย (Losses in Progress) แบบ อค./ทส. 1.49 กับเอกสารแนบท้ายที่ชื่อ Destruction of Sound Property Value Clause หรือUndamaged Parts Clause สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบค้นหาความเสียหาย เพราะโดยปกติแล้ว บริษัทประกันภัยจะมองว่า มักจะเกิดขึ้นโดยเจตนา ไม่ใช่อุบัติเหตุ และหากค้นพบแล้ว และไม่เข้าข่ายความคุ้มครองก็จะไม่คุ้มครองให้ ซึ่งทั้งหมดนี้จัดเป็นเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินที่สร้างเสร็จแล้ว ไม่ใคร่มีผู้ใดสนใจจะขยาย ถ้าสามารถเจรจานำไปปรับใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินระหว่างการก่อสร้าง/การติดตั้งได้ น่าจะช่วยลดปริมาณการนำคดีขึ้นสู่ศาลได้บ้างนะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 234 : ความเสียหายของการประกันภัยงานก่อสร้าง (Damage of Construction All Risks Insurance (CAR)) จะระงับสิ้นสุดเพียงไม่เกินระยะเวลาประกันภัย (Period of Insurance) จริงไหม?

 

(ตอนที่สอง)

 

อาคารที่ได้รับความเสียหายหลังนี้คว้ารางวัลการออกแบบระดับโลก และมีความโดดเด่นจนเป็นจุดขายแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลักแห่งหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษแล้ว ไม่ควรพลาดในการที่จะเข้าไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง

 

กระนั้น ระหว่างการก่อสร้างจวบจนภายหลังส่งมอบงานแล้ว ยังมีประเด็นปัญหาข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลเพื่อชี้ขาดอยู่หลากหลายประเด็นในแง่ของการประกันภัยงานการก่อสร้าง อันจัดเป็นคดีศึกษาตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ผู้สนใจศึกษาเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเรียนรู้ทำความเข้าใจในรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในลิงก์คำพิพากษาทั้งสองชั้นศาลที่ให้ไว้ตอนท้ายสุด เนื่องด้วยบทความนี้จะขอเพียงจับประเด็นสรุปให้อ่านประดับความรู้เบื้องต้นไว้เท่านั้น

 

โดยทั่วไป ในการทำประกันภัยคุ้มครองงานโครงการก่อสร้าง/ติดตั้งจะประกอบด้วยสัญญาสองสัญญาเข้ามาเกี่ยวข้อง คือ สัญญาว่าจ้างงานกับสัญญาประกันภัย ทำให้เรียกสัญญาประกันภัยนี้ว่า “การประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance)” หรือบางครั้งก็เรียกว่า “การประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (Contractor’s All Risks Insurance)”

 

เป็นสิ่งน่าเสียดายในบ้านเรา แม้ภายใต้สัญญาประกันภัย การประกันภัยนี้จัดเป็นมาตรฐานเดียวกัน สำหรับทุกบริษัทประกันภัย แต่สัญญาว่าจ้างงานกลับยังไม่ได้มีมาตรฐาน และมิได้ลงรายละเอียดสิทธิหน้าที่ต่าง ๆ ของบุคคลผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนเหมือนกับต่างประเทศ

 

บางครั้งอดก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาไม่ได้

 

ระหว่างเจ้าของโครงการผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง (หรือผู้รับเหมาหลัก) ใครมีบทบาทสำคัญกว่ากันเช่นไร?

 

ผู้เอาประกันภัยหลายรายสามารถจัดแบ่งได้ออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้เอาประกันภัยที่ระบุชื่อกับกลุ่มผู้เอาประกันภัยที่ไม่ระบุชื่อ ทั้งสองกลุ่มมีสิทธิหน้าที่แตกต่างกันหรือไม่?

 

เมื่องานโครงการเสียหาย ผู้ใดควรมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยกันแน่ ผู้ว่าจ้าง หรือผู้รับจ้าง?

 

ถ้อยคำปกติเพียงเอ่ยกว้าง ๆ ว่า ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เว้นแต่จะได้มีการระบุไว้เป็นอย่างอื่น

 

ฯลฯ

 

ศาลอังกฤษได้วางแนวทางในการพิจารณาคดีนี้ด้วยการอ้างอิงสองสัญญาที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ สัญญาว่าจ้างออกแบบรวมงานก่อสร้างฉบับมาตรฐานของประเทศอังกฤษ คือ JCT Design and Build Contract 2011 Form กับสัญญาประกันภัยเป็นเกณฑ์

 

เมื่อเจ้าของโครงการผู้ว่าจ้าง Sky UK Limited ได้ตกลงคัดเลือกผู้รับเหมาหลัก Mace Limited แล้ว และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการปรับปรุงแก้ไขสัญญาว่าจ้างอยู่นั้น เจ้าของโครงการนั้นได้ไปติดต่อบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยรายหนึ่งเข้ามาจัดทำสัญญาประกันภัยเพื่อคุ้มครอง ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยที่เรียกว่า “Contract Works and Special Provision Terrorism Insurance” กับกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วม เนื่องจากมีมูลค่างานค่อนข้างสูง ปรากฏว่า สัญญาว่าจ้างนี้ได้ถูกลงนามระหว่างคู่สัญญาภายหลังจากเมื่อได้มีกรมธรรม์ประกันภัยออกมาเรียบร้อยแล้ว

 

ผู้เอาประกันภัยหลายรายในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้ประกอบด้วยกลุ่มผู้ถูกระบุชื่อกับกลุ่มผู้ไม่ถูกระบุชื่อ โดยถือว่า กลุ่มผู้ถูกระบุชื่อในที่นี้ คือ เจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาหลักจะได้รับสิทธิหน้าที่หลักต่าง ๆ ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้ แม้นกระนั้น ทั้งคู่ล้วนมีส่วนได้เสียที่แตกต่างกัน อันเรียกว่า “ผู้เอาประกันภัยรวม (composite insured)” ไม่เหมือนกับกรณี “ผู้เอาประกันภัยร่วม (co-insured)” ซึ่งผู้เอาประกันภัยร่วมทุกรายต่างมีส่วนได้เสียเท่าเทียมกัน โดยกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้ได้เขียนกำกับไว้ในหัวข้อผู้เอาประกันภัยอย่างชัดเจนด้วยว่า ตามสิทธิ และส่วนได้เสียที่ตนมีอยู่ (their respective rights and interests)

 

ฉะนั้น ในคดีนี้ การเพียงมีชื่อระบุเป็นผู้เอาประกันภัยไม่ได้เป็นเครื่องการันตีสิทธิหน้าที่ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้อย่างเท่าเทียมกันเสมอไป

 

ศาลคดีนี้แปลความว่า ผู้เอาประกันภัยหลัก คือ เจ้าของโครงการในฐานะผู้ออกเงินทุนซึ่งได้ซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองงานโครงการของตน และการดำเนินงานตามที่ว่าจ้างของผู้รับเหมาหลักด้วย

 

ดังนั้น เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาระหว่างระยะเวลาประกันภัย บริษัทประกันภัยมีหน้าที่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยตรงให้แก่เจ้าของโครงการผู้เอาประกันภัยหลักเท่านั้นในฐานะคู่สัญญาประกันภัยที่แท้จริง ส่วนเจ้าของโครงการผู้เอาประกันภัยหลักนั้นจะจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนนั้นต่อไปให้แก่ผู้รับเหมาหลักหรือเปล่า? ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใดได้รับมอบหมายให้ดำเนินการซ่อมแซม เปลี่ยนทดแทน หรือสร้างใหม่ สำหรับความเสียหายอันได้รับความคุ้มครองนั้นหรือไม่? เพราะไม่แน่นอนเสมอไปที่ผู้รับเหมาหลักจะได้รับมอบหมายภาระหน้าที่เหล่านั้นตลอด

 

การประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง หรือการประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมานั้นจัดเป็นการประกันภัยทรัพย์สินจำพวกหนึ่ง ซึ่งได้มีการขยายความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายเพิ่มเติมด้วยเท่านั้น

 

ครั้นเมื่อพิจารณาถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในที่นี้ คือ ตัวงานที่ถูกว่าจ้างให้ทำนั่นเอง คำว่า “งานที่ถูกว่าจ้างให้ทำ” หรือภาษาประกันภัยเรียกว่า “งานถาวร (permanent works) รวมงานชั่วคราว (temporary works)” ด้วยนั้น ควรถือเป็นทรัพย์สินของผู้ใดกันแน่ เจ้าของโครงการผู้ลงเงินทุน หรือผู้รับเหมาหลักผู้ลงแรง?

 

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?

 

ความยากลำบากอย่างใหญ่หลวงอีกข้อหนึ่งในการแก้ไขปรับปรุงความเสียหายที่บังเกิดขึ้น กล่าวคือ ตลับไม้ที่ถูกติดตั้งเป็นโครงหลังคาจำนวนรวมทั้งสิ้น 472 ชิ้นนั้น ไม่ทราบว่า จำนวนเท่าใดที่ถูกน้ำฝนแทรกซึมเข้าไปอยู่ภายใน บางชิ้นปรากฏร่องรอยโป่งบวม หรือเปื่อยผุ มองเห็นด้วยสายตาได้ แต่ที่มองไม่เห็นล่ะ จะบริหารจัดการเช่นใด?

 

อาคารหลังนี้ได้ถูกส่งมอบงานไปแล้ว เจ้าของโครงการได้เข้าครอบครองอาคารทั้งหลังโดยสิ้นเชิง มีผู้คนเข้าไปทำงานอยู่ครบทั้งสามชั้น ไม่นับนักท่องเที่ยวอีกมากมายที่เข้าไปเยี่ยมชมทุกวัน

 

การสำรวจตลอดจนแก้ไขปรับปรุง แค่คิดก็ชวนปวดหัวแล้ว

 

แผนงานของฝ่ายเจ้าของโครงการพยายามให้ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของตนน้อยที่สุด

 

แผนงานของฝ่ายผู้รับเหมาหลักอยากจะให้เป็นไปอย่างเด็ดขาดโดยให้มีระยะเวลาที่กระชับมากที่สุด ไม่ให้ยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ๆ

 

ทั้งสองฝ่ายไม่อาจหาข้อสรุปที่ยอมรับกันได้ รวมทั้งปริมาณความเสียหายที่ควรจะเป็น โดยประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยตัดสินในประเด็นข้อพิพาทเรื่องอื่นเสียก่อน

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ จำต้องต่อในตอนที่สามถึงคำพิพากษาของศาลทั้งสองชั้นคราวหน้าแล้วล่ะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 234 : ความเสียหายของการประกันภัยงานก่อสร้าง (Damage of Construction All Risks Insurance (CAR)) จะระงับสิ้นสุดเพียงไม่เกินระยะเวลาประกันภัย (Period of Insurance) จริงไหม?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้เป็นเรื่องการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับการก่อสร้าง (Construction All Risks Insurance) มีหลายประเด็นที่ควรค่าแก่ความสนใจอย่างมาก ได้แก่

 

1) ความเสียหาย หรือความเสียหายทางกายภาพ (Damage or Physical Damage) มีความหมายเช่นใด?

 

2) ระยะเวลาประกันภัย (Period of Insurance) ที่แท้จริง ควรนับจนถึงวันที่ส่งมอบงาน (Practical Completion) หรือจวบจนถึงวันที่สิ้นสุดระยะเวลาการบำรุงรักษา (Maintenance Period) กันแน่?

 

3) ค่าใช้จ่ายอันสมควรในการตรวจสอบค้นหาความเสียหาย (Reasonable Investigation Costs) จัดรวมอยู่ในความเสียหายอันจะได้รับความคุ้มครองด้วยหรือไม่?

 

4) ความเสียหายส่วนแรกต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง (Deductible/Excess per Any One Event) คำว่า “เหตุการณ์” นั้นควรอาศัยการนับจากจำนวนครั้งของสาเหตุ (cause) หรือจำนวนของผลลัพธ์ของความเสียหายที่เกิดขึ้น (effect) อันไหนถูกต้องมากที่สุด?

 

คดีพิพาทนี้มีที่มา ดังนี้

 

วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 2014 Sky UK Limited ในฐานะผู้ว่าจ้างได้ตกลงทำสัญญาจ้างออกแบบรวมก่อสร้าง (Design and Build Contract) กับ Mace Limited ในฐานะผู้รับเหมาหลัก (main contractor) และผู้ออกแบบ สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ที่โดดเด่นล้ำสมัยแห่งหนึ่ง เรียกว่า “Sky Central” ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยได้ถูกออกแบบให้มีหลังคาแผ่นไม้แบบเรียบขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป คือ ประมาณพื้นที่ 16,000  ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นการนำตลับไม้ (wooden cassettes) จำนวนทั้งสิ้น 472 ชิ้นมาประกอบรวมเข้าด้วยกัน มูลค่ารวมโครงการนี้ตกอยู่ประมาณ 220 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 9,613,648,000 บาท)

 

เพื่อโครงการนี้ ทั้งผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาหลัก (และผู้ออกแบบ) ได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับการก่อสร้าง (Construction All Risks Insurance) ไว้กับกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วม โดยมีรายการสาระสำคัญที่เกี่ยวเนื่องประเด็นข้อพิพาท พอสรุปได้ ดังนี้

 

ก) ผู้เอาประกันภัยร่วมที่ถูกระบุชื่อ ได้แก่ Sky UK Limited และ Mace Limited

 

ข) ระยะเวลาประกันภัยทั้งหมดระบุตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 จวบจนถึงวันที่ 15 กรกฏาคม ค.ศ. 2017 อันประกอบด้วยสองช่วงระยะเวลา คือ

 

- ระยะเวลางานก่อสร้างเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ไปจนถึงวันที่ได้มีการส่งมอบงานจริงตามใบรับรองงานแล้วเสร็จในระดับที่ใช้การได้แล้ว (Practical Completion Certificate)

 

- ระยะเวลาการบำรุงรักษา (Maintenance Period) หนึ่งปีนับแต่เมื่อมีการส่งมอบงานแล้ว

 

ค) ข้อตกลงคุ้มครองระบุว่า

 

“ผู้รับประกันภัยจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันเกิดขึ้นมาในระหว่างระยะเวลาประกันภัย จากสาเหตุใดก็ตาม ... ทั้งนี้ โดยอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของสัญญาประกันภัยฉบับนี้ด้วย”

 

ง) ข้อกำหนดการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเขียนว่า

 

“การตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใต้ส่วนนี้ (งานก่อสร้าง/งานติดตั้ง) ให้แก่ผู้เอาประกันภัยจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์การชดใช้เต็มจำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการซ่อมแซม การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือการเปลี่ยนทดแทนทรัพย์สินที่ได้สูญเสีย หรือได้เสียหายไป (รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทดสอบการใช้งาน หรือการทดสอบการปฏิบัติงานทั้งระบบเพิ่มเติมใด ๆ อันเป็นผลเนื่องมาจากความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพนั้นซึ่งได้รับการชดใช้ในที่นี้ด้วย) ถึงแม้นค่าใช้จ่ายเช่นว่านั้นอาจแตกต่างจากค่าใช้จ่ายดั้งเดิมในการก่อสร้างก็ตาม ...”

 

จ) มีการขยายเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมที่สำคัญ ดังนี้

 

- แบบ DE 5 Clause ซึ่งให้ความคุ้มครองถึงความเสียหายทั้งหลายอันเป็นผลมาจากข้อบกพร่องต่าง ๆ ยกเว้นเพียงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการปรับปรุงแก้ไขการออกแบบ แบบแปลน ข้อกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงานดั้งเดิมเท่านั้น

- ค่าวิชาชีพ (Professional Fees Clause)

- ช่วงระยะเวลาความเสียหาย 72 ชั่วโมง (72 Hours Clause)

 

ฉ) ความเสียหายส่วนแรก ได้แก่

 

- 10,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 436,984 บาท) ต่อความเสียหายแต่ละครั้ง และทุกครั้ง

 

- 150,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 6,554,760 บาท) ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง สำหรับค่าสินไหมทดแทนซึ่งได้รับการชดใช้ภายใต้แบบ DE 5 Clause เท่านั้น

 

ผู้เอาประกันภัยร่วมทั้งสองได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมของตนเป็นจำเลยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนี้

 

ช่วงระหว่างระยะเวลาประกันภัย ประมาณเดือนธันวาคม ค.ศ. 2014 ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2015 ผู้รับเหมาช่วงได้ทำงานติดตั้งตลับไม้ (wooden cassettes) ด้วยการใช้ปั้นจั่นหอสูงยกตลับไม้หลายชิ้นซึ่งได้ถูกสายรัดเอาไว้เป็นชุดมาจากโรงงานขึ้นไปเพื่อทำการติดตั้ง ผู้ติดตั้งที่อยู่ด้านบนก็จะใช้มีดคัตเตอร์ตัดสายรัดออกมา และนำแต่ละชิ้นนั้นไปประกอบเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ได้เกิดความผิดพลาด คือ ตลับไม้บางชิ้นได้ถูกคมมีดกรีดเป็นรูโหว่ตรงผื้นผิวที่ถูกเคลือบกันน้ำชั่วคราวไว้ บางรูจะมีการใช้เทปกาวปิดไว้แก้ไขชั่วคราว แต่บางรูก็ไม่ได้ทำอะไร เนื่องด้วยขั้นตอนการทำงานท้ายสุดตามแผนงานจะต้องมีการทายากันน้ำถาวร (permanent waterproofing) เคลือบแผ่นตลับไม้ที่เชื่อมต่อกันแล้วทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง

 

อย่างไรก็ดี ระหว่างรอการทำงานขั้นท้ายสุดนั้นเองนานนับเดือน ได้ปรากฏมีพายุฝนสาดเข้ามาสร้างความเสียหายแก่ตลับไม้เหล่านั้นซึ่งปราศจากสิ่งปกป้องแต่ประการใด

 

ครั้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 2015 เริ่มตรวจพบบางตลับมีน้ำฝนได้เข้าไปขังอยู่ภายใน นอกเหนือจากการแทรกซึมของน้ำเข้าไปอยู่ในเนื้อไม้ จนทำให้เนื้อไม้เกิดการบวม และยุ่ยสลายเกินกว่าการแก้ไขได้แล้ว  

 

ผู้รับเหมาเองได้พยายามแก้ไขเบื้องต้นด้วยการทำให้ตลับไม้เหล่านั้นให้แห้งอยู่หลายรอบแล้ว จวบจนถึงวันส่งมอบงานจริงตามใบรับรองงานแล้วเสร็จในระดับที่ใช้การได้แล้ว (Practical Completion Certificate) ณ วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2016 ก็ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์สักที โดยคาดการว่า น่าจะแก้ไขซ่อมแซมจนเสร็จสมบูรณ์ได้ก็ประมาณปี ค.ศ. 2019 โน่นเลย

 

โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ดังนี้

 

(1) ค่าเสียหายสำหรับหลังคาไม้ จำนวนเงินรวมประมาณ 56 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 2,447,110,400 บาท)

 

(2) ค่าตรวจสอบความเสียหายที่อาจมีขึ้นมาได้ในอนาคต (investigations of deterioration and development of further damage) จนถึงปี ค.ศ. 2022 อีกประมาณ 10 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือประมาณ 436,984,000 บาท)

 

โปรดติดตามผลทางคดีของศาลชั้นต้น และศาลชั้นอุทธรณ์ในตอนต่อไปครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/