วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 245 : เมื่อทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัทกับทรัพย์สินของบริษัทจำต้องแยกเดินกันคนละทาง (Separate Entity Concept) ไหม?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

ในทางกฎหมาย บุคคลสามารถจำแนกออกเป็นสองประเภท ได้แก่ บุคคลธรรมดา (natural person) และนิติบุคคล (juristic person)

 

บุคคลธรรมดา คือ มนุษย์เราทั่วไปนี่แหละ ส่วนนิติบุคคล คือ บุคคลที่ถูกสมมุติขึ้นมาทางกฎหมาย ในลักษณะรูปแบบของ บริษัท ห้างหุ้นส่วน มูลนิธิ องค์การ หน่วยงาน ฯลฯ โดยที่ทั้งสองประเภทต่างล้วนมีสิทธิ และหน้าที่แยกต่างหากจากกัน (separate legal entity rule)

 

เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับหลักส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ (insurable interest principle) ในทางประกันภัย ซึ่งจัดเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญมาก แต่บ่อยครั้ง กลับถูกละเลย ไม่ใคร่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ผลทางกฎหมายของการปราศจากส่วนได้เสียนั้นอาจส่งผลถึงขนาดทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองเลยก็ได้

 

เคยเขียนบทความทำนองนี้ไว้นานมากแล้วใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/ เรื่องที่ 31: การประกันภัยทรัพย์สินของบุคคลอื่น

 

สนใจก็ลองย้อนกลับไปค้นหาอ่านกันดูนะครับ

 

ฉะนั้น เมื่อมีคำถามทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัท (บุคคลธรรมดา) กับทรัพย์สินของบริษัท (นิติบุคคล) จำต้องแยกเดินกันคนละทางไหม?

 

ขอให้พิจารณาจากแนวคำเฉลยของตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศสองเรื่องนี้เปรียบเทียบ

 

เรื่องแรกถือเป็นคดีต้นแบบซึ่งได้ยอมรับกันอย่างทั่วโลก

 

วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1919

 

นาย Thomas Macaura ซึ่งเป็นเจ้าของไม้ท่อนจำนวนมากในสถานประกอบการในประเทศไอร์แลนด์ ได้โอนขายกองไม้ทั้งหมดของตนให้แก่โรงเลื่อยไม้ซึ่งตนเองได้จัดตั้งขึ้นมาในรูปแบบของบริษัท เรียกว่า บริษัท Irish Canadian Saw Mills จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หุ้นจำนวน 42,000 หุ้นชำระเต็มมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ของบริษัทนั้น ส่งผลทำให้นาย Thomas Macaura กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกือบทั้งหมด หรือจะเรียกว่า เป็นเจ้าของบริษัทนั้นเลยก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน (unsecured creditor) ของบริษัทนี้อีก 19,000 ปอนด์สเตอร์ลิง

 

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922

 

นาย Thomas Macaura ได้นำไม้ท่อนทั้งหมดนั้นไปจัดทำประกันอัคคีภัยกับบริษัท Northern Assurance Company โดยระบุชื่อของตนเองเป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว

 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922

 

ได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้สร้างความเสียหายบางส่วนแก่กองไม้เหล่านั้น

 

บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท โดยอ้างว่า นาย Thomas Macaura ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นกองไม้ดังกล่าวนั้นเลย

 

ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่า

 

นาย Thomas Macaura ผู้เอาประกันภัยคงยังมีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นกองไม้ดังกล่าว ณ เวลาที่ทำประกันภัย และเวลาที่เกิดเหตุแห่งความเสียหายหรือไม่?

 

ทั้งที่ตามความเป็นจริง และตามกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท Irish Canadian Saw Mills จำกัด

 

คดีนี้ได้ถูกนำขึ้นสู่คณะอนุญาโตตุลาการเป็นลำดับแรก คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยว่า ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นเลย

 

ศาลชั้นต้นยืนตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ

 

ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลเพิ่มเติม ดังนี้

 

บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างหากที่แยกออกจากผู้ถือหุ้น แม้นว่า บุคคลอาจเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดของบริษัทนั้นอยู่ก็ตาม ทรัพย์สินของบริษัทไม่ถือเป็นของผู้ถือหุ้นแต่ประการใด

 

ผู้ถือหุ้นอาจสูญเสียมูลค่าหุ้นโดยทางอ้อม เป็นต้นว่า มูลค่าหุ้นที่ลดลงไป แต่กรณีเป็นคนละอย่างกับการเป็นเจ้าของในทรัพย์สินของบริษัท

 

เมื่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นกองไม้ดังกล่าวได้ถูกโอนขายให้แก่บริษัท Irish Canadian Saw Mills จำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างจากกันแล้ว ทรัพย์สินนั้นจึงไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของนาย Thomas Macaura โดยส่วนตัวอีกต่อไป

 

นาย Thomas Macaura ไม่ได้มีสิทธิยึดหน่วง (lien) หรือสิทธิยึดเป็นหลักประกัน (security) ใดเหนือทรัพย์สินนั้น แม้ทรัพย์สินนั้นคงตั้งอยู่ในพื้นที่ของนาย Thomas Macaura เองก็ตาม ทั้งไม่ได้ปรากฏมีภาระผูกพันตามกฎหมาย หรือตามสัญญาใดในการที่จะต้องรับผิดชอบแก่ทรัพย์สินนั้น

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว นาย Thomas Macaura จึงไม่มีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น ณ เวลาที่ทำประกันภัย และเวลาที่เกิดเหตุแห่งความเสียหาย

 

อนึ่ง นอกจากนี้ผลทางคดีนี้ยังเป็นการให้ความสำคัญกับการจัดลำดับหนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าหนี้บริษัทอีกด้วย เพราะถ้าให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิรับชำระค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยได้โดยตรง เจ้าหนี้ของบริษัทจะเสียประโยชน์ที่ควรได้ ค่าสินไหมทดแทนที่จะได้รับควรตกเป็นสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อนำไปจัดสรรแก่เจ้าหนี้เสียก่อนเป็นลำดับแรก

 

หากผลทางคดีตัดสินในทางตรงกันข้าม โดยให้นาย Thomas Macaura สามารถรับชำระค่าสินไหมทดแทนได้ จะส่งผลกระทบต่อหลักการที่บริษัทเป็นบุคคลต่างหากจากเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท (separate legal personality)

 

ผู้ใดอาจนำทรัพย์สินของบุคคลอื่นไปทำประกันภัยในนามของตนได้ง่าย ๆ เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์จากการประกันภัย

 

เจ้าหนี้ของบริษัทจะเสียผลประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น กระนั้นก็ตาม แม้นาย Thomas Macaura จะเป็นเจ้าหนี้รายเดียวของบริษัทนี้อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย เป็นเพียงภาระผูกพันกับตัวบริษัทในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสินทรัพย์ของบริษัท มิใช่จากไฟไหม้โดยตรง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Macaura v. Northern Assurance Co., Ltd. [1925] AC 619 และบทความ The Invisible Wall Between Man and His Company by Ashita Jain, Feb. 3, 2026)    

 

ส่วนตัวอย่างคดีศึกษาที่สองไปว่ากันต่อตอนหน้าครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 167 : เมื่อสัญญาซื้อขายรถยนต์ตกเป็นโมฆียะ?

 

 

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 244 : เมื่อความเสียหายส่วนแรกเป็นเรื่องให้ต้องถกเถียง และตีความหมาย (Deductibles Can Be Confusing And Ambiguous)

 

(ตอนที่สอง)

 

เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นพ้องร่วมกันไม่ได้ ฝ่ายผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อยุติ

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์

 

ให้การว่า สูตรการคำนวณของตนมีที่มา ดังนี้

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรก $500,000

ซึ่งได้มาจาก 5% x $10,000,000 (วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุด) หรือเท่ากับจำนวนเงินขั้นต่ำที่ $500,000 พอดิบพอดี

 

เท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ตนควรจะได้รับการชดใช้รวม $2,726,164

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย

 

โต้แย้งว่า ที่ถูกต้องควรคำนวณดังนี้

 

มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น $86,086,833 x 80% ของงานที่ทำเสร็จแล้ว

 

เท่ากับมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง $68,869,466.40

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรกสูงสุด 5% x $68,869,466.40

 

คิดเป็นเงินค่าเสียหายส่วนแรกเทียบเท่า $3,443,473.32 อันสูงกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำ $500,000 จำต้องใช้จำนวนเงินสูงสุดที่คำนวณมาใช้บังคับแทน

 

เนื่องด้วยค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164 น้อยกว่าค่าเสียหายส่วนแรกดังกล่าว ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้ให้

 

แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลรับฟังได้ แต่กลับเลือกพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีนี้

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เนื่องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วว่า การคำนวณค่าเสียหายส่วนแรกที่พิพาทกันนั้น อาจคำนวณได้หลายนัยแตกต่างกัน จึงมีคำสั่งย้อนคดีให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักฐานใหม่ให้สิ้นสงสัย

 

ศาลชั้นต้นรับฟังเพิ่มเติมว่า

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์

 

นำสืบเพิ่มเติมว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้จัดทำผ่านบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งภายหลังเมื่อได้รับใบเสนอราคาจากฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยแล้ว บริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยได้จัดทำใบสลิป (slip) สรุปสาระสำคัญแจ้งแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ตรงในส่วนค่าเสียหายส่วนแรกสั้น ๆ เพียง $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000

 

ถ้อยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้อพิพาทนี้ ประกอบด้วยสองคำกล่าวคือ

 

“มูลค่าเสี่ยงภัยที่จะสามารถเอาประกันภัยได้รวมทั้งสิ้น (total insurable at risks)” อาจจะเลือกทำประกันภัยตรงตามนั้น หรือต่ำกว่านั้นก็แล้วแต่จะตกลงกัน

 

กับ

 

“มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)

คือ มูลค่าที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยตกลงรับประกันภัยเอาไว้นั่นเอง

 

ฉะนั้น ในคดีนี้ วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 สามารถพูดได้อีกอย่างหนึ่ง คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) นั่นเอง

 

อันเป็นที่มาของตัวเลขค่าเสียหายส่วนแรก $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 ซึ่งทั้งฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยกับฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์รับรู้ และเข้าใจร่วมกันมาโดยตลอดเวลา ซึ่งดูแล้วสมเหตุสมผลกัน

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย

 

ตอบโต้ว่า แนวปฏิบัติของทุกบริษัทประกันภัยที่ได้ยึดถือกันมาตลอดเช่นเดียวกัน คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) สำหรับการประกันภัยงานก่อสร้าง คือ ตามมูลค่างานของสัญญาว่าจ้างทั้งหมด ในที่นี้ คือ $86,086,833

 

การกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกกรณีมีความเสี่ยงภัยสูง อาจมีการกำหนดเป็นวงเงินขั้นต่ำเป็นตัวเงิน ร่วมกับวงเงินขั้นสูงเป็นอัตราร้อยละก็ได้ ถ้าคำนวณออกมาได้แตกต่างกัน ให้ยึดถือวงเงินขั้นสูงเป็นเกณฑ์ใช้บังคับ

 

ศาลชั้นต้นคงยังตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีเช่นเดิม

 

คดีจึงถูกนำขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์เป็นครั้งที่สอง

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

 

แม้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้อ้างอิงถึงถ้อยคำที่เป็นประเด็น “มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)” คือ มูลค่าที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values) ก็ตาม แต่ถ้อยคำหลังก็ไม่ปรากฏคำนิยามกำกับไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท กลับพบเพียงแค่ถ้อยคำ “มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น (total contract value)” แทน

 

กรณีถ้อยคำที่อาจมีการแปลความหมายได้หลายนัย หลักกฎหมายให้ยกผลประโยชน์แห่งความกำกวม (ambiguity) นั้นตกแก่คู่สัญญาฝ่ายที่เสียประโยชน์ และไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างถ้อยคำในสัญญานั้นเอง

 

พิพากษากลับให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ชนะคดีนี้

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี McDonnel Group v. Starr Surplus Lines Insurance Company 2025)    

 

หมายเหตุ

 

น่าสนใจ เทียบเคียงกับในบ้านเราจะเขียนถ้อยคำทำนองนี้ดูจะชัดเจนกว่า คือ

 

ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท หรือ 20% ของความเสียหาย (loss) แล้วแต่กรณีใดจะสูงกว่ากัน ต่อความเสียหายแต่ละครั้ง และทุกครั้ง (each and every loss)

 

กระนั้นก็ตาม ถ้าวิเคราะห์คำว่าความเสียหาย (loss) เทียบเคียงในคดีข้างต้น สมมุติคือ

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท x 20%

 

ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูง = 21,221,706.79 บาท (หรือขั้นต่ำก็เถอะ)

 

คุณคิดว่า ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูงนั้น (หรือขั้นต่ำก็เถอะ) จะนำไปหักออกจากตัวเลขใดดังต่อไปนี้?

 

ก) ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท

 

หรือ

 

ข) วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 328,900,000 บาท

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 165 : ภายหลังชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว บริษัทประกันภัยผู้รับโอนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นมาได้นำไปขายต่อ แต่ได้เงินกลับมาน้อยลง จะไปเรียกส่วนที่ขาดจากบุคคลภายนอกผู้กระทำผิดได้หรือไม่?

 

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 244 : เมื่อความเสียหายส่วนแรกเป็นเรื่องให้ต้องถกเถียง และตีความหมาย (Deductibles Can Be Confusing And Ambiguous)

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

คุณคิดว่า คุณรู้จักความเสียหายส่วนแรก (deductible) ที่เขียนในกรมธรรม์ประกันภัยประเภทต่าง ๆ ดีแค่ไหนครับ?

 

ถ้ามั่นใจแล้ว หรือ

 

ยังไม่ใคร่มั่นใจนัก?

 

ลองมาอ่านพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศจากประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่องนี้ดูครับ

 

ปี ค.ศ. 2014 เจ้าของโรงแรมเก่าแห่งหนึ่งได้ว่าจ้างผู้รับเหมาหลักรายหนึ่งให้ทำการปรับปรุงตกแต่งโรงแรมดังกล่าวของตนซึ่งสูง 17 ชั้น และมีขนาดพื้นที่รวมกันทั้งหมด 550,000 ตารางฟุต

 

ผู้รับเหมาหลักรายนี้ได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง หรือในที่นี้เรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยของผู้รับเหมาก่อสร้าง (Builder’s Risk Insurance Policy)” โดยระบุทั้งเจ้าของโครงการผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมกับตนด้วย มีระยะเวลาประกันภัยรวมสองปี ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017 ด้วยมูลค่างานที่เอาประกันภัยทั้งโครงการรวม (total insured value) เริ่มแรกอยู่ที่ 76,086,833 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,502,495,937.37 บาท) และมีใบสลักหลังเพิ่มมูลค่าดังกล่าวเรื่อยมาจนได้มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 86,086,833 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,831,395,937.37 บาท) พร้อมได้ขยายระยะเวลาประกันภัยออกมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 2017

 

มีบริษัทประกันภัยสองแห่งเข้าร่วมกันรับประกันภัยโครงการนี้ รายละครึ่ง โดยมีข้อกำหนดเงื่อนไขที่สำคัญ และเป็นประเด็นพิพาท ดังนี้

 

ก) วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 328,900,000 บาท)

 

ข) ความเสียหายส่วนแรก สำหรับภัยน้ำท่วม กำหนดไว้ที่

 

5% ของมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหาย หรือขั้นต่ำอยู่ที่ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 16,445,000 บาท)

 

ช่วงท้ายโครงการในปี ค.ศ. 2017 ขณะดำเนินงานแล้วเสร็จไปแล้วประมาณ 80% ได้เกิดฝนตกหนักเป็นระยะก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้ภัยน้ำท่วมรวมทั้งหมด 6 เหตุการณ์ด้วยกัน ระหว่างเดือนมีนาคมจนถึงสิงหาคม คิดเป็นค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 3,226,164 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 106,108,533.96  บาท)

 

ผู้เอาประกันภัย

 

ได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งของตน โดยใช้สูตรการคำนวณดังนี้

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 3,226,164 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 106,108,533.96  บาท)

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 16,445,000 บาท) ที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งคำนวณมาจาก 5% ของวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 328,900,000 บาท)

 

เท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ควรจะได้รับการชดใช้รวม 2,726,164 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 89,663,533.96 บาท)

 

บริษัทประกันภัยทั้งสองแห่ง

 

ตอบปฏิเสธแจ้งว่า ผู้เอาประกันภัยคำนวณตัวเลขผิด ควรคำนวณดังนี้ถึงจะถูกต้อง

 

ปีที่เกิดเหตุ ตัวงานได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 80% ของมูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 86,086,833 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,831,395,937.37 บาท) หรือคิดเป็นเงินเทียบเท่ามูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง 68,869,466.40 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,265,116,749.90 บาท)

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรกสูงสุด 5% ของมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง 68,869,466.40 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,265,116,749.90 บาท) หรือคิดเป็นเงินค่าเสียหายส่วนแรกเทียบเท่า 3,443,473.32 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 113,255,837.49  บาท)

 

เนื่องด้วยค่าเสียหายส่วนแรกดังกล่าวมีจำนวนเงินสูงกว่าค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องมา บริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ให้แต่ประการใด

 

คุณมีความคิดเห็นเช่นไรครับ?

 

การคำนวณของฝ่ายใดถูกต้องที่สุดกันแน่?

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัย หรือ

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัย

 

ตอนหน้ามาลุ้นกันครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 164 : โรงแรมจะพ้นผิดไหม? หากแขกผู้มาพักอาศัยไม่ได้ล็อคกลอนประตูห้อง และไม่ได้ใส่โซ่คล้องประตูห้องพักของตน จนส่งผลทำให้มีของหาย รถหาย

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 243 : ข้อพิพาทความหมายเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit Clause) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณี (Jeweller’s Block Insurance Policy)

 

กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณี (Jeweller’s Block Insurance Policy) จัดเป็นกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ซึ่งให้ความคุ้มครองในลักษณะความเสี่ยงภัยทุกชนิดแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจำพวกเพชรพลอย หรืออัญมณี หรือสิ่งมีค่าอื่น ๆ ของผู้ประกอบกิจการค้าขายสินค้าจำพวกเช่นว่านี้ โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยตามมูลค่าแท้จริงที่ได้ระบุเอาประกันภัยไว้

 

ทั้งนี้ ผู้ขอเอาประกันภัยยังสามารถเลือกที่จะขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ เป็นต้นว่า ความคุ้มครองนอกสถานที่ (Outside Limit Clause), การทุบตู้กระจกแสดงสินค้า (Window Smash Limit), การจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) โดยมีวงเงินความคุ้มครองในลักษณะวงเงินความคุ้มครองย่อย หรือจำนวนเงินจำกัดความคุ้มครองที่เรียกว่า Sub Limit นั่นเอง

 

ในตัวอย่างคดีศึกษาจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ เป็นประเด็นข้อพิพาทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จัดอยู่

 

1) ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ซึ่งมิได้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมไว้หรือไม่? หรือ

 

2) ควรอยู่ภายใต้ความคุ้มครองปกติทั่วไปตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่แท้จริงหรือเปล่า?

 

เรามาพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกันครับ

 

ผู้ประกอบกิจการค้าส่งสินค้าเพชรพลอย และอัญมณีเจ้าหนึ่งที่ประเทศบราซิลได้จัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณีฉบับหนึ่งไว้กับบริษัทประกันภัยรายหนึ่งของประเทศอังกฤษผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยในประเทศบราซิล เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2000 – 2001

 

ประมาณเวลา 11.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ผู้เอาประกันภัยพร้อมภรรยาได้ขับรถยนต์ไปรับลูกชายกับแม่ของผู้เอาประกันภัยจากสนามบิน เพื่อเดินทางกลับบ้านของตน ระหว่างทางได้ถูกกลุ่มคนร้ายจำนวนหกคนปลอมแปลงเป็นตำรวจเข้ามาปิดล้อมรถ และลักพาตัวทุกคนไปเจรจาข่มขู่ให้ผู้เอาประกันภัยกระทำตามคำสั่งของคนร้าย มิฉะนั้น จะบังเกิดอันตรายแก่ครอบครัวของผู้เอาประกันภัย โดยให้ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ของตนเองแยกไปกับลูกชายอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อนำหยก (emeralds) ทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ตู้นิรภัยสี่ตู้ในร้านใส่ถุงใหญ่สองใบที่คนร้ายมอบให้ และกลับมาส่งให้แก่คนร้ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับลูกชายที่ตกเป็นตัวประกันซึ่งได้ถูกคนร้ายบังคับให้สวมเข็มขัดระเบิดติดตัวเอาไว้ด้วย ณ สถานที่นัด โดยคนร้ายได้มอบวิทยุสื่อสารให้ไว้ใช้ในการติดต่อประสานงาน เดิมที คนร้ายจะให้ตัวผู้เอาประกันภัยพกระเบิดมือติดตัวไปด้วยเผื่อพนักงานในร้านขัดขวางไม่ให้ความร่วมมือ แต่ผู้เอาประกันภัยไม่ยินยอม และได้ยืนยันว่า สามารถพูดคุยต่อรองกับพนักงานประจำร้านได้

 

ประมาณเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกัน ผู้เอาประกันภัยได้เดินทางมาถึงร้านของตน และได้บอกเล่าเรื่องราวต่อพนักงานประจำร้านให้รับทราบว่า ครอบครัวของตนได้ถูกคนร้ายลักพาตัวไป เพื่อแลกเปลี่ยนกับหยกทั้งหมดในร้าน ซึ่งจะต้องถูกนำออกมาจากตู้นิรภัยเพื่อบรรจุใส่ในถุงใหญ่สองใบดังกล่าว

 

ทั้งนี้ คนร้ายยังได้พูดข่มขู่ผ่านทางวิทยุสื่อสารที่อยู่กับตัวผู้เอาประกันภัยอีกด้วยว่า ห้ามมิให้ผู้ใดติดตามมากับผู้เอาประกันภัย

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคนร้าย และสามารถนำตัวครอบครัวของตนกลับคืนมาโดยสวัสดิภาพ และได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยของตน เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สำหรับความสูญเสียที่บังเกิดขึ้นในครั้งนี้

 

บริษัทประกันภัยรายนี้ปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างว่า กรณีนี้เข้าข่ายอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ซึ่งผู้เอาประกันภัยมิได้ซื้อขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมเอาไว้ โดยที่มีเงื่อนไขความคุ้มครองระบุถอดความออกมาได้ ดังนี้

 

ความรับผิดของผู้เอาประกันภัย ภายใต้รายการทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในส่วนของสต็อกสินค้ากับสินค้า สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายเนื่องจากการชิงทรัพย์ (robbery) ในเวลาเมื่อสถานที่เอาประกันภัยเปิดดำเนินการตามปกติ หรือเมื่อมีผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างรายใด (ที่ไม่ใช่พนักงานรักษาความปลอดภัย) ของผู้เอาประกันภัยได้ประจำอยู่ ณ สถานที่เอาประกันภัยนั้น

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้นำคดีขึ้นสู่ศาลจนถึงระดับศาลอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า

 

เนื่องด้วยความสูญเสียของหยกที่เอาประกันภัยได้เกิดขึ้น ณ ร้านสถานที่เอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยเป็นผู้นำพาออกไปเอง กรณีจึงไม่เข้าข่ายความคุ้มครองนอกสถานที่ (Outside Limit Clause) ทั้งยังไม่เข้าข่ายเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) อีกด้วย โดยให้เหตุผลเอาไว้ว่า

 

เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทระบุถึง “การชิงทรัพย์” จะหมายความถึง การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ได้ถูกร่างขึ้นมา เพื่อกำหนดวงเงินความคุ้มครองย่อย ณ เวลาเมื่อสถานที่เอาประกันภัยนั้นตกอยู่ในโอกาสความเสี่ยงภัยที่จะถูกจู่โจม (attack) จากการชิงทรัพย์ ทั้งการชิงทรัพย์ในที่นี้ หมายความถึง การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงของบุคคลภายนอกหนึ่งราย หรือสองรายที่เข้ามา เพื่อนำพาทรัพย์นั้นออกไปเป็นของตนเองโดยทุจริต คงไม่ได้หมายความถึง โดยตัวลูกจ้างรายใด หรือกระทั่งตัวผู้เอาประกันภัยเองเหมือนดั่งเช่นในคดีนี้ นอกจากนี้ การถูกจู่โจม (attack) ใด ๆ ก็มิได้กระทำโดยตรงต่อลูกจ้าง หรือสถานที่เอาประกันภัยแต่ประการใด สิ่งที่บังเกิดขึ้นเป็นเพียงการที่ตัวผู้เอาประกันภัยเองซึ่งเป็นผู้ถือครองสต็อกสินค้าที่เอาประกันภัย ได้นำพาสต็อกสินค้านั้นออกไปต่างหาก อันเนื่องมาจากการถูกข่มขู่บังคับ (duress) ไม่ใช่ด้วยเจตนานำพาทรัพย์ของบุคคลอื่นมาเป็นของตนโดยทุจริตด้วยการใช้กำลังรุนแรงดังที่กฎหมายบัญญัติไว้

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Canelhas Comercio Importacao e Exportacao Ltd v Wooldridge [2004] EWCA Civ 984)

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 163 : เมื่อรถส่วนลากกับรถส่วนพ่วงต่างทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับกับภาคสมัครใจแยกกัน โดยที่ต่างมีข้อยกเว้นไม่เหมือนกัน จะสามารถหยิบยกข้อยกเว้นของอีกฉบับหนึ่งมาอ้างอิงแทนกันได้ไหม?