วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 249 : เมื่อโดนน้ำท่วม (Flood) เกิดไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit) แล้วเกิดระเบิด (Explosion) ขึ้น คุณเห็นว่า กรณี้นี้มีกี่ภัย (Peril)? กี่ความเสียหาย (Loss)? กี่เหตุการณ์ (Occurrence)? ซึ่งบริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดชอบกันแน่

 

บ่อยครั้งเวลาเมื่อเกิดปรากฏการณ์แห่งความเสียหายขึ้นมาอาจไม่ได้มีแค่ภัยเดียวเข้ามาเกี่ยวข้อง หากหลายภัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นประกอบด้วย

 

ก) กรณีเป็นภัยที่คุ้มครองทั้งหมด ปัญหาอาจน้อยหน่อย หรือ

 

ข) กรณีมีทั้งภัยที่คุ้มครองปนกับภัยที่ไม่คุ้มครอง

 

จะแยกแยะภัยกันเช่นไร?

 

จะจำแนกออกเป็นกี่ความเสียหาย หากภัยเหล่านั้นสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินแตกต่างกันไป?

 

จะนับกรณีที่เกิดขึ้นแยกต่างหากจากกัน หรือสามารถนำมารวมกันได้ไหม?

 

ยิ่งมีเรื่องวงเงินความคุ้มครองกับเรื่องความเสียหายส่วนแรกที่แตกต่างกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งชวนปวดหัวเข้าไปใหญ่

 

ลองมาเทียบเคียงกับตัวอย่างคดีศึกษานี้ดูนะครับ

 

ลมพายุก่อให้เกิดฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

 

น้ำท่วมนั้นได้ไหลแทรกซึมเข้าตามร่องแตกร้าวของตัวอาคารสำนักงานที่เอาประกันภัย

 

น้ำที่ไหลเข้าไปบางส่วนไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ภายใน รวมทั้งเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน (non-energized electrical equipment)

 

น้ำบางส่วนไปถูกแผงสวิตช์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่ (energized electrical switching panels) จนเกิดประกายไฟอาร์ก (electrical arcing) กับไฟฟ้าลัดวงจร (short circuit) และก่อให้เกิดการระเบิด (explosion) จนเป็นรูตรงแผงสวิตช์ไฟฟ้านั้นในท้ายที่สุด

 

คุณเห็นว่า กรณีที่ขึ้นดังกล่าว ประกอบด้วย

 

1) กี่ภัย (peril)?

 

ลมพายุ ฝนตก น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร การระเบิด

 

2) กี่ความเสียหาย (loss)? และ

 

3) กี่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (occurrence)?

 

โชคดีของผู้เอาประกันภัยรายนี้ที่ได้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบสรรพภัย รวมน้ำท่วมกับขยายถึงภัยการชำรุดเสียหายต่อระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้า (mechanical or electrical breakdown) ไว้ด้วย แต่มีความเสียหายส่วนแรกต่างกันซึ่งจะมากกว่าจากภัยปกติ

 

คดีนี้คู่ความสองฝ่ายโต้เถียงกัน ดังนี้

 

1) กี่ภัย (peril)?

 

ฝ่ายหนึ่งตีความว่า แม้มีหลายภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะสนใจเพียงเฉพาะภัยที่สร้างความเสียหายเท่านั้น ซึ่งภัยหลักที่สร้างความเสียหายครั้งนี้มีเพียงภัยเดียว คือ ภัยน้ำท่วมเท่านั้น

 

อีกฝ่ายโต้แย้งว่า จำแนกออกได้เป็นสองกลุ่มภัยที่สร้างความเสียหาย ได้แก่ ภัยน้ำท่วม และภัยต่อเครื่องไฟฟ้า (electrical injury)

 

2) กี่ความเสียหาย (loss)?

 

จำนวนครั้งของความเสียหายจะถูกจำแนกไปตามจำนวนภัยที่แยกเช่นว่านั้น

 

กรณีที่จำแนกออกได้เป็นสองกลุ่มภัย ในที่นี้ ประกอบด้วยความเสียหายจากภัยน้ำท่วมครั้งที่หนึ่ง และความเสียหายจากไฟฟ้าลัดวงจรภายใต้ภัยต่อเครื่องไฟฟ้าในครั้งที่สอง

 

3) กี่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (occurrence)?

 

เช่นเดียวกับกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะจำแนกตามจำนวนครั้งของความเสียหาย

 

ศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า ภัยน้ำท่วมถือเป็นต้นเหตุเดียวโดยตรงที่ก่อให้เกิดภัยอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องติดตามมาโดยไม่ขาดตอน ฉะนั้น ภัยต่อเครื่องไฟฟ้าซึ่งได้รับการขยายความคุ้มครองภายใต้ภัยการชำรุดเสียหายต่อระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้า (mechanical or electrical breakdown) นับเป็นสาเหตุใกล้ชิด (proximate cause) มาจากภัยน้ำท่วมดังกล่าว

 

ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยจึงจัดเป็นความเสียหายเดียวกัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดียวกันเนื่องจากภัยน้ำท่วมดังกล่าวเช่นเดียวกัน

 

คดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาลอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Continental Insurance Co. v. Arkwright Mutual Insurance Co. (102 F.3d 30, 1st Cir. 1996))

 

ข้อสังเกต

 

น่าสนใจเพิ่มเติมตรงถ้าหากได้เกิดมีไฟไหม้ติดตามอย่างต่อเนื่องด้วย จะส่งผลทำให้การแปลความหมายเปลี่ยนแปลงไปไหม?

 

เนื่องจากถ้อยคำในกรณีภัยไฟไหม้ ปกติทั่วไปมักจะตีความให้คุ้มครองถึงภัยไฟไหม้แยกต่างจากโดยไม่คำนึงถึงว่า ภัยไฟไหม้ที่ติดตามมานั้นจะมีต้นเหตุ หรือสาเหตุมาจากภัยอื่นใดก็ตาม เว้นแต่จะได้ถูกเขียนถ้อยคำไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง หรือไม่ก็ถูกตีความให้ไม่เป็นสาเหตุใกล้ชิดจากภัยอื่นดังกล่าวนั้นเอง

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 170 : เมื่อบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายที่แท้จริงให้แก่คู่กรณีตามที่เรียกร้องแล้ว จะสามารถเรียกเงินส่วนที่เกินจากทุนประกันภัยกลับคืนจากผู้เอาประกันภัยของตนเองได้หรือไม่?

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 248 : เผาบ้านตนเอง เพื่อฆ่าตัวตาย (Commit Suicide by Setting Fire to His Own House) เนื่องด้วยความเครียดสะสม ซ้ำร้ายภายหลังมีขโมยลอบเข้าไปลักทรัพย์ (Thefts) ถึงสามครา บริษัทประกันภัยยังจำต้องรับผิดให้ไหมนี่?

 

เย็นวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2001 สืบเนื่องจากภาวะความเครียดสะสมในธุรกิจกับชีวิตส่วนตัว ประกอบการติดสุราอย่างรุนแรง ผู้เอาประกันภัยรายนี้ตัดสินใจจบชีวิตของตนเองด้วยการจุดไฟเผาบ้านของตนเอง แต่พอไฟเริ่มลุกลามมาก กลับเปลี่ยนใจหลบหนีออกมา โชคดีที่ดับไฟทันท่วงที ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวบ้านกับทรัพย์สินภายในที่ได้เอาประกันภัยไว้เสียหายบางส่วนค่อนข้างมากจนไม่อาจพักอยู่อาศัยได้ดังเดิม จำต้องไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว โดยได้มีการใช้แผ่นไม้ตีปิดกั้นส่วนที่เปิดเป็นช่องโหว่ไว้ด้วย

 

กรณีเหตุไฟไหม้

 

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุไฟไหม้ดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย และได้มีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาช่วยจัดการแทนอีกแรงหนึ่ง

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่ง

 

ช่วงระหว่างวันที่ 24/25 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบถอดสลักยกประตูเหล็กดัดหน้าบ้านที่ถูกคล้องกุญแจออกไป โดยผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สอง

 

วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2001 คนร้ายแอบงัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งคงยังหลงเหลืออยู่ภายในบ้านออกไปบางรายการ

 

วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

มีบางรายการซ้ำซ้อนกับที่ได้ยื่นเรียกร้องจากกรณีเหตุไฟไหม้ซึ่งถูกปฏิเสธความรับผิดแต่แรก ครานี้ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องเรียกร้องเข้ามาอีกในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งนี้

 

วันที่ 6 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยส่งหนังสือร้องขอต่อผู้เอาประกันภัยผ่านทางทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อจะเข้าไปสำรวจตรวจสอบความสูญเสีย สำหรับกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งกับที่สอง และขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวผู้เอาประกันภัยด้วย แต่ไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สาม

 

วันที่ 17 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่คงเหลืออยู่อีกหลายรายการ

 

วันที่ 24 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุการณ์ลักทรัพย์ครั้งที่สามต่อบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 25 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อแจ้งว่า ตนได้รับทราบถึงกรณีที่ผู้เอาประกันภัยบ่นถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงกับบริษัทประกันภัย แต่ตามมารยาทแล้ว ตนลำบากใจที่จะติดต่อโดยตรงกับผู้เอาประกันภัย เว้นแต่ทนายความจะได้ให้ความเห็นชอบเสียก่อน

 

วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ทำหนังสือต่อว่าบริษัทประกันภัยถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด

 

วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อขอคำแนะนำ พร้อมแจ้งว่า ถ้าตนไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 7 วัน แสดงว่า ทางทนายความไม่ขัดข้องที่ตนจะติดต่อกับผู้เอาประกันภัยโดยตรง

 

ไม่มีคำตอบใดกลับมาเช่นเคย

 

วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือโดยตรงถึงผู้เอาประกันภัย แจ้งว่า ตนได้พยายามติดต่อสื่อสารผ่านทนายความซึ่งได้รับมอบหมายจากตัวผู้เอาประกันภัยให้กระทำการแทนรวมสี่ฉบับแล้วเกี่ยวกับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งดังเอกสารแนบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย จึงเรียนแจ้งมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งกลับว่า จะให้ตนควรดำเนินการต่อไปเช่นไร

 

ตัวผู้เอาประกันภัยก็ไม่ได้ตอบกลับไป โดยไม่มีข้อมูลว่า เป็นเพราะเหตุใด เรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดจึงหยุดชะงักลงเพียงแค่นั้น

 

ประมาณเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ตัวผู้เอาประกันภัยได้โอนส่งมอบทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ใต้ภาระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง และทรัพย์สินนั้นก็ได้ถูกโอนขายต่อไปให้แก่บุคคลภายนอกเรียบร้อยแล้ว

 

วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย หากไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 14 วัน ก็จะยุติการดำเนินการทั้งหมด และปิดเรื่องกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยได้ทำหนังสือติดตามอีกครั้ง ทั้งที่ ณ เวลานั้น ตัวผู้เอาประกันภัยไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

ประมาณปี ค.ศ. 2002 บริษัทประกันภัยจึงปิดเรื่องเรียกร้องทั้งหมด

 

ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 ตัวผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั้งกรณีเหตุไฟไหม้กับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

ผลทางคดี

 

ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ศาลได้ทำการพิจารณาคดีนี้ โดยมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ผู้เอาประกันภัยโจทก์โต้แย้งโดยอ้างเหตุวิกลจริต (insanity) ตนได้กระทำการดังกล่าวไปโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ ไม่อาจรับรู้กับรู้สึกตัวได้ และไม่สามารถจำแนกถึงความผิดชอบชั่วดีเฉกเช่นบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะปกติทั่วไปได้

 

โดยหลักกฎหมายแล้ว ในการที่จะพ้นผิดด้วยสาเหตุแห่งวิกลจริตนั้น ผู้กระทำจำต้องพิสูจน์ให้ศาลรับฟังอย่างสิ้นสงสัยได้ว่า

 

1) ตนไม่อาจรับรู้ถึงการกระทำของตนเองได้ หรือ

2) ถ้าตนรับรู้ ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

จากการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ถึงการกระทำของตนเองเป็นอย่างดี และรู้ดีถึงผลการกระทำของตนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

(1) ผู้เอาประกันภัยโจทก์มีความตั้งใจ และแสดงออกที่จะพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งตั้งแต่ก่อนหน้ากรณีเหตุไฟไหม้

 

(2) ก่อนลงมือจุดไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ปล่อยสุนัขของตนออกไปด้วยความสงสาร ไม่อยากให้ต้องมารับกรรมจากการกระทำของตนเองในครานี้

 

(3) ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้จุดไฟขึ้นที่กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า แล้วไปแหย่กับตัวโซฟาที่ตนเองใช้นั่งประจำ และไปจ่อกับผ้าม่าน เพื่อให้ไฟสามารถลุกลามไปได้โดยง่าย ฉะนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ และเข้าใจถึงการกระทำของตนเองอย่างชัดแจ้ง

 

(4) ภายหลังจากการลุกลามของไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์เกิดความรู้สึกละอายใจ และเปลี่ยนใจไม่อยากตาย ด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้าน เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้มาดับไฟนั้นในท้ายที่สุด ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์สามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

 

ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุนั้น ไม่ได้มีเพียงสาเหตุจากการป่วยทางจิต (mental illness) อย่างเดียว ทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ลงมือจุดไฟด้วยอาการขาดสติ   

 

ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างอื่นอีก ทั้งในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว จนภรรยากับลูกต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านชั่วคราว และปล่อยให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์อยู่ตามลำพังในบ้านดังกล่าวจนกระทั่งเกิดเหตุนั้นขึ้นมา

 

ปัญหาทางธุรกิจจนถึงขนาดขาดสภาพคล่องทางเงิน และเป็นคดีความทางอาญากับคณะผู้บริหารของตน ซึ่งอาจส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์จำต้องติดคุก หากแพ้คดี

 

สุดท้าย ปัจจัยจากอาการติดสุราเรื้อรัง แม้จะพยายามเลิกได้ชั่วเวลาหนึ่ง ก็กลับมาใช้พฤติกรรมเดิมอยู่อีก

 

ฉะนั้น อาการป่วยทางจิตจึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่จะนำมาใช้อ้างเหตุแห่งวิกลจริต เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ประโยชน์

 

ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่ต้องรับผิด

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ข้อกำหนดว่าด้วยการให้ความร่วมมือในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (claims co-operation clause) นั้น ไม่ใช่เงื่อนไขก่อนความรับผิดของบริษัทประกันภัยจำเลย (condition precedent to the insurer’s liability) อันจะสามารถใช้เพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนเองได้ แต่เป็นเพียงการผิดเงื่อนไขปกติธรรมดาตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น ซึ่งแม้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อาจกระทำผิดเงื่อนไขนั้นไปบ้าง ก็น่าเชื่อว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ และก็ไม่ได้ส่งผลในการก่อความเสียหายให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลย เพียงแค่ทำให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่สามารถตกลงที่จะชดใช้ตัวเลขความเสียหายได้เท่านั้น โดยเฉพาะในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองกับที่สาม (ส่วนครั้งแรกค่อนข้างง่ายที่จะตกลงกันได้) แต่ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งไม่อาจได้รับความคุ้มครอง

 

ศาลจึงวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Raymond Thomas Porter v Zurich Insurance Co [2009] EWHC 376 (QB))

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?

 

 

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 247 : ลูกจ้างเลิกงานแล้วใช้ลิฟท์ส่วนกลาง (multi-tenant building’s lift) เพื่อกลับบ้าน แต่ถูกประตูลิฟท์นั้นหนีบได้รับบาดเจ็บ นายจ้างของลูกจ้างรายนั้นจำต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย (employer should be legally liabled) หรือไม่?

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ ลูกจ้างเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของตนให้รับผิดตามกฎหมาย สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตน โดยได้บรรยายคำฟ้องไว้ดังนี้

 

โจทก์ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสำนักงานจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นสองของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งหนึ่ง

 

การเดินทางเข้าออกสำนักงานของตนสามารถเลือกทำได้สองทาง คือ ใช้บันได หรืออาศัยลิฟท์ที่ตั้งอยู่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งทั้งหมดตามสัญญาเช่าพื้นที่ของจำเลยระบุเป็นพื้นที่ส่วนกลางของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งนั้น (common parts of the premises)

 

เย็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 โจทก์เลิกงานออกจากสำนักงานของตนโดยกดลิฟท์ลงมาชั้นล่าง ขณะที่กำลังเดินออกจากลิฟท์นั้น กระเป๋าที่สะพายอยู่บนบ่าได้เลื่อนหลุด โจทก์จึงหยุดชะงักเพื่อรีบคว้ากระเป๋าใบนั้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟท์ได้เลื่อนมาปิดพอดี จนทำให้ประตูลิฟท์นั้นกระแทกหนีบมือขวาของโจทก์ได้รับบาดเจ็บ

 

ผลการตรวจสอบภายหลัง ปรากฏว่า กลไกป้องกันความปลอดภัยของประตูลิฟท์นั้น เกิดความบกพร่องไม่ทำงานตามปกติที่ควรจะเป็น (defect disabling of the lift’s safety device)

 

โจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้ข้อกำหนดว่าด้วยการจัดหาและการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ค.ศ. 1998 (The Provision and Use of Work Equipment Regulations 1998 (PUWER)) สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตนดังกล่าว

 

คุณเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว นายจ้างมีความรับผิดตามกฎหมายต่อลูกจ้างรายนี้หรือไม่ครับ?

 

ถ้าคำตอบ คือ ไม่ ก็เป็นเช่นเดียวกับคำต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้

 

จำเลยต่อสู้ว่า ตนไม่มีความรับผิดตามกฎหมายในกรณีนี้ โดยอ้างว่า

 

1) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นนอกเวลาทำงาน (not at work)

 

2) สถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางก็อยู่นอกบริเวณพื้นที่สำนักงานที่จำเลยเช่าอันโจทก์ได้ทำงานอยู่ (workplace)

 

3) ลิฟท์ที่ก่อเหตุนั้นก็ไม่ได้เป็นของจำเลยแต่ประการใด จัดเป็นลิฟท์ที่บุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้เช่าพื้นที่ต่าง ๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ และไม่ใช่อุปกรณ์ที่นายจ้างจัดให้เพื่อใช้ในการทำงาน (work equipment) ตามที่กฎหมายฉบับนั้นได้บัญญัติเอาไว้

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว มีความเห็น ดังนี้

 

1) คำว่า “ในเวลาทำงาน (at work)” นั้น ควรแปลความหมายอย่างกว้าง ให้รวมถึงการเดินทางเข้าออกสำนักงาน หรือการเดินทางไปเก็บจดหมาย ไปรษณีย์ที่ถูกนำมาส่งไว้ในตู้ของผู้เช่า ณ ห้องโถงข้างล่างด้วย

 

2) ทั้งคำว่า “สถานที่ประกอบกิจการ (workplace)” นั้น กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้นายจ้างทุกรายจะต้องจัดการดูแลรักษาให้สถานที่ประกอบกิจการ (รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน) มีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยแก่ลูกจ้างของตน โดยสถานที่ประกอบกิจการหมายความรวมถึงพื้นที่ห้อง ห้องโถง ระเบียง บันได ถนน หรือสถานที่ใดก็ตามที่ใช้ในการเข้าออกสถานที่ทำงานนั้น หรือสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จัดให้ใช้อันเกี่ยวข้องกับสถานที่ในการทำงานนั้นเอง

 

3) ส่วนคำว่า “อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน (work equipment)” นั้น ซึ่งตามกฎหมายให้คำจำกัดความถึงเครื่องจักร เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือสิ่งที่ติดตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยเฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ตาม) แม้ลิฟท์นั้นจะไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยเอง หรือไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย หรือไม่ได้มอบให้ลูกจ้างใช้ทำงานก็ตาม แต่ควรตีความอย่างกว้าง ให้หมายความรวมถึงลิฟท์ซึ่งผู้ให้เช่าจัดบริการ เพื่อให้ผู้เช่ารวมถึงลูกจ้างสามารถใช้บริการเดินทางเข้าออกได้อย่างชอบธรรมตามสัญญาเช่า โดยที่ผู้เช่าเองจำต้องชำระค่าบริการส่วนกลาง (รวมถึงค่าบำรุงรักษาซ่อมแซม) ในกรณีนี้ด้วย ทำให้สามารถแปลความหมายให้จัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

 

ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี PRP Architects v Reid [2006] EWCA Civ 1119 (28 July 2006))

 

หมายเหตุ

 

แม้บทบัญญัติกฎหมายของบ้านเราไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถเทียบเคียงได้กับหลักกฎหมายบ้านเราในเรื่องพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดให้

 

- เจ้าของ หรือผู้ครอบครองอาคารต้องดูแลรักษา และซ่อมแซมอาคาร (รวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้ง) ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และมิให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินตลอดเวลาที่ใช้อาคารนั้น

 

- นายจ้างบริหาร จัดการ และดำเนินการค้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

เมื่อนายจ้างละเลยไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมายเช่นว่านั้น

 

ในส่วนของประกันภัยจะเป็นการประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง (Employer’s Liability Insurance) ซึ่งไม่ใคร่ได้รับความนิยมนักในบ้านเรา เพราะตัวถ้อยคำกรมธรรม์ประกันภัยเองที่มีอยู่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่เคยได้รับการปรับปรุง ทั้งยังถูกนำไปผูกเชื่อมโยงกับการประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน (Workmen’s Compensation Insurance) เข้าไปอีก

 

เมื่อพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาข้างต้น ชวนให้นึกคิดไปต่ออีกว่า

 

ศาลไทยจะแปลความหมายอย่างกว้างเช่นนั้นหรือเปล่า?

 

ถ้าใช่ จะส่งผลกระทบต่อกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือความรับผิดต่อผู้ครอบครองสถานที่ (Occupier’s Liability Insurance Policy) ซึ่งมีอยู่เดิมอย่างไร?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?