วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 244 : เมื่อความเสียหายส่วนแรกเป็นเรื่องให้ต้องถกเถียง และตีความหมาย (Deductibles Can Be Confusing And Ambiguous)

 

(ตอนที่สอง)

 

เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นพ้องร่วมกันไม่ได้ ฝ่ายผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อยุติ

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์

 

ให้การว่า สูตรการคำนวณของตนมีที่มา ดังนี้

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรก $500,000

ซึ่งได้มาจาก 5% x $10,000,000 (วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุด) หรือเท่ากับจำนวนเงินขั้นต่ำที่ $500,000 พอดิบพอดี

 

เท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ตนควรจะได้รับการชดใช้รวม $2,726,164

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย

 

โต้แย้งว่า ที่ถูกต้องควรคำนวณดังนี้

 

มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น $86,086,833 x 80% ของงานที่ทำเสร็จแล้ว

 

เท่ากับมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง $68,869,466.40

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรกสูงสุด 5% x $68,869,466.40

 

คิดเป็นเงินค่าเสียหายส่วนแรกเทียบเท่า $3,443,473.32 อันสูงกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำ $500,000 จำต้องใช้จำนวนเงินสูงสุดที่คำนวณมาใช้บังคับแทน

 

เนื่องด้วยค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164 น้อยกว่าค่าเสียหายส่วนแรกดังกล่าว ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้ให้

 

แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลรับฟังได้ แต่กลับเลือกพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีนี้

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เนื่องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วว่า การคำนวณค่าเสียหายส่วนแรกที่พิพาทกันนั้น อาจคำนวณได้หลายนัยแตกต่างกัน จึงมีคำสั่งย้อนคดีให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักฐานใหม่ให้สิ้นสงสัย

 

ศาลชั้นต้นรับฟังเพิ่มเติมว่า

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์

 

นำสืบเพิ่มเติมว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้จัดทำผ่านบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งภายหลังเมื่อได้รับใบเสนอราคาจากฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยแล้ว บริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยได้จัดทำใบสลิป (slip) สรุปสาระสำคัญแจ้งแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ตรงในส่วนค่าเสียหายส่วนแรกสั้น ๆ เพียง $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000

 

ถ้อยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้อพิพาทนี้ ประกอบด้วยสองคำกล่าวคือ

 

“มูลค่าเสี่ยงภัยที่จะสามารถเอาประกันภัยได้รวมทั้งสิ้น (total insurable at risks)” อาจจะเลือกทำประกันภัยตรงตามนั้น หรือต่ำกว่านั้นก็แล้วแต่จะตกลงกัน

 

กับ

 

“มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)

คือ มูลค่าที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยตกลงรับประกันภัยเอาไว้นั่นเอง

 

ฉะนั้น ในคดีนี้ วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 สามารถพูดได้อีกอย่างหนึ่ง คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) นั่นเอง

 

อันเป็นที่มาของตัวเลขค่าเสียหายส่วนแรก $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 ซึ่งทั้งฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยกับฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์รับรู้ และเข้าใจร่วมกันมาโดยตลอดเวลา ซึ่งดูแล้วสมเหตุสมผลกัน

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย

 

ตอบโต้ว่า แนวปฏิบัติของทุกบริษัทประกันภัยที่ได้ยึดถือกันมาตลอดเช่นเดียวกัน คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) สำหรับการประกันภัยงานก่อสร้าง คือ ตามมูลค่างานของสัญญาว่าจ้างทั้งหมด ในที่นี้ คือ $86,086,833

 

การกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกกรณีมีความเสี่ยงภัยสูง อาจมีการกำหนดเป็นวงเงินขั้นต่ำเป็นตัวเงิน ร่วมกับวงเงินขั้นสูงเป็นอัตราร้อยละก็ได้ ถ้าคำนวณออกมาได้แตกต่างกัน ให้ยึดถือวงเงินขั้นสูงเป็นเกณฑ์ใช้บังคับ

 

ศาลชั้นต้นคงยังตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีเช่นเดิม

 

คดีจึงถูกนำขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์เป็นครั้งที่สอง

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

 

แม้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้อ้างอิงถึงถ้อยคำที่เป็นประเด็น “มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)” คือ มูลค่าที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values) ก็ตาม แต่ถ้อยคำหลังก็ไม่ปรากฏคำนิยามกำกับไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท กลับพบเพียงแค่ถ้อยคำ “มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น (total contract value)” แทน

 

กรณีถ้อยคำที่อาจมีการแปลความหมายได้หลายนัย หลักกฎหมายให้ยกผลประโยชน์แห่งความกำกวม (ambiguity) นั้นตกแก่คู่สัญญาฝ่ายที่เสียประโยชน์ และไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างถ้อยคำในสัญญานั้นเอง

 

พิพากษากลับให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ชนะคดีนี้

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี McDonnel Group v. Starr Surplus Lines Insurance Company 2025)    

 

หมายเหตุ

 

น่าสนใจ เทียบเคียงกับในบ้านเราจะเขียนถ้อยคำทำนองนี้ดูจะชัดเจนกว่า คือ

 

ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท หรือ 20% ของความเสียหาย (loss) แล้วแต่กรณีใดจะสูงกว่ากัน ต่อความเสียหายแต่ละครั้ง และทุกครั้ง (each and every loss)

 

กระนั้นก็ตาม ถ้าวิเคราะห์คำว่าความเสียหาย (loss) เทียบเคียงในคดีข้างต้น สมมุติคือ

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท x 20%

 

ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูง = 21,221,706.79 บาท (หรือขั้นต่ำก็เถอะ)

 

คุณคิดว่า ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูงนั้น (หรือขั้นต่ำก็เถอะ) จะนำไปหักออกจากตัวเลขใดดังต่อไปนี้?

 

ก) ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท

 

หรือ

 

ข) วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 328,900,000 บาท

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 165 : ภายหลังชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว บริษัทประกันภัยผู้รับโอนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นมาได้นำไปขายต่อ แต่ได้เงินกลับมาน้อยลง จะไปเรียกส่วนที่ขาดจากบุคคลภายนอกผู้กระทำผิดได้หรือไม่?

 

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 244 : เมื่อความเสียหายส่วนแรกเป็นเรื่องให้ต้องถกเถียง และตีความหมาย (Deductibles Can Be Confusing And Ambiguous)

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

คุณคิดว่า คุณรู้จักความเสียหายส่วนแรก (deductible) ที่เขียนในกรมธรรม์ประกันภัยประเภทต่าง ๆ ดีแค่ไหนครับ?

 

ถ้ามั่นใจแล้ว หรือ

 

ยังไม่ใคร่มั่นใจนัก?

 

ลองมาอ่านพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศจากประเทศสหรัฐอเมริกาเรื่องนี้ดูครับ

 

ปี ค.ศ. 2014 เจ้าของโรงแรมเก่าแห่งหนึ่งได้ว่าจ้างผู้รับเหมาหลักรายหนึ่งให้ทำการปรับปรุงตกแต่งโรงแรมดังกล่าวของตนซึ่งสูง 17 ชั้น และมีขนาดพื้นที่รวมกันทั้งหมด 550,000 ตารางฟุต

 

ผู้รับเหมาหลักรายนี้ได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง หรือในที่นี้เรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยของผู้รับเหมาก่อสร้าง (Builder’s Risk Insurance Policy)” โดยระบุทั้งเจ้าของโครงการผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมกับตนด้วย มีระยะเวลาประกันภัยรวมสองปี ระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2015 ถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2017 ด้วยมูลค่างานที่เอาประกันภัยทั้งโครงการรวม (total insured value) เริ่มแรกอยู่ที่ 76,086,833 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,502,495,937.37 บาท) และมีใบสลักหลังเพิ่มมูลค่าดังกล่าวเรื่อยมาจนได้มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 86,086,833 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,831,395,937.37 บาท) พร้อมได้ขยายระยะเวลาประกันภัยออกมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ. 2017

 

มีบริษัทประกันภัยสองแห่งเข้าร่วมกันรับประกันภัยโครงการนี้ รายละครึ่ง โดยมีข้อกำหนดเงื่อนไขที่สำคัญ และเป็นประเด็นพิพาท ดังนี้

 

ก) วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 328,900,000 บาท)

 

ข) ความเสียหายส่วนแรก สำหรับภัยน้ำท่วม กำหนดไว้ที่

 

5% ของมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหาย หรือขั้นต่ำอยู่ที่ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 16,445,000 บาท)

 

ช่วงท้ายโครงการในปี ค.ศ. 2017 ขณะดำเนินงานแล้วเสร็จไปแล้วประมาณ 80% ได้เกิดฝนตกหนักเป็นระยะก่อให้เกิดความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้ภัยน้ำท่วมรวมทั้งหมด 6 เหตุการณ์ด้วยกัน ระหว่างเดือนมีนาคมจนถึงสิงหาคม คิดเป็นค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 3,226,164 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 106,108,533.96  บาท)

 

ผู้เอาประกันภัย

 

ได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งของตน โดยใช้สูตรการคำนวณดังนี้

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 3,226,164 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 106,108,533.96  บาท)

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 16,445,000 บาท) ที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งคำนวณมาจาก 5% ของวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 328,900,000 บาท)

 

เท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ควรจะได้รับการชดใช้รวม 2,726,164 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 89,663,533.96 บาท)

 

บริษัทประกันภัยทั้งสองแห่ง

 

ตอบปฏิเสธแจ้งว่า ผู้เอาประกันภัยคำนวณตัวเลขผิด ควรคำนวณดังนี้ถึงจะถูกต้อง

 

ปีที่เกิดเหตุ ตัวงานได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วประมาณ 80% ของมูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 86,086,833 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,831,395,937.37 บาท) หรือคิดเป็นเงินเทียบเท่ามูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง 68,869,466.40 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,265,116,749.90 บาท)

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรกสูงสุด 5% ของมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง 68,869,466.40 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 2,265,116,749.90 บาท) หรือคิดเป็นเงินค่าเสียหายส่วนแรกเทียบเท่า 3,443,473.32 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 113,255,837.49  บาท)

 

เนื่องด้วยค่าเสียหายส่วนแรกดังกล่าวมีจำนวนเงินสูงกว่าค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้องมา บริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ให้แต่ประการใด

 

คุณมีความคิดเห็นเช่นไรครับ?

 

การคำนวณของฝ่ายใดถูกต้องที่สุดกันแน่?

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัย หรือ

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัย

 

ตอนหน้ามาลุ้นกันครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 164 : โรงแรมจะพ้นผิดไหม? หากแขกผู้มาพักอาศัยไม่ได้ล็อคกลอนประตูห้อง และไม่ได้ใส่โซ่คล้องประตูห้องพักของตน จนส่งผลทำให้มีของหาย รถหาย

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 243 : ข้อพิพาทความหมายเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit Clause) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณี (Jeweller’s Block Insurance Policy)

 

กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณี (Jeweller’s Block Insurance Policy) จัดเป็นกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ซึ่งให้ความคุ้มครองในลักษณะความเสี่ยงภัยทุกชนิดแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจำพวกเพชรพลอย หรืออัญมณี หรือสิ่งมีค่าอื่น ๆ ของผู้ประกอบกิจการค้าขายสินค้าจำพวกเช่นว่านี้ โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยตามมูลค่าแท้จริงที่ได้ระบุเอาประกันภัยไว้

 

ทั้งนี้ ผู้ขอเอาประกันภัยยังสามารถเลือกที่จะขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ เป็นต้นว่า ความคุ้มครองนอกสถานที่ (Outside Limit Clause), การทุบตู้กระจกแสดงสินค้า (Window Smash Limit), การจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) โดยมีวงเงินความคุ้มครองในลักษณะวงเงินความคุ้มครองย่อย หรือจำนวนเงินจำกัดความคุ้มครองที่เรียกว่า Sub Limit นั่นเอง

 

ในตัวอย่างคดีศึกษาจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ เป็นประเด็นข้อพิพาทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จัดอยู่

 

1) ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ซึ่งมิได้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมไว้หรือไม่? หรือ

 

2) ควรอยู่ภายใต้ความคุ้มครองปกติทั่วไปตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่แท้จริงหรือเปล่า?

 

เรามาพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกันครับ

 

ผู้ประกอบกิจการค้าส่งสินค้าเพชรพลอย และอัญมณีเจ้าหนึ่งที่ประเทศบราซิลได้จัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณีฉบับหนึ่งไว้กับบริษัทประกันภัยรายหนึ่งของประเทศอังกฤษผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยในประเทศบราซิล เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2000 – 2001

 

ประมาณเวลา 11.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ผู้เอาประกันภัยพร้อมภรรยาได้ขับรถยนต์ไปรับลูกชายกับแม่ของผู้เอาประกันภัยจากสนามบิน เพื่อเดินทางกลับบ้านของตน ระหว่างทางได้ถูกกลุ่มคนร้ายจำนวนหกคนปลอมแปลงเป็นตำรวจเข้ามาปิดล้อมรถ และลักพาตัวทุกคนไปเจรจาข่มขู่ให้ผู้เอาประกันภัยกระทำตามคำสั่งของคนร้าย มิฉะนั้น จะบังเกิดอันตรายแก่ครอบครัวของผู้เอาประกันภัย โดยให้ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ของตนเองแยกไปกับลูกชายอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อนำหยก (emeralds) ทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ตู้นิรภัยสี่ตู้ในร้านใส่ถุงใหญ่สองใบที่คนร้ายมอบให้ และกลับมาส่งให้แก่คนร้ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับลูกชายที่ตกเป็นตัวประกันซึ่งได้ถูกคนร้ายบังคับให้สวมเข็มขัดระเบิดติดตัวเอาไว้ด้วย ณ สถานที่นัด โดยคนร้ายได้มอบวิทยุสื่อสารให้ไว้ใช้ในการติดต่อประสานงาน เดิมที คนร้ายจะให้ตัวผู้เอาประกันภัยพกระเบิดมือติดตัวไปด้วยเผื่อพนักงานในร้านขัดขวางไม่ให้ความร่วมมือ แต่ผู้เอาประกันภัยไม่ยินยอม และได้ยืนยันว่า สามารถพูดคุยต่อรองกับพนักงานประจำร้านได้

 

ประมาณเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกัน ผู้เอาประกันภัยได้เดินทางมาถึงร้านของตน และได้บอกเล่าเรื่องราวต่อพนักงานประจำร้านให้รับทราบว่า ครอบครัวของตนได้ถูกคนร้ายลักพาตัวไป เพื่อแลกเปลี่ยนกับหยกทั้งหมดในร้าน ซึ่งจะต้องถูกนำออกมาจากตู้นิรภัยเพื่อบรรจุใส่ในถุงใหญ่สองใบดังกล่าว

 

ทั้งนี้ คนร้ายยังได้พูดข่มขู่ผ่านทางวิทยุสื่อสารที่อยู่กับตัวผู้เอาประกันภัยอีกด้วยว่า ห้ามมิให้ผู้ใดติดตามมากับผู้เอาประกันภัย

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคนร้าย และสามารถนำตัวครอบครัวของตนกลับคืนมาโดยสวัสดิภาพ และได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยของตน เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สำหรับความสูญเสียที่บังเกิดขึ้นในครั้งนี้

 

บริษัทประกันภัยรายนี้ปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างว่า กรณีนี้เข้าข่ายอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ซึ่งผู้เอาประกันภัยมิได้ซื้อขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมเอาไว้ โดยที่มีเงื่อนไขความคุ้มครองระบุถอดความออกมาได้ ดังนี้

 

ความรับผิดของผู้เอาประกันภัย ภายใต้รายการทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในส่วนของสต็อกสินค้ากับสินค้า สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายเนื่องจากการชิงทรัพย์ (robbery) ในเวลาเมื่อสถานที่เอาประกันภัยเปิดดำเนินการตามปกติ หรือเมื่อมีผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างรายใด (ที่ไม่ใช่พนักงานรักษาความปลอดภัย) ของผู้เอาประกันภัยได้ประจำอยู่ ณ สถานที่เอาประกันภัยนั้น

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้นำคดีขึ้นสู่ศาลจนถึงระดับศาลอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า

 

เนื่องด้วยความสูญเสียของหยกที่เอาประกันภัยได้เกิดขึ้น ณ ร้านสถานที่เอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยเป็นผู้นำพาออกไปเอง กรณีจึงไม่เข้าข่ายความคุ้มครองนอกสถานที่ (Outside Limit Clause) ทั้งยังไม่เข้าข่ายเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) อีกด้วย โดยให้เหตุผลเอาไว้ว่า

 

เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทระบุถึง “การชิงทรัพย์” จะหมายความถึง การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ได้ถูกร่างขึ้นมา เพื่อกำหนดวงเงินความคุ้มครองย่อย ณ เวลาเมื่อสถานที่เอาประกันภัยนั้นตกอยู่ในโอกาสความเสี่ยงภัยที่จะถูกจู่โจม (attack) จากการชิงทรัพย์ ทั้งการชิงทรัพย์ในที่นี้ หมายความถึง การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงของบุคคลภายนอกหนึ่งราย หรือสองรายที่เข้ามา เพื่อนำพาทรัพย์นั้นออกไปเป็นของตนเองโดยทุจริต คงไม่ได้หมายความถึง โดยตัวลูกจ้างรายใด หรือกระทั่งตัวผู้เอาประกันภัยเองเหมือนดั่งเช่นในคดีนี้ นอกจากนี้ การถูกจู่โจม (attack) ใด ๆ ก็มิได้กระทำโดยตรงต่อลูกจ้าง หรือสถานที่เอาประกันภัยแต่ประการใด สิ่งที่บังเกิดขึ้นเป็นเพียงการที่ตัวผู้เอาประกันภัยเองซึ่งเป็นผู้ถือครองสต็อกสินค้าที่เอาประกันภัย ได้นำพาสต็อกสินค้านั้นออกไปต่างหาก อันเนื่องมาจากการถูกข่มขู่บังคับ (duress) ไม่ใช่ด้วยเจตนานำพาทรัพย์ของบุคคลอื่นมาเป็นของตนโดยทุจริตด้วยการใช้กำลังรุนแรงดังที่กฎหมายบัญญัติไว้

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Canelhas Comercio Importacao e Exportacao Ltd v Wooldridge [2004] EWCA Civ 984)

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 163 : เมื่อรถส่วนลากกับรถส่วนพ่วงต่างทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับกับภาคสมัครใจแยกกัน โดยที่ต่างมีข้อยกเว้นไม่เหมือนกัน จะสามารถหยิบยกข้อยกเว้นของอีกฉบับหนึ่งมาอ้างอิงแทนกันได้ไหม?

 

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 242 : ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม (Reinstatement Clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน (Property Insurance Policy) ควรแปลความหมายให้มีขอบเขตเช่นใด?

 

เราอาจคุ้นเคยกับถ้อยคำว่า “การทำให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม (reinstatement)” หรือ “การจัดการทดแทนทรัพย์สิน หรือการจัดหาทรัพย์สินมาทดแทน (replacement)” ดังปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัย หรืออาจอยู่ในรูปแบบของเอกสารแนบท้ายก็มี

 

จริงแล้ว มีขอบเขตความหมายเช่นไรกันแน่?

 

พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 6 (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2560 ฉบับราชบัณฑิตยสภา ให้ความหมายไว้ ดังนี้

 

reinstatement หมายถึง

 

2. การทำให้ทรัพย์สินที่เสียหายคืนสู่สภาพเดิม ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเกิดเสียหาย กรมธรรม์ประกันภัยอาจระบุให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเลือกที่จะซ่อมแซมทรัพย์สินนั้นให้คืนสู่สภาพเดิมแทนการชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสด

 

reinstatement clause ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิม หมายถึง

 

1. ข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินที่กำหนดความรับผิดของผู้รับประกันภัยให้ซ่อมแซมทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เกิดความเสียหาย เพื่อให้กลับคืนสภาพเดิมตามที่ผู้รับประกันภัยมีภาระผูกพันตามกฎหมาย หรือเพราะผู้รับประกันภัยเลือกทำให้กลับคืนสภาพเดิม

 

เสียหายที่ไม่ปรากฏมีคำนิยามของการจัดการทดแทนทรัพย์สิน หรือการจัดหาทรัพย์สินมาทดแทน (replacement)

 

อย่างไรก็ดี พิจารณาดูแล้ว น่าจะสามารถเข้าใจได้ ไม่ยากลำบากนัก

แต่ถ้านำไปปรับใช้กับตัวอย่างคดีศึกษาเรื่องนี้ของต่างประเทศกันล่ะ ผลลัพธ์จะออกมาตามที่เราเข้าใจกันบ้างไหมหนอ?

 

ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นได้ทำประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับทรัพย์สินของตนไว้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยมีระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปี เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1991

 

วันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1992 เกิดไฟไหม้ขึ้นสร้างความเสียหายให้แก่อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัยอย่างมาก

 

วันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1992 ผู้เอาประกันภัยแจ้งเหตุต่อบริษัทประกันภัยของตน เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 บริษัทประกันภัยได้ตอบปฏิเสธไม่คุ้มครอง โดยอ้างว่า ไฟไหม้ครั้งนี้มีต้นเหตุมาจากการฉ้อฉลของผู้เอาประกันภัยเอง อันส่งผลทำให้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทสิ้นสุดความครองลงไปทันที

 

วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 ผู้เอาประกันภัยทำหนังสือเรียกร้องให้มีการชำระเบี้ยประกันภัยคืน แต่ยังคงยืนยันสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทต่อไปเช่นเดิม

 

วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 บริษัทประกันภัยได้จัดทำหนังสือเป็นทางการบอกเลิก พร้อมกับออกใบสลักหลังยกเลิก และหลักฐานการชำระเบี้ยประกันภัยคืนส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย

 

วันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1992 ระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปีตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทได้สิ้นสุดลง

 

วันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1993 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งที่สองขึ้นมาอีกซ้ำสองจนส่งผลทำให้ถึงขนาดโดยสิ้นเชิง ในระหว่างยังมีคดีข้อพิพาทค้างคากันอยู่

 

ก่อให้เกิดประเด็นในการพิจารณาวินิจฉัยของศาล ดังนี้

 

1) เหตุไฟไหม้ครั้งแรกไม่คุ้มครอง เนื่องจากการกระทำโดยทุจริตของฝ่ายผู้เอาประกันภัยดังกล่าวอ้างหรือไม่?

 

2) การบอกกล่าวยกเลิกความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทกลางคันของฝ่ายบริษัทประกันภัยมีผลใช้บังคับได้หรือไม่?

 

3) ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิม (reinstatement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรแปลความหมายให้มีขอบเขตเช่นไร?

 

4) เหตุไฟไหม้ครั้งที่สองควรคุ้มครองหรือไม่? อย่างไร?  

 

5) หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรมีผลใช้บังคับเช่นใด?

 

คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ?

 

อย่างไรก็ตาม ผลทางคดีของศาลระดับชั้นต่าง ๆ ออกมา ดังนี้ครับ

 

ศาลชั้นต้น

 

1) เหตุไฟไหม้ครั้งแรกคุ้มครอง เนื่องด้วยฝ่ายบริษัทประกันภัยไม่สามารถพิสูจน์ถึงการกระทำโดยทุจริตของฝ่ายผู้เอาประกันภัยดังที่กล่าวอ้างได้

 

2) การบอกกล่าวยกเลิกความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทกลางคันของฝ่ายบริษัทประกันภัยไม่มีผลใช้บังคับได้ เนื่องด้วยเหตุผลข้างต้น

 

3) ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิม (reinstatement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรแปลความหมายให้มีขอบเขตเช่นไร?

 

ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิมนั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อชดใช้ให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม เสมือนหนึ่งมิได้เกิดเหตุการณ์เช่นว่านั้นขึ้นมาเลย ฝ่ายบริษัทประกันภัยจึงมีหน้าที่ในการทำให้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายจากภัยที่คุ้มครองนั้นกลับคืนสู่สภาพดังเดิมดังกล่าว โดยอาศัยกรรมวิธีการสร้างขึ้นมาใหม่ หรือการเปลี่ยนทดแทน หรือการซ่อมแซมก็ได้ แล้วแต่กรณี

 

4) เหตุไฟไหม้ครั้งที่สองควรคุ้มครองหรือไม่? อย่างไร?  

 

หากกรณีไฟไหม้ครั้งที่สอง หรือครั้งอื่นใดก็ตามจัดเป็นอุบัติภัยที่คุ้มครอง และเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องติดตามมาโดยไม่ขาดตอนแยกจากกันแล้ว ฝ่ายบริษัทประกันภัยก็มีหน้าที่จำต้องชดใช้เพื่อทำให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้กลับคืนสู่สภาพดังเดิมตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ถึงแม้จะส่งผลให้ความรับผิดโดยรวมของฝ่ายบริษัทประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น หรืออุบัติภัยที่คุ้มครองครั้งอื่นที่ติดตามนั้นจะพ้นระยะเวลาประกันภัยไปแล้วก็ตาม

 

5) หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรมีผลใช้บังคับเช่นใด?

 

หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) นั้นได้กำหนดให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการทำให้กลับคืนสภาพเดิม การเปลี่ยนทดแทน หรือการซ่อมแซมตามที่ประเมินขึ้นมาได้ ณ เวลาดำเนินการเช่นว่านั้นเอง ทั้งนี้ โดยที่จะต้องจัดเริ่มต้นดำเนินการเช่นว่านั้นให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร (reasonable dispatch) มิฉะนั้นแล้ว ความรับผิดของฝ่ายบริษัทประกันภัยจะไม่เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงของความเสียหายที่มีต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยดังกล่าว ณ เวลาเมื่อเกิดความเสียหายนั้นเอง

 

ศาลชั้นต้นให้พิจารณาชดใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงมากกว่าตามถ้อยคำลายลักษณ์อักษร เนื่องจากในความเป็นจริง ขณะเกิดไฟไหม้ครั้งที่สอง ฝ่ายผู้เอาประกันภัยขาดเงินทุนในการซ่อมแซมความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งแรก ซึ่งอยู่ในระหว่างการรอผลการตัดสินของศาล จึงยังไม่ได้ดำเนินการใด จวบจนกระทั่งมาเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งที่สองขึ้นมาก่อนถึงขนาดทำให้เสียหายโดยสิ้นเชิงในท้ายที่สุด

 

ศาลอุทธรณ์

 

พิพากษายืนตาม

 

ศาลฎีกา

 

พิพากษาแย้งเพียงในประเด็นสุดท้ายว่า ด้วยเหตุที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยมิได้เร่งดำเนินการจัดการความเสียหายที่เกิดจากเหตุไฟไหม้ครั้งแรกภายในอันสมควรดังที่ได้ตกลงกันไว้ในหลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) ของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ฉะนั้น ความรับผิดของฝ่ายบริษัทประกันภัยจึงจำกัดอยู่เพียงไม่เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงของความเสียหายที่มีต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยดังกล่าว ณ เวลาเมื่อเกิดความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งแรกนั้นเอง

 

สรุป ศาลฎีกาให้ยึดถือตามข้อตกลงกันไว้เป็นสำคัญด้วยนั่นเอง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี CIC Insurance Ltd v Bankstown Football Club Ltd (1997) 187 CLR 384)

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

 

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 162 : คดีศึกษานี้พนักงานสินไหมรถยนต์ควรต้องอ่านศึกษา และทำความเข้าใจอย่างยิ่ง