วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 247 : ลูกจ้างเลิกงานแล้วใช้ลิฟท์ส่วนกลาง (multi-tenant building’s lift) เพื่อกลับบ้าน แต่ถูกประตูลิฟท์นั้นหนีบได้รับบาดเจ็บ นายจ้างของลูกจ้างรายนั้นจำต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย (employer should be legally liabled) หรือไม่?

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ ลูกจ้างเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของตนให้รับผิดตามกฎหมาย สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตน โดยได้บรรยายคำฟ้องไว้ดังนี้

 

โจทก์ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสำนักงานจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นสองของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งหนึ่ง

 

การเดินทางเข้าออกสำนักงานของตนสามารถเลือกทำได้สองทาง คือ ใช้บันได หรืออาศัยลิฟท์ที่ตั้งอยู่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งทั้งหมดตามสัญญาเช่าพื้นที่ของจำเลยระบุเป็นพื้นที่ส่วนกลางของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งนั้น (common parts of the premises)

 

เย็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 โจทก์เลิกงานออกจากสำนักงานของตนโดยกดลิฟท์ลงมาชั้นล่าง ขณะที่กำลังเดินออกจากลิฟท์นั้น กระเป๋าที่สะพายอยู่บนบ่าได้เลื่อนหลุด โจทก์จึงหยุดชะงักเพื่อรีบคว้ากระเป๋าใบนั้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟท์ได้เลื่อนมาปิดพอดี จนทำให้ประตูลิฟท์นั้นกระแทกหนีบมือขวาของโจทก์ได้รับบาดเจ็บ

 

ผลการตรวจสอบภายหลัง ปรากฏว่า กลไกป้องกันความปลอดภัยของประตูลิฟท์นั้น เกิดความบกพร่องไม่ทำงานตามปกติที่ควรจะเป็น (defect disabling of the lift’s safety device)

 

โจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้ข้อกำหนดว่าด้วยการจัดหาและการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ค.ศ. 1998 (The Provision and Use of Work Equipment Regulations 1998 (PUWER)) สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตนดังกล่าว

 

คุณเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว นายจ้างมีความรับผิดตามกฎหมายต่อลูกจ้างรายนี้หรือไม่ครับ?

 

ถ้าคำตอบ คือ ไม่ ก็เป็นเช่นเดียวกับคำต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้

 

จำเลยต่อสู้ว่า ตนไม่มีความรับผิดตามกฎหมายในกรณีนี้ โดยอ้างว่า

 

1) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นนอกเวลาทำงาน (not at work)

 

2) สถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางก็อยู่นอกบริเวณพื้นที่สำนักงานที่จำเลยเช่าอันโจทก์ได้ทำงานอยู่ (workplace)

 

3) ลิฟท์ที่ก่อเหตุนั้นก็ไม่ได้เป็นของจำเลยแต่ประการใด จัดเป็นลิฟท์ที่บุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้เช่าพื้นที่ต่าง ๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ และไม่ใช่อุปกรณ์ที่นายจ้างจัดให้เพื่อใช้ในการทำงาน (work equipment) ตามที่กฎหมายฉบับนั้นได้บัญญัติเอาไว้

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว มีความเห็น ดังนี้

 

1) คำว่า “ในเวลาทำงาน (at work)” นั้น ควรแปลความหมายอย่างกว้าง ให้รวมถึงการเดินทางเข้าออกสำนักงาน หรือการเดินทางไปเก็บจดหมาย ไปรษณีย์ที่ถูกนำมาส่งไว้ในตู้ของผู้เช่า ณ ห้องโถงข้างล่างด้วย

 

2) ทั้งคำว่า “สถานที่ประกอบกิจการ (workplace)” นั้น กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้นายจ้างทุกรายจะต้องจัดการดูแลรักษาให้สถานที่ประกอบกิจการ (รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน) มีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยแก่ลูกจ้างของตน โดยสถานที่ประกอบกิจการหมายความรวมถึงพื้นที่ห้อง ห้องโถง ระเบียง บันได ถนน หรือสถานที่ใดก็ตามที่ใช้ในการเข้าออกสถานที่ทำงานนั้น หรือสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จัดให้ใช้อันเกี่ยวข้องกับสถานที่ในการทำงานนั้นเอง

 

3) ส่วนคำว่า “อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน (work equipment)” นั้น ซึ่งตามกฎหมายให้คำจำกัดความถึงเครื่องจักร เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือสิ่งที่ติดตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยเฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ตาม) แม้ลิฟท์นั้นจะไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยเอง หรือไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย หรือไม่ได้มอบให้ลูกจ้างใช้ทำงานก็ตาม แต่ควรตีความอย่างกว้าง ให้หมายความรวมถึงลิฟท์ซึ่งผู้ให้เช่าจัดบริการ เพื่อให้ผู้เช่ารวมถึงลูกจ้างสามารถใช้บริการเดินทางเข้าออกได้อย่างชอบธรรมตามสัญญาเช่า โดยที่ผู้เช่าเองจำต้องชำระค่าบริการส่วนกลาง (รวมถึงค่าบำรุงรักษาซ่อมแซม) ในกรณีนี้ด้วย ทำให้สามารถแปลความหมายให้จัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

 

ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี PRP Architects v Reid [2006] EWCA Civ 1119 (28 July 2006))

 

หมายเหตุ

 

แม้บทบัญญัติกฎหมายของบ้านเราไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถเทียบเคียงได้กับหลักกฎหมายบ้านเราในเรื่องพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดให้

 

- เจ้าของ หรือผู้ครอบครองอาคารต้องดูแลรักษา และซ่อมแซมอาคาร (รวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้ง) ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และมิให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินตลอดเวลาที่ใช้อาคารนั้น

 

- นายจ้างบริหาร จัดการ และดำเนินการค้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

เมื่อนายจ้างละเลยไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมายเช่นว่านั้น

 

ในส่วนของประกันภัยจะเป็นการประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง (Employer’s Liability Insurance) ซึ่งไม่ใคร่ได้รับความนิยมนักในบ้านเรา เพราะตัวถ้อยคำกรมธรรม์ประกันภัยเองที่มีอยู่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่เคยได้รับการปรับปรุง ทั้งยังถูกนำไปผูกเชื่อมโยงกับการประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน (Workmen’s Compensation Insurance) เข้าไปอีก

 

เมื่อพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาข้างต้น ชวนให้นึกคิดไปต่ออีกว่า

 

ศาลไทยจะแปลความหมายอย่างกว้างเช่นนั้นหรือเปล่า?

 

ถ้าใช่ จะส่งผลกระทบต่อกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือความรับผิดต่อผู้ครอบครองสถานที่ (Occupier’s Liability Insurance Policy) ซึ่งมีอยู่เดิมอย่างไร?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?

 

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 246 : ข้อพึงระวังของการมีชื่อผู้เอาประกันภัยหลายราย (Multi-Insured’s Names) อยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน บทเรียนของนายหน้าประกันวินาศภัย (Insurance Broker) กับบริษัทประกันภัย และผู้เอาประกันภัยก็ด้วย

 

เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจครอบคลุมมากขึ้นต่อเนื่องจากบทความล่าสุดที่เพิ่งผ่านมา

 

นอกเหนือจากการจำแนกตัวตนระหว่างบุคคลกับนิติบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถทำประกันภัยดังกล่าวมาแล้ว

 

ในความเป็นจริงของการดำเนินกิจกรรม ความซับซ้อนยุ่งยากยังไม่จบเพียงแค่นั้น

 

บุคคลอาจมีชื่อฉายา ชื่อใช้ในการแสดง หรือชื่อเรียกแตกต่างจากชื่อจริงของตนเองก็ได้

 

เช่นเดียวกันนิติบุคคลอาจมีชื่อเรียกทางการค้า (trading name/trading as (t/a)) แตกต่างจากจากชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้ก็ได้ หรือ

 

นิติบุคคลอาจจำแนกแยกย่อยออกเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (holding company) บริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทย่อย (subsidiary company) ในกลุ่ม บริษัทร่วม (associated company) ที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย

 

เหล่านี้ เวลาจัดทำประกันภัย อาจประสบปัญหา ควรระบุชื่อใดดี หรือจำต้องระบุทุกชื่อที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดีไหม?

 

บ้านเราจะพบเห็นบ่อยในการจัดทำประกันภัยคอนโดมิเนียม

 

มักนิยมระบุชื่อทั้งนิติบุคคลอาคารชุด และ/หรือชื่อเรียกอาคารชุดนั้น ตลอดจนและ/หรือเจ้าของห้องทุกรายลอย ๆ

 

สามารถมีผลจะได้รับความคุ้มครองแท้จริงไหม?

 

งั้นเราลองมาพิจารณาเทียบเคียงกับตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้กันครับ

 

โรงแรมคลาสสิคขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยหลากหลายฉบับครอบคลุมทั้งการประกันภัยทรัพย์สินกับการหยุดชะงักของธุรกิจ (property damage & business interruption insurance) การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (public liability insurance) รวมถึงการประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง (employer’s liability insurance) ของตนผ่านนายหน้าประกันวินาศภัยต่อบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง โดยได้จัดทำประกันภัยต่อเนื่องกันมาหลายปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013

 

เนื่องจากลักษณะในการถือครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัย และการประกอบธุรกิจที่คุ้มครองมีความเกี่ยวข้องกันอยู่หลากหลาย ดังนี้

 

ก) นิติบุคคลผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารโรงแรม คือ George on High Ltd. (GOH)

 

ข) นิติบุคคลผู้เช่าตัวโรงแรมเพื่อใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารกับสถานบันเทิง คือ George on Rye Ltd. (GOR)

 

ค) ทั้งสองบริษัทล้วนมีนายกับนาง Clarke เป็นเจ้าของ

 

นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้ได้แจ้งให้บริษัทประกันภัยระบุชื่อผู้เอาประกันภัยลงในกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับว่า “The George on High Ltd. t/a the George in Rye” (โปรดสังเกตชื่อทางการค้าไม่ตรงกับชื่อจดทะเบียนของนิติบุคคลผู้เช่า และผู้ประกอบธุรกิจ)

 

วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ตัวอาคารโรงแรมกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่นถึงขนาดจำต้องถูกปิดซ่อมแซมเป็นระยะเวลานาน

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อทั้งสองราย อันได้แก่

 

ก) George on High Ltd. (GOH) เรียกร้องค่าเสียหายสำหรับอาคารโรงแรมที่เอาประกันภัย และ

 

ข) George on Rye Ltd. (GOR) เรียกร้องค่าเสียหายต่อสต็อกสินค้ากับทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยคิดเป็นเงินรวม 598,638 ปอนด์สเตอร์ลิง และความสูญเสียทางการเงินรวมถึงค่าเช่าจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่คุ้มครองคิดเป็นเงินรวม 1,668,520 ปอนด์สเตอร์ลิง

 

บริษัทประกันภัยตอบรับว่า

 

ก) ยินดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของตัวอาคารที่เอาประกันภัยตามความเสียหายแท้จริงที่เกิดขึ้นแก่ George on High Ltd. (GOH)

 

ข) แต่ปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ของ George on Rye Ltd. (GOR) เนื่องจากมิได้มีชื่อระบุเป็นผู้เอาประกันภัยอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ทั้งสองบริษัทจึงยื่นฟ้องต่อศาล ดังนี้

 

1) นายหน้าประกันวินาศภัยของตนเป็นจำเลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับกรณี

 

1.1) ค่าเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ George on Rye Ltd. (GOR) หากไม่ได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยดังกล่าว และ

 

1.2) ค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามความเสียหายที่แท้จริง (under insurance) ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ทั้งสองบริษัท ด้วยเหตุที่กระทำการละเว้นในการชี้ช่อง และการจัดการจัดทำทุนประกันภัยให้ครบถ้วนถูกต้อง

 

2) บริษัทประกันภัยรายดังกล่าวเป็นจำเลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ George on Rye Ltd. (GOR) ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

สำหรับค่าเสียหายในรายการที่ 1.2 ข้างต้น นายหน้าประกันวินาศภัยตกลงชดใช้ให้ก่อนเริ่มพิจารณาคดีนี้

 

ส่วนรายการอื่น ๆ ได้ถูกดำเนินการคดีในศาล โดยมีประเด็นในการพิจารณา ดังนี้

 

1. ในความเป็นจริง George on High Ltd. (GOH) ไม่เคยใช้ชื่อทางการค้าว่า the George in Rye ตัวตนที่แท้จริงตามกฎหมายของผู้เช่ากับผู้ประกอบกิจการดังกล่าว คือ George on Rye Ltd. (GOR) ต่างหาก

 

2. บริษัทประกันภัยจำเลยเพิ่งมารับรู้ถึงตัวตนตามกฎหมายของ George on Rye Ltd. (GOR) ในภายหลัง เนื่องด้วย

 

2.1 นาย Clarke เจ้าของบริษัททั้งสองได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนับหกครั้ง ภายใต้กรณีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของแขกผู้เข้าพัก และกรณีความบาดเจ็บของลูกจ้างโรงแรม โดยระบุถึงชื่อ George on Rye Ltd. (GOR) เป็นผู้เอาประกันภัย บริษัทผู้รับจ้าง และจัดการเรื่องสินไหมทดแทนภายนอก (Third Party Claims Administrator (TPA)) ของบริษัทประกันภัยจำเลยได้รับรู้ และตกลงชดใช้ให้ทุกครั้งโดยไม่ได้มีการโต้แย้งใด ๆ  

 

2.2 George on Rye Ltd. (GOR) เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยทั้งหมดให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลยมาโดยตลอด

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาถึงพยานหลักฐานประกอบต่าง ๆ แล้ว มีความเห็นว่า

 

1. การรับรู้ถึงตัวตนของ George on Rye Ltd. (GOR) ของบริษัทผู้รับจ้าง และจัดการเรื่องสินไหมทดแทนภายนอก (TPA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทประกันภัยจำเลย ถือเป็นความเข้าใจโดยพื้นฐานได้ว่า ชื่อของผู้เอาประกันภัยซึ่งเขียนว่า “The George on High Ltd. t/a the George in Rye” นั้น ควรหมายความถึง “The George on High Ltd. And the business operated by George on Rye Limited t/a the George in Rye” การที่ได้ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ George on Rye Ltd. (GOR) ในเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่ผ่านมานับเป็นการยอมรับตัวตนนั้นแล้วโดยปราศจากข้อโต้แย้งตามหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)

 

2. การที่ George on Rye Ltd. (GOR) ชำระค่าเบี้ยประกันภัยเอง นับเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วถึงความตั้งใจในการทำประกันภัยต่าง ๆ เหล่านั้น

 

ฉะนั้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ดังนี้

 

ก) สำหรับ George on Rye Ltd. (GOR) ค่าสินไหมทดแทนต่อสต็อกสินค้ากับทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยคิดเป็นเงินรวม 598,638 ปอนด์สเตอร์ลิง และ

 

ข) ความสูญเสียทางการเงินจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่คุ้มครองคิดเป็นเงินรวม 892,520 ปอนด์สเตอร์ลิง

 

ข) สำหรับค่าเช่าอาคารโรงแรมระหว่างปิดซ่อมแซม ให้นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยชดใช้ให้แก่ George on High Ltd. (GOH) แทน George on Rye Ltd. (GOR)

 

ส่วนคำร้องขออุทธรณ์ของฝ่ายจำเลยได้ถูกยก คดีนี้จึงสิ้นสุดลง ณ ชั้นศาลขั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี George on High Ltd. & Anor v Alan Boswell Insurance Brokers Ltd. & Anor [2023] EWHC 1963 (Comm) (27 July 2023))

 

หมายเหตุ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3570/2547 วินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยวางหลักว่า ชื่อการค้า (Trade Name) คือชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ แม้ไม่ได้จดทะเบียนชื่อการค้าโดยตรง แต่หากนำมาใช้จนแพร่หลาย และเป็นที่รู้จักดีทั่วไปแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย (สืบค้นมาจากเวป https://www.lawyeryai.com/post/ชื่อการค้า-vs-เครื่องหมายการค้า-ต่างกันยังไง

ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง)

 

ในแง่การประกันภัย ถ้าเป็นไปได้ ควรระบุชื่อผู้เกี่ยวข้องอันมีส่วนได้เสียที่สามารถอันประกันภัยได้ทุกรายลงไปให้ชัดเจนน่าจะปลอดภัยกว่า

 

อนึ่ง ทั้งควรระบุอาชีพ หรือลักษณะของภัย และการใช้สถานที่ประกอบการที่เอาประกันภัยให้ชัดเจน และครบถ้วนถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน

 

ยกตัวอย่างเช่น กรณีโรงแรม หากเพียงระบุสถานที่ประกอบการใช้เป็นโรงแรมเพียงลำพังอย่างเดียว อาจมีปัญหาข้อโต้แย้งภายหลังได้ ถ้าปรากฏข้อความจริงว่า โรงแรมนั้นมีห้องอาคาร สถานบันเทิง ร้านค้าของตนอยู่ด้วย

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 168 : สินค้าที่ขนส่งสูญหาย ผู้รับขนส่งต้องรับผิดตามราคาสินค้า หรือตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ของผู้รับขนส่ง?

 

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 245 : เมื่อทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัทกับทรัพย์สินของบริษัทจำต้องแยกเดินกันคนละทาง (Separate Entity Concept) ไหม?

 

(ตอนที่สอง)

 

เรื่องที่สองก็จัดเป็นคดีต้นแบบถัดมาอีกร่วมหกสิบปีหลัง ซึ่งเริ่มได้ยอมรับกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกัน

 

คดีแรกเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ)

 

คดีหลังนี้เกิดขึ้นในประเทศแคนาดา ซึ่งอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ

 

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1972 นาย Andreas Kosmopoulos เป็นผู้อพยพชาวกรีกเข้ามาประกอบธุรกิจเช่าอาคารเพื่อเปิดร้านค้าผลิต และขายสินค้าเครื่องหนังใช้ชื่อเรียกว่า Spring Leather Goods ณ กรุงโทรอนโท ประเทศแคนาดา โดยนาย Andreas Kosmopoulos ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว

 

เมื่อธุรกิจเริ่มประสบความสำเร็จ ทนายความได้แนะนำให้จดทะเบียนตั้งบริษัทชื่อ Kosmopoulos Leather Goods Limited (KLG) ที่มีเพียงนาย Andreas Kosmopoulos เป็นทั้งผู้บริหารกับผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียว เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ และเพื่อปกป้องสินทรัพย์ส่วนตัวของนาย Andreas Kosmopoulos เอง ด้วยการโอนสินทรัพย์ทั้งหมดให้ตกเป็นของบริษัท KLG ซึ่งใช้ชื่อสถานประกอบการเรียกว่า Spring Leather Goods

 

แม้นกระนั้น นาย Andreas Kosmopoulos คงยึดถือปฏิบัติตนเสมือนหนึ่งตนยังเป็นเจ้าของผู้ประกอบการโดยลำพังอยู่ดังเดิม และใช้ชื่อตนเองในการจัดทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นต้นว่า บัญชีทางธนาคาร บัญชีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตลอดจนการชำระค่าภาษีต่าง ๆ

 

ขณะที่ทนายความได้พยายามไปยื่นเรื่องขอเจรจาเปลี่ยนสัญญาเช่าอาคารเป็นชื่อบริษัท KLG ให้อีกด้วย แต่ทางผู้ให้เช่าอาคารยังไม่ได้ตอบรับ

 

ต่อมา นาย Andreas Kosmopoulos ได้นำทรัพย์สินของบริษัท KLG ไปจัดทำการประกันอัคคีภัยผ่านตัวแทนประกันวินาศภัยผู้ซึ่งรับรู้แล้วว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นเป็นของบริษัท KLG แต่กลับแจ้งระบุชื่อผู้เอาประกันภัย คือ นาย Andreas Kosmopoulos ในชื่อทางการค้าเรียกว่า Spring Leather Goods

 

วันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1977 ได้เกิดไฟไหม้ลุกลามมาจากข้างเคียงสร้างความเสียหายอย่างมากแก่ร้านค้าของนาย Andreas Kosmopoulos

 

บริษัทประกันภัยผู้ให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างเหตุผลที่ว่า ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อไม่ได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินเอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหาย เพราะเป็นทรัพย์สินนั้นได้ตกของบริษัท KLG แล้ว

 

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้น

 

มีประเด็นข้อพิพาทประการเดียว คือ นาย Andreas Kosmopoulos ผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินนั้นของบริษัท KLG หรือไม่?

 

คดีนี้ได้มีการต่อสู้คดีจนขึ้นมาสู่ศาลฎีกา

 

ทุกศาลเห็นพ้องร่วมกัน และตัดสินให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยชนะคดี โดยให้เหตุผล ดังนี้

 

1) แม้ในคดี Macaura v. Northern Assurance Co., Ltd. [1925] จะได้เคยวางแนวทางไว้ว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้นั้นจำต้องเป็นส่วนได้เสียที่มีกฎหมายรองรับในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน (legal proprietary interest) ด้วยนั้น ศาลในคดีนี้มีความเห็นต่าง เพราะการวางข้อกำหนดเช่นนั้นค่อนข้างจำกัด และเคร่งครัดมากเกินไป ไม่มีความสอดคล้องกับวิวัฒนาการในการประกอบธุรกิจที่ผันแปรไปอย่างมาก ปัจจุบันนี้ การจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทมีผู้ก่อตั้งเพียงรายเดียวก็ได้แล้ว ทั้งยังไม่ช่วยส่งเสริมให้การประกันภัยสามารถเข้าถึงผู้สนใจจะทำประกันภัยได้ง่ายอีกด้วย

 

การมีส่วนได้เสียนั้นควรมองในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในแง่การเงิน (pecuniary interest) แก่ผู้เอาประกันภัยมากกว่าความเคร่งครัดทางกฎหมาย

 

ดั่งเช่นในคดีนี้ เมื่อใช้หลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงภัยตามความเป็นจริง (Factual Expectancy Test) ผู้เอาประกันภัย นาย Andreas Kosmopoulos เป็นผู้บริหารกับเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวของบริษัท KLG ซึ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความเสียหายครั้งนี้ จึงถือว่า ผู้ถือหุ้นในกรณีนี้มีส่วนได้เสียที่สามารถนำทรัพย์สินของบริษัทไปจัดทำประกันภัยได้

 

2) ข้อต่อสู้ของฝ่ายผู้เอาประกันภัยในเรื่องต่าง ๆ อันได้แก่

 

2.1) ผู้เอาประกันภัยถือเป็นผู้รับฝากทรัพย์ (bailee) นั้น ศาลเห็นว่า ผู้เอาประกันภัยคงยังเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นอยู่ตลอดเวลา กรณีจึงไม่เข้าข่ายของการฝากทรัพย์ (bailment) หรือ

 

2.2) ผู้เอาประกันภัยจัดเป็นตัวแทน (agent) ของบริษัท KLG ในการจัดทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาทนั้น ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน เนื่องจากศาลเห็นแล้วว่า ผู้ถือหุ้นในกรณีนี้มีส่วนได้เสียที่สามารถนำทรัพย์สินของบริษัทไปจัดทำประกันภัยได้

 

ศาลจึงตัดสินให้

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท และ

 

ตัวแทนประกันวินาศภัยรายนี้จำต้องรับผิดบางส่วน

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Kosmopoulos v. Constitution Insurance Co., [1987] 1 S.C.R. 2)

 

หมายเหตุ

 

นับเนื่องจากได้มีคดี Macaura v. Northern Assurance Co., Ltd. [1925] ตัดสินออกมา ปรากฏมีนักกฎหมายประกันภัยหลายรายมีความเห็นต่าง มองว่า การนำส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ไปผูกกับหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดเข้มงวดมากเกินไป ควรจะมีการผ่อนคลายให้ยึดถือส่วนได้เสียทางการเงินเป็นเกณฑ์มากกว่า ส่วนความกังวลเรื่องของการแสวงหากำไรจากการประกันภัยนั้น นักกฎหมายกลุ่มนี้มองว่า ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่จะช่วยปกป้องได้

 

จึงเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างนักกฎหมายประกันภัยสายอนุรักษ์นิยมกับสายเสรีนิยม

 

แล้วแต่จะพิจารณาเลือกข้างกันล่ะครับ

 

เนื่องจากคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอยู่เพียงประการเดียว ศาลไม่ก้าวล่วงไปพิจารณากรณีอื่นที่อยู่นอกประเด็น เป็นต้นว่า

 

ผลกระทบสืบเนื่องอื่นที่จะติดตามมาจะเป็นเช่นไร? เป็นต้นว่า ผู้เอาประกันภัยเกิดเสียชีวิตด้วย หรือ

 

ถ้าเป็นกรณีที่มีผู้ถือหุ้นหลายรายจะเป็นเช่นใด?

 

ส่วนตัวอดคิดไม่ได้ว่า ตัวอย่างคดีศึกษาเหล่านี้ อาจเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุหรือเปล่า?

 

ถ้ารับรู้มีกรอบกฎหมายกำหนดไว้อยู่ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า คนกลางประกันภัย บริษัทประกันภัย หรือผู้รู้ด้านประกันภัยแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะไม่ดีกว่าหรือ? มิฉะนั้นแล้ว อาจต้องไปลุ้นในชั้นศาลเอา ซึ่งอาจจะได้ หรือไม่ได้ก็ไม่มีผู้ใดเดาล่วงหน้าได้แน่นอน

 

อนึ่ง กรณีคงไม่ใช่จำกัดแค่เรื่องของบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลอย่างเดียว

 

ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส พ่อแม่ลูก นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ

 

เราจะไม่คำนึงถึงการจำแนกแยกแยะบ้างเลยหรือไร?

 

แม้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 จะเขียนอย่างผ่อนคลายเปิดช่องให้ว่า

 

อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

 

คำว่า “ไม่ผูกพัน” อาจแปลความหมายได้ จะเลือกที่จะผูกพันหรือไม่ก็แล้วแต่จะเห็นสมควร

 

คุณคิดว่า ทางเลือกนั้นส่วนใหญ่เวลเมื่อมีข้อพิพาทจะออกมาเช่นไรบ้างครับ?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 168 : สินค้าที่ขนส่งสูญหาย ผู้รับขนส่งต้องรับผิดตามราคาสินค้า หรือตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ของผู้รับขนส่ง?