วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 240 : นายหน้าประกันวินาศภัย (Insurance Broker) จำต้องรับผิดไหม เมื่อไม่ได้แจ้งการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (Nonrenewal Notice) แก่ผู้เอาประกันภัยของตน?

 

(ตอนที่สอง)

 

เรามาทบทวนประเด็นข้อพิพาทคดีนี้อีกทีนะครับ

 

โจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล กล่าวหาว่า

 

ก) นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่แจ้งการไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) สำหรับปีถัดไป ทั้งที่ได้เคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจมานาน (long-term relationship) แล้ว และยังรับรู้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยมีความประสงค์จะทำประกันภัยอย่างต่อเนื่องตลอด

 

ข) บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่ได้ออกหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) ให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยรับทราบเสียก่อน

 

ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแยกเป็นประเด็นดังนี้

 

ก) ประเด็นแรกเป็นความประมาทเลินเล่อของนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยหรือไม่?

 

ตามหลักกฎหมายแล้ว นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยถือเป็นตัวแทนผู้กระทำการแทน (agent/agency) ของโจทก์ผู้เอาประกันภัยตัวการ (principal) ในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อตัวแทนได้กระทำการงานตามที่สั่งจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ภาระหน้าที่ตามกฎหมายของตัวแทนนั้นก็สิ้นสุดลง (once an insurance broker successfully procures coverage, its agency obligation to the insured ordinarily ends) เว้นแต่จะได้มีข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงโดยชัดแจ้ง/โดยปริยายระหว่างตัวการกับตัวแทนนั้นเพิ่มเติมเป็นพิเศษอย่างอื่น อย่างเช่น ให้บริการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย ฯลฯ (broker affirmatively undertakes responsibility for renewal, either by express agreement or consistent past conduct)

 

เนื่องจากการต่อ หรือการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ถือเป็นกรณีการจัดทำสัญญาประกันภัยอีกฉบับขึ้นมาใหม่ (An insurance policy that renews or replaces a prior policy is a separate and distinct contract, such that an agreement by the broker to procure a new policy is a prerequisite to liability) จึงจำเป็นจะต้องมาว่ากล่าวกันต่างหากเป็นพิเศษ

 

ในคดีนี้ โจทก์ผู้เอาประกันภัยตัวการเพียงกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ (relationship of trust) กับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยมานานกว่าสิบปี แต่ไม่อาจพิสูจน์ให้ศาลยอมรับฟังได้อย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์พิเศษเช่นว่านั้นได้ (plaintiffs failed to provide any evidence that defendants, through their conduct or communications, had undertaken an additional duty between 2001-2017 to assist plaintiffs with renewals) อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานซึ่งระบุได้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยได้เคยพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย

จึงเป็นการทึกทักเอาเองของโจทก์ผู้เอาประกันภัยฝ่ายเดียว

 

นอกจากนี้ ยังมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยเองได้เปลี่ยนใจไปใช้บริการของนายหน้าประกันวินาศภัยรายอื่น ก่อนจะกลับมาใช้บริการดังเดิมกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยซ้ำอีก

 

ฉะนั้น เมื่อไม่ได้มีข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงเพิ่มเติมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ภาระหน้าที่โดยทั่วไปตามกฎหมายของนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยจึงสิ้นสุดลงเมื่อได้จัดการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยแต่ประการใด

 

ข) ประเด็นที่สองบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องออกใบเตือนต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal reminder notice) และ/หรือหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) หรือไม่?

 

ขณะที่กฎหมายได้บัญญัติให้บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยถึงผู้เอาประกันภัย โดยไม่ได้ระบุรวมถึงนายหน้าประกันวินาศภัยด้วย

 

บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมให้การต่อสู้คดีว่า อันที่จริงได้จัดทำหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวขึ้นมาสองฉบับ คือ ถึงนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยฉบับหนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง แต่จากคำให้การของพยานจากหน่วยงานไปรษณีย์ของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้มาเบิกความว่า ในส่วนไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยนั้น ได้พยายามนำส่งจดหมายดังกล่าวตามที่อยู่แล้วถึงสามครั้งด้วยกันตามระเบียบปฏิบัติ แต่ไม่มีผู้รับที่มีอำนาจมาลงนามรับจดหมายนั้น ทำให้จำต้องนำส่งกลับคืนสู่ต้นทางผู้ส่ง

 

ในประเด็นนี้ ศาลชั้นต้นสามารถรับฟังได้ว่า บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว

 

ผลทางคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์กับศาลฎีกาชั้นสูงสุด ล้วนมีคำพิพากษาออกมาในแนวทางเดียวกัน

 

กล่าวคือ ให้นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกับบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่จำต้องรับผิดตามคำฟ้อง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Deer v. National General Insurance Company, 353 Conn. 262 (2025))

 

หมายเหตุ

 

แม้ศาลรู้สึกเห็นใจโจทก์ผู้เอาประกันภัยที่ปราศจากการประกันภัยมาให้ความคุ้มครองแก่บ้านของตนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้

 

น่าแปลกใจเหมือนกัน ทั้งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยอ้างว่า ได้มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจนานกว่าสิบปีกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลย แต่กลับไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลรับฟังได้เลยว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยจริง ขณะที่ในความเป็นจริงกลับมีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยเสมอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

 

การรู้จักกับความคุ้นเคยกันอาจให้ความหมายแตกต่างกันได้

 

อย่างไรก็ดี ชั้นศาลฎีกามีผู้พิพากษาบางรายในองค์คณะทำความเห็นต่าง โดยเห็นว่า ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของนายหน้าประกันวินาศภัยควรมีมากกว่าแค่เพียงจัดซื้อเสร็จกรมธรรม์ประกันภัยเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

 

ฉะนั้น โดยสรุปคดีนี้ เมื่อไม่ได้มีกฎหมายเขียนไว้ หรือไม่ได้มีข้อตกลงเพิ่มเติมเป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยาย นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยจึงพ้นผิด

 

โดยปกติทั่วไป กรมธรรม์ประกันภัยอาจสิ้นสุดลงได้ เนื่องด้วยกรณีดังต่อไปนี้

 

1) เมื่อครบระยะเวลาประกันภัย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือ

 

2) เมื่อมีการบอกเลิกโดยคู่สัญญาประกันภัยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ

 

3) เมื่อผู้เอาประกันภัยกระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

 

เห็นได้ว่า ข้อกำหนดเงื่อนไขข้างต้นถือเป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญาประกันภัยโดยตรง อันได้แก่ ผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) ถ้าจะมอบหมายให้ผู้อื่นมากระทำการแทนก็ควรจำต้องระบุไว้โดยชัดแจ้ง

 

หากเทียบเคียงกับกฎหมายไทย ไม่พบบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รวมถึงประกาศคำสั่งของหน่วยงานกำกับควบคุมดูแลอย่างชัดเจน ในการกำหนดให้บริษัทประกันภัย หรือคนกลางประกันภัยมีหน้าที่แจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัย

 

เข้าใจว่า เพราะควรเป็นสิ่งที่คู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ และเข้าใจกันตั้งแต่แรกแล้ว

 

การจะต่ออายุ หรือไม่ต่ออายุนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญมากกว่าแนวธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป

 

ถึงแม้จะสามารถรับฟังได้ว่า ได้มีการมอบหมายคนกลางประกันภัยให้บริการเช่นว่านั้นก็ตาม

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำนิยามตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ว่า “นายหน้าประกันวินาศภัย หมายถึง ผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันวินาศภัย โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น

 

เมื่อพิจารณาถึงคำนิยามตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไทย-ไทย พ.ศ. 2554

 

คำว่า “ชี้ช่อง” หมายความถึง แนะลู่ทางให้

 

ขณะที่คำว่า “จัดการ” หมายความถึง สั่งงาน ควบคุมงาน ดำเนินงาน

 

ส่วนตัวมีความเห็นคล้อยตามกับการตีความแนวคำพิพากษาคดีต่างประเทศข้างต้น

 

แล้วทีนี้ สงสัยบ้างไหมครับ

 

คำว่า “การต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal/renewing insurance policy)

 

ควรหมายความถึงเช่นใด?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 159 : ตัวอย่างคดีศึกษาปัญหาสายไฟ (สายสื่อสาร) ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ใดควรรับผิด?

 

 

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 240 : นายหน้าประกันวินาศภัยจำต้องรับผิดไหม เมื่อไม่ได้แจ้งการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยของตน?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ให้คำนิยามเพียงสั้น ๆ ว่า “นายหน้าประกันวินาศภัย หมายถึง ผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันวินาศภัย โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น

 

ทำให้มีคำถามบังเกิดขึ้นมากมาย

 

- ขอบเขตหน้าที่ของนายหน้าประกันวินาศภัยมีถึงขนาดไหนแน่?

 

- นายหน้าประกันวินาศภัยมีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยด้วยไหม?

 

ก่อนจะไปค้นหาคำเฉลยเหล่านั้น ลองมาดูตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศล่าสุดกัน

 

ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2001 – 2017 โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้ใช้บริการนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลย เพื่อจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยบ้านของตนกับบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง โดยได้มีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยอย่างต่อเนื่องด้วยดี

 

แต่ช่วงสองปีหลัง ในปี ค.ศ. 2017 – 2018 โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้เปลี่ยนไปใช้บริการนายหน้าประกันวินาศภัยรายอื่น

 

ครั้นพอถึงปี ค.ศ. 2019 โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้กลับมาใช้บริการนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยอีกดังเดิม แต่กับบริษัทประกันภัยรายใหม่ ซึ่งคือ จำเลยร่วมในคดีนี้

 

ภายหลังบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทให้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยได้ไม่นาน ได้ตรวจพบความบกพร่องของตัวบ้านที่เอาประกันภัย

 

บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมจึงได้แจ้งเป็นหนังสือถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยให้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องให้เสร็จเรียบร้อย พร้อมแจ้งผลสำเร็จกลับมาล่วงหน้าสามเดือนก่อนที่จะสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัย มิฉะนั้นแล้ว บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมสงวนสิทธิที่จะไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยปีถัดไป

 

ผ่านไปประมาณสี่สัปดาห์นับแต่วันที่ได้มีหนังสือแจ้งเงื่อนไขไป และคงเหลืออีกสองเดือนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัย บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้ออกหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับปีถัดไปส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลย ซึ่งโจทก์ผู้เอาประกันภัยอ้างว่า ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน และไม่ได้รับหนังสือแจ้งเช่นว่านั้นเลย

 

ไม่นานหลังจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทสิ้นสุดความคุ้มครองลง ได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ขึ้นที่บ้านของโจทก์ผู้เอาประกันภัย

 

เมื่อโจทก์ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทประกันภัยจำเลยร่วม กลับได้รับคำตอบมาว่า ณ วันที่เกิดความเสียหาย บ้านหลังนั้นไม่ได้ถูกเอาประกันภัยไว้แต่ประการใด ทั้งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้เคยจัดทำประกันภัยอย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอนมานานมากกว่าสิบปีมาแล้ว ไม่เคยพบเจอปัญหาเช่นนี้มาก่อน

 

โจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล กล่าวหาว่า

 

ก) นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่แจ้งการไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับปีถัดไป ทั้งที่ได้เคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจมานานแล้ว และยังรับรู้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยมีความประสงค์จะทำประกันภัยอย่างต่อเนื่องตลอด

 

ข) บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่ได้ออกหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยรับทราบเสียก่อน

 

คุณมีความเห็นเรื่องเหล่านี้เช่นใดบ้างครับ?

 

เรื่องนี้ได้มีการต่อสู้คดีจนถึงที่สุดชั้นศาลฎีกาเลยนะครับ

 

เราจะมาดูกันต่อตอนต่อไปนะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 159 : ตัวอย่างคดีศึกษาปัญหาสายไฟ (สายสื่อสาร) ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ใดควรรับผิด?

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 239 :  ประกาศด่วน ตามหาเอกสารประกันภัยที่ขาดหายไป (Surprisingly Missing Insurance Documents)

 

(ตอนที่สอง)

 

ย้อนหลังไปนานหลายสิบปี สมัยที่ทำงานอยู่แผนกรับประกันภัยของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ยุคนั้น ชุดเอกสารประกอบกรมธรรม์ประกันภัย โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินมีเอกสารที่ใช้ ไม่มากนัก ได้แก่ ใบคำขอเอาประกันภัย ตัวกรมธรรม์ประกันภัย ข้อตกลงคุ้มครองภัยเพิ่มเติม ข้อรับรอง และใบสลักหลัง

หลัก ๆ ที่ใช้กันอยู่ประจำ คือ ตัวกรมธรรม์ประกันภัยเองกับใบสลักหลังเท่านั้น เนื่องจากเอกสารประกอบอื่นที่แนบท้าย อย่างเช่นข้อตกลงคุ้มครองภัยเพิ่มเติม ตัวลูกค้าเองแทบไม่ได้ให้ความสนใจด้วยซ้ำ เพราะมองว่า โอกาสความเสี่ยงภัยเหล่านั้นมีน้อยมากในสมัยนั้น

 

ถ้าเราจัดตัวกรมธรรม์ประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นสัญญาประกันภัยสำเร็จรูป เอกสารประกอบลักษณะดังกล่าวก็จะมีถ้อยคำสำเร็จรูปมาให้เช่นเดียวกัน เมื่อนำมาใช้ก็แค่แนบกับตัวกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น

 

ครั้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสัญญาประเภทอื่น เราจะเห็นว่า ในการจัดทำสัญญา คู่สัญญาสองฝ่าย หรือหลายฝ่ายต่างมาร่วมกันลงนามในสัญญานั้น เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อตกลง

 

หากมีเอกสารแนบท้ายอื่น ๆ ก็เพียงแนบประกอบกันเข้าไปท้ายสัญญานั้น ๆ ซึ่งอาจเรียกเป็นภาคผนวกก็มี

 

แต่เวลามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญานั้น ๆ จะมีการจัดทำข้อสัญญาแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม (amendment) ขึ้นมา ให้คู่สัญญาทุกฝ่ายลงนามยืนยันอีกครั้ง

 

ใบสลักหลัง (endorsement) ของสัญญาประกันภัยเองมีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับข้อสัญญาแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เพียงแต่ทั้งตัวกรมธรรม์ประกันภัยเองกับใบสลักหลังจะถูกลงนามโดยบริษัทประกันภัยฝ่ายเดียวเท่านั้น ทำให้บางครั้งมีข้อถกเถียงกันว่า ตกลงกรมธรรม์ประกันภัยถือเป็นหลักฐานที่เป็นหนังสือ หรือเป็นสัญญาประกันภัยกันแน่? เพราะกฎหมายประกันภัยบ้านเราไม่ได้ระบุชัดเจนลงไป ขณะที่กฎหมายประกันภัยต่างประเทศจะเขียนไว้อย่างชัดเจนให้กรมธรรม์ประกันภัยเป็นสัญญาประกันภัย (เคยเขียนบทความประเด็นเรื่องเช่นว่านี้ไว้ด้วยเหมือนกัน)

 

ฉะนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข ยกเลิก เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ชื่อผู้เอาประกันภัย/ผู้รับประโยชน์ รายการทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ทุนประกันภัย ภัยคุ้มครอง ระยะเวลาประกันภัย หรือแม้กระทั่งการยกเลิกความคุ้มครอง แผนกรับประกันภัยซึ่งมีหน้าที่ทั้งรับประกันภัยกับออกเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยด้วย ก็จะดำเนินการออกใบสลักหลังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น พร้อมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงเรื่องเบี้ยประกันภัย (ถ้ามี) และให้ผู้มีอำนาจลงนามกำกับไว้ และนำส่งมอบคู่ฉบับให้แก่ผู้เอาประกันภัยเก็บเป็นหลักฐานทุกครั้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องตรงกัน

 

ฉะนั้น ใบสลักหลังจะเป็นแบบฟอร์มเปล่าแยกต่างหากที่จะต้องนำมาเขียนถ้อยคำตามข้อตกลงเพิ่มเติมระหว่างคู่สัญญาประกันภัยซึ่งอาจเป็นตอนเริ่มต้น หรือระหว่างระยะเวลาประกันภัยก็ได้

 

ถ้ามีการออกใบสลักหลังตั้งแต่ตอนเริ่มต้นพร้อมกับการออกตัวกรมธรรม์ประกันภัย ในการจัดเรียงก็จะนำใบสลักหลังไปแนบท้ายตัวกรมธรรม์ประกันภัยนั้น ๆ เช่นเดียวกับเอกสารประกอบอื่นเป็นชุดเดียวกัน

 

แต่หากออกระหว่างระยะเวลาประกันภัยภายหลังตัวกรมธรรม์ประกันภัย จะจัดส่งมอบใบสลักหลังเดี่ยว ๆ ไปให้ผู้เอาประกันภัย ส่วนคู่สัญญาประกันภัยจะนำไปจัดเรียงลำดับไว้ในแฟ้มเอกสารเช่นไร ก็แล้วแต่ความพึงพอใจ

 

ชัดเจนว่า ทำไมใบสลักหลังจึงไม่ควรนำมาเรียกเหมารวมว่า เอกสารแนบท้าย

 

แม้แต่การร้องขอเพิ่มเติมเอกสารประกอบเพิ่มเติมอื่น ๆ ภายหลัง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องจำต้องอาศัยใบสลักหลังเป็นตัวนำ และแนบเอกสารประกอบเพิ่มเติมอื่น ๆ ประกบเข้าไปด้วย

 

ปัจจุบันนี้มีเอกสารประกอบเกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้ามาอีกมากมาย ทำให้เกิดความสับสนปนเปสำคัญผิด เรียกเหมารวมเอกสารประกอบทั้งหมด รวมถึงใบสลักหลังว่า เป็นเอกสารแนบท้ายทั้งหมด ทั้งต่างประเทศ และในประเทศ จนไม่สามารถจัดแยกแยะลำดับความสำคัญได้อย่างถูกต้อง

 

อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คงต้องปล่อยเลยตามเลย ไม่ว่าจะเรียกเช่นใดก็ตาม เอกสารประกอบที่จะส่งผลผูกพันคู่สัญญาประกันภัยได้จริงนั้น จำต้องถูกออกเป็นลายลักษณ์อักษร และลงนามโดยผู้มีอำนาจของบริษัทประกันภัยเท่านั้น

 

ด้วยเหตุนี้ ในส่วนของบริษัทประกันภัยเองจำต้องมีใบสลักหลัง (หรือเอกสารแนบท้ายก็แล้วแต่เรียก) ออกให้แก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยอย่างถูกต้องครบถ้วน ส่วนจะได้ยื่นขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือเปล่านั้น? สุดแล้วแต่นะครับ

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยเองอย่านิ่งนอนใจ เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเสียประโยชน์เหมือนดั่งเช่นตัวอย่างคดีศึกษานี้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914 - 927/2513

 

โจทก์เอาประกันภัยไว้กับจำเลย ข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยมีว่า ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้จำเลยทราบถึงการประกันซึ่งได้มีไว้แล้ว หรือซึ่งจะมีขึ้นภายหลังในทรัพย์สินซึ่งเอาประกันรายนี้ และเว้นไว้แต่จะได้มีการแจ้งดังกล่าว และจำเลย หรือผู้แทนได้บันทึก หรือสลักหลังไว้ซึ่งรายการเอาประกันนั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนเกิดความพินาศ หรือความเสียหาย มิฉะนั้น ผลประโยชน์ซึ่งจะได้รับตามกรมธรรม์ฉบับนี้เป็นอันล้มล้างไป ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเอาทรัพย์สินที่เอาประกันไว้กับจำเลยนั้นไปเอาประกันภัยไว้กับผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีก และแจ้งให้จำเลยทราบเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปติดต่อกับจำเลยเพื่อสลักหลังกรมธรรม์ซึ่งรายการประกันภัยเพิ่ม การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้ง 2 ประการในกรมธรรม์ ย่อมมีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดตามที่ได้ตกลงกันไว้ หาจำต้องให้จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์เสียก่อนไม่

 

(สืบค้นมาจาก http://deka.supremecourt.or.th/search ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง)

 

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 239 : ประกาศด่วน ตามหาเอกสารประกันภัยที่ขาดหายไป (Surprisingly Missing Insurance Documents)

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เปิดศักราชปีใหม่ พ.ศ. 2569 ด้วยเรื่องเบา ๆ แต่ยังรู้สึกคลางแคลงใจอยู่บ้างเหมือนกัน จะเบาจริงไหมหนอ? เนื่องด้วยปีนี้เป็นปีม้าไฟซะด้วยสิ

 

อย่างไรก็ดี ขออวยพรย้อนหลังให้แก่ทุกท่านมีความสุข สมปราถนา และสุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้านะครับ

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน เมื่อระบุทรัพย์สินที่เอาประกันภัยลอย ๆ คือ อาคารสิ่งปลูกสร้าง (building)

 

คุณเข้าใจว่า หมายความถึงอะไรบ้างครับ?

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้ประกอบกิจการค้าขาย และติดตั้งพื้นไม้จริง (wood flooring) โดยมีสถานประกอบการอยู่หลายแห่ง รวมถึงสถานที่เป็นข้อพิพาทด้วย เรียกว่า สถานที่ตั้งหมายเลข 1

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้จัดทำประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองอาคารสิ่งปลูกสร้างทุกแห่งเอาไว้ โดยผ่านตัวแทนประกันวินาศภัยรายหนึ่งอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีด้วยดี ดังนี้

(1) ปีแรก    ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2004 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2005

(2) ปีที่สอง ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2005 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2006

(3) ปีที่สาม ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2006 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2007

(4) ปีที่สี่     ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2007 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2008

(5) ปีที่ห้า   ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2008 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2009

 

สามปีแรก กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินได้แนบใบสลักหลัง (endorsements) ระบุไม่คุ้มครองถึงสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม (outbuildings) ในทุกสถานที่ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ด้วย

 

แต่ปีที่สี่กับปีที่ห้า ในใบสลักหลังกลับไม่ได้ระบุรวมถึงสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ดังเดิมอีกต่อไป

 

ครั้นวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2009 ได้เกิดอุบัติเหตุภายใต้ภัยคุ้มครองแก่สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม ณ สถานที่ตั้งหมายเลข 1 จนได้รับความเสียหายบางส่วน

 

ประเด็นปัญหาข้อพิพาทได้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่างคู่สัญญาประกันภัยนี้ว่า

 

ก) สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม ณ สถานที่ตั้งหมายเลข 1 จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่?

 

ข) ถ้าไม่ คำว่า “อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัย” นั้น จะหมายความรวมถึง อาคารสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่ตั้งอยู่ในสถานที่เอาประกันภัยไหม?

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อ้างว่า เมื่อไม่ปรากฏมีใบสลักหลังระบุยกเว้นเอาไว้อีกแล้วอย่างชัดแจ้ง ตนควรได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยต่อสู้ว่า แม้นจะไม่ได้มีถ้อยคำระบุยกเว้นไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาดโดยพลั้งเผลอเวลาออกกรมธรรม์ประกันภัยสองปีหลังที่ได้ตกหล่นลืมพิมพ์สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ลงไปด้วย ฉะนั้น ควรจำต้องพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงที่ไม่คุ้มครองตั้งแต่ต้นเป็นสำคัญ

 

คุณคิดเห็นเช่นไรครับ?

 

ถ้อยคำวาจา หรือ

 

ลายลักษณ์อักษร

 

กรณีใดจะสามารถสร้างน้ำหนักความน่าเชื่อถือได้มากกว่ากัน?

 

หลายท่านอาจเดากรณีหลังจะดูมีน้ำหนักมากกว่า จริงไหม?

 

เรามาลองพิจารณาต่อกันนะครับ

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์มีพยานบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมาเบิกความตอบการซักค้านว่า การไม่มีใบสลักหลังยกเว้นสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ที่เกิดเหตุอีกต่อไป ควรเข้าใจได้ว่า น่าจะได้รับความคุ้มครอง

 

แต่ตนจำไม่ได้เหมือนกัน ได้แจ้งต่อตัวแทนประกันวินาศภัยให้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมหรือเปล่า?

 

พยานบุคคลสามปากของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้เบิกความ ดังนี้

 

1) ตัวแทนประกันวินาศภัยให้การว่า สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมในทุกสถานที่เอาประกันภัยไม่ได้ถูกประสงค์ให้เอาประกันภัยตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะไม่มีความสำคัญ และมูลค่าไม่ได้มากมาย จึงได้มีใบสลักหลังยกเว้นเอาไว้เพื่อความชัดเจน ทั้งจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ก็เป็นเพียงมูลค่าของอาคารสิ่งปลูกสร้างหลักที่เอาประกันภัยไว้เท่านั้น

 

ปีต่ออายุหลัง ๆ อาจมีการพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจอยู่บ้างถึง โอกาสจะขยายให้ครอบคลุมถึงสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม แต่ไม่ได้มีข้อสรุปชัดเจน เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขจริง ตนก็ควรทำบันทึกพร้อมมูลค่าที่จะขยายเอาไว้ เพื่อจะได้แจ้งแก่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยให้รับทราบต่อไป แต่ไม่ปรากฏมีบันทึกเช่นว่านั้นอยู่เลย ตนจึงเข้าใจมาตลอดสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมในทุกสถานที่เอาประกันภัยคงถูกยกเว้นไว้เช่นเดิม

 

2) ผู้จัดการที่ดูแลลูกค้ารายนี้ให้การในทิศทางเดียวกันว่า ตรวจไม่พบเจอข้อมูลการรับแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เพิ่มเติมสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ที่เกิดเหตุในแฟ้มข้อมูล เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะไม่อาจสั่งการให้แก้ไขข้อมูลใบสลักหลังอย่างถูกต้องได้

 

3) พนักงานผู้ออกกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทเบิกความว่า ในปีต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยถัดมา จะใช้กรรมวิธีอ้างอิงข้อมูลเดิมด้วยการคัดลอกเนื้อหาเดิมมาพิมพ์ใส่ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ทุกคราว แต่ในปีหลังรวมถึงปีที่เกิดเหตุ อาจคัดลอกมาตกหล่นไปโดยผลั้งเผลอเอง จนทำให้ข้อมูลของสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ที่เกิดเหตุขาดหายไปจากใบสลักหลังนั้น เนื่องจากในแฟ้มข้อมูลไม่ปรากฏมีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงใบสลักหลังนั้นแต่ประการใด

 

คำให้การของพยานบุคคลพอรับฟังมีน้ำหนักขึ้นมาบ้างไหมครับ?

 

ศาลชั้นต้นในคดีนี้รับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นว่า มีความชัดเจน ความน่าเชื่อถือ และความกระจ่างว่า ได้เกิดข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ (clerical error) ในการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทไม่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาประกันภัย จึงพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยไม่จำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

แม้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน แต่ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Smith Flooring, Inc. v. Pennsylvania Lumbermen’s Mutual Insurance Company, no. 12-1786 (8th Cir. April 26, 2013))

 

หมายเหตุ

 

สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บ้านเรา ซึ่งได้บัญญัติไว้ทำนองเดียวกันในมาตรา 171 ว่า

 

ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน หรือตัวอักษร

 

นั่นคือ ประเด็นปัญหาในการออกใบสลักหลังตกหล่นผิดพลาดของต่างประเทศ

 

ถ้าเรื่องทำนองเดียวกันข้างต้นมาบังเกิดที่บ้านเรา

 

จะมีปัญหาชวนปวดหัวเกิดขึ้นมาสองประเด็นทันที

 

1) คำว่า “อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัย” นั้น

 

แนวทางการตีความของบริษัทประกันภัยมักแปลความหมายในทางตรงกันข้าม คือ ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมเอาไว้ก่อน

 

ถ้าจะให้รวม จำต้องแนบเอกสารแนบท้ายว่าด้วยสิ่งปลูกสร้างภายนอกสถานที่เอาประกันภัย (Outside Buildings) แบบ อค./ทส.1.55 กำกับเพื่อความชัดเจนไว้ด้วย ข้อความที่เขียนว่า

 

สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมที่อยู่ภายนอกตัวอาคาร ส่วนต่อเติมเชื่อมโยงของสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่อำนวยความสะดวก (small outside buildings, annexes and conveniences) ให้แก่สถานที่เอาประกันภัยซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่ง หรือติดกับสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัยไว้ ให้ถือว่าได้เอาประกันภัยไว้ด้วย

 

2) ฝ่ายบริษัทประกันภัยจะไปจัดหาใบสลักหลัง (endorsement) มาจากแห่งหนใด?

 

ทั้งที่เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับบ้านเราต่างกำหนดว่า

 

การเปลี่ยนแปลงสัญญาประกันภัย

 

การเปลี่ยนแปลงข้อความใด ๆ ในสัญญาประกันภัยจะต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท ทั้งนี้ บริษัทจะได้ออกใบสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยไว้เพื่อเป็นหลักฐาน (กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน)

 

การเปลี่ยนแปลงสัญญาประกันภัย

 

การเปลี่ยนแปลงข้อความใดๆ ในสัญญาประกันภัยจะต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท และบริษัทได้ออกเอกสารแนบท้ายประกันภัยไว้เป็นหลักฐานแล้ว (กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก)

 

การแก้ไข

 

สัญญาคุ้มครองและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยเอกสารแนบท้ายของบริษัทเท่านั้น (กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ)

 

เพราะเมื่อไปสืบค้นดู เอกสารกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทประกันภัยได้ยื่นขอรับอนุมัติต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นั้น พบเพียงแต่เฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยกับเอกสารแนบท้ายเท่านั้น ไม่พบรายการใบสลักหลังรวมอยู่ด้วยเลย

 

ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า

 

หรือใบสลักหลังไม่จำต้องขอความเห็นชอบ บริษัทประกันภัยสามารถสร้างขึ้นมาได้เองตามอำเภอใจ?

 

อนึ่ง ใบสลักหลัง (endorsement) กับเอกสารแนบท้าย (attachment)

 

เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร?

 

ตอนหน้าค่อยมาว่ากันต่อครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/