เรื่องที่ 246 : ข้อพึงระวังของการมีชื่อผู้เอาประกันภัยหลายราย (Multi-Insured’s Names) อยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน บทเรียนของนายหน้าประกันวินาศภัย (Insurance Broker) กับบริษัทประกันภัย และผู้เอาประกันภัยก็ด้วย
เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจครอบคลุมมากขึ้นต่อเนื่องจากบทความล่าสุดที่เพิ่งผ่านมา
นอกเหนือจากการจำแนกตัวตนระหว่างบุคคลกับนิติบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถทำประกันภัยดังกล่าวมาแล้ว
ในความเป็นจริงของการดำเนินกิจกรรม ความซับซ้อนยุ่งยากยังไม่จบเพียงแค่นั้น
บุคคลอาจมีชื่อฉายา ชื่อใช้ในการแสดง หรือชื่อเรียกแตกต่างจากชื่อจริงของตนเองก็ได้
เช่นเดียวกันนิติบุคคลอาจมีชื่อเรียกทางการค้า (trading name/trading as (t/a)) แตกต่างจากจากชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้ก็ได้ หรือ
นิติบุคคลอาจจำแนกแยกย่อยออกเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (holding company) บริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทย่อย (subsidiary company) ในกลุ่ม บริษัทร่วม (associated company) ที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย
เหล่านี้ เวลาจัดทำประกันภัย อาจประสบปัญหา ควรระบุชื่อใดดี หรือจำต้องระบุทุกชื่อที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดีไหม?
บ้านเราจะพบเห็นบ่อยในการจัดทำประกันภัยคอนโดมิเนียม
มักนิยมระบุชื่อทั้งนิติบุคคลอาคารชุด และ/หรือชื่อเรียกอาคารชุดนั้น ตลอดจนและ/หรือเจ้าของห้องทุกรายลอย ๆ
สามารถมีผลจะได้รับความคุ้มครองแท้จริงไหม?
งั้นเราลองมาพิจารณาเทียบเคียงกับตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้กันครับ
โรงแรมคลาสสิคขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยหลากหลายฉบับครอบคลุมทั้งการประกันภัยทรัพย์สินกับการหยุดชะงักของธุรกิจ (property damage & business interruption insurance) การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (public liability insurance) รวมถึงการประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง (employer’s liability insurance) ของตนผ่านนายหน้าประกันวินาศภัยต่อบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง โดยได้จัดทำประกันภัยต่อเนื่องกันมาหลายปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013
เนื่องจากลักษณะในการถือครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัย และการประกอบธุรกิจที่คุ้มครองมีความเกี่ยวข้องกันอยู่หลากหลาย ดังนี้
ก) นิติบุคคลผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารโรงแรม คือ George on High Ltd. (GOH)
ข) นิติบุคคลผู้เช่าตัวโรงแรมเพื่อใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารกับสถานบันเทิง คือ George on Rye Ltd. (GOR)
ค) ทั้งสองบริษัทล้วนมีนายกับนาง Clarke เป็นเจ้าของ
นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้ได้แจ้งให้บริษัทประกันภัยระบุชื่อผู้เอาประกันภัยลงในกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับว่า “The George on High Ltd. t/a the George in Rye” (โปรดสังเกตชื่อทางการค้าไม่ตรงกับชื่อจดทะเบียนของนิติบุคคลผู้เช่า และผู้ประกอบธุรกิจ)
วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ตัวอาคารโรงแรมกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่นถึงขนาดจำต้องถูกปิดซ่อมแซมเป็นระยะเวลานาน
เมื่อผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อทั้งสองราย อันได้แก่
ก) George on High Ltd. (GOH) เรียกร้องค่าเสียหายสำหรับอาคารโรงแรมที่เอาประกันภัย และ
ข) George on Rye Ltd. (GOR) เรียกร้องค่าเสียหายต่อสต็อกสินค้ากับทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยคิดเป็นเงินรวม 598,638 ปอนด์สเตอร์ลิง และความสูญเสียทางการเงินรวมถึงค่าเช่าจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่คุ้มครองคิดเป็นเงินรวม 1,668,520 ปอนด์สเตอร์ลิง
บริษัทประกันภัยตอบรับว่า
ก) ยินดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของตัวอาคารที่เอาประกันภัยตามความเสียหายแท้จริงที่เกิดขึ้นแก่ George on High Ltd. (GOH)
ข) แต่ปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ของ George on Rye Ltd. (GOR) เนื่องจากมิได้มีชื่อระบุเป็นผู้เอาประกันภัยอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท
ทั้งสองบริษัทจึงยื่นฟ้องต่อศาล ดังนี้
1) นายหน้าประกันวินาศภัยของตนเป็นจำเลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับกรณี
1.1) ค่าเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ George on Rye Ltd. (GOR) หากไม่ได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยดังกล่าว และ
1.2) ค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามความเสียหายที่แท้จริง (under insurance) ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ทั้งสองบริษัท ด้วยเหตุที่กระทำการละเว้นในการชี้ช่อง และการจัดการจัดทำทุนประกันภัยให้ครบถ้วนถูกต้อง
2) บริษัทประกันภัยรายดังกล่าวเป็นจำเลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ George on Rye Ltd. (GOR) ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท
สำหรับค่าเสียหายในรายการที่ 1.2 ข้างต้น นายหน้าประกันวินาศภัยตกลงชดใช้ให้ก่อนเริ่มพิจารณาคดีนี้
ส่วนรายการอื่น ๆ ได้ถูกดำเนินการคดีในศาล โดยมีประเด็นในการพิจารณา ดังนี้
1. ในความเป็นจริง George on High Ltd. (GOH) ไม่เคยใช้ชื่อทางการค้าว่า the George in Rye ตัวตนที่แท้จริงตามกฎหมายของผู้เช่ากับผู้ประกอบกิจการดังกล่าว คือ George on Rye Ltd. (GOR) ต่างหาก
2. บริษัทประกันภัยจำเลยเพิ่งมารับรู้ถึงตัวตนตามกฎหมายของ George on Rye Ltd. (GOR) ในภายหลัง เนื่องด้วย
2.1 นาย Clarke เจ้าของบริษัททั้งสองได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนับหกครั้ง ภายใต้กรณีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของแขกผู้เข้าพัก และกรณีความบาดเจ็บของลูกจ้างโรงแรม โดยระบุถึงชื่อ George on Rye Ltd. (GOR) เป็นผู้เอาประกันภัย บริษัทผู้รับจ้าง และจัดการเรื่องสินไหมทดแทนภายนอก (Third Party Claims Administrator (TPA)) ของบริษัทประกันภัยจำเลยได้รับรู้ และตกลงชดใช้ให้ทุกครั้งโดยไม่ได้มีการโต้แย้งใด ๆ
2.2 George on Rye Ltd. (GOR) เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยทั้งหมดให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลยมาโดยตลอด
ศาลชั้นต้นได้พิจารณาถึงพยานหลักฐานประกอบต่าง ๆ แล้ว มีความเห็นว่า
1. การรับรู้ถึงตัวตนของ George on Rye Ltd. (GOR) ของบริษัทผู้รับจ้าง และจัดการเรื่องสินไหมทดแทนภายนอก (TPA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทประกันภัยจำเลย ถือเป็นความเข้าใจโดยพื้นฐานได้ว่า ชื่อของผู้เอาประกันภัยซึ่งเขียนว่า “The George on High Ltd. t/a the George in Rye” นั้น ควรหมายความถึง “The George on High Ltd. And the business operated by George on Rye Limited t/a the George in Rye” การที่ได้ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ George on Rye Ltd. (GOR) ในเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่ผ่านมานับเป็นการยอมรับตัวตนนั้นแล้วโดยปราศจากข้อโต้แย้งตามหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)
2. การที่ George on Rye Ltd. (GOR) ชำระค่าเบี้ยประกันภัยเอง นับเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วถึงความตั้งใจในการทำประกันภัยต่าง ๆ เหล่านั้น
ฉะนั้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ดังนี้
ก) สำหรับ George on Rye Ltd. (GOR) ค่าสินไหมทดแทนต่อสต็อกสินค้ากับทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยคิดเป็นเงินรวม 598,638 ปอนด์สเตอร์ลิง และ
ข) ความสูญเสียทางการเงินจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่คุ้มครองคิดเป็นเงินรวม 892,520 ปอนด์สเตอร์ลิง
ข) สำหรับค่าเช่าอาคารโรงแรมระหว่างปิดซ่อมแซม ให้นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยชดใช้ให้แก่ George on High Ltd. (GOH) แทน George on Rye Ltd. (GOR)
ส่วนคำร้องขออุทธรณ์ของฝ่ายจำเลยได้ถูกยก คดีนี้จึงสิ้นสุดลง ณ ชั้นศาลขั้นต้น
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี George on High Ltd. & Anor v Alan Boswell Insurance Brokers Ltd. & Anor [2023] EWHC 1963 (Comm) (27 July 2023))
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3570/2547 วินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยวางหลักว่า ชื่อการค้า (Trade Name) คือชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ แม้ไม่ได้จดทะเบียนชื่อการค้าโดยตรง แต่หากนำมาใช้จนแพร่หลาย และเป็นที่รู้จักดีทั่วไปแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย (สืบค้นมาจากเวป https://www.lawyeryai.com/post/ชื่อการค้า-vs-เครื่องหมายการค้า-ต่างกันยังไง
ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง)
ในแง่การประกันภัย ถ้าเป็นไปได้ ควรระบุชื่อผู้เกี่ยวข้องอันมีส่วนได้เสียที่สามารถอันประกันภัยได้ทุกรายลงไปให้ชัดเจนน่าจะปลอดภัยกว่า
อนึ่ง ทั้งควรระบุอาชีพ หรือลักษณะของภัย และการใช้สถานที่ประกอบการที่เอาประกันภัยให้ชัดเจน และครบถ้วนถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่น กรณีโรงแรม หากเพียงระบุสถานที่ประกอบการใช้เป็นโรงแรมเพียงลำพังอย่างเดียว อาจมีปัญหาข้อโต้แย้งภายหลังได้ ถ้าปรากฏข้อความจริงว่า โรงแรมนั้นมีห้องอาคาร สถานบันเทิง ร้านค้าของตนอยู่ด้วย
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
เรื่องที่ 168 : สินค้าที่ขนส่งสูญหาย ผู้รับขนส่งต้องรับผิดตามราคาสินค้า หรือตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ของผู้รับขนส่ง?