วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 250 : เมื่อน้ำท่วม ไม่ใช่น้ำท่วม (When Flood Is Not Flood)? งั้นจะให้เรียกว่า อะไร (So What Is It)?

 

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขึ้นมา

 

แล้วมีบางคนเอ่ยว่า นี่ไม่ใช่น้ำท่วม?

 

อาจมีคำถามต่อทันควัน ใครพูด?

 

ผู้เอาประกันภัยหรือเปล่า?

 

ถ้าเขาอยู่ในสถานะเป็นผู้ประสบภัย เขาจะพูดเช่นนั้นไหม?

 

งั้นก็เป็นบริษัทประกันภัยใช่หรือไม่?

 

โชคดีที่บ้านเรา ยังไม่ได้ยินใครพูดทำนองนั้น

 

โชคร้ายแจ็กพอตไปตกที่ต่างประเทศครับ

 

คุณลองหยิบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินซึ่งคุ้มครองภัยน้ำท่วม (Flood) ที่มีอยู่มาลองอ่านดูซิครับ เขาเขียนคำจำกัดความของภัยน้ำท่วมไว้เช่นไร?

 

กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัย ฉบับรวมภัยธรรมชาติจะเขียนไว้อย่างชัดเจน ภายใต้ข้อ 2. ความคุ้มครอง ดังนี้

 

“2.8 ภัยน้ำท่วม คำว่า “น้ำท่วม” ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ หมายถึง น้ำซึ่งไหลล้น หรือไหลออกจากทางน้ำปกติซึ่งจะเป็นทางน้ำธรรมชาติ หรือจะเป็นทางน้ำที่สร้างขึ้นก็ดี (ไม่รวมถึงรางน้ำบนหลังคา) หรือเกิดจากท่อน้ำสาธารณะแตก ทำให้เกิดการท่วมของน้ำจากภายนอกของอาคารที่เอาประกันภัยไว้ หรืออาคารที่เก็บทรัพย์สินที่เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ รวมถึงน้ำท่วมอันเกิดจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม”

 

The word “Flood” under this endorsement means water that overflows or flows from the normal way of natural or artificial water courses (but excluding water from the gutter of the roof) or from the broken public water pipeline causing the flood from the outside of the insured premises or premises containing the insured property under this policy which including flood caused by windstorm, forest flood and mudslide.”

 

เช่นเดียวกันกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไป และกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน แม้จะไม่ปรากฏอยู่ในหัวข้อคำจำกัดความโดยตรง แต่ก็จะไปอยู่ที่เอกสารแนบท้ายว่าด้วยภัยเพิ่มเติม ตรงแบบ อค. 1.40 เอกสารแนบท้ายคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากภัยน้ำท่วม และแบบ ทส. 1.09 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยการจำกัดจำนวนเงินความรับผิด สำหรับภัยจากน้ำท่วมตามลำดับ ด้วยถ้อยคำทำนองเดียวกัน

 

เท่าที่รับทราบถ้อยคำข้างต้นได้ถูกนำมาจากต้นแบบต่างประเทศ

 

คุณเห็นว่า เหตุการณ์ฝนตกกระหน่ำอย่างรุนแรง (Rain Events) จนระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งเกิดแก่บ้านเราปีที่แล้ว และต่อเนื่องมาในปีนี้ จะเข้าข่ายคำจำกัดความภัยน้ำท่วมของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับข้างต้นไหมครับ?

 

ตัวอย่างคดีศึกษาจากต่างประเทศ ฝ่ายบริษัทประกันภัยได้ปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักในลักษณะฝนระเบิด (Rain Bomb) หรือฝนแช่ (Stationary Heavy Rain) ที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรงในเวลาสองวันต่อเนื่องกันนั้นจนสร้างความเสียหายให้แก่สต็อกกองถ่านหินเอาประกันภัยที่อยู่กลางแจ้ง ไม่จัดเป็นภัยน้ำท่วมตามคำจำกัดความที่บริษัทประกันภัยประสงค์จะให้ความคุ้มครอง

 

เนื่องจากภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาทระบุความคุ้มครองถึงภัยน้ำท่วม และน้ำเจิ่งนอง (Flood and Inundation) การจะได้รับความคุ้มครองได้จะต้องเป็นลักษณะน้ำฝนที่ตกลงมาเติมร่องน้ำ หรือทางน้ำตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นจนเกิดภาวะเอ่อล้นพ้นตลิ่งขึ้นมาเท่านั้น และทำให้เกิดภาวะน้ำเจิ่งนองไหลบ่าแพร่กระจายออกไปอย่างต่อเนื่องในวงกว้างของน้ำบนพิ้นผิวดิน (surface water) ที่ถูกสะสมท่วมท้นจนระบายไปไม่ทันดังกล่าว ซึ่งลักษณะอย่างหลังจะเข้าข่ายของคำว่า “น้ำท่วมท้น หรือไหลบ่า หรือน้ำเจิ่งนอง (Inundation)”

 

ขณะที่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยนั้น เป็นเพียงกรณีของฝนตกหนักอย่างรุนแรง และฉับพลันที่ผิดปกติ (Heavy Torrential Rain Events) อันเป็นต้นเหตุของการสะสมเจิ่งนองของน้ำ อีกทั้งสถานที่ตั้งที่เอาประกันภัยก็ไม่ได้อยู่ใกล้เคียงกับทางน้ำ หรือแหล่งน้ำจนก่อให้เกิดการเอ่อล้นไหลบ่าออกมาแต่ประการใด

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้เป็นโจทก์นำคดีขึ้นสู่ศาลด้วยประเด็นข้อพิพาทประการเดียวเท่านั้น คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น จัดอยู่ในความหมายของภัยน้ำท่วม และน้ำเจิ่งนอง (Flood and Inundation) อันควรจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่?

 

ทั้งศาลชั้นต้นกับศาลชั้นอุทธรณ์มีความเห็นพ้องกันว่า

 

การแปลความหมายของภัยที่คุ้มครองดังกล่าวของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยค่อนข้างแคบ และจำกัดมากเกินไป ทั้งไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่า การเอ่อล้นของทางน้ำ หรือการเจิ่งนองของน้ำนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง?

 

ตามพจนานุกรม

 

น้ำท่วม (Flood) หมายถึง ปรากฏการณ์ของการมีน้ำปกคลุมเหนือพื้นดินที่ปกติเคยอยู่ในสภาพแห้งนั้น ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากฝนตกหนัก การเอ่อล้นของแม่น้ำ หรือจากปัจจัยอื่น ๆ โดยภาวะน้ำท่วมสามารถจำแนกออกได้ ดังนี้

 

1) ภาวะน้ำท่วมชายฝั่ง หรือฝนที่ตกชายฝั่งทะเล (Coastal Floods) อาจเกิดมาจากภาวะน้ำขึ้น หรือคลื่นพายุซัดฝั่ง

 

2) ภาวะน้ำท่วมจากแม่น้ำ/น้ำล้นตลิ่ง (Fluvial (River) Floods) อาจเกิดมาจากภาวะแม่น้ำ/ทางน้ำล้นตลิ่ง อันเนื่องมาจากฝนตกหนัก หรือหิมะละลาย

 

3) ภาวะน้ำท่วมจากฝนตกหนัก/น้ำท่วมขัง (Pluvial (Surface) Floods) อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากฝนตกหนักทำให้เกิดการเอ่อล้นของระบบระบายน้ำ น้ำที่สะสมนั้นได้ไหลแพร่กระจายออกไปในวงกว้างไปตามพื้นผิวดิน

 

ส่วนน้ำเจิ่งนอง (Inundation) นั้น คือ สภาวะน้ำที่ปกคลุมอยู่เหนือพื้นดินสะสมกันจนเกิดการท่วมท้น อันแสดงถึงกระบวนการเอ่อล้น และสภาวะที่ติดตามนั้นเอง

 

ฉะนั้น ปรากฏการณ์ฝนตกหนักอย่างรุนแรง และฉับพลันที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดน้ำท่วม และน้ำเจิ่งนองนั้นได้รับความคุ้มครองอยู่ภายใต้ภัยที่คุ้มครองดังกล่าวด้วย

 

ทั้งสองศาลจึงพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ตัวอย่างอีกคดีศึกษาจากต่างประเทศเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้เอง มีกลุ่มบริษัทประกันภัยร่วมห้าบริษัทได้ปฏิเสธความรับผิดทำนองเดียวกัน โดยอ้างว่า กรณีฝนตกหนักกระหน่ำอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดน้ำท่วมนั้น ไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะมีสาเหตุมาจากสภาวะอากาศที่รุนแรงสุดขั้ว (Extreme Weather Condition) ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เอาประกันภัยสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว อันไม่ใช่อุบัติเหตุที่กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนั้นจะให้ความคุ้มครองได้

 

ยกแรกชั้นศาลชั้นต้น ฝ่ายผู้เอาประกันภัยชนะคดี เพราะศาลท่านเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริษัทประกันภัยนั้นเลื่อนลอย ทั้งไม่ปรากฏมีเขียนยกเว้นไว้อยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทด้วย แต่คดียังไม่ถึงที่สุดนะครับ

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Oriental Insurance Company Limited v. J.K. Cement Works (2020 INSC 96) และคดี Intents Festival v. Insurers)    

 

หมายเหตุ

 

อันที่จริง แรกทีผมเคยตั้งประเด็นในใจ เหตุการณ์ฝนตกหนักที่ผ่านมานั้นไม่น่าจะตรงตามคำจำกัดความของกรมธรรม์ประกันภัยดังอ้างอิง (รวมถึงเงื่อนไขการขยายความคุ้มครองภัยน้ำท่วมของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ด้วย) เพราะที่ผ่านมา ผมเห็นว่า คำจำกัดความนั้นมีความกำกวม ไม่ใคร่ชัดเจน

 

ทางน้ำ น่าจะหมายถึง ทางผ่านของน้ำที่ไหลประจำ และแอ่งน้ำ หรือบ่อน้ำก็ไม่มีลักษณะเป็นทางผ่านเช่นว่านั้นด้วย ฉะนั้น ถ้าพื้นดินตรงนั้นเป็นที่ลุ่มต่ำ เป็นแอ่ง หรือเป็นแอ่งน้ำ หรือบ่อน้ำ แล้วเกิดมีฝนตกลงมาจนทำให้เกิดการเอ่อล้นขึ้นมา เราจะจัดเข้าคำจำกัดความเช่นว่านั้นได้อยู่หรือเปล่า? กอปรกับบางประเทศได้มีการปรับคำจำกัดความใหม่ น่าจะเข้าใจได้อย่างชัดเจนง่าย ๆ ว่า น้ำท่วม หมายความถึง น้ำท่วมพื้นที่แห้งเป็นการชั่วคราว เจตนารมณ์เพื่อให้เกิดความชัดเจนเท่านั้น

 

ส่วนในอนาคตจะมีการปรับแก้ไขคำจำกัดความใหม่หรือไม่นั้น? และจะมีโชคดีเช่นนี้ตลอดไปอีกหรือเปล่า? ไม่ทราบจริง ๆ ครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 171 : เมื่อเงื่อนไขการเรียกร้องค่าเสียหายส่วนแรกคืนจากผู้เอาประกันภัย ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์อาจก่อปัญหาย้อนกลับมาให้บริษัทประกันภัยปวดหัวได้

 

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 249 : เมื่อโดนน้ำท่วม (Flood) เกิดไฟฟ้าลัดวงจร (Short Circuit) แล้วเกิดระเบิด (Explosion) ขึ้น คุณเห็นว่า กรณี้นี้มีกี่ภัย (Peril)? กี่ความเสียหาย (Loss)? กี่เหตุการณ์ (Occurrence)? ซึ่งบริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดชอบกันแน่

 

บ่อยครั้งเวลาเมื่อเกิดปรากฏการณ์แห่งความเสียหายขึ้นมาอาจไม่ได้มีแค่ภัยเดียวเข้ามาเกี่ยวข้อง หากหลายภัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นประกอบด้วย

 

ก) กรณีเป็นภัยที่คุ้มครองทั้งหมด ปัญหาอาจน้อยหน่อย หรือ

 

ข) กรณีมีทั้งภัยที่คุ้มครองปนกับภัยที่ไม่คุ้มครอง

 

จะแยกแยะภัยกันเช่นไร?

 

จะจำแนกออกเป็นกี่ความเสียหาย หากภัยเหล่านั้นสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินแตกต่างกันไป?

 

จะนับกรณีที่เกิดขึ้นแยกต่างหากจากกัน หรือสามารถนำมารวมกันได้ไหม?

 

ยิ่งมีเรื่องวงเงินความคุ้มครองกับเรื่องความเสียหายส่วนแรกที่แตกต่างกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งชวนปวดหัวเข้าไปใหญ่

 

ลองมาเทียบเคียงกับตัวอย่างคดีศึกษานี้ดูนะครับ

 

ลมพายุก่อให้เกิดฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่ง ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

 

น้ำท่วมนั้นได้ไหลแทรกซึมเข้าตามร่องแตกร้าวของตัวอาคารสำนักงานที่เอาประกันภัย

 

น้ำที่ไหลเข้าไปบางส่วนไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ภายใน รวมทั้งเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน (non-energized electrical equipment)

 

น้ำบางส่วนไปถูกแผงสวิตช์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอยู่ (energized electrical switching panels) จนเกิดประกายไฟอาร์ก (electrical arcing) กับไฟฟ้าลัดวงจร (short circuit) และก่อให้เกิดการระเบิด (explosion) จนเป็นรูตรงแผงสวิตช์ไฟฟ้านั้นในท้ายที่สุด

 

คุณเห็นว่า กรณีที่ขึ้นดังกล่าว ประกอบด้วย

 

1) กี่ภัย (peril)?

 

ลมพายุ ฝนตก น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร การระเบิด

 

2) กี่ความเสียหาย (loss)? และ

 

3) กี่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (occurrence)?

 

โชคดีของผู้เอาประกันภัยรายนี้ที่ได้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบสรรพภัย รวมน้ำท่วมกับขยายถึงภัยการชำรุดเสียหายต่อระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้า (mechanical or electrical breakdown) ไว้ด้วย แต่มีความเสียหายส่วนแรกต่างกันซึ่งจะมากกว่าจากภัยปกติ

 

คดีนี้คู่ความสองฝ่ายโต้เถียงกัน ดังนี้

 

1) กี่ภัย (peril)?

 

ฝ่ายหนึ่งตีความว่า แม้มีหลายภัยเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะสนใจเพียงเฉพาะภัยที่สร้างความเสียหายเท่านั้น ซึ่งภัยหลักที่สร้างความเสียหายครั้งนี้มีเพียงภัยเดียว คือ ภัยน้ำท่วมเท่านั้น

 

อีกฝ่ายโต้แย้งว่า จำแนกออกได้เป็นสองกลุ่มภัยที่สร้างความเสียหาย ได้แก่ ภัยน้ำท่วม และภัยต่อเครื่องไฟฟ้า (electrical injury)

 

2) กี่ความเสียหาย (loss)?

 

จำนวนครั้งของความเสียหายจะถูกจำแนกไปตามจำนวนภัยที่แยกเช่นว่านั้น

 

กรณีที่จำแนกออกได้เป็นสองกลุ่มภัย ในที่นี้ ประกอบด้วยความเสียหายจากภัยน้ำท่วมครั้งที่หนึ่ง และความเสียหายจากไฟฟ้าลัดวงจรภายใต้ภัยต่อเครื่องไฟฟ้าในครั้งที่สอง

 

3) กี่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (occurrence)?

 

เช่นเดียวกับกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะจำแนกตามจำนวนครั้งของความเสียหาย

 

ศาลชั้นต้นได้ตัดสินว่า ภัยน้ำท่วมถือเป็นต้นเหตุเดียวโดยตรงที่ก่อให้เกิดภัยอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องติดตามมาโดยไม่ขาดตอน ฉะนั้น ภัยต่อเครื่องไฟฟ้าซึ่งได้รับการขยายความคุ้มครองภายใต้ภัยการชำรุดเสียหายต่อระบบกลไก หรือระบบไฟฟ้า (mechanical or electrical breakdown) นับเป็นสาเหตุใกล้ชิด (proximate cause) มาจากภัยน้ำท่วมดังกล่าว

 

ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยจึงจัดเป็นความเสียหายเดียวกัน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดียวกันเนื่องจากภัยน้ำท่วมดังกล่าวเช่นเดียวกัน

 

คดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาลอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Continental Insurance Co. v. Arkwright Mutual Insurance Co. (102 F.3d 30, 1st Cir. 1996))

 

ข้อสังเกต

 

น่าสนใจเพิ่มเติมตรงถ้าหากได้เกิดมีไฟไหม้ติดตามอย่างต่อเนื่องด้วย จะส่งผลทำให้การแปลความหมายเปลี่ยนแปลงไปไหม?

 

เนื่องจากถ้อยคำในกรณีภัยไฟไหม้ ปกติทั่วไปมักจะตีความให้คุ้มครองถึงภัยไฟไหม้แยกต่างจากโดยไม่คำนึงถึงว่า ภัยไฟไหม้ที่ติดตามมานั้นจะมีต้นเหตุ หรือสาเหตุมาจากภัยอื่นใดก็ตาม เว้นแต่จะได้ถูกเขียนถ้อยคำไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง หรือไม่ก็ถูกตีความให้ไม่เป็นสาเหตุใกล้ชิดจากภัยอื่นดังกล่าวนั้นเอง

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 170 : เมื่อบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายที่แท้จริงให้แก่คู่กรณีตามที่เรียกร้องแล้ว จะสามารถเรียกเงินส่วนที่เกินจากทุนประกันภัยกลับคืนจากผู้เอาประกันภัยของตนเองได้หรือไม่?

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 248 : เผาบ้านตนเอง เพื่อฆ่าตัวตาย (Commit Suicide by Setting Fire to His Own House) เนื่องด้วยความเครียดสะสม ซ้ำร้ายภายหลังมีขโมยลอบเข้าไปลักทรัพย์ (Thefts) ถึงสามครา บริษัทประกันภัยยังจำต้องรับผิดให้ไหมนี่?

 

เย็นวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2001 สืบเนื่องจากภาวะความเครียดสะสมในธุรกิจกับชีวิตส่วนตัว ประกอบการติดสุราอย่างรุนแรง ผู้เอาประกันภัยรายนี้ตัดสินใจจบชีวิตของตนเองด้วยการจุดไฟเผาบ้านของตนเอง แต่พอไฟเริ่มลุกลามมาก กลับเปลี่ยนใจหลบหนีออกมา โชคดีที่ดับไฟทันท่วงที ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวบ้านกับทรัพย์สินภายในที่ได้เอาประกันภัยไว้เสียหายบางส่วนค่อนข้างมากจนไม่อาจพักอยู่อาศัยได้ดังเดิม จำต้องไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว โดยได้มีการใช้แผ่นไม้ตีปิดกั้นส่วนที่เปิดเป็นช่องโหว่ไว้ด้วย

 

กรณีเหตุไฟไหม้

 

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุไฟไหม้ดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย และได้มีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาช่วยจัดการแทนอีกแรงหนึ่ง

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่ง

 

ช่วงระหว่างวันที่ 24/25 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบถอดสลักยกประตูเหล็กดัดหน้าบ้านที่ถูกคล้องกุญแจออกไป โดยผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สอง

 

วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2001 คนร้ายแอบงัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งคงยังหลงเหลืออยู่ภายในบ้านออกไปบางรายการ

 

วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

มีบางรายการซ้ำซ้อนกับที่ได้ยื่นเรียกร้องจากกรณีเหตุไฟไหม้ซึ่งถูกปฏิเสธความรับผิดแต่แรก ครานี้ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องเรียกร้องเข้ามาอีกในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งนี้

 

วันที่ 6 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยส่งหนังสือร้องขอต่อผู้เอาประกันภัยผ่านทางทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อจะเข้าไปสำรวจตรวจสอบความสูญเสีย สำหรับกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งกับที่สอง และขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวผู้เอาประกันภัยด้วย แต่ไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สาม

 

วันที่ 17 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่คงเหลืออยู่อีกหลายรายการ

 

วันที่ 24 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุการณ์ลักทรัพย์ครั้งที่สามต่อบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 25 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อแจ้งว่า ตนได้รับทราบถึงกรณีที่ผู้เอาประกันภัยบ่นถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงกับบริษัทประกันภัย แต่ตามมารยาทแล้ว ตนลำบากใจที่จะติดต่อโดยตรงกับผู้เอาประกันภัย เว้นแต่ทนายความจะได้ให้ความเห็นชอบเสียก่อน

 

วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ทำหนังสือต่อว่าบริษัทประกันภัยถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด

 

วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อขอคำแนะนำ พร้อมแจ้งว่า ถ้าตนไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 7 วัน แสดงว่า ทางทนายความไม่ขัดข้องที่ตนจะติดต่อกับผู้เอาประกันภัยโดยตรง

 

ไม่มีคำตอบใดกลับมาเช่นเคย

 

วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือโดยตรงถึงผู้เอาประกันภัย แจ้งว่า ตนได้พยายามติดต่อสื่อสารผ่านทนายความซึ่งได้รับมอบหมายจากตัวผู้เอาประกันภัยให้กระทำการแทนรวมสี่ฉบับแล้วเกี่ยวกับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งดังเอกสารแนบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย จึงเรียนแจ้งมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งกลับว่า จะให้ตนควรดำเนินการต่อไปเช่นไร

 

ตัวผู้เอาประกันภัยก็ไม่ได้ตอบกลับไป โดยไม่มีข้อมูลว่า เป็นเพราะเหตุใด เรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดจึงหยุดชะงักลงเพียงแค่นั้น

 

ประมาณเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ตัวผู้เอาประกันภัยได้โอนส่งมอบทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ใต้ภาระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง และทรัพย์สินนั้นก็ได้ถูกโอนขายต่อไปให้แก่บุคคลภายนอกเรียบร้อยแล้ว

 

วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย หากไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 14 วัน ก็จะยุติการดำเนินการทั้งหมด และปิดเรื่องกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยได้ทำหนังสือติดตามอีกครั้ง ทั้งที่ ณ เวลานั้น ตัวผู้เอาประกันภัยไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

ประมาณปี ค.ศ. 2002 บริษัทประกันภัยจึงปิดเรื่องเรียกร้องทั้งหมด

 

ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 ตัวผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั้งกรณีเหตุไฟไหม้กับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

ผลทางคดี

 

ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ศาลได้ทำการพิจารณาคดีนี้ โดยมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ผู้เอาประกันภัยโจทก์โต้แย้งโดยอ้างเหตุวิกลจริต (insanity) ตนได้กระทำการดังกล่าวไปโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ ไม่อาจรับรู้กับรู้สึกตัวได้ และไม่สามารถจำแนกถึงความผิดชอบชั่วดีเฉกเช่นบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะปกติทั่วไปได้

 

โดยหลักกฎหมายแล้ว ในการที่จะพ้นผิดด้วยสาเหตุแห่งวิกลจริตนั้น ผู้กระทำจำต้องพิสูจน์ให้ศาลรับฟังอย่างสิ้นสงสัยได้ว่า

 

1) ตนไม่อาจรับรู้ถึงการกระทำของตนเองได้ หรือ

2) ถ้าตนรับรู้ ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

จากการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ถึงการกระทำของตนเองเป็นอย่างดี และรู้ดีถึงผลการกระทำของตนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

(1) ผู้เอาประกันภัยโจทก์มีความตั้งใจ และแสดงออกที่จะพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งตั้งแต่ก่อนหน้ากรณีเหตุไฟไหม้

 

(2) ก่อนลงมือจุดไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ปล่อยสุนัขของตนออกไปด้วยความสงสาร ไม่อยากให้ต้องมารับกรรมจากการกระทำของตนเองในครานี้

 

(3) ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้จุดไฟขึ้นที่กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า แล้วไปแหย่กับตัวโซฟาที่ตนเองใช้นั่งประจำ และไปจ่อกับผ้าม่าน เพื่อให้ไฟสามารถลุกลามไปได้โดยง่าย ฉะนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ และเข้าใจถึงการกระทำของตนเองอย่างชัดแจ้ง

 

(4) ภายหลังจากการลุกลามของไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์เกิดความรู้สึกละอายใจ และเปลี่ยนใจไม่อยากตาย ด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้าน เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้มาดับไฟนั้นในท้ายที่สุด ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์สามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

 

ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุนั้น ไม่ได้มีเพียงสาเหตุจากการป่วยทางจิต (mental illness) อย่างเดียว ทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ลงมือจุดไฟด้วยอาการขาดสติ   

 

ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างอื่นอีก ทั้งในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว จนภรรยากับลูกต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านชั่วคราว และปล่อยให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์อยู่ตามลำพังในบ้านดังกล่าวจนกระทั่งเกิดเหตุนั้นขึ้นมา

 

ปัญหาทางธุรกิจจนถึงขนาดขาดสภาพคล่องทางเงิน และเป็นคดีความทางอาญากับคณะผู้บริหารของตน ซึ่งอาจส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์จำต้องติดคุก หากแพ้คดี

 

สุดท้าย ปัจจัยจากอาการติดสุราเรื้อรัง แม้จะพยายามเลิกได้ชั่วเวลาหนึ่ง ก็กลับมาใช้พฤติกรรมเดิมอยู่อีก

 

ฉะนั้น อาการป่วยทางจิตจึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่จะนำมาใช้อ้างเหตุแห่งวิกลจริต เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ประโยชน์

 

ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่ต้องรับผิด

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ข้อกำหนดว่าด้วยการให้ความร่วมมือในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (claims co-operation clause) นั้น ไม่ใช่เงื่อนไขก่อนความรับผิดของบริษัทประกันภัยจำเลย (condition precedent to the insurer’s liability) อันจะสามารถใช้เพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนเองได้ แต่เป็นเพียงการผิดเงื่อนไขปกติธรรมดาตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น ซึ่งแม้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อาจกระทำผิดเงื่อนไขนั้นไปบ้าง ก็น่าเชื่อว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ และก็ไม่ได้ส่งผลในการก่อความเสียหายให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลย เพียงแค่ทำให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่สามารถตกลงที่จะชดใช้ตัวเลขความเสียหายได้เท่านั้น โดยเฉพาะในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองกับที่สาม (ส่วนครั้งแรกค่อนข้างง่ายที่จะตกลงกันได้) แต่ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งไม่อาจได้รับความคุ้มครอง

 

ศาลจึงวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Raymond Thomas Porter v Zurich Insurance Co [2009] EWHC 376 (QB))

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?