วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 242 : ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม (Reinstatement Clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน (Property Insurance Policy) ควรแปลความหมายให้มีขอบเขตเช่นใด?

 

เราอาจคุ้นเคยกับถ้อยคำว่า “การทำให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม (reinstatement)” หรือ “การจัดการทดแทนทรัพย์สิน หรือการจัดหาทรัพย์สินมาทดแทน (replacement)” ดังปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัย หรืออาจอยู่ในรูปแบบของเอกสารแนบท้ายก็มี

 

จริงแล้ว มีขอบเขตความหมายเช่นไรกันแน่?

 

พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 6 (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2560 ฉบับราชบัณฑิตยสภา ให้ความหมายไว้ ดังนี้

 

reinstatement หมายถึง

 

2. การทำให้ทรัพย์สินที่เสียหายคืนสู่สภาพเดิม ในกรณีที่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเกิดเสียหาย กรมธรรม์ประกันภัยอาจระบุให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเลือกที่จะซ่อมแซมทรัพย์สินนั้นให้คืนสู่สภาพเดิมแทนการชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินสด

 

reinstatement clause ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิม หมายถึง

 

1. ข้อกำหนดในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินที่กำหนดความรับผิดของผู้รับประกันภัยให้ซ่อมแซมทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เกิดความเสียหาย เพื่อให้กลับคืนสภาพเดิมตามที่ผู้รับประกันภัยมีภาระผูกพันตามกฎหมาย หรือเพราะผู้รับประกันภัยเลือกทำให้กลับคืนสภาพเดิม

 

เสียหายที่ไม่ปรากฏมีคำนิยามของการจัดการทดแทนทรัพย์สิน หรือการจัดหาทรัพย์สินมาทดแทน (replacement)

 

อย่างไรก็ดี พิจารณาดูแล้ว น่าจะสามารถเข้าใจได้ ไม่ยากลำบากนัก

แต่ถ้านำไปปรับใช้กับตัวอย่างคดีศึกษาเรื่องนี้ของต่างประเทศกันล่ะ ผลลัพธ์จะออกมาตามที่เราเข้าใจกันบ้างไหมหนอ?

 

ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นได้ทำประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับทรัพย์สินของตนไว้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยมีระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปี เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1991

 

วันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1992 เกิดไฟไหม้ขึ้นสร้างความเสียหายให้แก่อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัยอย่างมาก

 

วันที่ 9 มกราคม ค.ศ. 1992 ผู้เอาประกันภัยแจ้งเหตุต่อบริษัทประกันภัยของตน เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 บริษัทประกันภัยได้ตอบปฏิเสธไม่คุ้มครอง โดยอ้างว่า ไฟไหม้ครั้งนี้มีต้นเหตุมาจากการฉ้อฉลของผู้เอาประกันภัยเอง อันส่งผลทำให้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทสิ้นสุดความครองลงไปทันที

 

วันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 ผู้เอาประกันภัยทำหนังสือเรียกร้องให้มีการชำระเบี้ยประกันภัยคืน แต่ยังคงยืนยันสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทต่อไปเช่นเดิม

 

วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1992 บริษัทประกันภัยได้จัดทำหนังสือเป็นทางการบอกเลิก พร้อมกับออกใบสลักหลังยกเลิก และหลักฐานการชำระเบี้ยประกันภัยคืนส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัย

 

วันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 1992 ระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปีตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทได้สิ้นสุดลง

 

วันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1993 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งที่สองขึ้นมาอีกซ้ำสองจนส่งผลทำให้ถึงขนาดโดยสิ้นเชิง ในระหว่างยังมีคดีข้อพิพาทค้างคากันอยู่

 

ก่อให้เกิดประเด็นในการพิจารณาวินิจฉัยของศาล ดังนี้

 

1) เหตุไฟไหม้ครั้งแรกไม่คุ้มครอง เนื่องจากการกระทำโดยทุจริตของฝ่ายผู้เอาประกันภัยดังกล่าวอ้างหรือไม่?

 

2) การบอกกล่าวยกเลิกความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทกลางคันของฝ่ายบริษัทประกันภัยมีผลใช้บังคับได้หรือไม่?

 

3) ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิม (reinstatement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรแปลความหมายให้มีขอบเขตเช่นไร?

 

4) เหตุไฟไหม้ครั้งที่สองควรคุ้มครองหรือไม่? อย่างไร?  

 

5) หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรมีผลใช้บังคับเช่นใด?

 

คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ?

 

อย่างไรก็ตาม ผลทางคดีของศาลระดับชั้นต่าง ๆ ออกมา ดังนี้ครับ

 

ศาลชั้นต้น

 

1) เหตุไฟไหม้ครั้งแรกคุ้มครอง เนื่องด้วยฝ่ายบริษัทประกันภัยไม่สามารถพิสูจน์ถึงการกระทำโดยทุจริตของฝ่ายผู้เอาประกันภัยดังที่กล่าวอ้างได้

 

2) การบอกกล่าวยกเลิกความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทกลางคันของฝ่ายบริษัทประกันภัยไม่มีผลใช้บังคับได้ เนื่องด้วยเหตุผลข้างต้น

 

3) ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิม (reinstatement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรแปลความหมายให้มีขอบเขตเช่นไร?

 

ข้อกำหนดการทำให้กลับคืนสภาพเดิมนั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อชดใช้ให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม เสมือนหนึ่งมิได้เกิดเหตุการณ์เช่นว่านั้นขึ้นมาเลย ฝ่ายบริษัทประกันภัยจึงมีหน้าที่ในการทำให้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายจากภัยที่คุ้มครองนั้นกลับคืนสู่สภาพดังเดิมดังกล่าว โดยอาศัยกรรมวิธีการสร้างขึ้นมาใหม่ หรือการเปลี่ยนทดแทน หรือการซ่อมแซมก็ได้ แล้วแต่กรณี

 

4) เหตุไฟไหม้ครั้งที่สองควรคุ้มครองหรือไม่? อย่างไร?  

 

หากกรณีไฟไหม้ครั้งที่สอง หรือครั้งอื่นใดก็ตามจัดเป็นอุบัติภัยที่คุ้มครอง และเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องติดตามมาโดยไม่ขาดตอนแยกจากกันแล้ว ฝ่ายบริษัทประกันภัยก็มีหน้าที่จำต้องชดใช้เพื่อทำให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้กลับคืนสู่สภาพดังเดิมตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ถึงแม้จะส่งผลให้ความรับผิดโดยรวมของฝ่ายบริษัทประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น หรืออุบัติภัยที่คุ้มครองครั้งอื่นที่ติดตามนั้นจะพ้นระยะเวลาประกันภัยไปแล้วก็ตาม

 

5) หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) ดังระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทควรมีผลใช้บังคับเช่นใด?

 

หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) นั้นได้กำหนดให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการทำให้กลับคืนสภาพเดิม การเปลี่ยนทดแทน หรือการซ่อมแซมตามที่ประเมินขึ้นมาได้ ณ เวลาดำเนินการเช่นว่านั้นเอง ทั้งนี้ โดยที่จะต้องจัดเริ่มต้นดำเนินการเช่นว่านั้นให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันสมควร (reasonable dispatch) มิฉะนั้นแล้ว ความรับผิดของฝ่ายบริษัทประกันภัยจะไม่เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงของความเสียหายที่มีต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยดังกล่าว ณ เวลาเมื่อเกิดความเสียหายนั้นเอง

 

ศาลชั้นต้นให้พิจารณาชดใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงมากกว่าตามถ้อยคำลายลักษณ์อักษร เนื่องจากในความเป็นจริง ขณะเกิดไฟไหม้ครั้งที่สอง ฝ่ายผู้เอาประกันภัยขาดเงินทุนในการซ่อมแซมความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งแรก ซึ่งอยู่ในระหว่างการรอผลการตัดสินของศาล จึงยังไม่ได้ดำเนินการใด จวบจนกระทั่งมาเกิดเหตุไฟไหม้ครั้งที่สองขึ้นมาก่อนถึงขนาดทำให้เสียหายโดยสิ้นเชิงในท้ายที่สุด

 

ศาลอุทธรณ์

 

พิพากษายืนตาม

 

ศาลฎีกา

 

พิพากษาแย้งเพียงในประเด็นสุดท้ายว่า ด้วยเหตุที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยมิได้เร่งดำเนินการจัดการความเสียหายที่เกิดจากเหตุไฟไหม้ครั้งแรกภายในอันสมควรดังที่ได้ตกลงกันไว้ในหลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (basis of settlement clause) ของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ฉะนั้น ความรับผิดของฝ่ายบริษัทประกันภัยจึงจำกัดอยู่เพียงไม่เกินกว่ามูลค่าที่แท้จริงของความเสียหายที่มีต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยดังกล่าว ณ เวลาเมื่อเกิดความเสียหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งแรกนั้นเอง

 

สรุป ศาลฎีกาให้ยึดถือตามข้อตกลงกันไว้เป็นสำคัญด้วยนั่นเอง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี CIC Insurance Ltd v Bankstown Football Club Ltd (1997) 187 CLR 384)

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

 

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 162 : คดีศึกษานี้พนักงานสินไหมรถยนต์ควรต้องอ่านศึกษา และทำความเข้าใจอย่างยิ่ง

 

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 241 : คุณคิดว่าการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal/renewing insurance policy) หมายถึงอะไร?

 

(ตอนที่สอง)

 

ลองนึกเทียบเคียงกับเรื่องทั่วไปอื่น ๆ นอกเหนือจากการประกันภัยก็ได้

 

ต่ออายุสัญญาทั่วไป

 

ต่ออายุงาน

 

ต่ออายุใบอนุญาต

 

ต่ออายุสมาชิก

 

ฯลฯ

 

คุณคาดหวังว่า “การต่ออายุเหล่านั้น” ควรหมายความถึงอะไร?

 

เหมือนเช่นเดิมทุกอย่าง? หรือ

 

จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยังไง เชิญได้ตามอำเภอใจก็จัดมาเลย ไม่มีปัญหา

ยังงั้นหรือเปล่า?

 

ทีนี้ เรามาเข้าเรื่องแห่งคดีนี้กันต่อ

 

บริษัทประกันภัยโจทก์กล่าวอ้างว่า ตามหลักการปกติทั่วไป การต่ออายุควรเป็นไปตามข้อกำหนดเงื่อนไขเช่นเดิม เว้นแต่จะได้มีการแจ้งไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง (the general rule requirement that a renewal contain the same terms and conditions of the original policy unless otherwise expressed exception)

 

การต่ออายุถือเป็นการเริ่มต้นการทำสัญญาใหม่ (new contract) ไม่ใช่การขยายสัญญาเดิม (extension of original contract) และบริษัทประกันภัยโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตามหลักการปกติทั่วไปด้วยการแจ้งถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดเงื่อนไขใหม่อย่างชัดเจนแล้ว การกระทำของบริษัทประกันภัยโจทก์จึงไม่ใช่การทำผิดข้อตกลงแห่งสัญญาดังกล่าวหาแต่ประการใด

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับข้อกล่าวอ้างของบริษัทประกันภัยโจทก์ ตัดสินให้บริษัทประกันภัยโจทก์ชนะคดี

 

ผู้เอาประกันภัยจำเลยอุทธรณ์โดยโต้แย้งว่า ถ้าการต่ออายุสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ก็ไม่ควรเรียกเป็นการต่ออายุได้ (renewal provision is illusory) ฉะนั้น แม้การต่ออายุจัดเป็นการเริ่มต้นการทำสัญญาใหม่ แต่จำต้องอาศัยอ้างอิงตามข้อกำหนดเงื่อนไขเช่นเดิม หรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด

 

บริษัทประกันภัยโจทก์ตอบโต้ว่า การแปลความการต่ออายุเช่นเดิมเช่นนี้จะส่งผลทำให้เสมือนหนึ่งสัญญาไม่มีที่สิ้นสุด อันจะขัดต่อหลักกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่?

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามพจนานุกรมศัพท์กฎหมาย ฉบับ Black Law Dictionary ให้ความหมายของการต่ออายุ (renewal) หมายความถึง การเริ่มต้นสัญญาใหม่อีกครั้ง หรือการทำให้สัญญาเดิมมีผลใช้บังคับอย่างต่อเนื่อง (to renew a contract means to begin again or continue in force the old contract)

 

การที่บริษัทประกันภัยโจทก์กล่าวอ้างว่า การต่ออายุสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเพียงแค่บอกกล่าวล่วงหน้าต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็เพียงพอแล้ว ไม่อยู่ในความหมายที่แท้จริงของการต่ออายุ เพราะจะทำให้การต่ออายุเช่นว่านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเลย

 

อนึ่ง กรณีในคดีนี้ไม่ใช่เป็นการขอเสนอที่จะต่ออายุปกติทั่วไป แต่เป็นการถึงขนาดให้คำมั่นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่จะต่ออายุต่อไป (promise to offer a renewal, not the promise to provide a reasonable insurance contract) (เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นดังระบุไว้) อันจะมีน้ำหนัก และมีข้อผูกพันมากกว่าข้อเสนอที่จะต่ออายุปกติทั่วไป

 

ส่วนข้ออ้างของบริษัทประกันภัยโจทก์ที่ว่า มิฉะนั้นจะส่งผลทำให้ตนจำต้องมีภาระผูกพันที่จะต้องต่ออายุเช่นเดิมตลอดไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด (perpetual renewals) โดยยอมรับต่อศาลอุทธรณ์เองว่า มีข้อผิดพลาดในการจัดร่างข้อกำหนดเงื่อนไขเดิมผูกมัดตนเองที่ยาวนานขนาดนั้น (10 ปี) (contract it drafted was not careful enough) ศาลอุทธรณ์รับฟัง แต่ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่โต้แย้งกันในคดีนี้

 

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า บริษัทประกันภัยโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภาระผูกพันของตนอย่างครบถ้วนด้วยการเสนอต่ออายุในสิ่งที่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญเดิมอย่างมาก (ทั้งช่วงระยะเวลาประกันภัยกับวงเงินความคุ้มครอง) อันเป็นสิ่งที่ผู้เอาประกันภัยจำเลยไม่สามารถยอมรับได้

 

การต่ออายุนั้น หมายความถึง การต่อเนื่องความคุ้มครองเดิมต่อไป หรือให้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด (continuation of coverage on the same or nearly the same terms as the policy being renewed) อย่างไรก็ดี หากจะมีการปรับราคาค่าเบี้ยประกันภัยใหม่ตามสมควรบ้าง ก็จะไม่ถือเป็นการส่งผลทำให้ไม่ใช่เป็นการต่ออายุแต่ประการใด (a reasonable change of price does not render the new contract a nonrenewal)

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ย้อนคดีกลับไปสู่ศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Indian Harbor Insurance Company v. F&M Equipment, Ltd., No. 14-1897 (3rd Cir. October 15, 2015))

 

ข้อสังเกต

 

อาจก่อให้เกิดข้อถกเถียงต่อเนื่องได้ ดังนี้

 

1) ถ้าเกิดความเสียหายที่เข้าข่ายคุ้มครองตามข้อกำหนดเงื่อนไขเดิม แต่ไม่เข้าข่ายตามข้อเสนอใหม่ที่ยังถกเถียงกันอยู่ ภายหลังจากเริ่มต้นสัญญาประกันภัยฉบับใหม่ได้ไม่นาน และกำลังอยู่ระหว่างรอศาลตัดสิน คุณคิดว่า ผู้เอาประกันภัยจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่?

 

2) การที่ผู้เอาประกันภัยไม่ได้อ่านกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต่ออายุซึ่งได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดเงื่อนไขบางข้อ และได้มาพบเอาภายหลังเมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่ได้รับความคุ้มครองอีกต่อไปเฉกเช่นกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม ผู้เอาประกันภัยจะสามารถคงยังได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า? หากบริษัทประกันภัยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนด้วยการละเว้นในการแจ้งต่อผู้เอาประกันภัยล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น ณ เวลาต่ออายุ

 

3) นายหน้าประกันวินาศภัยต่ออายุความคุ้มครองตามเดิมให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัย ทั้งที่ในปีต่ออายุนั้น โอกาสความเสี่ยงภัยของลูกค้าผู้เอาประกันภัยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ นายหน้าประกันวินาศภัยผู้นั้นจำต้องรับผิดแก่ผู้เอาประกันภัยด้วยไหม?

 

ฝากเป็นข้อคิด และการบ้านไว้ด้วยครับ แล้วค่อยมาเฉลยให้ฟังภายหลัง ถ้ามีโอกาส มิฉะนั้น บทความจะวนเวียนอยู่แค่เรื่องนายหน้าประกันวินาศภัยกับการต่ออายุ อย่าลืมทวงถามก็แล้วกันนะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 160 : ตัวอย่างคดีศึกษากรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินทุนประกันภัย

 

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 241 : คุณคิดว่าการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal/renewing insurance policy) หมายถึงอะไร?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เมื่อเอ่ยลอย ๆ ถึงการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal/renewing insurance policy)

 

คุณในฐานะผู้เอาประกันภัยเข้าใจ หมายความถึงอะไรกันแน่?

 

ควรหมายความเช่นนี้หรือเปล่า?

 

บริษัทประกันภัยสามารถทบทวน

 

ก) ปรับเบี้ยประกันภัยเพิ่ม/ลดก็ได้

 

ข) ปรับวงเงินเอาประกันภัยเพิ่ม/ลดก็ได้

 

ค) ปรับรายการทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเพิ่ม/ลดก็ได้

 

ง) ปรับระยะเวลาประกันภัยเพิ่ม/ลดก็ได้

 

จ) ปรับข้อกำหนดความคุ้มครอง/เงื่อนไข/ข้อยกเว้นบางเรื่องก็ได้

 

ฉ) ปรับอะไรไม่ได้เลย ต้องต่ออายุเหมือนเช่นเดิมทุกอย่างเท่านั้น

 

คุณจะเลือกข้อใดครับ?

 

คุณคิดว่า บริษัทประกันภัยจะคิดเห็นเช่นเดียวกับคุณไหมครับ?

 

น่าแปลกใจ พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสภา พิมพ์ครั้งที่ 6 (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2560 ไม่ปรากฏคำศัพท์นี้

 

ขณะที่พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2534 ให้ความหมายไว้ ดังนี้

 

Renewal การต่ออายุ - การดำเนินการเพื่อให้กรมธรรม์มีผลบังคับต่อเนื่องสืบไปจากวันที่กรมธรรม์สิ้นผลบังคับ

 

Renewal Agreement ข้อตกลงต่ออายุ – ข้อตกลงระหว่างผู้เอาประกันภัย และผู้รับประกันภัยเกี่ยวกับการต่ออายุกรมธรรม์

 

Renewal Notice ใบเตือนต่ออายุ - เอกสารจากผู้รับประกันภัยที่แจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบว่า กรมธรรม์จะหมดอายุลงแล้ว หากผู้เอาประกันภัยมีความประสงค์จะต่ออายุกรมธรรม์ต่อไป ก็ให้สนองรับ และชำระเบี้ยประกันภัย

 

Renewal Premium เบี้ยประกันภัยต่ออายุ - เบี้ยประกันภัยที่ชำระเพื่อต่ออายุการประกันภัย

 

พอให้ความกระจ่างชัดเจนมากขึ้นบ้างไหมครับ?

 

งั้นมาลองพิจารณาเทียบเคียงจากตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้ครับ

 

เดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยโดยผ่านนายหน้าประกันวินาศภัยได้ตกลงทำประกันภัยคุ้มครองความรับผิดเนื่องจากมลภาวะกับบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง โดยมีข้อกำหนด และเงื่อนไขที่สำคัญพอสรุป ดังนี้

 

(1) วงเงินความคุ้มครองรวมทั้งสิ้น 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 317,750,000 บาท)

 

(2) สถานที่เอาประกันภัยรวม 12 แห่ง

 

(3) ระยะเวลาประกันภัยรวมทั้งหมด 10 ปี

 

ทั้งนี้ มีใบสลักหลังแนบท้ายเพิ่มเติมระบุเงื่อนไขว่า บริษัทประกันภัยรายนี้จะไม่บอกเลิก (cancel) หรือไม่ต่ออายุ (renew) กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ เว้นเสียแต่ในกรณีเนื่องด้วยเหตุผลของการประกันภัยต่อ การกระทำผิดอย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยต่อข้อกำหนด และเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ และสถานที่เอาประกันภัยบางแห่งตามที่ได้ตกลงสงวนสิทธิ์กันเอาไว้โดยเฉพาะเจาะจงล่วงหน้าแล้ว

 

เดือนกันยายน ค.ศ. 2011 ใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาประกันภัย บริษัทประกันภัยรายนี้ได้แจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ถึงผู้เอาประกันภัย

 

วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ผู้เอาประกันภัยร้องขอข้อเสนอพร้อมกับเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับที่จะต่ออายุถึงบริษัทประกันภัยรายนี้ เพื่อพิจารณา

 

ปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 2012 (หลังจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมสิ้นสุดลงแล้ว) บริษัทประกันภัยรายนี้ได้แจ้งข้อเสนอของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับที่จะต่ออายุผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยของผู้เอาประกันภัย โดยมีข้อสรุปใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ดังนี้

 

(1) วงเงินความคุ้มครองใหม่รวมทั้งสิ้นลดลงเหลือเพียง 5,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 158,875,000 บาท)

 

(2) ยกเลิกสถานที่เอาประกันภัยที่เคยเสียหาย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่ได้สงวนสิทธิ์ไว้

 

(3) ระยะเวลาประกันภัยลดลงเหลือเพียง 1 ปีเท่านั้น

 

(4) เพิ่มเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นกว่าเดิม

 

ผู้เอาประกันภัยปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอใหม่นั้น และยืนกรานให้บริษัทประกันภัยรายนี้ต่ออายุความคุ้มครองเช่นเดิมทุกอย่างตามที่ได้เคยตกลงกันไว้

 

วันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2012 บริษัทประกันภัยรายนี้ตอบยืนยันรับต่ออายุความคุ้มครองตามข้อเสนอใหม่เท่านั้น

 

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ผู้เอาประกันภัยแจ้งยืนกรานการขอต่ออายุความคุ้มครองเช่นเดิมทุกอย่าง พร้อมทั้งได้แนบเช็คชำระค่าเบี้ยประกันภัยเท่าเดิมมายังบริษัทประกันภัยรายนี้ สำหรับการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่

 

บริษัทประกันภัยรายนี้คงยังปฏิเสธตามคำเรียกร้อง และนำส่งเช็คชำระค่าเบี้ยประกันภัยนั้นกลับคืนมาให้ผู้เอาประกันภัย

 

วันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2012 บริษัทประกันภัยรายนี้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้เอาประกันภัยเป็นจำเลย เพื่อให้ศาลวินิจฉัยในสี่ประเด็น ดังต่อไปนี้

 

(ก) บริษัทประกันภัยโจทก์ได้เสนอเงื่อนไขการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ตามสิทธิของตนแล้ว

 

(ข) ผู้เอาประกันภัยจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ จึงส่งผลทำให้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมสิ้นสุดความคุ้มครองลงนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2011

 

(ค) บริษัทประกันภัยโจทก์ไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่เหมือนกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม

 

(ง) ความพยายามของผู้เอาประกันภัยจำเลยที่จะให้ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่เหมือนกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมจึงปราศจากผลทางกฎหมายที่จะใช้บังคับได้

 

ผู้เอาประกันภัยจำเลยได้โต้แย้งว่า บริษัทประกันภัยโจทก์กระทำผิดข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัยฉบับพิพาท ขอให้ศาลบังคับให้บริษัทประกันภัยโจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว

 

เช่นเคยครับ อดใจไปลุ้นผลทางคดีกันคราวหน้า

 

ช่วงนี้ ลองเดาไปพลาง ๆ ก่อนก็แล้วกันนะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 159 : ตัวอย่างคดีศึกษาปัญหาสายไฟ (สายสื่อสาร) ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ใดควรรับผิด?

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 240 : นายหน้าประกันวินาศภัย (Insurance Broker) จำต้องรับผิดไหม เมื่อไม่ได้แจ้งการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (Nonrenewal Notice) แก่ผู้เอาประกันภัยของตน?

 

(ตอนที่สอง)

 

เรามาทบทวนประเด็นข้อพิพาทคดีนี้อีกทีนะครับ

 

โจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล กล่าวหาว่า

 

ก) นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่แจ้งการไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) สำหรับปีถัดไป ทั้งที่ได้เคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจมานาน (long-term relationship) แล้ว และยังรับรู้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยมีความประสงค์จะทำประกันภัยอย่างต่อเนื่องตลอด

 

ข) บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่ได้ออกหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) ให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยรับทราบเสียก่อน

 

ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแยกเป็นประเด็นดังนี้

 

ก) ประเด็นแรกเป็นความประมาทเลินเล่อของนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยหรือไม่?

 

ตามหลักกฎหมายแล้ว นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยถือเป็นตัวแทนผู้กระทำการแทน (agent/agency) ของโจทก์ผู้เอาประกันภัยตัวการ (principal) ในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อตัวแทนได้กระทำการงานตามที่สั่งจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ภาระหน้าที่ตามกฎหมายของตัวแทนนั้นก็สิ้นสุดลง (once an insurance broker successfully procures coverage, its agency obligation to the insured ordinarily ends) เว้นแต่จะได้มีข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงโดยชัดแจ้ง/โดยปริยายระหว่างตัวการกับตัวแทนนั้นเพิ่มเติมเป็นพิเศษอย่างอื่น อย่างเช่น ให้บริการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย ฯลฯ (broker affirmatively undertakes responsibility for renewal, either by express agreement or consistent past conduct)

 

เนื่องจากการต่อ หรือการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ถือเป็นกรณีการจัดทำสัญญาประกันภัยอีกฉบับขึ้นมาใหม่ (An insurance policy that renews or replaces a prior policy is a separate and distinct contract, such that an agreement by the broker to procure a new policy is a prerequisite to liability) จึงจำเป็นจะต้องมาว่ากล่าวกันต่างหากเป็นพิเศษ

 

ในคดีนี้ โจทก์ผู้เอาประกันภัยตัวการเพียงกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ (relationship of trust) กับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยมานานกว่าสิบปี แต่ไม่อาจพิสูจน์ให้ศาลยอมรับฟังได้อย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์พิเศษเช่นว่านั้นได้ (plaintiffs failed to provide any evidence that defendants, through their conduct or communications, had undertaken an additional duty between 2001-2017 to assist plaintiffs with renewals) อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานซึ่งระบุได้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยได้เคยพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย

จึงเป็นการทึกทักเอาเองของโจทก์ผู้เอาประกันภัยฝ่ายเดียว

 

นอกจากนี้ ยังมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยเองได้เปลี่ยนใจไปใช้บริการของนายหน้าประกันวินาศภัยรายอื่น ก่อนจะกลับมาใช้บริการดังเดิมกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยซ้ำอีก

 

ฉะนั้น เมื่อไม่ได้มีข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงเพิ่มเติมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ภาระหน้าที่โดยทั่วไปตามกฎหมายของนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยจึงสิ้นสุดลงเมื่อได้จัดการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยแต่ประการใด

 

ข) ประเด็นที่สองบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องออกใบเตือนต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal reminder notice) และ/หรือหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) หรือไม่?

 

ขณะที่กฎหมายได้บัญญัติให้บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยถึงผู้เอาประกันภัย โดยไม่ได้ระบุรวมถึงนายหน้าประกันวินาศภัยด้วย

 

บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมให้การต่อสู้คดีว่า อันที่จริงได้จัดทำหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวขึ้นมาสองฉบับ คือ ถึงนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยฉบับหนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง แต่จากคำให้การของพยานจากหน่วยงานไปรษณีย์ของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้มาเบิกความว่า ในส่วนไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยนั้น ได้พยายามนำส่งจดหมายดังกล่าวตามที่อยู่แล้วถึงสามครั้งด้วยกันตามระเบียบปฏิบัติ แต่ไม่มีผู้รับที่มีอำนาจมาลงนามรับจดหมายนั้น ทำให้จำต้องนำส่งกลับคืนสู่ต้นทางผู้ส่ง

 

ในประเด็นนี้ ศาลชั้นต้นสามารถรับฟังได้ว่า บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว

 

ผลทางคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์กับศาลฎีกาชั้นสูงสุด ล้วนมีคำพิพากษาออกมาในแนวทางเดียวกัน

 

กล่าวคือ ให้นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกับบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่จำต้องรับผิดตามคำฟ้อง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Deer v. National General Insurance Company, 353 Conn. 262 (2025))

 

หมายเหตุ

 

แม้ศาลรู้สึกเห็นใจโจทก์ผู้เอาประกันภัยที่ปราศจากการประกันภัยมาให้ความคุ้มครองแก่บ้านของตนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้

 

น่าแปลกใจเหมือนกัน ทั้งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยอ้างว่า ได้มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจนานกว่าสิบปีกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลย แต่กลับไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลรับฟังได้เลยว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยจริง ขณะที่ในความเป็นจริงกลับมีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยเสมอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

 

การรู้จักกับความคุ้นเคยกันอาจให้ความหมายแตกต่างกันได้

 

อย่างไรก็ดี ชั้นศาลฎีกามีผู้พิพากษาบางรายในองค์คณะทำความเห็นต่าง โดยเห็นว่า ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของนายหน้าประกันวินาศภัยควรมีมากกว่าแค่เพียงจัดซื้อเสร็จกรมธรรม์ประกันภัยเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

 

ฉะนั้น โดยสรุปคดีนี้ เมื่อไม่ได้มีกฎหมายเขียนไว้ หรือไม่ได้มีข้อตกลงเพิ่มเติมเป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยาย นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยจึงพ้นผิด

 

โดยปกติทั่วไป กรมธรรม์ประกันภัยอาจสิ้นสุดลงได้ เนื่องด้วยกรณีดังต่อไปนี้

 

1) เมื่อครบระยะเวลาประกันภัย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือ

 

2) เมื่อมีการบอกเลิกโดยคู่สัญญาประกันภัยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ

 

3) เมื่อผู้เอาประกันภัยกระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

 

เห็นได้ว่า ข้อกำหนดเงื่อนไขข้างต้นถือเป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญาประกันภัยโดยตรง อันได้แก่ ผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) ถ้าจะมอบหมายให้ผู้อื่นมากระทำการแทนก็ควรจำต้องระบุไว้โดยชัดแจ้ง

 

หากเทียบเคียงกับกฎหมายไทย ไม่พบบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รวมถึงประกาศคำสั่งของหน่วยงานกำกับควบคุมดูแลอย่างชัดเจน ในการกำหนดให้บริษัทประกันภัย หรือคนกลางประกันภัยมีหน้าที่แจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัย

 

เข้าใจว่า เพราะควรเป็นสิ่งที่คู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ และเข้าใจกันตั้งแต่แรกแล้ว

 

การจะต่ออายุ หรือไม่ต่ออายุนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญมากกว่าแนวธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป

 

ถึงแม้จะสามารถรับฟังได้ว่า ได้มีการมอบหมายคนกลางประกันภัยให้บริการเช่นว่านั้นก็ตาม

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำนิยามตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ว่า “นายหน้าประกันวินาศภัย หมายถึง ผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันวินาศภัย โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น

 

เมื่อพิจารณาถึงคำนิยามตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไทย-ไทย พ.ศ. 2554

 

คำว่า “ชี้ช่อง” หมายความถึง แนะลู่ทางให้

 

ขณะที่คำว่า “จัดการ” หมายความถึง สั่งงาน ควบคุมงาน ดำเนินงาน

 

ส่วนตัวมีความเห็นคล้อยตามกับการตีความแนวคำพิพากษาคดีต่างประเทศข้างต้น

 

แล้วทีนี้ สงสัยบ้างไหมครับ

 

คำว่า “การต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal/renewing insurance policy)

 

ควรหมายความถึงเช่นใด?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 159 : ตัวอย่างคดีศึกษาปัญหาสายไฟ (สายสื่อสาร) ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ใดควรรับผิด?