เรื่องที่ 240 : นายหน้าประกันวินาศภัย (Insurance Broker) จำต้องรับผิดไหม เมื่อไม่ได้แจ้งการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (Nonrenewal Notice) แก่ผู้เอาประกันภัยของตน?
(ตอนที่สอง)
เรามาทบทวนประเด็นข้อพิพาทคดีนี้อีกทีนะครับ
โจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล กล่าวหาว่า
ก) นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อไม่แจ้งการไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) สำหรับปีถัดไป ทั้งที่ได้เคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจมานาน (long-term relationship) แล้ว และยังรับรู้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยมีความประสงค์จะทำประกันภัยอย่างต่อเนื่องตลอด
ข) บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่ได้ออกหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) ให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยรับทราบเสียก่อน
ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแยกเป็นประเด็นดังนี้
ก) ประเด็นแรกเป็นความประมาทเลินเล่อของนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยหรือไม่?
ตามหลักกฎหมายแล้ว นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยถือเป็นตัวแทนผู้กระทำการแทน (agent/agency) ของโจทก์ผู้เอาประกันภัยตัวการ (principal) ในการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อตัวแทนได้กระทำการงานตามที่สั่งจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ภาระหน้าที่ตามกฎหมายของตัวแทนนั้นก็สิ้นสุดลง (once an insurance broker successfully procures coverage, its agency obligation to the insured ordinarily ends) เว้นแต่จะได้มีข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงโดยชัดแจ้ง/โดยปริยายระหว่างตัวการกับตัวแทนนั้นเพิ่มเติมเป็นพิเศษอย่างอื่น อย่างเช่น ให้บริการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย ฯลฯ (broker affirmatively undertakes responsibility for renewal, either by express agreement or consistent past conduct)
เนื่องจากการต่อ หรือการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ถือเป็นกรณีการจัดทำสัญญาประกันภัยอีกฉบับขึ้นมาใหม่ (An insurance policy that renews or replaces a prior policy is a separate and distinct contract, such that an agreement by the broker to procure a new policy is a prerequisite to liability) จึงจำเป็นจะต้องมาว่ากล่าวกันต่างหากเป็นพิเศษ
ในคดีนี้ โจทก์ผู้เอาประกันภัยตัวการเพียงกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจในเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจ (relationship of trust) กับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยมานานกว่าสิบปี แต่ไม่อาจพิสูจน์ให้ศาลยอมรับฟังได้อย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์พิเศษเช่นว่านั้นได้ (plaintiffs failed to provide any evidence that defendants, through their conduct or communications, had undertaken an additional duty between 2001-2017 to assist plaintiffs with renewals) อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานซึ่งระบุได้ว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยได้เคยพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย
จึงเป็นการทึกทักเอาเองของโจทก์ผู้เอาประกันภัยฝ่ายเดียว
นอกจากนี้ ยังมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยเองได้เปลี่ยนใจไปใช้บริการของนายหน้าประกันวินาศภัยรายอื่น ก่อนจะกลับมาใช้บริการดังเดิมกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยซ้ำอีก
ฉะนั้น เมื่อไม่ได้มีข้อกฎหมาย หรือข้อตกลงเพิ่มเติมกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ภาระหน้าที่โดยทั่วไปตามกฎหมายของนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยจึงสิ้นสุดลงเมื่อได้จัดการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยตามที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยแต่ประการใด
ข) ประเด็นที่สองบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมมีหน้าที่ต้องออกใบเตือนต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal reminder notice) และ/หรือหนังสือแจ้งความประสงค์จะไม่รับต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (nonrenewal notice) หรือไม่?
ขณะที่กฎหมายได้บัญญัติให้บริษัทประกันภัยมีหน้าที่ต้องแจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยถึงผู้เอาประกันภัย โดยไม่ได้ระบุรวมถึงนายหน้าประกันวินาศภัยด้วย
บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมให้การต่อสู้คดีว่า อันที่จริงได้จัดทำหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวขึ้นมาสองฉบับ คือ ถึงนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยฉบับหนึ่ง และอีกฉบับหนึ่งจ่าหน้าซองไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง แต่จากคำให้การของพยานจากหน่วยงานไปรษณีย์ของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้มาเบิกความว่า ในส่วนไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับถึงโจทก์ผู้เอาประกันภัยนั้น ได้พยายามนำส่งจดหมายดังกล่าวตามที่อยู่แล้วถึงสามครั้งด้วยกันตามระเบียบปฏิบัติ แต่ไม่มีผู้รับที่มีอำนาจมาลงนามรับจดหมายนั้น ทำให้จำต้องนำส่งกลับคืนสู่ต้นทางผู้ส่ง
ในประเด็นนี้ ศาลชั้นต้นสามารถรับฟังได้ว่า บริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายอย่างครบถ้วนแล้ว
ผลทางคดีของศาลชั้นต้น ศาลชั้นอุทธรณ์กับศาลฎีกาชั้นสูงสุด ล้วนมีคำพิพากษาออกมาในแนวทางเดียวกัน
กล่าวคือ ให้นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยกับบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมไม่จำต้องรับผิดตามคำฟ้อง
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Deer v. National General Insurance Company, 353 Conn. 262 (2025))
หมายเหตุ
แม้ศาลรู้สึกเห็นใจโจทก์ผู้เอาประกันภัยที่ปราศจากการประกันภัยมาให้ความคุ้มครองแก่บ้านของตนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจพิจารณาเป็นอย่างอื่นได้ เพราะไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้
น่าแปลกใจเหมือนกัน ทั้งที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยอ้างว่า ได้มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจนานกว่าสิบปีกับนายหน้าประกันวินาศภัยจำเลย แต่กลับไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลรับฟังได้เลยว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยจริง ขณะที่ในความเป็นจริงกลับมีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยเสมอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
การรู้จักกับความคุ้นเคยกันอาจให้ความหมายแตกต่างกันได้
อย่างไรก็ดี ชั้นศาลฎีกามีผู้พิพากษาบางรายในองค์คณะทำความเห็นต่าง โดยเห็นว่า ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของนายหน้าประกันวินาศภัยควรมีมากกว่าแค่เพียงจัดซื้อเสร็จกรมธรรม์ประกันภัยเรียบร้อยแล้วเท่านั้น
ฉะนั้น โดยสรุปคดีนี้ เมื่อไม่ได้มีกฎหมายเขียนไว้ หรือไม่ได้มีข้อตกลงเพิ่มเติมเป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยาย นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยจึงพ้นผิด
โดยปกติทั่วไป กรมธรรม์ประกันภัยอาจสิ้นสุดลงได้ เนื่องด้วยกรณีดังต่อไปนี้
1) เมื่อครบระยะเวลาประกันภัย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า หรือ
2) เมื่อมีการบอกเลิกโดยคู่สัญญาประกันภัยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าต่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ
3) เมื่อผู้เอาประกันภัยกระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย โดยไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
เห็นได้ว่า ข้อกำหนดเงื่อนไขข้างต้นถือเป็นเรื่องระหว่างคู่สัญญาประกันภัยโดยตรง อันได้แก่ ผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย (บริษัทประกันภัย) ถ้าจะมอบหมายให้ผู้อื่นมากระทำการแทนก็ควรจำต้องระบุไว้โดยชัดแจ้ง
หากเทียบเคียงกับกฎหมายไทย ไม่พบบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รวมถึงประกาศคำสั่งของหน่วยงานกำกับควบคุมดูแลอย่างชัดเจน ในการกำหนดให้บริษัทประกันภัย หรือคนกลางประกันภัยมีหน้าที่แจ้งเตือนการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย หรือบอกกล่าวการไม่ต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัย
เข้าใจว่า เพราะควรเป็นสิ่งที่คู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ และเข้าใจกันตั้งแต่แรกแล้ว
การจะต่ออายุ หรือไม่ต่ออายุนั้นจึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญมากกว่าแนวธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป
ถึงแม้จะสามารถรับฟังได้ว่า ได้มีการมอบหมายคนกลางประกันภัยให้บริการเช่นว่านั้นก็ตาม
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำนิยามตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ว่า “นายหน้าประกันวินาศภัย หมายถึง ผู้ชี้ช่อง หรือจัดการให้บุคคลทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันวินาศภัย โดยกระทำเพื่อบำเหน็จเนื่องจากการนั้น”
เมื่อพิจารณาถึงคำนิยามตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ไทย-ไทย พ.ศ. 2554
คำว่า “ชี้ช่อง” หมายความถึง แนะลู่ทางให้
ขณะที่คำว่า “จัดการ” หมายความถึง สั่งงาน ควบคุมงาน ดำเนินงาน
ส่วนตัวมีความเห็นคล้อยตามกับการตีความแนวคำพิพากษาคดีต่างประเทศข้างต้น
แล้วทีนี้ สงสัยบ้างไหมครับ
คำว่า “การต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัย (renewal/renewing insurance policy)”
ควรหมายความถึงเช่นใด?
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
เรื่องที่ 159 : ตัวอย่างคดีศึกษาปัญหาสายไฟ (สายสื่อสาร) ก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้ใดควรรับผิด?