วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 243 : ข้อพิพาทความหมายเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit Clause) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณี (Jeweller’s Block Insurance Policy)

 

กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณี (Jeweller’s Block Insurance Policy) จัดเป็นกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ซึ่งให้ความคุ้มครองในลักษณะความเสี่ยงภัยทุกชนิดแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจำพวกเพชรพลอย หรืออัญมณี หรือสิ่งมีค่าอื่น ๆ ของผู้ประกอบกิจการค้าขายสินค้าจำพวกเช่นว่านี้ โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยตามมูลค่าแท้จริงที่ได้ระบุเอาประกันภัยไว้

 

ทั้งนี้ ผู้ขอเอาประกันภัยยังสามารถเลือกที่จะขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ เป็นต้นว่า ความคุ้มครองนอกสถานที่ (Outside Limit Clause), การทุบตู้กระจกแสดงสินค้า (Window Smash Limit), การจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) โดยมีวงเงินความคุ้มครองในลักษณะวงเงินความคุ้มครองย่อย หรือจำนวนเงินจำกัดความคุ้มครองที่เรียกว่า Sub Limit นั่นเอง

 

ในตัวอย่างคดีศึกษาจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ เป็นประเด็นข้อพิพาทว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จัดอยู่

 

1) ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ซึ่งมิได้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมไว้หรือไม่? หรือ

 

2) ควรอยู่ภายใต้ความคุ้มครองปกติทั่วไปตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่แท้จริงหรือเปล่า?

 

เรามาพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกันครับ

 

ผู้ประกอบกิจการค้าส่งสินค้าเพชรพลอย และอัญมณีเจ้าหนึ่งที่ประเทศบราซิลได้จัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ค้าอัญมณีฉบับหนึ่งไว้กับบริษัทประกันภัยรายหนึ่งของประเทศอังกฤษผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยในประเทศบราซิล เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน ค.ศ. 2000 – 2001

 

ประมาณเวลา 11.00 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ผู้เอาประกันภัยพร้อมภรรยาได้ขับรถยนต์ไปรับลูกชายกับแม่ของผู้เอาประกันภัยจากสนามบิน เพื่อเดินทางกลับบ้านของตน ระหว่างทางได้ถูกกลุ่มคนร้ายจำนวนหกคนปลอมแปลงเป็นตำรวจเข้ามาปิดล้อมรถ และลักพาตัวทุกคนไปเจรจาข่มขู่ให้ผู้เอาประกันภัยกระทำตามคำสั่งของคนร้าย มิฉะนั้น จะบังเกิดอันตรายแก่ครอบครัวของผู้เอาประกันภัย โดยให้ผู้เอาประกันภัยขับรถยนต์ของตนเองแยกไปกับลูกชายอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อนำหยก (emeralds) ทั้งหมดที่จัดเก็บไว้ตู้นิรภัยสี่ตู้ในร้านใส่ถุงใหญ่สองใบที่คนร้ายมอบให้ และกลับมาส่งให้แก่คนร้ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับลูกชายที่ตกเป็นตัวประกันซึ่งได้ถูกคนร้ายบังคับให้สวมเข็มขัดระเบิดติดตัวเอาไว้ด้วย ณ สถานที่นัด โดยคนร้ายได้มอบวิทยุสื่อสารให้ไว้ใช้ในการติดต่อประสานงาน เดิมที คนร้ายจะให้ตัวผู้เอาประกันภัยพกระเบิดมือติดตัวไปด้วยเผื่อพนักงานในร้านขัดขวางไม่ให้ความร่วมมือ แต่ผู้เอาประกันภัยไม่ยินยอม และได้ยืนยันว่า สามารถพูดคุยต่อรองกับพนักงานประจำร้านได้

 

ประมาณเวลา 13.30 น. ของวันเดียวกัน ผู้เอาประกันภัยได้เดินทางมาถึงร้านของตน และได้บอกเล่าเรื่องราวต่อพนักงานประจำร้านให้รับทราบว่า ครอบครัวของตนได้ถูกคนร้ายลักพาตัวไป เพื่อแลกเปลี่ยนกับหยกทั้งหมดในร้าน ซึ่งจะต้องถูกนำออกมาจากตู้นิรภัยเพื่อบรรจุใส่ในถุงใหญ่สองใบดังกล่าว

 

ทั้งนี้ คนร้ายยังได้พูดข่มขู่ผ่านทางวิทยุสื่อสารที่อยู่กับตัวผู้เอาประกันภัยอีกด้วยว่า ห้ามมิให้ผู้ใดติดตามมากับผู้เอาประกันภัย

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้ปฏิบัติตามคำสั่งของคนร้าย และสามารถนำตัวครอบครัวของตนกลับคืนมาโดยสวัสดิภาพ และได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องผ่านทางนายหน้าประกันวินาศภัยของตน เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สำหรับความสูญเสียที่บังเกิดขึ้นในครั้งนี้

 

บริษัทประกันภัยรายนี้ปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างว่า กรณีนี้เข้าข่ายอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ซึ่งผู้เอาประกันภัยมิได้ซื้อขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมเอาไว้ โดยที่มีเงื่อนไขความคุ้มครองระบุถอดความออกมาได้ ดังนี้

 

ความรับผิดของผู้เอาประกันภัย ภายใต้รายการทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในส่วนของสต็อกสินค้ากับสินค้า สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายเนื่องจากการชิงทรัพย์ (robbery) ในเวลาเมื่อสถานที่เอาประกันภัยเปิดดำเนินการตามปกติ หรือเมื่อมีผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างรายใด (ที่ไม่ใช่พนักงานรักษาความปลอดภัย) ของผู้เอาประกันภัยได้ประจำอยู่ ณ สถานที่เอาประกันภัยนั้น

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้นำคดีขึ้นสู่ศาลจนถึงระดับศาลอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า

 

เนื่องด้วยความสูญเสียของหยกที่เอาประกันภัยได้เกิดขึ้น ณ ร้านสถานที่เอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยเป็นผู้นำพาออกไปเอง กรณีจึงไม่เข้าข่ายความคุ้มครองนอกสถานที่ (Outside Limit Clause) ทั้งยังไม่เข้าข่ายเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) อีกด้วย โดยให้เหตุผลเอาไว้ว่า

 

เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทระบุถึง “การชิงทรัพย์” จะหมายความถึง การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจี้ปล้น หรือการชิงทรัพย์ (Holdup or Robbery Limit) ได้ถูกร่างขึ้นมา เพื่อกำหนดวงเงินความคุ้มครองย่อย ณ เวลาเมื่อสถานที่เอาประกันภัยนั้นตกอยู่ในโอกาสความเสี่ยงภัยที่จะถูกจู่โจม (attack) จากการชิงทรัพย์ ทั้งการชิงทรัพย์ในที่นี้ หมายความถึง การลักทรัพย์โดยใช้กำลังรุนแรงของบุคคลภายนอกหนึ่งราย หรือสองรายที่เข้ามา เพื่อนำพาทรัพย์นั้นออกไปเป็นของตนเองโดยทุจริต คงไม่ได้หมายความถึง โดยตัวลูกจ้างรายใด หรือกระทั่งตัวผู้เอาประกันภัยเองเหมือนดั่งเช่นในคดีนี้ นอกจากนี้ การถูกจู่โจม (attack) ใด ๆ ก็มิได้กระทำโดยตรงต่อลูกจ้าง หรือสถานที่เอาประกันภัยแต่ประการใด สิ่งที่บังเกิดขึ้นเป็นเพียงการที่ตัวผู้เอาประกันภัยเองซึ่งเป็นผู้ถือครองสต็อกสินค้าที่เอาประกันภัย ได้นำพาสต็อกสินค้านั้นออกไปต่างหาก อันเนื่องมาจากการถูกข่มขู่บังคับ (duress) ไม่ใช่ด้วยเจตนานำพาทรัพย์ของบุคคลอื่นมาเป็นของตนโดยทุจริตด้วยการใช้กำลังรุนแรงดังที่กฎหมายบัญญัติไว้

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Canelhas Comercio Importacao e Exportacao Ltd v Wooldridge [2004] EWCA Civ 984)

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 163 : เมื่อรถส่วนลากกับรถส่วนพ่วงต่างทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับกับภาคสมัครใจแยกกัน โดยที่ต่างมีข้อยกเว้นไม่เหมือนกัน จะสามารถหยิบยกข้อยกเว้นของอีกฉบับหนึ่งมาอ้างอิงแทนกันได้ไหม?

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น