เรื่องที่ 245 : เมื่อทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัทกับทรัพย์สินของบริษัทจำต้องแยกเดินกันคนละทาง (Separate Entity Concept) ไหม?
(ตอนที่หนึ่ง)
ในทางกฎหมาย บุคคลสามารถจำแนกออกเป็นสองประเภท ได้แก่ บุคคลธรรมดา (natural person) และนิติบุคคล (juristic person)
บุคคลธรรมดา คือ มนุษย์เราทั่วไปนี่แหละ ส่วนนิติบุคคล คือ บุคคลที่ถูกสมมุติขึ้นมาทางกฎหมาย ในลักษณะรูปแบบของ บริษัท ห้างหุ้นส่วน มูลนิธิ องค์การ หน่วยงาน ฯลฯ โดยที่ทั้งสองประเภทต่างล้วนมีสิทธิ และหน้าที่แยกต่างหากจากกัน (separate legal entity rule)
เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับหลักส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ (insurable interest principle) ในทางประกันภัย ซึ่งจัดเป็นหลักพื้นฐานที่สำคัญมาก แต่บ่อยครั้ง กลับถูกละเลย ไม่ใคร่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ผลทางกฎหมายของการปราศจากส่วนได้เสียนั้นอาจส่งผลถึงขนาดทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองเลยก็ได้
เคยเขียนบทความทำนองนี้ไว้นานมากแล้วใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/ เรื่องที่ 31: การประกันภัยทรัพย์สินของบุคคลอื่น
สนใจก็ลองย้อนกลับไปค้นหาอ่านกันดูนะครับ
ฉะนั้น เมื่อมีคำถามทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัท (บุคคลธรรมดา) กับทรัพย์สินของบริษัท (นิติบุคคล) จำต้องแยกเดินกันคนละทางไหม?
ขอให้พิจารณาจากแนวคำเฉลยของตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศสองเรื่องนี้เปรียบเทียบ
เรื่องแรกถือเป็นคดีต้นแบบซึ่งได้ยอมรับกันอย่างทั่วโลก
วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1919
นาย Thomas Macaura ซึ่งเป็นเจ้าของไม้ท่อนจำนวนมากในสถานประกอบการในประเทศไอร์แลนด์ ได้โอนขายกองไม้ทั้งหมดของตนให้แก่โรงเลื่อยไม้ซึ่งตนเองได้จัดตั้งขึ้นมาในรูปแบบของบริษัท เรียกว่า บริษัท Irish Canadian Saw Mills จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หุ้นจำนวน 42,000 หุ้นชำระเต็มมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ของบริษัทนั้น ส่งผลทำให้นาย Thomas Macaura กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกือบทั้งหมด หรือจะเรียกว่า เป็นเจ้าของบริษัทนั้นเลยก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าหนี้ไม่มีหลักประกัน (unsecured creditor) ของบริษัทนี้อีก 19,000 ปอนด์สเตอร์ลิง
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922
นาย Thomas Macaura ได้นำไม้ท่อนทั้งหมดนั้นไปจัดทำประกันอัคคีภัยกับบริษัท Northern Assurance Company โดยระบุชื่อของตนเองเป็นผู้เอาประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922
ได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้สร้างความเสียหายบางส่วนแก่กองไม้เหล่านั้น
บริษัทประกันภัยปฏิเสธความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท โดยอ้างว่า นาย Thomas Macaura ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นกองไม้ดังกล่าวนั้นเลย
ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่า
นาย Thomas Macaura ผู้เอาประกันภัยคงยังมีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นกองไม้ดังกล่าว ณ เวลาที่ทำประกันภัย และเวลาที่เกิดเหตุแห่งความเสียหายหรือไม่?
ทั้งที่ตามความเป็นจริง และตามกฎหมายแล้ว ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท Irish Canadian Saw Mills จำกัด
คดีนี้ได้ถูกนำขึ้นสู่คณะอนุญาโตตุลาการเป็นลำดับแรก คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยว่า ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นเลย
ศาลชั้นต้นยืนตามคำวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ
ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลเพิ่มเติม ดังนี้
บริษัทเป็นนิติบุคคลต่างหากที่แยกออกจากผู้ถือหุ้น แม้นว่า บุคคลอาจเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดของบริษัทนั้นอยู่ก็ตาม ทรัพย์สินของบริษัทไม่ถือเป็นของผู้ถือหุ้นแต่ประการใด
ผู้ถือหุ้นอาจสูญเสียมูลค่าหุ้นโดยทางอ้อม เป็นต้นว่า มูลค่าหุ้นที่ลดลงไป แต่กรณีเป็นคนละอย่างกับการเป็นเจ้าของในทรัพย์สินของบริษัท
เมื่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเป็นกองไม้ดังกล่าวได้ถูกโอนขายให้แก่บริษัท Irish Canadian Saw Mills จำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างจากกันแล้ว ทรัพย์สินนั้นจึงไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของนาย Thomas Macaura โดยส่วนตัวอีกต่อไป
นาย Thomas Macaura ไม่ได้มีสิทธิยึดหน่วง (lien) หรือสิทธิยึดเป็นหลักประกัน (security) ใดเหนือทรัพย์สินนั้น แม้ทรัพย์สินนั้นคงตั้งอยู่ในพื้นที่ของนาย Thomas Macaura เองก็ตาม ทั้งไม่ได้ปรากฏมีภาระผูกพันตามกฎหมาย หรือตามสัญญาใดในการที่จะต้องรับผิดชอบแก่ทรัพย์สินนั้น
ด้วยเหตุผลดังกล่าว นาย Thomas Macaura จึงไม่มีส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น ณ เวลาที่ทำประกันภัย และเวลาที่เกิดเหตุแห่งความเสียหาย
อนึ่ง นอกจากนี้ผลทางคดีนี้ยังเป็นการให้ความสำคัญกับการจัดลำดับหนี้ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าหนี้บริษัทอีกด้วย เพราะถ้าให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิรับชำระค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยได้โดยตรง เจ้าหนี้ของบริษัทจะเสียประโยชน์ที่ควรได้ ค่าสินไหมทดแทนที่จะได้รับควรตกเป็นสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อนำไปจัดสรรแก่เจ้าหนี้เสียก่อนเป็นลำดับแรก
หากผลทางคดีตัดสินในทางตรงกันข้าม โดยให้นาย Thomas Macaura สามารถรับชำระค่าสินไหมทดแทนได้ จะส่งผลกระทบต่อหลักการที่บริษัทเป็นบุคคลต่างหากจากเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นของบริษัท (separate legal personality)
ผู้ใดอาจนำทรัพย์สินของบุคคลอื่นไปทำประกันภัยในนามของตนได้ง่าย ๆ เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์จากการประกันภัย
เจ้าหนี้ของบริษัทจะเสียผลประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น กระนั้นก็ตาม แม้นาย Thomas Macaura จะเป็นเจ้าหนี้รายเดียวของบริษัทนี้อยู่ด้วย ก็ไม่ถือว่า มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัย เป็นเพียงภาระผูกพันกับตัวบริษัทในฐานะเจ้าหนี้ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสินทรัพย์ของบริษัท มิใช่จากไฟไหม้โดยตรง
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Macaura v. Northern Assurance Co., Ltd. [1925] AC 619 และบทความ The Invisible Wall Between Man and His Company by Ashita Jain, Feb. 3, 2026)
ส่วนตัวอย่างคดีศึกษาที่สองไปว่ากันต่อตอนหน้าครับ
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
เรื่องที่ 167 : เมื่อสัญญาซื้อขายรถยนต์ตกเป็นโมฆียะ?