วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 248 : เผาบ้านตนเอง เพื่อฆ่าตัวตาย (Commit Suicide by Setting Fire to His Own House) เนื่องด้วยความเครียดสะสม ซ้ำร้ายภายหลังมีขโมยลอบเข้าไปลักทรัพย์ (Thefts) ถึงสามครา บริษัทประกันภัยยังจำต้องรับผิดให้ไหมนี่?

 

เย็นวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2001 สืบเนื่องจากภาวะความเครียดสะสมในธุรกิจกับชีวิตส่วนตัว ประกอบการติดสุราอย่างรุนแรง ผู้เอาประกันภัยรายนี้ตัดสินใจจบชีวิตของตนเองด้วยการจุดไฟเผาบ้านของตนเอง แต่พอไฟเริ่มลุกลามมาก กลับเปลี่ยนใจหลบหนีออกมา โชคดีที่ดับไฟทันท่วงที ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวบ้านกับทรัพย์สินภายในที่ได้เอาประกันภัยไว้เสียหายบางส่วนค่อนข้างมากจนไม่อาจพักอยู่อาศัยได้ดังเดิม จำต้องไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว โดยได้มีการใช้แผ่นไม้ตีปิดกั้นส่วนที่เปิดเป็นช่องโหว่ไว้ด้วย

 

กรณีเหตุไฟไหม้

 

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุไฟไหม้ดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย และได้มีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาช่วยจัดการแทนอีกแรงหนึ่ง

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่ง

 

ช่วงระหว่างวันที่ 24/25 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบถอดสลักยกประตูเหล็กดัดหน้าบ้านที่ถูกคล้องกุญแจออกไป โดยผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สอง

 

วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2001 คนร้ายแอบงัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งคงยังหลงเหลืออยู่ภายในบ้านออกไปบางรายการ

 

วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

มีบางรายการซ้ำซ้อนกับที่ได้ยื่นเรียกร้องจากกรณีเหตุไฟไหม้ซึ่งถูกปฏิเสธความรับผิดแต่แรก ครานี้ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องเรียกร้องเข้ามาอีกในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งนี้

 

วันที่ 6 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยส่งหนังสือร้องขอต่อผู้เอาประกันภัยผ่านทางทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อจะเข้าไปสำรวจตรวจสอบความสูญเสีย สำหรับกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งกับที่สอง และขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวผู้เอาประกันภัยด้วย แต่ไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สาม

 

วันที่ 17 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่คงเหลืออยู่อีกหลายรายการ

 

วันที่ 24 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุการณ์ลักทรัพย์ครั้งที่สามต่อบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 25 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อแจ้งว่า ตนได้รับทราบถึงกรณีที่ผู้เอาประกันภัยบ่นถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงกับบริษัทประกันภัย แต่ตามมารยาทแล้ว ตนลำบากใจที่จะติดต่อโดยตรงกับผู้เอาประกันภัย เว้นแต่ทนายความจะได้ให้ความเห็นชอบเสียก่อน

 

วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ทำหนังสือต่อว่าบริษัทประกันภัยถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด

 

วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อขอคำแนะนำ พร้อมแจ้งว่า ถ้าตนไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 7 วัน แสดงว่า ทางทนายความไม่ขัดข้องที่ตนจะติดต่อกับผู้เอาประกันภัยโดยตรง

 

ไม่มีคำตอบใดกลับมาเช่นเคย

 

วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือโดยตรงถึงผู้เอาประกันภัย แจ้งว่า ตนได้พยายามติดต่อสื่อสารผ่านทนายความซึ่งได้รับมอบหมายจากตัวผู้เอาประกันภัยให้กระทำการแทนรวมสี่ฉบับแล้วเกี่ยวกับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งดังเอกสารแนบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย จึงเรียนแจ้งมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งกลับว่า จะให้ตนควรดำเนินการต่อไปเช่นไร

 

ตัวผู้เอาประกันภัยก็ไม่ได้ตอบกลับไป โดยไม่มีข้อมูลว่า เป็นเพราะเหตุใด เรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดจึงหยุดชะงักลงเพียงแค่นั้น

 

ประมาณเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ตัวผู้เอาประกันภัยได้โอนส่งมอบทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ใต้ภาระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง และทรัพย์สินนั้นก็ได้ถูกโอนขายต่อไปให้แก่บุคคลภายนอกเรียบร้อยแล้ว

 

วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย หากไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 14 วัน ก็จะยุติการดำเนินการทั้งหมด และปิดเรื่องกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยได้ทำหนังสือติดตามอีกครั้ง ทั้งที่ ณ เวลานั้น ตัวผู้เอาประกันภัยไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

ประมาณปี ค.ศ. 2002 บริษัทประกันภัยจึงปิดเรื่องเรียกร้องทั้งหมด

 

ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 ตัวผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั้งกรณีเหตุไฟไหม้กับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

ผลทางคดี

 

ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ศาลได้ทำการพิจารณาคดีนี้ โดยมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ผู้เอาประกันภัยโจทก์โต้แย้งโดยอ้างเหตุวิกลจริต (insanity) ตนได้กระทำการดังกล่าวไปโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ ไม่อาจรับรู้กับรู้สึกตัวได้ และไม่สามารถจำแนกถึงความผิดชอบชั่วดีเฉกเช่นบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะปกติทั่วไปได้

 

โดยหลักกฎหมายแล้ว ในการที่จะพ้นผิดด้วยสาเหตุแห่งวิกลจริตนั้น ผู้กระทำจำต้องพิสูจน์ให้ศาลรับฟังอย่างสิ้นสงสัยได้ว่า

 

1) ตนไม่อาจรับรู้ถึงการกระทำของตนเองได้ หรือ

2) ถ้าตนรับรู้ ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

จากการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ถึงการกระทำของตนเองเป็นอย่างดี และรู้ดีถึงผลการกระทำของตนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

(1) ผู้เอาประกันภัยโจทก์มีความตั้งใจ และแสดงออกที่จะพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งตั้งแต่ก่อนหน้ากรณีเหตุไฟไหม้

 

(2) ก่อนลงมือจุดไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ปล่อยสุนัขของตนออกไปด้วยความสงสาร ไม่อยากให้ต้องมารับกรรมจากการกระทำของตนเองในครานี้

 

(3) ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้จุดไฟขึ้นที่กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า แล้วไปแหย่กับตัวโซฟาที่ตนเองใช้นั่งประจำ และไปจ่อกับผ้าม่าน เพื่อให้ไฟสามารถลุกลามไปได้โดยง่าย ฉะนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ และเข้าใจถึงการกระทำของตนเองอย่างชัดแจ้ง

 

(4) ภายหลังจากการลุกลามของไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์เกิดความรู้สึกละอายใจ และเปลี่ยนใจไม่อยากตาย ด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้าน เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้มาดับไฟนั้นในท้ายที่สุด ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์สามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

 

ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุนั้น ไม่ได้มีเพียงสาเหตุจากการป่วยทางจิต (mental illness) อย่างเดียว ทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ลงมือจุดไฟด้วยอาการขาดสติ   

 

ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างอื่นอีก ทั้งในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว จนภรรยากับลูกต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านชั่วคราว และปล่อยให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์อยู่ตามลำพังในบ้านดังกล่าวจนกระทั่งเกิดเหตุนั้นขึ้นมา

 

ปัญหาทางธุรกิจจนถึงขนาดขาดสภาพคล่องทางเงิน และเป็นคดีความทางอาญากับคณะผู้บริหารของตน ซึ่งอาจส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์จำต้องติดคุก หากแพ้คดี

 

สุดท้าย ปัจจัยจากอาการติดสุราเรื้อรัง แม้จะพยายามเลิกได้ชั่วเวลาหนึ่ง ก็กลับมาใช้พฤติกรรมเดิมอยู่อีก

 

ฉะนั้น อาการป่วยทางจิตจึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่จะนำมาใช้อ้างเหตุแห่งวิกลจริต เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ประโยชน์

 

ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่ต้องรับผิด

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ข้อกำหนดว่าด้วยการให้ความร่วมมือในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (claims co-operation clause) นั้น ไม่ใช่เงื่อนไขก่อนความรับผิดของบริษัทประกันภัยจำเลย (condition precedent to the insurer’s liability) อันจะสามารถใช้เพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนเองได้ แต่เป็นเพียงการผิดเงื่อนไขปกติธรรมดาตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น ซึ่งแม้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อาจกระทำผิดเงื่อนไขนั้นไปบ้าง ก็น่าเชื่อว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ และก็ไม่ได้ส่งผลในการก่อความเสียหายให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลย เพียงแค่ทำให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่สามารถตกลงที่จะชดใช้ตัวเลขความเสียหายได้เท่านั้น โดยเฉพาะในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองกับที่สาม (ส่วนครั้งแรกค่อนข้างง่ายที่จะตกลงกันได้) แต่ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งไม่อาจได้รับความคุ้มครอง

 

ศาลจึงวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Raymond Thomas Porter v Zurich Insurance Co [2009] EWHC 376 (QB))

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?