วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 247 : ลูกจ้างเลิกงานแล้วใช้ลิฟท์ส่วนกลาง (multi-tenant building’s lift) เพื่อกลับบ้าน แต่ถูกประตูลิฟท์นั้นหนีบได้รับบาดเจ็บ นายจ้างของลูกจ้างรายนั้นจำต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย (employer should be legally liabled) หรือไม่?

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ ลูกจ้างเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของตนให้รับผิดตามกฎหมาย สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตน โดยได้บรรยายคำฟ้องไว้ดังนี้

 

โจทก์ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสำนักงานจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นสองของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งหนึ่ง

 

การเดินทางเข้าออกสำนักงานของตนสามารถเลือกทำได้สองทาง คือ ใช้บันได หรืออาศัยลิฟท์ที่ตั้งอยู่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งทั้งหมดตามสัญญาเช่าพื้นที่ของจำเลยระบุเป็นพื้นที่ส่วนกลางของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งนั้น (common parts of the premises)

 

เย็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 โจทก์เลิกงานออกจากสำนักงานของตนโดยกดลิฟท์ลงมาชั้นล่าง ขณะที่กำลังเดินออกจากลิฟท์นั้น กระเป๋าที่สะพายอยู่บนบ่าได้เลื่อนหลุด โจทก์จึงหยุดชะงักเพื่อรีบคว้ากระเป๋าใบนั้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟท์ได้เลื่อนมาปิดพอดี จนทำให้ประตูลิฟท์นั้นกระแทกหนีบมือขวาของโจทก์ได้รับบาดเจ็บ

 

ผลการตรวจสอบภายหลัง ปรากฏว่า กลไกป้องกันความปลอดภัยของประตูลิฟท์นั้น เกิดความบกพร่องไม่ทำงานตามปกติที่ควรจะเป็น (defect disabling of the lift’s safety device)

 

โจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้ข้อกำหนดว่าด้วยการจัดหาและการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ค.ศ. 1998 (The Provision and Use of Work Equipment Regulations 1998 (PUWER)) สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตนดังกล่าว

 

คุณเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว นายจ้างมีความรับผิดตามกฎหมายต่อลูกจ้างรายนี้หรือไม่ครับ?

 

ถ้าคำตอบ คือ ไม่ ก็เป็นเช่นเดียวกับคำต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้

 

จำเลยต่อสู้ว่า ตนไม่มีความรับผิดตามกฎหมายในกรณีนี้ โดยอ้างว่า

 

1) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นนอกเวลาทำงาน (not at work)

 

2) สถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางก็อยู่นอกบริเวณพื้นที่สำนักงานที่จำเลยเช่าอันโจทก์ได้ทำงานอยู่ (workplace)

 

3) ลิฟท์ที่ก่อเหตุนั้นก็ไม่ได้เป็นของจำเลยแต่ประการใด จัดเป็นลิฟท์ที่บุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้เช่าพื้นที่ต่าง ๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ และไม่ใช่อุปกรณ์ที่นายจ้างจัดให้เพื่อใช้ในการทำงาน (work equipment) ตามที่กฎหมายฉบับนั้นได้บัญญัติเอาไว้

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว มีความเห็น ดังนี้

 

1) คำว่า “ในเวลาทำงาน (at work)” นั้น ควรแปลความหมายอย่างกว้าง ให้รวมถึงการเดินทางเข้าออกสำนักงาน หรือการเดินทางไปเก็บจดหมาย ไปรษณีย์ที่ถูกนำมาส่งไว้ในตู้ของผู้เช่า ณ ห้องโถงข้างล่างด้วย

 

2) ทั้งคำว่า “สถานที่ประกอบกิจการ (workplace)” นั้น กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้นายจ้างทุกรายจะต้องจัดการดูแลรักษาให้สถานที่ประกอบกิจการ (รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน) มีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยแก่ลูกจ้างของตน โดยสถานที่ประกอบกิจการหมายความรวมถึงพื้นที่ห้อง ห้องโถง ระเบียง บันได ถนน หรือสถานที่ใดก็ตามที่ใช้ในการเข้าออกสถานที่ทำงานนั้น หรือสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จัดให้ใช้อันเกี่ยวข้องกับสถานที่ในการทำงานนั้นเอง

 

3) ส่วนคำว่า “อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน (work equipment)” นั้น ซึ่งตามกฎหมายให้คำจำกัดความถึงเครื่องจักร เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือสิ่งที่ติดตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยเฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ตาม) แม้ลิฟท์นั้นจะไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยเอง หรือไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย หรือไม่ได้มอบให้ลูกจ้างใช้ทำงานก็ตาม แต่ควรตีความอย่างกว้าง ให้หมายความรวมถึงลิฟท์ซึ่งผู้ให้เช่าจัดบริการ เพื่อให้ผู้เช่ารวมถึงลูกจ้างสามารถใช้บริการเดินทางเข้าออกได้อย่างชอบธรรมตามสัญญาเช่า โดยที่ผู้เช่าเองจำต้องชำระค่าบริการส่วนกลาง (รวมถึงค่าบำรุงรักษาซ่อมแซม) ในกรณีนี้ด้วย ทำให้สามารถแปลความหมายให้จัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

 

ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี PRP Architects v Reid [2006] EWCA Civ 1119 (28 July 2006))

 

หมายเหตุ

 

แม้บทบัญญัติกฎหมายของบ้านเราไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถเทียบเคียงได้กับหลักกฎหมายบ้านเราในเรื่องพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดให้

 

- เจ้าของ หรือผู้ครอบครองอาคารต้องดูแลรักษา และซ่อมแซมอาคาร (รวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้ง) ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และมิให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินตลอดเวลาที่ใช้อาคารนั้น

 

- นายจ้างบริหาร จัดการ และดำเนินการค้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

เมื่อนายจ้างละเลยไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมายเช่นว่านั้น

 

ในส่วนของประกันภัยจะเป็นการประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง (Employer’s Liability Insurance) ซึ่งไม่ใคร่ได้รับความนิยมนักในบ้านเรา เพราะตัวถ้อยคำกรมธรรม์ประกันภัยเองที่มีอยู่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่เคยได้รับการปรับปรุง ทั้งยังถูกนำไปผูกเชื่อมโยงกับการประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน (Workmen’s Compensation Insurance) เข้าไปอีก

 

เมื่อพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาข้างต้น ชวนให้นึกคิดไปต่ออีกว่า

 

ศาลไทยจะแปลความหมายอย่างกว้างเช่นนั้นหรือเปล่า?

 

ถ้าใช่ จะส่งผลกระทบต่อกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือความรับผิดต่อผู้ครอบครองสถานที่ (Occupier’s Liability Insurance Policy) ซึ่งมีอยู่เดิมอย่างไร?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?