วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 155 : ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) จะได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักหรือไม่?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เวลาเมื่อมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริง (Actual Cash Value) ของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน ตามหลักการจะคำนวณโดยนำค่าเสื่อมราคา (Depreciation) มาหักออกจากมูลค่าใหม่ ณ วันที่เกิดเหตุของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายนั้นเอง ได้ผลลัพธ์ออกมาเท่าไหร่? ก็จะชดใช้ไปตามนั้น

 

แล้วกรณีกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจำต้องนำเอาค่าเสื่อมราคามาร่วมคำนวณด้วยไหม?

 

โดยหลักการปกติ กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะคุ้มครองถึงกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ที่ระบุเอาประกันภัยไว้

 

กำไรขั้นต้นนั้นโดยทั่วไปจะคำนวณได้โดยอาศัยสูตร ดังนี้

 

ยอดรายได้ (Turnover) หักด้วย ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Costs)

 

หรือ

 

ค่าใช้จ่ายคงที่ (Standing Chareges/Fixed Costs) บวกด้วย กำไรสุทธิ (Net Profit)

 

แล้วค่าเสื่อมราคาจะถือเป็นค่าใช้จ่ายผันแปร หรือค่าใช้จ่ายคงที่ที่ควรจะคุ้มครอง?

 

คุณเห็นเช่นไรครับ?

 

ทางวิชาการประกันภัยมีข้อถกเถียงพอสมควร เช่นเดียวกับทางการตีความของศาล

 

โดยที่กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะมีสูตรคำนวณเวลาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งกำหนดไว้เป็นสากลว่า

 

“การประกันภัยภายใต้รายการที่ 1 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะการสูญเสียกำไรขั้นต้น อันเนื่องมาจาก (ก) การลดลงของยอดรายได้และ (ข) การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยบริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังต่อไปนี้

 

(ก)  ในกรณีของการลดลงของยอดรายได้ :

       บริษัทจะชดใช้จำนวนเงินที่คำนวณได้จากการนำอัตรากำไรขั้นต้น คูณกับจำนวนยอดรายได้ที่ขาดหายไป ในระหว่างระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

(ข)  ในกรณีของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน :

       บริษัทจะชดใช้จำนวนเงินค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ตามความจำเป็น และเหตุผลอันควรที่เกิดขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์อย่างเดียวในการหลีกเลี่ยง หรือบรรเทาไม่ให้ยอดรายได้ลดลง ในระหว่างระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสียหาย แต่ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น จะต้องไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่คำนวณได้จากการนำอัตรากำไรขั้นต้นคูณกับยอดรายได้ที่จะขาดหายไป ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้

 

   การสูญเสียกำไรขั้นต้น อันเนื่องมาจาก (ก) และ (ข) ให้หักด้วยจำนวนเงินค่าใช้จ่ายของกิจการที่ประหยัดได้จากการยุติการจ่าย หรือจากการจ่ายน้อยลงในระหว่างระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกำไรขั้นต้นที่เอาประกันภัย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสียหาย”

 

เราลองมาดูผลทางคดีประเด็นนี้กันจากตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศในตอนต่อไปนะครับ

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul

 

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 154 : สัญญาจ้างทำ “ของ” (Hire of Work/Contract of Work) แล้ว “ของ (Work)” ที่ว่านี้หมายถึง “ผลิตภัณฑ์ (Product)” ด้วยหรือเปล่า?

 

สำหรับกรณีเมื่อสัญญาก่อสร้างถูกจัดเป็นสัญญาจ้างทำของประเภทหนึ่งนั้น แล้วผลงาน (Work) ที่ผู้รับเหมาได้กระทำลงไป เราจะเรียกผลงานนั้นว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์ (Product)” ของผู้รับเหมานั้นได้ไหม?

 

ถ้าใช่ แล้วจะบังเกิดผลอะไรในแง่ของการประกันภัยการก่อสร้างได้บ้าง?

 

เรามาลองตัวอย่างคดีศึกษาจากต่างประเทศเรื่องนี้กันครับ

 

ผู้รับเหมาช่วงงานโครงสร้างของโครงการก่อสร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีภาระหน้าที่ในการสร้างฐานคอนกรีตของปั้นจั่น (Crane Base) ด้วยการใช้เหล็กเดือย (Dowel Rods) ยึดติดกับเสาเข็ม ภายหลังจากได้ติดตั้งเครนหอสูงหรือปั้นจั่นหอสูง (Tower Cranes) เชื่อมต่อกับฐานนั้นแล้ว ต่อมาไม่นาน เครนหอสูงนั้นได้เกิดหักโค่นลงมาจนทำให้ตัวเครนนั้นเองเสียหายอย่างมาก ผู้ควบคุมปั้นจั่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ตลอดจนยังล้มฟาดไปโดนทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่อยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหายไปด้วย

 

เนื่องจากโครงการก่อสร้างนี้มีการจัดทำประกันภัยคุ้มครองงานก่อสร้าง (Construction All Risks Insurance) ควบกับความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก และความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (Combined Public & Products Liability Insurance) ไว้แล้ว ทางผู้รับเหมาซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมจึงได้แจ้งต่อบริษัทประกันภัยของตนให้มารับผิดชอบ

 

แต่บริษัทประกันภัยได้ปฏิเสธ โดยหยิบยกข้อยกเว้นซึ่งระบุไม่คุ้มครองถึงความรับผิด อันเกิดขึ้นมาจากผลิตภัณฑ์ใด ๆ และในส่วนความคุ้มครองความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ยังระบุเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ไม่คุ้มครองถึงความรับผิดซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ผลิตภัณฑ์ไม่อาจใช้งานได้ตามจุดประสงค์ (Failure to fulfill its intended function)

 

โดยที่ “ผลิตภัณฑ์” นั้นมีความหมายถึง “ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าใดซึ่งถูกผลิต ก่อสร้าง ติดตั้ง ดัดแปลงแก้ไข ซ่อมแซม ให้บริการ ดำเนินการ จัดการ ขาย ให้เช่า จัด หรือส่งมอบให้โดยผู้เอาประกันภัยเอง หรือในนามของผู้เอาประกันภัย”

 

ฉะนั้น ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยในเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องมาจากการล้มลงของเครนหอสูงนั้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ผลิตภัณฑ์ (ในที่นี้ คือ ฐานคอนกรีตของปั้นจั่น) ไม่ทำงานตามจุดประสงค์นั่นเอง

 

เรื่องนี้ผู้เอาประกันภัยยอมรับไม่ได้ จึงนำคดีขึ้นสู่ศาล

 

ศาลชั้นต้นได้วิเคราะห์ว่า ฐานคอนกรีตนั้นมิใช่ผลิตภัณฑ์ดังคำนิยามของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท การที่โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้ก่อสร้างฐานนั้นด้วยการเทคอนกรีตลงตำแหน่งนั้นจนเป็นแท่งคอนกรีตประกอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน และเป็นการทำงานในพื้นที่ มิได้จัดซื้อหา ส่วนเหล็กเดือยนั้นอาจพอจัดให้เป็นส่วนประกอบของเสาเข็มได้บ้าง แต่ก็มิใช่เป็นผลิตภัณฑ์ของโจทก์ผู้เอาประกันภัยเอง จึงวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิด

 

บริษัทประกันภัยจำเลยอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์คล้อยตามตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า ผลิตภัณฑ์นั้นควรหมายความถึง สิ่งที่จับต้องได้ และเคลื่อนที่ได้ด้วยการส่งมอบจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งได้ จึงไม่ใช่สิ่งใดที่จัดทำขึ้นมาเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นดิน ณ สถานที่จัดทำขึ้นมานั้นเอง

 

ดังนั้น การทำงานของโจทก์ผู้เอาประกันภัยจึงมิใช่เป็นการจัดทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมา แต่เป็นการทำงานก่อสร้างคอนกรีต เพื่อทำฐานสำหรับติดตั้งเครนหอสูงให้อยู่ตรงตำแหน่งนั้น การลงมือทำงานสร้างสิ่งใดขึ้นมาก็ตาม มิได้จำต้องถือเป็นผลิตภัณฑ์เสมอไป การตีความหมายควรใช้อย่างแคบแทนที่จะแปลความหมายกว้างจนเกินไป

 

อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์เห็นต่างในส่วนของเหล็กเดือยว่า เป็นผลิตภัณฑ์ ถึงกระนั้นจากพยานหลักฐานของผู้เชี่ยวชาญแล้วกลับมีความเห็นว่า เหล็กเดือยมิใช่เป็นต้นเหตุโดยตรง สาเหตุนั้นน่าจะเป็นผลมาจากฝีมือแรงผิดพลาดของโจทก์ผู้เอาประกันภัยซึ่งได้ติดตั้งไม่ถูกต้องมากกว่า โดยที่ผลสืบเนื่องจากฝีมือแรงผิดพลาดนั้นได้รับความคุ้มครอง ภายใต้ส่วนของความคุ้มครองความรับผิด Public Liability Insurance)  

 

วินิจฉัยยืนให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Aspen Insurance UK Ltd v Adana Construction Ltd [2015] EWCA Civ 176)

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้อาจเป็นประโยชน์ สำหรับการจัดทำประกันภัยการก่อสร้าง/การติดตั้งแยกกับการประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งต่างประเทศหลายแห่งนิยมทำกัน ไม่เหมือนบ้านเราซึ่งมีกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance Policy) ซึ่งรวมความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกเอาไว้อยู่แล้ว และยังให้แนวทางที่น่าสนใจในการแปลความหมายของผลิตภัณฑ์อีกด้วย


บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul

 

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 153 : การตีความหมายของความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (Direct Physical Loss or Damage) ยุคไซเบอร์ หมายความเช่นนี้ไหม?

 

(ตอนที่สอง)

 

เรื่องนี้ได้ถูกนำเป็นคดีขึ้นสู่ศาล เนื่องด้วยบริษัทประกันภัยต่อสู้ว่า ผู้เอาประกันภัยรายนี้เพียงสูญเสียข้อมูลในการใช้งาน (lost of data) เท่านั้น ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน หรือที่จับต้องมิได้ (intangible asset) โดยคงยังสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ในการประกอบธุรกิจอยู่ แล้วจะมาอ้างตนได้รับความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (direct physical loss or damage) เช่นไร?

 

แต่ผู้เอาประกันภัยได้ตอบโต้ว่า ในเมื่อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทได้มีการขยายให้คุ้มครองรวมถึงข้อมูลกับซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยด้วยแล้วนี่ ฉะนั้น การที่ระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถใช้งานได้ปกติดังเดิม ควรถือว่าเป็นความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพดังที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวแล้วนี่ ทั้งในส่วนของการสูญเสียข้อมูลในระบบ และการสูญเสียการใช้งานของระบบคอมพิวเตอร์เอง

 

ศาลได้พินิจพิเคราะห์ถ้อยคำที่ปรากฏของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแล้ว มีความเห็นว่า

 

เอกสารแนบท้ายได้เขียนขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมถึงสื่อข้อมูลกับสื่อบันทึกทางอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึงซอฟต์แวร์ด้วย (including software)) อันหมายความรวมไปถึง

 

(ก) อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล สื่อบันทึก หรือสื่อจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้นว่า แผ่นฟิล์ม เทป แผ่นดิสก์ ลูกดรัม หรือเซลล์

(a) Electronic data processing, recording or storage media such as films, tapes, discs, drums or cells;

 

(ข) ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ในสื่อดังกล่าว

(b) Data stored on such media.

 

ข้อ (ก) อ่านแล้วชัดเจนว่าประสงค์คุ้มครองถึงตัวสื่อบันทึกนั้น แต่เมื่อมีข้อ (ข) เพิ่มเติมเข้ามาอีก ก็คงไม่อาจตีความให้เป็นอย่างอื่นที่จะไม่รวมถึงตัวข้อมูลไปได้ กอปรกับตรงประโยคที่เขียนให้รวมถึงซอฟต์แวร์ด้วยกำกับเอาไว้ตอนต้นอีก ทั้งสองข้อดังกล่าวจึงถือเป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันอาจมีความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพตามเงื่อนไขได้

 

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยหยิบยกอ้างคดีอื่นเทียบเคียงในลักษณะคล้ายคลึงกัน ก็ไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ เพราะมีความแตกต่างกัน ในคดีดังอ้างอิงนั้นที่ศาลได้ตัดสินให้ไม่ได้รับความคุ้มครอง เนื่องด้วยโจทก์ผู้เอาประกันภัยคดีนั้นเรียกร้องค่าใช้จ่ายเรื่องการสูญเสียข้อมูลอย่างเดียว

 

แต่คดีนี้ ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าเสียหายของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ (fully functioning computer system) มิใช่เพียงแค่การทำงานล่าช้า หรือการแก้ไขไวรัสเท่านั้น

 

การที่ระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีสมรรถนะการทำงานที่แน่นอนถูกต้อง แล้วกลายมาเป็นล่าช้าขาดประสิทธิภาพ ระบบจัดเก็บข้อมูลก็ไม่อาจเรียกค้นหาข้อมูลกับซอฟต์แวร์ได้ตามปกติ จึงถือเป็นความเสียหาย (damage) ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทก็มิได้กำหนดลักษณะความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพเฉพาะแก่ทรัพย์สินที่มีตัวตน หรือที่จับต้องได้ (tangible asset) เอาไว้อย่างชัดเจน จึงต้องยกประโยชน์แห่งความไม่ชัดเจนนั้นให้แก่ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยซึ่งมิได้เป็นผู้ร่างถ้อยคำเหล่านั้น  

 

ศาลจึงสรุปว่า การสูญเสียการใช้งาน การขาดความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานถือเป็นความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพตามถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแล้ว เพราะโดยทั่วไป คอมพิวเตอร์ที่เราเรียกว่าเกิดเสียหาย ก็ไม่จำต้องถึงขนาดใช้งานไม่ได้เลยทั้งหมด และวินิจฉัยให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทดังกล่าว

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี National Ink & Stitch, LLC v. State Auto Property & Casualty Insurance Company, No. 18-cv-2138 (D. Md. Jan. 23, 2020))

 

ถึงแม้นคำพิพากษาคดีนี้เป็นแค่ศาลชั้นต้น แต่ที่หยิบยกมาเป็นอุทาหรณ์ เนื่องจากประเด็นปัญหาการร่างถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัยไม่มีความชัดเจนเพียงพอ จึงควรใช้ความระมัดระวังให้มาก มิฉะนั้น อาจต้องมาเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายมากมาย และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของภัยเงียบไซเบอร์ (Silent Cyber) ซึ่งส่งผลทำให้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินทั่วไปสามารถคุ้มครองถึงภัยไซเบอร์ได้โดยไม่จำต้องไปซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเฉพาะเพิ่มเติมอีก

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul

 

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 153 : การตีความหมายของความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (Direct Physical Loss or Damage) ยุคไซเบอร์ หมายความเช่นนี้ไหม?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เดิมทีการตีความหมายของคำว่า “ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (Direct Physical Loss or Damage)” สำหรับการประกันภัยทรัพย์สินปกติทั่วไปก็มีความยากลำบาก และข้อถกเถียงมากพอสมควรอยู่แล้ว

 

ยิ่งในยุคไซเบอร์ปัจจุบันนี้ ยิ่งชวนให้ปวดขมับมากขึ้นไปอีก

 

เรามาลองดูตัวอย่างคดีศึกษาของต่างประเทศกันนะครับ

 

รับทราบมาจากหลายแหล่งว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการทำงานอยู่บ้านกันเยอะ ได้สร้างช่องว่าง และโอกาสให้มิจฉาชีพทำการปล่อยไวรัส หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (ransomware) เข้าโจมตีข่มขู่เรียกเงินค่าไถ่ในรูปสกุลเงินดิจิทัลจากผู้ประกอบธุรกิจหลายแห่ง ไม่ว่าในบ้านเรา หรือต่างประเทศก็ตาม

 

ดังนั้น บทความนี้น่าจะพออาศัยเป็นอุทธาหรณ์ได้บ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

 

ประมาณเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016 ได้มีมิจฉาชีพปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่เข้าโจมตีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของผู้ประกอบธุรกิจงานพิมพ์ซิลค์สกรีน และงานเย็บปักถักร้อยรายหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จนทำให้ไม่สามารถเรียกใช้งานไฟล์งานต่าง ๆ กับระบบข้อมูลอื่น ๆ ที่จัดเก็บไว้ในระบบได้ เว้นแต่โปรแกรมงานเย็บปักถักร้อยเท่านั้นที่ยังพอเรียกใช้งานได้ โดยคนร้ายได้เรียกร้องเงินค่าไถ่เป็นเงินบิตคอยน์จำนวนหนึ่ง

 

อย่างไรก็ดี แม้ผู้ประกอบการรายนี้ยินยอมชำระเงินค่าไถ่ให้แล้ว แต่คนร้ายยังไม่พึงพอใจได้ข่มขู่ให้จ่ายเงินเพิ่มเติมอีก

 

ผู้ประกอบการรายนี้จึงเลือกหาทางออกด้วยการไปว่าจ้างบริษัทดูแลรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาดำเนินการปรับแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์ของตนใหม่ พร้อมกับติดตั้งระบบป้องกันไวรัสต่าง ๆ  ทดแทนการที่จะต้องไปจ่ายเงินค่าไถ่เพิ่มเติมอีก เพราะไม่วางใจคนร้ายแล้วว่า เรื่องราวข่มขู่นี้จะจบลงจริงหรือเปล่า?

 

ถึงกระนั้นก็ตาม แม้นระบบคอมพิวเตอร์จะสามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง แต่ก็ค่อนข้างทำงานช้ากว่าเดิม การทำงานหน่วงลงไปเยอะมาก อาจด้วยเหตุผลที่ได้มีการติดตั้งตัวป้องกันระบบมากมายหลายชั้น ประกอบข้อสันนิษฐานของผู้เชี่ยวชาญว่า อาจยังมีไวรัสหลงเหลือค้างอยู่บางส่วนซึ่งคงส่งผลกระทบอยู่บ้างเป็นครั้งคราว เนื่องจากไฟล์งานบางส่วนยังใช้งานไม่ได้ จำต้องสร้างไฟล์งานใหม่ขึ้นมา

 

คำแนะนำที่ดีที่สุด คือ ให้ล้างระบบเดิมทั้งหมด แล้วค่อยลงระบบกับข้อมูลใหม่อีกครั้ง หรือถ้าซื้อฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ทั้งหมดใหม่ได้ด้วย ก็ยิ่งดีและปลอดภัยใหญ่มากเลย

 

เนื่องด้วยผู้ประกอบการรายนี้มีกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัยคุ้มครองอยู่ ซึ่งระบุว่า

 

“กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะชดใช้ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ ณ สถานที่เอาประกันภัย อันมีสาเหตุ หรือเป็นผลมาจากอุบัติภัยต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น”

 

ทั้งนี้ โดยมีเอกสารแนบท้ายขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมถึงสื่อข้อมูลกับสื่อบันทึกทางอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึงซอฟต์แวร์ด้วย) อันหมายความรวมไปถึง

 

(ก) อุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล สื่อบันทึก หรือสื่อจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ เป็นต้นว่า แผ่นฟิล์ม เทป แผ่นดิสก์ ลูกดรัม หรือเซลล์

 

(ข) ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอยู่ในสื่อดังกล่าว

 

ผู้ประกอบการรายนี้ในฐานะผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จึงได้มาเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนทดแทนฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ทั้งหมดใหม่กับบริษัทประกันภัยของตน

 

คุณคิดว่า บริษัทประกันภัยนั้นจะตอบกลับมาเช่นไรครับ?

 

อดใจติดตามผลลัพธ์ต่อได้สัปดาห์หน้าครับ

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul

 

วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 152 : การแปลความหมายของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับหลักทรัพย์  (Securities Claim) ในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหาร (D & O Insurance Policy)

 

ถึงแม้ปัจจุบันยังมิได้ปรากฏมีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารฉบับมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก นั่นเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจแตกต่างกันได้ อย่างไรก็ดี โดยหลักการทั่วไปแล้ว รูปแบบของข้อตกลงคุ้มครองจะประกอบด้วย

 

(1) ข้อตกลงคุ้มครอง ก (Side A Coverage) ซึ่งให้ความคุ้มครองความรับผิดส่วนบุคคลแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารเป็นรายบุคคล กรณีที่บริษัทต้นสังกัดนั้นมิได้ชดใช้ให้

 

(2) ข้อตกลงคุ้มครอง ข (Side B Coverage) ซึ่งให้ความคุ้มครองการชดใช้คืนให้แก่บริษัทต้นสังกัด สำหรับความรับผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารในนามของบริษัทนั้นเอง

 

(3) ข้อตกลงคุ้มครอง ค (Side C Coverage) ซึ่งให้ความคุ้มครองความรับผิดโดยตรงแก่ตัวบริษัทต้นสังกัดเอง หรือบางครั้งเรียกว่า “ความคุ้มครองสำหรับบริษัทเอง (Corporate Entity Coverage or Management Liability Coverage)” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เป็นบริษัทมหาชนแล้ว มักจำกัดอยู่ในขอบเขตเรื่องของการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับหลักทรัพย์ (Securities Claim)

 

ทีนี้ คำว่า “การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับหลักทรัพย์ (Securities Claim)” นั้น ควรมีความหมายเช่นใดกันแน่?

 

ถึงแม้จะได้ปรากฏมีคำนิยามกำกับเอาไว้อยู่ด้วยก็ตาม

 

ได้เกิดมีประเด็นปัญหาข้อพิพาทขึ้นถึงเรื่องการแปลความหมาย เพราะทั้งฝ่ายผู้เอาประกันภัยกับฝ่ายบริษัทประกันภัยต่างอ่านถ้อยคำนั้นแล้วกลับแปลความหมายไม่ตรงกัน

 

ดังในตัวอย่างคดีศึกษาต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งคดีจากหลายคดีที่ได้เกิดขึ้นเป็นข้อพิพาทมาในต่างประเทศเพื่อเทียบเคียง เนื่องจากอาจมีหลักกฎหมายแตกต่างกันได้

 

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่มีบริษัทลูกของบริษัทแม่แห่งหนึ่งแยกตัวออกมาเป็นอิสระ โดยขอให้นามสมมุติแก่บริษัทใหม่นี้ว่า “บริษัทไอ” โดยมีข้อตกลงว่า บริษัทแม่เดิมจะโอนงานบางส่วนให้แก่บริษัทไอนี้รับผิดชอบดำเนินงานแทน เพื่อแลกเปลี่ยนการได้สิทธิถือหุ้นของบริษัทไอ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมากระจายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทแม่เดิมนั้นเอง

 

หลังจากนั้นอีกประมาณสามปีต่อมา บริษัทไอตกอยู่ในสถานะล้มละลาย ผู้จัดการดูแลทรัพย์สิน หรือผู้พิทักษ์ทรัพย์ (Bankruptcy Trustee) ได้ยื่นฟ้องบริษัทแม่เดิมนั้นกับผู้บริหารของบริษัทแม่เดิมนั้น ซึ่งมีตำแหน่งกรรมการอยู่ในบริษัทไอนั้นช่วงเวลาก่อตั้งด้วย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ในโทษฐานความผิด

 

(1) ผู้เป็นตัวการและปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของบริษัท (breach of fiduciary duty)

(2) จ่ายเงินปันผลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ

(3) โอนเงินโดยฉ้อฉล

 

โดยที่ทั้งบริษัทแม่เดิมนั้นกับบริษัทไอต่างได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารเอาไว้ จึงได้แจ้งเรื่องให้บริษัทประกันภัยมาคุ้มครองให้ แต่บริษัทประกันภัยนั้นตอบรับจะรับผิดเพียงเฉพาะให้แก่ผู้บริหารนั้นเท่านั้น โดยอ้างว่า ในส่วนของบริษัทแม่เดิมนั้นไม่ตกอยู่ในความหมายของ “การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับหลักทรัพย์ (Securities Claim)” ซึ่งกำหนดว่า เป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อผู้เอาประกันภัย เนื่องจาก

 

(1) การถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายใดที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ (any regulation, rule or statute regulating securities) (รวมถึง แต่ไม่จำกัดอยู่เพียงการซื้อ หรือขาย หรือการเสนอขาย หรือหรือการเชิญชวนทำข้อเสนอซื้อ หรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ) โดยบุคคลดังต่อไปนี้

 

(ก) บุคคล หรือนิติบุคคลรายใด หรือ

(ข) ผู้ถือหลักทรัพย์

 

ขณะที่กลับมิได้มีการเอ่ยถึงการเรียกร้อง หรือการฟ้องร้องคดีของผู้จัดการดูแลทรัพย์สิน หรือผู้พิทักษ์ทรัพย์ (Bankruptcy Trustee) ใด ๆ เอาไว้ด้วยเลย ฉะนั้น จึงไม่อยู่ในคำนิยามดังกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแต่ประการใด

 

ฝ่ายบริษัทแม่เดิมนั้นในฐานะผู้เอาประกันภัยจึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยนั้นรับผิดชอบ โดยมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

คำว่า “กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือกฎหมายใด” ดังระบุไว้ในคำนิยามดังกล่าวจะมีความหมายครอบคลุมถึงขนาดไหน? เนื่องจาก

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ตีความหมายรวมถึงกฎข้อบังคับตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ทั้งหมด ตลอดจนในส่วนกฎหมายอื่น ๆ ดังเช่นกฎหมายล้มละลายที่เชื่อมโยงด้วย

 

ขณะฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยตีความหมายจำกัดเพียงเฉพาะกฎข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์โดยตรงเท่านั้น

 

เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่ชั้นศาลสูงสุด ศาลสูงสุดได้ตัดสินกลับคำพิพากษาศาลชั้นล่างที่ได้วินิจฉัยเห็นพ้องกับฝ่ายโจทก์

 

โดยศาลสูงสุดเห็นว่า คำว่า “การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับหลักทรัพย์ (Securities Claim)” นั้นมีความชัดเจนเพียงพอ ด้วยจุดประสงค์เพื่อกำหนดขอบเขตเฉพาะของกฎหมายที่จะมีผลใช้บังคับโดยตรงเท่านั้น โดยมิได้รวมไปถึงกฎหมายอื่นที่อาจเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันได้

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้อกล่าวหาในประเด็นดังนี้ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักทรัพย์ด้วยเช่นเดียวกัน

 

(1) ผู้เป็นตัวการและปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความระมัดระวัง ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของบริษัท (breach of fiduciary duty)

(2) จ่ายเงินปันผลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ

(3) โอนเงินโดยฉ้อฉล

 

ดังนั้น ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Verizon Communications Inc. et al. v. National Union Fire Insurance Co. of Pittsburgh, PA, et al., C.A. No. N18C-08-086 EMD CCLD (Del. Super. March 16, 2021))

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul