วันเสาร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 48: กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance) จะสิ้นสุดความคุ้มครอง เมื่อได้ถูกครอบครอง (taken over) หรือได้ถูกใช้งาน (taken into use) โดยผู้ว่าจ้างแล้ว หมายถึงอย่างไร?


(ตอนที่สาม)

เรามาคุยกันต่อในบทสรุปของเรื่องนี้นะครับ

ศาลได้พิจารณาในประเด็นข้อโต้แย้ง ดังนี้
1) ได้มีการเข้าครอบครอง หรือใช้งานในช่วงงานก่อสร้างที่เกิดเหตุแล้วหรือยัง?

    ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ที่ระบุว่า “ความรับผิดของผู้รับประกันภัยจะสิ้นสุดลงเช่นกัน เมื่อส่วนใดๆ ของงานว่าจ้างที่ได้เอาประกันภัยไว้นั้นได้ถูกครอบครอง (taken over) หรือถูกใช้งาน (taken into use) (แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อนกัน) โดยผู้ว่าจ้าง ก่อนวันที่สิ้นสุดดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย”

   สำหรับคำว่า “ได้ถูกครอบครอง (taken over)” ศาลเห็นว่า ในวันที่เกิดเหตุน้ำท่วม 19 ธันวาคม ค.ศ. 2006 นั้น รัฐบาลในฐานะผู้ว่าจ้างยังมิได้เข้าครอบครองงานก่อสร้างดังกล่าวบางส่วน หรือทั้งหมดแต่ประการใด เนื่องจากมิได้มีการออกหนังสือรับมอบงานบางส่วนในช่วงงานที่เกิดเหตุ หรือในโครงการทั้งหมดให้แก่ผู้รับเหมาเลย ซึ่งผู้ว่าจ้างได้ออกหนังสือรับมอบงานทั้งโครงการ ก็เป็นวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 2007 แล้ว

   ในส่วนของคำว่า “ได้ถูกใช้งาน (taken into use)” ตามเงื่อนไขของสัญญาว่าจ้างกำหนดให้การจราจรสามารถสัญจรไปมาได้ตลอดเวลา ในระหว่างการก่อสร้างดังกล่าว แม้จำต้องปิดกั้นบางพื้นที่ไปบ้างชั่วเวลาหนึ่ง หลังจากทำงานเสร็จแล้ว ก็ต้องเปิดการจราจรต่อไปดังเดิม ซึ่งบริษัทประกันภัยก็ได้รับทราบเงื่อนไขนี้ตั้งแต่แรก และเวลาไปตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการอีกด้วย

   แม้จะอาศัยการตีความคำว่า “ได้ถูกใช้งาน (taken into use)” ให้ตรงตัวตามอักษร ดังที่บริษัทประกันภัยกล่าวอ้าง ก็ดูแล้วไม่น่าสมเหตุผล และสอดคล้องกับเจตนารมณ์อันแท้จริงของคู่สัญญานี้ เพราะในระยะเวลาความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า คือ ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2002 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2005 บวกด้วยระยะเวลาบำรุงรักษา ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2005 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2007 ต่อมาได้   ถูกแก้ไขโดยใบสลักหลังเป็นระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2002 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2007 และระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2007 ถึงวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2009

   นั่นหมายความว่า ระยะเวลาบำรุงรักษาจะเริ่มนับตั้งแต่ระยะเวลาดังที่กำหนดข้างต้นรวมกันทั้งหมด หรือนับตั้งแต่ช่วงพื้นที่ที่มีการใช้งานแล้ว แยกส่วนงานกันไปกันแน่ ถ้าเป็นอย่างหลังจริง ส่วนงานที่ถูกใช้งานก็จะปราศจากความคุ้มครองสมบูรณ์ตามกรมธรรม์ประกันภัย แม้จะมีการขยายเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม “Endorsement 116 – Cover for insured contract works taken over or put into service” เอาไว้ก็ตาม ความคุ้มครองก็จะถูกจำกัดเพียงสาเหตุที่เนื่องมาจากการก่อสร้างเท่านั้น

   เชื่อว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น รัฐบาลในฐานะผู้ว่าจ้างคงไม่อาจรับเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ได้ตั้งแต่ต้น  

   นอกจากนี้ หากความคุ้มครองสิ้นสุดลง เมื่อมีการถูกใช้งานจริง ทำไมบริษัทประกันภัยยังคงขยายระยะเวลาเอาประกันภัย และระยะเวลาบำรุงรักษาให้โดยไม่มีข้อโต้แย้งถึงสามครั้ง สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ทุกครั้งด้วยจำนวนเงินเอาประกันภัยเต็มทั้งหมดของโครงการ โดยศาลเห็นพ้องกับความเห็นของผู้ประเมินวินาศภัย ซึ่งเป็นพยานของบริษัทประกันภัยเอง ที่ว่า อันที่จริง เวลาได้รับคำร้องขอให้ขยายระยะเวลาความคุ้มครองจากผู้เอา   ประกันภัย บริษัทประกันภัยเองก็มีโอกาสที่จะทบทวนจำนวนเงินเอาประกันภัยใหม่ทั้งหมด ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้อยู่แล้ว แต่กลับมิได้ทำเช่นนั้นเลย

    การตีความคดีนี้จึงต้องใช้นัยที่เป็นผล ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย
   
2) ความสูญเสีย หรือความเสียหายดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการก่อสร้างหรือไม่? และมิได้มีสาเหตุเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุ ฝีมือแรงงาน หรือการออกแบบผิดพลาด อันจะอยู่ในข้อยกเว้นด้วย

   สำหรับประเด็นข้อนี้ ชัดเจนแล้วว่า สาเหตุความเสียหายนี้เป็นเรื่องน้ำท่วมจากภัยธรรมชาติ จึงไม่จำต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีก

(อ้างอิงคดี Perembun Consortium & Anor. v AXA Affin General Insurance. Bhd. [2011] 6 MLJ 719)

คุณอ่านเรื่องนี้แล้ว มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ? 

และฝากช่วยคิดอีกเรื่องหนึ่งที่จะคุยกันในคราวหน้านะครับว่า

ถ้าเจ้าของโครงการไปซื้อตึกเก่ามาปรับปรุงใหม่ หากเกิดไฟไหม้ขึ้นมา โดยที่ผู้รับเหมายังมิได้เข้าไปทำงานในพื้นที่นั้นเลย กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา) (Contract Works Insurance) จะสามารถให้ความคุ้มครองได้หรือไม่?
 

 

วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 48: กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance) จะสิ้นสุดความคุ้มครองเมื่อได้ถูกครอบครอง (taken over) หรือได้ถูกใช้งาน (put into service) โดยผู้ว่าจ้างแล้ว หมายถึงอย่างไร?



ตอนที่สอง)

ข้อพิพาทเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อนบ้านเรานี่เอง เรื่องราวเป็นดังนี้ครับ 

 

ผู้รับเหมารายหนึ่งประมูลได้งานปรับปรุงและขยายถนนเชื่อมเมืองสายหนึ่ง เป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรจากรัฐบาลมาเลเซีย โดยมีเงื่อนไขว่า ให้จัดการก่อสร้างเป็นช่วงงานลำดับ เพื่อมิให้เกิดการรบกวนการใช้ถนนของผู้ที่สัญจรไปมาบนเส้นทางสายนั้นด้วย และให้จัดทำประกันภัยการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยระบุรัฐบาลในฐานะเจ้าของโครงการร่วมเป็นผู้เอาประกันภัยกับผู้รับเหมาดังกล่าวด้วย และมีระยะเวลาเอาประกันภัยตรงกับสัญญาว่าจ้างด้วย คือ ระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2002 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2005

ผู้รับเหมารายนี้จึงได้ไปทำประกันภัยดังกล่าวกับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยมาให้เป็นหลักฐาน โดยระบุระยะเวลาเอาประกันภัยตามช่วงเวลาข้างต้น บวกด้วยระยะเวลาบำรุงรักษาตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2005 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2007

ต่อมา ได้มีการร้องขอขยายระยะเวลาของโครงการออกไป บริษัทประกันภัยจึงได้ออกใบสลักหลังแก้ไขระบุระยะเวลาเอาประกันภัยเป็นระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 2002 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2007 และระยะเวลาบำรุงรักษาเป็นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2007 ถึงวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 2009

ครั้นวันที่ 22 ธันาคม ค.ศ. 2006 ผู้รับเหมารายนี้ได้ยื่นหนังสือแจ้งเหตุน้ำท่วมช่วงถนนตอนหนึ่งจนได้รับความเสียหาย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2006

ภายหลังจากการไปตรวจสอบของผู้ประเมินวินาศภัยแล้ว บริษัทประกันภัยได้มีหนังสือปฎิเสธความรับผิดถึงผู้รับเหมารายนี้ในวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 2007 ด้วยเหตุผล ดังนี้
1)    ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ที่ระบุว่า “ความรับผิดของผู้รับประกันภัยจะสิ้นสุดลงเช่นกัน เมื่อส่วนใดๆ ของงานว่าจ้างที่ได้เอาประกันภัยไว้นั้นได้ถูกครอบครอง (taken over) หรือถูกใช้งาน (taken into use) (แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อนกัน) โดยผู้ว่าจ้าง ก่อนวันที่สิ้นสุดดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย”
ช่วงงานถนนที่เสียหายได้ถูกใช้งานไปแล้วก่อนวันที่เกิดเหตุ ความคุ้มครองจึงได้สิ้นสุดลงแล้ว เช่นเดียวกับช่วงงานอื่น ๆ ของถนนที่สร้างเสร็จ และปล่อยให้รถวิ่งสัญจรไปมาได้ตามปกติ
2)    ตามเงื่อนไขพิเศษ “Endorsement 116 – Cover for insured contract works taken over or put into service” ที่ขยายไว้ได้ระบุว่า “ขยายความคุ้มครองถึงความสูญเสีย หรือความเสียหายต่อส่วนของงานก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้างที่ได้เอาประกันภัยไว้นั้น ซึ่งได้ถูกครอบครอง หรือถูกใช้งานไปแล้ว หากว่า ความสูญเสีย หรือความเสียหายดังกล่าวจะได้เกิดขึ้นมาจากการก่อสร้างดังที่ได้เอาประกันภัยไว้ในหมวดที่ 1 และได้เกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัยด้วย”  
เหตุน้ำท่วมจากภัยธรรมชาติ มิได้เกิดจากการก่อสร้างดังที่กำหนดไว้

ผู้รับเหมารายนี้จึงนำคดีขึ้นสู่ศาล โดยให้การว่า ตามสัญญาว่าจ้างได้กำหนดเงื่อนไขให้ทำการก่อสร้างเป็นช่วง ๆ โดยมิให้ปิดการจราจรโดยสิ้นเชิง ต้องปล่อยให้รถวิ่งผ่านไปมาได้ตามปกติ เนื่องจากเป็นถนนหลักเชื่อมเมือง แต่ให้เพิ่มมาตรการป้องกันความปลอดภัยแก่ผู้ที่สัญจรไปมาด้วย ซึ่งเวลาทำประกันภัย บริษัทประกันภัยก็รับทราบเงื่อนไขข้อนี้แล้ว และได้ตกลงรับประกันภัย ทั้งระหว่างก่อสร้าง ผู้แทนของบริษัทประกันภัยยังเข้ามาตรวจความคืบหน้าของโครงการเป็นระยะ โดยปราศจากข้อโต้แย้งแต่ประการใด

อนึ่ง เมื่อมีการส่งมอบถนนเป็นช่วงงานใด ผู้ว่าจ้างก็จะออกหนังสือรับมอบงาน สำหรับช่วงงานนั้นให้ ระยะเวลาบำรุงรักษาเฉพาะช่วงงานนั้น ก็จะเริ่มนับต่อไป ภายหลังจากทั้งโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ว่าจ้างจะออกหนังสือรับมอบงานรวมอีกครั้ง ซึ่งโครงการนี้สร้างเสร็จสิ้นทั้งหมดในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2007* (วันที่อาจไม่สอดคล้องกับระยะเวลาเอาประกันภัย แต่เขียนไว้เช่นนี้ครับ) และผู้ว่าจ้างได้เข้าไปครอบครองในวันถัดไป ระยะเวลาบำรุงรักษาสองปี ก็เริ่มนับต่อจากนั้น

ผู้ประเมินวินาศภัย ซึ่งเป็นพยานของบริษัทประกันภัยโต้แย้งว่า ระหว่างการก่อสร้างในแต่ละช่วง ฝั่งตอนใดของถนนที่ก่อสร้างอยู่ ในความเป็นจริง ไม่อาจปล่อยให้รถวิ่งได้ตามปกติอยู่แล้ว มิฉะนั้นจะทำการก่อสร้างไม่ได้ เพียงแต่แบ่งฝั่งตอนที่ยังมิได้ก่อสร้างให้รถวิ่งผ่านไปมาได้เท่านั้น เมื่อฝั่งตอนใดเสร็จแล้ว ก็ย้ายการจราจรมาแทน แล้วทำการก่อสร้างฝั่งตอนที่เหลือต่อไป ฉะนั้น ฝั่งตอนที่สร้างเสร็จ และปล่อยให้รถแล่นไปมาได้ จึงถือว่า ได้มีการถูกใช้ง่านแล้ว ซึ่งได้แจ้งให้ผู้รับเหมารายนี้รับทราบแล้วด้วย เวลาที่ไปตรวจสอบ แต่อย่างไรก็ดี ยอมรับว่า ช่วงงานของถนนที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในช่วงระยะเวลาเอาประกันภัยที่ขยาย และยังมิได้มีการออกหนังสือรับมอบงาน สำหรับช่วงงานนั้น หรือทั้งโครงการจากผู้ว่าจ้างเลย
 
   ประเด็นพิจารณาของศาลในคดีนี้ จึงอยู่ที่ว่า 
   1) ได้มีการเข้าครอบครอง หรือใช้งานในช่วงงานก่อสร้างที่เกิดเหตุแล้วหรือยัง?
   2) ความสูญเสีย หรือความเสียหายดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการก่อสร้างหรือไม่? และมิได้มีสาเหตุเนื่องจากความบกพร่องของวัสดุ ฝีมือแรงงาน หรือการออกแบบผิดพลาด อันจะอยู่ในข้อยกเว้นด้วย

คงต้องขอไปต่อบทสรุปตอนหน้านะครับ อดใจรออีกนิดครับ     

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 48: กรมธรรม์ประกันภัยการปฎิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance) จะสิ้นสุดความคุ้มครอง เมื่อได้ถูกครอบครอง (taken over) หรือได้ถูกใช้งาน (taken into use) โดยผู้ว่าจ้างแล้ว หมายถึงอย่างไร?


(ตอนที่หนึ่ง)

กรมธรรม์ประกันภัยการปฎิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance Policy) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในอีกชื่อหนึ่งว่า “กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้าง (Construction All Risks Insurance Policy (CAR))” และ/หรือ “กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาติดตั้ง (Erection All Risks Insurance Policy (EAR))” ซึ่งเป็นการให้ความคุ้มครองแบบสรรพภัยในช่วงการก่อสร้าง/การติดตั้ง สำหรับงานตามที่ได้ตกลงกันไว้ระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง ซึ่งในที่นี้ คือ ผู้รับเหมานั่นเอง

โดยเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะกำหนดระยะเวลาเอาประกันภัย สำหรับงานก่อสร้างเอาไว้เป็นสองระยะเวลา กล่าวคือ
1) ระยะเวลาการก่อสร้าง (Construction Period)
“ความรับผิดของผู้รับประกันภัยจะเริ่มต้นหลังจากการขนทรัพย์สินดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยลง ณ สถานที่ตามสัญญาว่าจ้าง ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้มีการระบุเอาไว้เป็นวันอื่นใดในตารางกรมธรรม์ประกันภัย และจะสิ้นสุด ณ วันที่ได้กำหนดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

ความรับผิดของผู้รับประกันภัยจะสิ้นสุดลงเช่นกัน เมื่อส่วนใดๆ ของงานว่าจ้างที่ได้เอาประกันภัยไว้นั้นได้ถูกครอบครอง (taken over) หรือถูกใช้งาน (taken into use) (แล้วแต่กรณีใดเกิดขึ้นก่อนกัน) โดยผู้ว่าจ้าง ก่อนวันที่สิ้นสุดดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย”

2) ระยะเวลาบำรุงรักษา (Maintenance Period)
“หากได้มีการกำหนดระยะเวลาบำรุงรักษาไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย ความรับผิดของผู้รับประกันภัยในระหว่างระยะเวลานี้จะจำกัดอยู่เพียงต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดที่เกิดขึ้นมาจากผู้รับจ้างที่เอาประกันภัย ในการปฎิบัติงานนั้น เพื่อให้เป็นไปตามข้อผูกพันภายใต้ข้อกำหนดของการบำรุงรักษาตามสัญญาจ้างเหมานั้นเอง”

ทั้งสองระยะเวลานี้จะนับต่อเนื่องกันไป เมื่องานก่อสร้างสิ้นสุดลง และผู้รับเหมาได้ส่งมอบงานตามสัญญาจ้างแล้ว ถือว่า ภาระหน้าที่ในการทำงานก่อสร้างของผู้รับเหมานั้นก็จะจบลงไป คงเหลือแต่การรับประกันผลงานของตนเองเท่านั้น คือ  ระยะเวลาการบำรุงรักษา ซึ่งเป็นระยะเวลาการรับประกันผลงานของผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งอาจจะเพิ่งมาตรวจพบความบกพร่องภายหลังส่งมอบงานไปแล้ว โดยจะนับต่อเนื่องกันไปตามกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกัน เช่น 6 เดือน 12 เดือน หรือ 24 เดือน เป็นต้น

เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้มิได้กำหนดอย่างชัดแจ้งให้มีการส่งมอบงานก่อสร้างที่เสร็จสิ้นแล้วอย่างเป็นการ โดยต้องมีหนังสือรับส่งมอบงานเป็นหลักฐานเอาไว้ ดังนั้น การที่ผู้ว่าจ้างเข้าไปครอบครอง (taken over) หรือเข้าไปใช้งาน (taken into use) ก่อน สำหรับพื้นที่บางส่วนที่ได้สร้างแล้ว แม้ส่วนอื่นที่เหลือ ผู้รับเหมายังคงทำงานก่อสร้างต่อไปตามปกติอยู่ก็ตาม ก็ให้ถือเสมือนหนึ่งเป็นการที่ผู้ว่าจ้างรับมอบงานก่อสร้างในพื้นที่ส่วนที่ตนเข้าไปครอบครอง หรือใช้งานก่อนนั้น เป็นการรับมอบงานโดยปริยาย ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย และความรับผิดของผู้รับเหมาตามสัญญาว่าจ้างเฉพาะในพื้นที่ส่วนนั้น ก็จะสิ้นสุดลงไปโดยอัตโนมัติด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้
ก)   การนับระยะเวลาบำรุงรักษาควรจะต้องนับต่อเนื่องไปใช่หรือไม่? เฉพาะพื้นที่ส่วนดังกล่าว คือ แยกกันนับเป็นส่วน ๆ ไป หรือ
ข)   ระยะเวลาบำรุงรักษาควรจะนับต่อเนื่องต่อเมื่องานก่อสร้างทั้งหมดได้สร้างเสร็จ และส่งมอบอย่างเป็นการแล้วเท่านั้นหรือเปล่า? คือ นับรวมกันไปคราวเดียวกันทั้งหมด

เว้นแต่จะได้มีการขยายเงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า “Endorsement 116 – Cover for insured contract works taken over or put into service” ซึ่งระบุ “ขยายความคุ้มครองถึงความสูญเสีย หรือความเสียหายต่อส่วนของงานก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้างที่ได้เอาประกันภัยไว้นั้น ซึ่งได้ถูกครอบครอง หรือถูกใช้งานไปแล้ว หากว่า ความสูญเสีย หรือความเสียหายดังกล่าวจะได้เกิดขึ้นมาจากการก่อสร้างดังที่ได้เอาประกันภัยไว้ในหมวดที่ 1 และได้เกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัยด้วย” การรับระยะเวลาบำรุงรักษาจะนับรวมกันไปคราวเดียวตามข้อ ข) ข้างต้น

ถ้ามิปรากฏมีการขยายเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวเอาไว้ จะนับตามข้อ ก) หรือข้อ ข)

คุณพิจารณาแล้วเข้าใจอย่างไรบ้างครับ? ซึ่งการที่จะหาคำตอบได้ คงจำต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนถึงความหมายของคำว่า “การที่ผู้ว่าจ้างเข้าไปครอบครอง (taken over) หรือเข้าไปใช้งาน (taken into use) ก่อน” นั้น หมายความถึงเช่นใดกันแน่?


สัปดาห์หน้า เราจะมาคุยกันถึงคดีที่เกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นมาในประเด็นเหล่านี้ เพื่อหาคำตอบกันนะครับ 

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 47: ผู้ซื้อรถที่ถูกขโมยมา สามารถเอาประกันภัยได้หรือไม่?


มีผู้เอาประกันภัยรถยนต์รายหนึ่ง รถยนต์ถูกคนร้ายขโมยไป จึงไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของตนตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ ประเภทหนึ่ง

บริษัทประกันภัยรายนั้นกลับปฏิเสธความรับผิด เนื่องจากการสืบสวนข้อมูลได้ความว่า รถยนต์คันที่เอาประกันภัยนั้น ทะเบียนเป็นของปลอม และเป็นรถที่ถูกขโมยมาก่อนหน้านั้น โดยคนร้ายได้ไปจัดทำทะเบียนปลอมมาสวมแทน จากนั้น ได้นำมาประกาศขาย ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้ไปซื้อมาเป็นของตน และได้จดทะเบียนโอนมาเป็นชื่อของตนกับหน่วยงานราชการอย่างถูกต้อง จึงนำรถคันนั้นมาทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัยรถยนต์ดังกล่าว

เนื่องด้วยข้อมูลที่สืบค้นมาชัดเจนว่า คนขายรถยนต์คันนี้มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง ผู้เอาประกันภัยรายนี้ที่ไปซื้อต่อมา จึงไม่มีสิทธิในรถคันนี้ ทำให้ไม่มีส่วนได้เสียที่จะเอาประกันภัยรถคันนี้ได้ สัญญาประกันภัยจึงไม่มีผลผูกพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 บริษัทประกันภัยไม่จำต้องผูกพันที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ด้วยเหตุผลดังกล่าว

เรื่องนี้ จึงเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นมาสู่ศาลว่า ผู้เอาประกันภัยรายนี้มีส่วนได้เสียในรถคันนี้หรือไม่? และบริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือเปล่า?

ผู้เอาประกันภัยรายนี้โต้แย้งว่า ตนซื้อรถคันนี้โดยสุจริตใจ ไม่ทราบว่า เป็นรถที่ถูกขโมยมา ทั้งเวลาที่ไปโอนทะเบียน เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการให้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งประการใด จนกระทั่งมาเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาในที่สุด

เรื่องนี้สู้กันถึงศาลฎีกา มาพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลฎีกาท่านดูนะครับ  

แม้ผู้ขายรถยนต์คันพิพาทให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยรายนี้จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาท ไม่อาจโอนขายให้โจทก์ได้ก็ตาม แต่ข้อความจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับโอนรถยนต์คันพิพาทมาโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน มีการโอนทะเบียนรถยนต์โดยเปิดเผย โจทก์ได้ยึดถือรถยนต์คันพิพาทไว้โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน มีการแจ้งย้ายทะเบียนรถยนต์ไปยังจังหวัด ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ และครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์คันพิพาทตลอดมา โจทก์ย่อมมีสิทธิครอบครองรถยนต์คันพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครอง”

โจทก์จึงมีสิทธิใช้สอยและได้รับประโยชน์จากรถยนต์คันพิพาท มีสิทธิให้ปลดเปลื้องจากการถูกรบกวนการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายจากบุคคลใด ตามมาตรา 1374 มีสิทธิโอนสิทธิครอบครองให้บุคคลอื่นก็ได้ ตามมาตรา 1378 และอาจได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จึงเป็นที่เห็นได้ว่า หากมีวินาศภัยเกิดขึ้นแก่รถยนต์คันพิพาทในระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย คือ ต้องขาดประโยชน์ในการใช้สอยรถยนต์คันพิพาทไปจากที่เคยได้รับเป็นปกติ ทั้งผู้มีสิทธิเอาประกันภัยนั้นมิได้จำกัดเพียงเฉพาะผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เอาประกันภัยเท่านั้น ผู้ที่มีความสัมพันธ์อยู่กับทรัพย์หรือสิทธิหรือผลประโยชน์หรือรายได้ใด ๆ ซึ่งถ้ามีวินาศภัยเกิดขึ้น จะทำให้ผู้นั้นต้องเสียหาย และความเสียหายที่ผู้นั้นจะได้รับสามารถประมาณเป็นเงินได้แล้ว ผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่อาจเอาประกันภัยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิเอาประกันภัยรถยนต์ดังกล่าวไว้แก่จำเลย โดยมิต้องคำนึงถึงว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เมื่อรถยนต์คันพิพาทที่เอาประกันภัยได้สูญหายไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยผู้รับประกันภัยใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาประกันภัยได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2542)

ข้อสรุป
โดยหลักการแล้ว ถ้าบุคคลใดกระทำการโดยสุจริต จะได้รับการปกป้องจากกฎหมาย ถ้าผู้เอาประกันภัยสุจริตใจ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างกัน เมื่อเทียบเคียงกับบทความเรื่องที่ 44: สินค้าผิดกฎหมายทำประกันภัยได้หรือไม่? และบริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ได้หรือเปล่า? ผลสรุปที่ได้ไม่แตกต่างกัน นี่เรียกว่า คนดี พระท่านคุ้มครองตามภาษาชาวบ้านครับ


วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 46: ผู้โดยสารในรถ (Auto Passenger) หมายถึงใคร?

(ตอนที่สาม)

ตอนที่แล้ว ได้ทิ้งท้ายในคดีศึกษาที่สี่ไว้ว่า รถยนต์คันที่เอาประกันภัยขับไปพบเห็นรถยนต์คันหน้าประสบอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าข้างทาง คนขับของรถยนต์คันที่เกิดเหตุพาตัวออกจากรถมาได้อย่างทุลักทุเล แต่ไม่มีแรงพอที่จะเข้าไปช่วยดึงตัวผู้โดยสารที่ติดอยู่ในรถอีกคนหนึ่งออกมาได้ รถคันที่เอาประกันภัยซึ่งประสบเหตุเช่นนั้น ด้วยเจตนาดี และกังวัลว่า รถยนต์คันนั้นอาจจะเกิดระเบิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาได้ จึงจอดรถลงไปช่วยเหลือ โดยผู้โดยสารของรถคันที่เอาประกันภัยรีบออกจากรถไปดึงตัวผู้โดยสารโชคร้ายรายนั้นออกมาได้อย่างปลอดภัย จนมีรถพยาบาลพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลในท้ายที่สุด

ต่อมา ผู้โดยสารที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือนั้นก็ได้รับหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายจากทนายของผู้บาดเจ็บรายนั้น ซึ่งกล่าวโทษฐานที่ให้ช่วยเหลือไม่ถูกต้องตามวิธีการทางการแพทย์ จนส่งผลทำให้กระดูกข้อต่อเคลื่อนถึงขนาดผู้บาดเจ็บรายนั้นกลายเป็นอัมพาต

ประเด็นข้อพิพาท

เนื่องด้วยรถยนต์ทั้งสองคันต่างมีกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ให้ความคุ้มครองอยู่ทั้งสองฝ่าย กรมธรรม์ประกันภัยฉบับใด หรือทั้งสองฉบับ ควรรับผิดชอบสำหรับในกรณีนี้?

เงื่อนไขความคุ้มครองระบุว่า ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ “ใช้ (use)” คำนี้มีความหมายถึงเพียงใด? ปกติจะตีความว่า หมายถึง “การใช้ การบำรุงรักษา การขนขึ้น และการขนลง (use, maintenance, loading & unloading)”

กรณีนี้เมื่อขึ้นสู่ศาล ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับบริษัทประกันภัยที่คุ้มครองรถยนต์คันที่เกิดเหตุว่า กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับของรถยนต์คันที่เกิดเหตุไม่คุ้มครองการกระทำของผู้ที่ไปช่วยเหลือ เพราะมิใช่เป็นทั้งผู้เอาประกันภัย หรือผู้โดยสารของรถยนต์คันนั้นเอง ทั้งการไปดึงตัวคนเจ็บออกมา ก็มิได้อยู่ในความหมายของการใช้รถคันนั้นอีกด้วย และคนทั่วไปก็มิได้ใช้รถตามปกติในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คนที่ประสบเหตุแต่ประการใด ขณะที่กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของรถคันที่ลงไปช่วยเหลือยอมรับผิด แต่เรียกร้องให้กรมธรรม์ประกันภัยอีกฉบับมาร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย

ประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญในชั้นอุทธรณ์จึงอยู่ที่ว่า “การขนลง (unloading)” นั้น หมายความถึงเฉพาะการขนของ หรือขนคนของรถยนต์คันนั้นเพียงเท่านั้นหรือไม่? คนที่เข้ามาทำการดังกล่าวจะจำกัดเฉพาะตัวผู้เอาประกันภัยกับผู้โดยสารที่ใช้รถคันนั้นหรืออย่างไร? คนอื่นที่เข้าไปช่วยเหลือจะมิอาจได้รับความคุ้มครองหรืออย่างไร?

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำว่า “ใช้ (use)” นั้น เมื่อมิได้มีคำนิยามเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จึงต้องตีความอย่างกว้างตามความเข้าใจของคนทั่วไป เช่นเดียวกับ “การขนลง (unloading)” ซึ่งอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นเข้ามาช่วยได้ ดังเช่น การใช้รถ บุคคลอื่นสามารถใช้รถได้โดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัย ดังนั้น การที่บุคคลอื่นนำตัวคนเจ็บออกจากรถของตน ก็ทำได้เช่นกัน ประกอบกับพยานในเหตุการณ์ ก็ให้การว่า คนขับรถคันที่เกิดเหตุก็อยู่ในที่เกิดเหตุ เห็นภาพการเข้าไปช่วยเหลือคนเจ็บโดยตลอด มิได้ทำการขัดขวาง หรือไม่ยินยอมแต่ประการใด แถมยังขอบคุณความมีน้ำใจของผู้ช่วยเหลืออีกด้วย จริงอยู่ คนทั่วไปอาจมิได้ใช้รถตามปกติในการให้ความช่วยเหลือผู้คน แต่คงไม่สามารถนิ่งดูดายที่จะไม่ช่วยเหลือได้ เมื่อประสบเหตุเช่นนั้น

จึงตัดสินให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทั้งสองคันนั้นเข้ามาร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้บาดเจ็บดังกล่าว

อ้างอิงคดี Encompass Insurance Co. v. Coast National Insurance Co., 764 F.3d 981 (9th Cir. 2014)

ข้อสรุปบทความเรื่องนี้

จากคดีศึกษาดังกล่าว คำว่า “ผู้โดยสาร” อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ใน กำลังขึ้น หรือกำลังจากรถในขณะที่เกิดเหตุก็ได้ เช่นเดียวกับ “ใช้รถ” เพราะจะต้องพิจารณาประกอบข้อความจริงที่เกิดขึ้น ข้อกำหนดของกรมธรรม์ประกันภัย และสุดท้ายอยู่ที่ดุลพินิจของศาลท่านด้วย

ถึงแม้คดีศึกษาที่อ้างถึงจะเป็นของต่างประเทศ แต่เห็นว่า น่าสนใจเสริมเป็นความรู้ได้ และยังให้มุมมองที่ชวนคิดตรึกตรองได้หลากหลายอีกด้วย หากเรื่องเช่นนี้มาเกิดขึ้นในบ้านเรา

ผู้เขียนพยายามอย่างยิ่งจะหาเรื่องราวต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟังต่อไป ขอบคุณทุกท่านที่คอยติดตามนะครับ