วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 32 : การกำหนดทุนระกันภัยตามมูลค่าที่ตกลงกัน (Agreed Value) กับหลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน



(ตอนที่สอง)

ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนที่ผ่านมา กรมธรรม์ประกันภัยแบบกำหนดมูลค่า (Valued Policy) นั้น เป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่กำหนดมูลค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้น ในกรณีความเสียหายโดยสิ้นเชิง โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ซึ่งได้รับความเสียหาย ในเวลาเมื่อเกิดความเสียหาย อันเป็นข้อตกลงพิเศษแตกต่างจากหลักการประกันภัยที่ว่าด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริง โดยสามารถสรุปเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ ดังนี้

สมมุติ ทุนประกันภัยตามมูลค่าทรัพย์สินใหม่ ณ วันที่ทำประกันภัย เทียบกับมูลค่าที่ตกลงกันของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย มีจำนวนเงินเท่ากันอยู่ที่ 1,000,000 บาท

เมื่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงจากภัยที่คุ้มครอง และมูลค่าที่แท้จริงในเวลาที่เกิดความเสียหาย มีค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ 50,000 บาท การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะสรุปได้ ดังนี้

                                มูลค่าที่แท้จริง         มูลค่าที่ตกลงกัน
ทุนประกันภัย               1,000,000 บาท        1,000,000 บาท
หักค่าเสื่อมราคา               50,000 บาท                0      บาท
จำนวนเงินที่ชดใช้           950,000 บาท         1,000,000 บาท
                                =========        =========

แล้วถ้าเกิดเป็นความเสียหายบางส่วนล่ะ จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกันอย่างไร?

ในพจนานุกรม Farlex Financial ได้ให้คำนิยามประเด็นนี้เอาไว้ว่า “กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน ซึ่งกำหนดว่า หากมีเหตุการณ์ที่คุ้มครองเกิดขึ้น บริษัทประกันภัยจะชดใช้จำนวนเงินค่าซ่อมแซม หรือค่าเปลี่ยนทดแทนทรัพย์สินนั้น หรือชดใช้จำนวนเงินสูงสุดที่เรียกว่า มูลค่าที่ตกลงกันแล้วแต่กรณี โดยทั่วไป ผู้เอาประกันภัยจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นตามมูลค่าที่ตกลงกันที่สูงขึ้นไปด้วย”

เช่นเดียวกับที่อ้างอิงในหนังสือ Insurance Theory and Practice ของ Rob Thoyts ซึ่งระบุว่า กรณีความเสียหายบางส่วน บริษัทประกันภัยจะทำการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับค่าซ่อมแซม เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม เสมือนหนึ่งไม่เกิดเหตุ แต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ จะชดใช้ตามอัตราร้อยละของมูลค่าที่ตกลงกัน ซึ่งเทียบเท่ากับอัตราร้อยละของมูลค่าที่ตกลงไป อันเนื่องมาจากความเสียหายนั้นเอง ดังที่ได้เกิดขึ้นในคดีตัวอย่าง Elcock v Thomson (1949) 2 KB 755 กรณีทรัพย์สินที่เอาประกันภัยมีมูลค่าราคาตลาดอยู่ที่ 18,000 ปอนด์ ได้เอาประกันภัยด้วยมูลค่าที่ตกลงกันที่ 106,850 ปอนด์ ต่อมา เกิดความเสียหายบางส่วน ส่งผลทำให้มูลค่าราคาตลาดลดลงเหลือ 12,600 ปอนด์ (ลดหายไป 5,400 ปอนด์ หรืออัตราร้อยละ 30) ฉะนั้น ค่าสินไหมทดแทนที่ชดใช้ คือ อัตราร้อยละ 30 ของมูลค่าที่ตกลงกัน เท่ากับ 32,055 ปอนด์ นั่นเอง

แทนค่าเป็นสูตรออกมา ดังนี้

มูลค่าที่หายไป (มูลค่าที่เสียหาย) x มูลค่าที่ตกลงกัน = ค่าสินไหมฯ
มูลค่าราคาตลาด ณ วันทำประกันภัย 

     Damage   X Insured Value                          = Indemnity 
 Actual Value

    5,400 x 106,850        =        32,055
   18,000

เมื่อพิจารณาแล้ว ส่วนตัวเห็นด้วย เพราะหากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเป็นวัตถุหายาก มีมูลค่าราคาซื้อขายในตลาดนักสะสมอยู่ที่ 1,000,000 บาท และเป็นทุนประกันภัยตามมูลค่าที่ตกลงกัน ต่อมาเกิดเสียหายบางส่วนจากภัยที่คุ้มครอง ส่งผลทำให้วัตถุนั้นมีตำหนิ มูลค่าลดหายไปร้อยละยี่สิบ ผู้เอาประกันภัยคงคาดหวังที่จะได้รับการชดใช้ตามมูลค่าที่ลดหายไป คือ 200,000 บาท ด้วยเหตุที่นั่นคือ มูลค่าความเสียหายที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยต่างหาก

สำหรับกรณีการซ่อมแซมนั้น บางครั้ง แม้สามารถจะซ่อมแซมได้ แต่ต้นทุนค่าซ่อมแซมอาจสูงกว่าปกติ เนื่องจากต้องใช้ช่างฝีมือคุณภาพ กอปรกับต้องใช้วัสดุที่เหมือนเดิม หรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงไม่สมควรที่จะทำการชดใช้ด้วยค่าซ่อมแซมด้วยกรรมวิธีปกติทั่วไป เว้นแต่จะได้มีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นกรณีพิเศษ อย่างเช่น ในการทำประกันภัยอาคารโบราณ ซึ่งปัจจุบัน อาจเลือกตกลงชดใช้ด้วยมูลค่าของฝีมือแรงงานทั่วไปกับวัสดุปกติ โดยที่ทุนประกันภัยจะเลือกคำนวณให้สอดคล้องกันไปด้วยเช่นกัน

ตัวเลขในคดี Elcock v Thomson อาจดูค่อนข้างแตกต่างกันมาก แต่ก็มิได้ทำให้ผิดหลักการประกันภัยในเรื่องการแสวงหากำไรจากการประกันภัย เพราะหากผู้เอาประกันภัยมีเจตนาไม่ดีเช่นนั้น ก็มีผลเข้าข่ายทุจริตตั้งแต่แรก ทำให้สัญญาประกันภัยไม่มีผลใช้บังคับได้

ดังนั้น ในการกำหนดทุนประกันภัยตามมูลค่าที่ตกลงกัน ควรที่จะต้องตกลงกันถึงวิธีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยชัดแจ้งลงไปในกรมธรรม์ประกันภัยด้วยนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 32 : การกำหนดทุนประกันภัยตามมูลค่าที่ตกลงกัน (Agreed Value) กับหลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน



(ตอนที่หนึ่ง)

การกำหนดทุนประกันภัยให้เหมาะสม เป็นเรื่องที่อาจฟังง่าย แต่ทำลำบากมาก และเป็นปัญหาสำคัญข้อหนึ่งในหลายข้อที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทอย่างมากมาย แม้เจ้าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเอง อาจกำหนดมูลค่าทรัพย์สินของตนเองที่จะเอาประกันภัยไม่ถูก ไม่แน่ใจว่า ควรกำหนดมูลค่าเท่าไหร่ดี ถึงจะเหมาะสม เพราะโดยหลักการประกันภัยในเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Principle of Indemnity) ต้องชดใช้ตามมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินทุนประกันภัย ด้วยเหตุนี้ การกำหนดทุนประกันภัยจำต้องกำหนดให้สอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินที่นำมาทำประกันภัย หากกำหนดทุนประกันภัยสูงเกินไป ก็เสียเบี้ยประกันภัยส่วนต่างโดยเปล่าประโยชน์ หรือถ้ากำหนดทุนประกันภัยต่ำไป แม้อาจช่วยประหยัดเบี้ยประกันภัยลง แต่ก็จะพลอยทำให้ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนลดน้อยลงตามส่วนไปด้วย ฉะนั้น ผู้ขอเอาประกันภัยจึงมีหน้าที่ที่จะต้องกำหนดทุนประกันภัยให้เหมาะสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่มีทรัพย์สินบางประเภทที่ไม่สามารถกำหนดมูลค่าได้ด้วยกรรมวิธีปฎิบัติปกติทั่วไป เนื่องจากอาจมีมูลค่าทางจิตใจเข้ามาปะปนอยู่ด้วย เป็นต้นว่า งานศิลป โบราณวัตถุ ของสะสม ของหายาก ซึ่งบางครั้ง จำต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในสิ่งของเหล่านั้นเข้ามาช่วยกำหนดให้แทน หรือถ้าหาไม่มี ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้ขอเอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยต้องมาตกลงทุนประกันภัยที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่ายขึ้นมา เราเรียกกันว่า “มูลค่าที่ตกลงกัน (Agreed Value)” หรือที่อาจคุ้นเคยกันในการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง (Marine Insurance) ซึ่งเรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัยแบบกำหนดมูลค่า (Valued Policy)” โดยที่มีต้นกำเนิดมาจากการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง ต่อมา การประกันภัยประเภทอื่นได้นำมาปรับใช้ด้วย

พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำนิยามของ “กรมธรรม์ประกันภัยแบบกำหนดมูลค่า (Valued Policy)” ว่า หมายความถึง “กรมธรรม์ประกันภัยแบบหนึ่ง ซึ่งผู้เอาประกันภัยตกลงล่วงหน้าว่า จำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ระกันภัย คือ มูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ในกรณีเกิดความเสียหายสิ้นเชิง”

พจนานุกรมคำศัพท์ประกันภัยของ Lloyd’s ให้คำนิยามว่า “สัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงที่จะชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามจำนวนเงินดังที่กำหนดไว้ ในกรณีเมื่อเกิดความเสียหายโดยสิ้นเชิงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย โดยไม่จำต้องปรับไปตามค่าเสื่อมราคา หรือมูลค่าที่เพิ่มสูงขึ้น”

พจนานุกรม MERRIAM-WEBSTER ก็ให้คำนิยามไว้ ดังนี้
“1. สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทประกันภัยชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกัน
     ภัยเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย ในกรณีความเสียหายโดยสิ้นเชิง 
     โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินนั้น ณ เวลาที่เกิด
     ความเสียหาย
 2. กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งทั้งผู้รับประกันภัย และผู้เอาประกันภัยมา
     ตกลงกันถึงจำนวนเงินที่จะชดใช้กันล่วงหน้าในเวลาเมื่อเกิดความ
     เสียหายขึ้นมาในอนาคต แทนที่จะเป็นมูลค่าที่แท้จริง”  

โดยสรุป มูลค่าที่ตกลงกันเป็นการกำหนดจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนล่วงหน้า ซึ่งบริษัทประกันภัยจะต้องชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยในเวลาเมื่อเกิดความเสียหายโดยสิ้นเชิงขึ้นมา โดยไม่คำนึงถึงมูลค่าความเสียหายที่แท้จริง ณ เวลาที่เกิดความเสียหาย ตามหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความจริงทั่วไปนั่นเอง อันถือเป็นข้อตกลงพิเศษระหว่างคู่สัญญาประกันภัยทั้งสองฝ่าย เมื่อเป็นข้อตกลงพิเศษที่ผิดแผกจากหลักการทั่วไป จึงจำต้องกำหนดลงไปให้ชัดเจนในกรมธรรม์ประกันภัย มิฉะนั้นแล้ว จะไม่ส่งผลโดยอัตโนมัติให้กลายเป็นมูลค่าที่ตกลงกันไปได้เลย

สิ่งที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง เวลากำหนดทุนประกันภัยให้เป็นมูลค่าที่ตกลงกัน คู่สัญญาประกันภัยได้คุยกันอย่างชัดเจน แต่กลับละเลยไม่ไปปรับเงื่อนไขการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามปกติของกรมธรรม์ประกันภัยให้สอดคล้องกันไปด้วย ครั้นเวลาเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมา ก็เกิดปัญหาข้อโต้แย้งกันขึ้นมาอยู่เสมอ เวลาที่มีโอกาสไปบรรยายในประเด็นนี้ ผมจะพยายามย้ำเสมอว่า เมื่อตกลงกำหนดทุนประกันภัยเป็นพิเศษไปแล้ว อย่าลืมไปปรับแก้เงื่อนไขการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้สอดคล้องกันไปด้วย

อนึ่ง หากเราสังเกตคำนิยามนี้ จะเอ่ยถึงเพียงกรณีความเสียหายโดยสิ้นเชิงเท่านั้นที่กำหนดให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า แต่กลับไม่เห็นพูดถึงกรณีความเสียหายบางส่วนบ้างเลยว่า จะให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกันอย่างไร?
หรือว่า กรณีความเสียหายบางส่วนก็ให้ชดใช้ตามมูลค่าที่ตกลงกันเช่นเดียวกัน แต่ถ้อยคำก็ไม่ได้สื่อความหมายเอาไว้เช่นนั้นเลย

แล้วคุณคิดว่าอย่างไรบ้างครับ?   

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 31 : คนกลางประกันภัยไม่แนะนำ หรือจัดประกันภัยไม่เหมาะสม หรือไม่เพียงพอ ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือไม่?



(ตอนที่สี่)

แม้นายหน้าประกันภัย (ต่อไปนี้ จะใช้คำนี้แทนทั้งนายหน้าประกันวินาศภัยกับนายหน้าประกันชีวิต เพราะทั้งคู่เข้าข่ายความรับผิดได้เช่นเดียวกัน) อาจทำผิดหน้าที่ของตนเองไปบ้าง แล้วหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยในการอ่านทำความเข้าใจกรมธรรม์ประกันภัยล่ะ ไม่มีผลอะไรบ้างเลยหรือ ทำไมจะต้องมากล่าวโทษนายหน้าประกันภัยอย่างเดียว

ในอดีต ศาลต่างประเทศเคยมองว่า ผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาประกันภัย จำต้องเข้าใจสิ่งที่ตนซื้อ หรือทำสัญญาผูกพันลงไป จะมาอ้างภายหลังว่า ไม่ได้อ่าน หรือเข้าใจข้อสัญญานั้น ศาลเห็นว่า ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของตนเองอย่างเต็มที่ แม้จะได้ทำสัญญาผ่านคนกลางก็ตาม

แต่ปัจจุบัน ศาลต่างประเทศเปลี่ยนมุมมอง โดยมองว่า นายหน้าประกันภัยประกอบวิชาชีพโดยมีใบอนุญาตรับรอง ทั้งยังทำเพื่อบำเหน็จเป็นการตอบแทน ดังนั้น ถือเป็นผู้มีความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการปฎิบัติหน้าที่ของตน ด้วยการใช้ความระมัดระวังในการ “ชี้ช่อง” แจกแจงในรายละเอียดที่สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัยได้ ส่วนการที่ผู้เอาประกันภัยละเลยไม่อ่านทำความเข้าใจในเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เพียงอาจส่งผลให้ผู้เอาประกันภัยมีความประมาทเลินเล่อร่วมด้วย แต่ภาระหน้าที่สำคัญยังตกอยู่แก่นายหน้าประกันภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นอยู่ดี

ดังในคดี Zaremba Equipment, Inc. v. Harco National Insurance Co., 761 N.W.2d 151 (Mich. Ct. App. 2008) ศาลเห็นว่า แม้การที่นายหน้าประกันภัยไม่ทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำในการจัดความคุ้มครองให้เหมาะสมกับมูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย คือ จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำกว่าเกินไปนั้น จะต้องรับผิด แต่การที่ผู้เอาประกันภัยละเลยไม่อ่านกรมธรรม์ประกันภัย ก็ถือว่ามีส่วนต้องร่วมรับผิดด้วยเช่นกัน

คดี Rider v. Lynch, 42 N.J. 465 (1964) ได้วางแนวทางในการทำหน้าที่ของคนกลางประกันภัยจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางกระทั่งทุกวันนี้เอาไว้ ซึ่งสามารถถอดความออกมาได้ ดังนี้

(1) จะต้องมีความรู้และความเชี่ยวชาญที่ดีในการปฎิบัติงานตาม
      ความรับผิดชอบในวิชาชีพของตน
(2) จะต้องทำงานด้วยความซื่อตรง ด้วยความเชี่ยวชาญตามสมควร 
      และด้วยความระมัดระวัง เอาใจใส่ในการการปฎิบัติงานตามความ
      รับผิดชอบในวิชาชีพของตน
(3) จะต้องมีความรู้ที่ดีพอในเงื่อนไขความคุ้มครองที่ผู้เอาประกันภัย
      ต้องการ
(4) จะต้องจัดซื้อความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความเสี่ยงภัยของผู้เอา
      ประกันภัย หรือแจ้งต่อผู้เอาประกันภัยอย่างชัดแจ้ง หากไม่
      สามารถกระทำตามความต้องการของผู้เอาประกันภัยได้อย่าง
      ครบถ้วน

ฉะนั้น การสื่อสารระหว่างผู้เอาประกันภัยกับนายหน้าประกันภัย จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และควรพัฒนาให้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนเข้าใจตรงกัน ก็น่าเชื่อว่า จะสามารถลดข้อพิพาทที่อาจจะเกิดขึ้นลงได้

คิดว่า บทความหลายตอนในเรื่องนี้ คงสามารถเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่ประกอบวิชาชีพคนกลางประกันภัยได้ เพื่อจะได้พัฒนาวิชาชีพนี้ให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางต่อไป ขอเอาใจช่วยนะครับ

เรื่องต่อไป จะขอพูดถึงการกำหนดทุนประกันภัยตามมูลค่าที่ตกลงกัน (Agreed Value) นั้น ในเวลาเมื่อเกิดความเสียหายบางส่วน จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกันอย่างไร?

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 31 : คนกลางประกันภัยไม่แนะนำ หรือจัดประกันภัยไม่เหมาะสม หรือไม่เพียงพอ ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือไม่?



(ตอนที่สาม)

นายหน้าประกันวินาศภัยไม่ทำหน้าที่ในการอธิบายเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย

นายหน้าประกันวินาศภัยรายหนึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ขอเอาประกันภัยให้จัดทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Insurance) อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายของทรัพย์สินของผู้ขอเอาประกันภัย โดยผู้ขอเอาประกันภัยแจ้งว่า หากเกิดความเสียหายขึ้นมา น่าจะใช้เวลาในการทำให้ธุรกิจกลับคืนสู่สถานะทางการเงินดังเดิมภายในระยะเวลาหกเดือน (Indemnity Period) และตั้งประมาณการผลกำไรขั้นต้นรายปี (Estimated Annual Gross Profit) ไว้ที่ 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐ

ในเวลาไปจัดทำประกันภัยในนามของผู้ขอเอาประกันภัย นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้กลับไปกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยของผลกำไรขั้นต้นไว้เพียง 51,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่ผู้ขอเอาประกันภัยต้องการ ทั้งยังแจ้งต่ออายุความคุ้มครองทุกปีด้วยตัวเลขเท่าเดิม

ต่อมา ได้เกิดไฟไหม้สร้างความเสียหายแก่สถานประกอบการของผู้เอาประกันภัยรายนี้จนทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงักลงไป เป็นตัวเลขความเสียหายทางการเงินที่ควรจะได้รับการชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ รวมทั้งสิ้น 36,605 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่เนื่องจากจำนวนเงินเอาประกันภัยนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในเวลาเมื่อเกิดความเสียหายนี้ขึ้นมา ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดชอบเองตามส่วน ภายใต้เงื่อนไขการเฉลี่ยความเสียหาย (average provision) ของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งคำนวณแล้วเป็นเงิน 16,228 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เพียง 20,377 ดอลล่าร์สหรัฐ

ผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้ชดใช้จำนวนเงินส่วนที่ผู้เอาประกันภัยมิได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัย โดยกล่าวหาว่า นายหน้าประกันวินาศภัยของตนมิได้ชี้แจงให้รับทราบถึงเงื่อนไขการเฉลี่ยความเสียหาย (average provision) ในกรณีการทำประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Under Insurance)

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้มิได้ทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนที่ดีของผู้เอาประกันภัย ในการชี้ช่อง หรืออธิบายเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้เข้าใจอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเงื่อนไขการเฉลี่ยความเสียหาย (average provision) จนส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเต็มที่ดังกล่าว นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้จึงต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินส่วนที่ขาดให้แก่ผู้เอาประกันภัย

อ้างถึงคดี J O'Conner and Sons Pty Ltd v Spunfine Pty Ltd, Macaray Pty Ltd and MMI General Insurance Limited [1998] ATCSC 69 at 5

หมายเหตุ : โดยหลักการ ถึงแม้จะได้กำหนดระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Indemnity Period) อยู่ที่หกเดือน แต่ก็ต้องกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยของผลกำไรขั้นต้นไว้เป็นตัวเลขสิบสองเดือนเสมอ ทั้งเวลาต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละคราว จะต้องทบทวนจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกครั้งไปด้วย มิฉะนั้น จะส่งผลทำให้จำนวนเงินเอาประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงได้

แล้วในเมื่อกรมธรรม์ประกันภัยก็อยู่ในมือของผู้เอาประกันภัย นายหน้าประกันวินาศภัยจะอ้างกลับบ้างได้ไหมว่า ทำไมผู้เอาประกันภัยถึงไม่อ่านกรมธรรม์ประกันภัยเอง ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ก็บอกมา มิเช่นนั้น กลายเป็นว่า นายหน้าประกันวินาศภัยจะต้องมานั่งอธิบายรายละเอียดกันทุกเงื่อนไขหรืออย่างไร?

คุณคิดว่า ศาลจะรับฟัง หรือเห็นใจนายหน้าประกันวินาศภัยบ้างไหมครับ? อดใจรออ่านตอนต่อไปนะครับ