วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 28 : ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยอ้อม (Indirect Loss or Damage) ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างประกันภัยกับหลักกฎหมาย



(ตอนที่ห้า)

ผู้เอาประกันภัยซึ่งประกอบกิจการขายส่ง และขายปลีกเนื้อสัตว์ในเมืองนิวยอร์ก เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2002 จนทำให้อาคาร สต็อกสินค้า และทรัพย์สินอื่นที่ได้เอาประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายอย่างมาก ถึงขนาดจำต้องหยุดกิจการชั่วคราว เพื่อทำการซ่อมแซม โชคดีที่ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้ทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งมีระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหนึ่งปีเอาไว้ด้วย นอกเหนือจากการประกันภัยทรัพย์สิน

เมื่อผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไปจำนวนหนึ่ง บริษัทประกันภัยปฎิเสธว่า จำนวนเงินนั้นสูงเกินไป ขอชดใช้ล่วงหน้าเพียงจำนวนเงิน 163,161.92 ดอลล่าร์สหรัฐไปก่อน หลังจากเจรจาหาข้อสรุปกันเกินกว่าหนึ่งปี บริษัทประกันภัยก็ตกลงชดใช้ให้เป็นยอดเงินรวม 407,181 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยเสนอชดใช้สำหรับความคุ้มครองการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเพียงระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเจ็ดเดือน แทนที่จะเป็นหนึ่งปีตามที่ได้ตกลงกัน ตลอดระยะเวลาการเจรจาต่อรองกันนั้น ผู้เอาประกันภัยต้องปิดกิจการอย่างถาวร ไม่อาจกลับมาดำเนินธุรกิจของตนต่อไปได้เลย

ครั้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2004 ผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรายนี้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด รวมทั้งค่าเสียหายสืบเนื่อง(Consequential Damages) อื่น ๆ ทั้งหลายจากการประวิงในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการผิดสัญญาประกันภัย จนถึงขนาดทำให้ธุรกิจของผู้เอาประกันภัยต้องล้มลงไป ไม่อาจกลับมาประกอบธุรกิจได้ดังเดิม ซึ่งค่าเสียหายสืบเนื่องดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่คู่สัญญาประกันภัยสามารถคาดหวังได้ตามสมควรในเวลาทำสัญญานั้นเอง

บริษัทประกันภัยปฎิเสธโดยอ้างว่า กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินระบุอย่างชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Loss)

ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับบริษัทประกันภัย ทั้งยังเห็นด้วยว่า ค่าเสียหายสืบเนื่องนั้น มิใช่สิ่งที่คู่สัญญาสามารถรับรู้ได้ในเวลาทำสัญญา

ผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลสูงของเมืองนิวยอร์กต่อไป ซึ่งศาลสูงวินิจฉัยว่า คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ได้ผิดสัญญา จะสามารถเรียกร้องได้เพียงค่าเสียหายทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามปกติทั่วไปจากผลแห่งการผิดสัญญานั้นเอง ค่าเสียหายพิเศษ หรือค่าเสียหายสืบเนื่อง ซึ่งมิได้เป็นผลโดยตรงจากการละเมิดสัญญา จะสามารถเรียกร้องได้ต่อเมื่อคู่สัญญาได้รับรู้ หรือคาดหวังเช่นนั้นได้ในเวลาทำสัญญานั้นเอง แต่ก็มิได้ถึงขนาดต้องรับรู้ได้จริง เพียงแต่สามารถคาดหวังได้ และมีความเป็นไปได้ตามสมควรแก่กรณี มิใช่เป็นสิ่งที่เพ้อฝัน หรือเลื่อนลอยจนเกินไป อย่างเช่น ความคาดหวังผลกำไรที่คาดว่าจะได้มาในอนาคต จะต้องสามารถประเมินได้อย่างใกล้เคียงกับความน่าจะเป็นโดยอาศัยปัจจัยอันสมเหตุสมผล

จะเห็นได้ว่า ค่าเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Damages) นั้น สามารถพิสูจน์ และประเมินมูลค่าได้ โดยมีสาเหตุใกล้ชิดมาจากการละเมิดสัญญานั้นเอง ซึ่งแตกต่างจากค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ที่ไม่อาจวัดคำนวณได้ เพราะเจตนารมณ์มุ่งลงโทษผู้กระทำผิดให้หลาบจำมากกว่า

เนื่องจากการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น มุ่งเน้นเพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยสามารถกลับคืนสู่สภาพดังเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาเลย โดยที่ทั้งการประกันภัยทรัพย์สินกับการประกันภัยหยุดชะงักต่างก็มีวัตถุประสงค์หลักเช่นนั้น เมื่อธุรกิจของผู้เอาประกันภัยมิได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนมาเพื่อเป็นทุนฟื้นฟูสภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไป ดังนั้น การกำหนดให้บริษัทประกันภัยเพียงชดใช้เงินตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำต้องจ่ายออกมาตั้งแต่ต้น บวกด้วยค่าดอกเบี้ยตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจทำให้ผู้เอาประกันภัยกลับคืนสู่สภาพดังเดิมอีกได้เลย เว้นแต่บริษัทประกันภัยจะได้ปฎิบัติให้เป็นไปตามภาระผูกพันด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างถูกต้อง และในเวลาอันสมควรด้วย

เมื่อบริษัทประกันภัยมิได้กระทำการให้เป็นดังว่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรคาดหวังได้ว่า จะก่อให้เกิดความเสียหายพิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้เอาประกันภัยได้เช่นใดบ้าง ค่าเสียหายสืบเนื่องที่เกิดขึ้นนี้ มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นสิ่งที่ให้โอกาสผู้เอาประกันภัยสามารถต่อรองผลประโยชน์ที่ควรจะได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดสำหรับค่าเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Damages) ด้วย เพราะมิใช่เป็นความเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Loss) อันอยู่ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย

อ้างอิงคดี Bi-Economy Market, Inc. v. Harleysville Ins. Co. of New York, 210 N.Y. 3d 187 (N.Y. February 19, 2008)     

คุณรับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ? และเรื่องแบบนี้ หากเกิดเป็นคดีขึ้นมาในประเทศไทย ศาลไทยจะมีความเห็นเป็นเช่นไร? น่าสนใจครับ

บังเอิญ ผมไปเจอคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหนึ่ง น่าจะพอเข้าประเด็นนี้ได้ แต่ขอเวลาหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดนึงครับ

ส่วนหนึ่งอ้างอิงมาจากบทความ Direct and Consequential Losses – A Single International Approach and Understanding? และ Consequential Damages Under the Insurance Contract – The New “Bad Faith”?, Carol M. Rooney

สำหรับบทความเรื่องความเสียหายโดยอ้อม หรือความเสียหายสืบเนื่องคงจบเพียงเท่านี้ เรื่องต่อไปคงเป็นเรื่องสาเหตุใกล้ชิด (Proximate Loss) ครับ

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 28 : ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยอ้อม (Indirect Loss or Damage) ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างประกันภัยกับหลักกฎหมาย



(ตอนที่สี่)

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายโดยตรงต่อวัตถุที่เอาประกันภัย อันมีสาเหตุมาจากภัยที่คุ้มครอง หลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือ ชดใช้ให้ผู้เอาประกันภัยกลับคืนสู่สภาพดังเดิมเสมือนหนึ่งมิได้เกิดเหตุขึ้นมา โดยบริษัทประกันภัยอาจจะเลือกการชดใช้ให้เป็นเงินตามมูลค่าเสียหายที่แท้จริง หรือทำการซ่อมแซมให้ หรือจัดสร้างให้ใหม่ หรือซื้อของใหม่ให้ แล้วแต่กรณีที่ได้ตกลงกันไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย หากชดใช้ล่าช้า บริษัทประกันภัยอาจจำต้องรับผิดชดใช้ค่าดอกเบี้ยตามกฎหมายเพิ่มเติม

แต่สำหรับความเสียหายโดยอ้อมอย่างอื่น ซึ่งเป็นความเสียหายทางการเงินสืบเนื่องมาจากความเสียหายโดยตรงต่อวัตถุที่เอาประกันภัยนั้น มักจะกำหนดเป็นข้อยกเว้นไม่คุ้มครองเอาไว้ ดังที่ยกตัวอย่างในช่วงท้ายของบทความตอนที่ผ่านมา (ซึ่งข้อยกเว้นกำหนดไม่คุ้มครองความเสียหายต่อเนื่อง ทั้งที่ในคำนิยามใช้คำว่า “ความเสียหายสืบเนื่อง” อาจจะก่อให้เกิดปัญหาพิพาทขึ้นมาได้ว่า มิได้ยกเว้นความเสียหายสืบเนื่องทางการเงินตามคำนิยาม คงต้องขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขโดยด่วนด้วยครับ) เป็นต้นว่า ค่าขาดประโยชน์จากการใช้งาน การสูญเสียรายได้ การสูญเสียกำไร หรือการต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพิ่มขึ้น ซึ่งคนทั่วไป เข้าใจว่า ไม่สามารถเรียกร้องเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยได้ เว้นแต่จะมีการขยาย หรือระบุเพิ่มเติมเอาไว้อย่างชัดแจ้งในกรมธรรม์ประกันภัยนั้น หรือจำต้องซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเฉพาะเพิ่มเติมอีกฉบับ

ยกตัวอย่าง

1)   ในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัยรวมภัยธรรมชาติ ได้กำหนดขยายความคุ้มครองความเสียหายสืบเนื่องไว้เฉพาะในส่วนของค่าเช่าที่อยู่อาศัยชั่วคราว โดยจำกัดเพียงภัยคุ้มครองพื้นฐาน ไม่รวมถึงภัยธรรมชาติแต่อย่างใด
2)   กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล อาจขยายค่าชดเชยรายสัปดาห์ได้เฉพาะกรณีความคุ้มครองทุพพลภาพชั่วคราวสิ้นเชิง หรือบางส่วน ทั้งในเงื่อนไขการจ่ายค่าทดแทนทั้งหมดตามกรมธรรม์ประกันภัย ยังมีข้อกำหนดว่า ถ้าบริษัทประกันภัยไม่จ่ายให้แล้วเสร็จในกำหนดเวลาที่ระบุ ให้บริษัทปรันภัยรับผิดชอบค่าดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี
3)   กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่เข้าใจว่า สำหรับความคุ้มครองตัวรถยนต์ที่เอาประกันภัย หากเกิดเหตุแล้ว บริษัทประกันภัยปฎิเสธความรับผิด เมื่อฟ้องร้องคดีกันแล้ว บริษัทประกันภัยแพ้คดี บริษัทประกันภัยเพียงรับผิดชำระค่าดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น จริงหรือไม่? ทั้งที่ในเงื่อนไขความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ กลับไปพูดถึงในข้อยกเว้นข้อ 7 ว่า
“การยกเว้นความเสียหายต่อรถยนต์ การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง  
           7.5 ความเสียหายอันเกิดจากการขาดการใช้รถยนต์ เว้นแต่
       การขาดการใช้รถยนต์นั้นเกิดจากบริษัทประวิงการซ่อม หรือ
      ซ่อมล่าช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร”

ในกรมธรรม์ประกันภัยอื่น หรือส่วนความคุ้มครองอื่นของกรมธรรม์ประกันภัยข้างต้น ผู้เอาประกันภัยยังจะสามารถเรียกร้องความเสียหายสืบเนื่องได้อีกหรือไม่? โดยอ้างอิงหลักกฎหมายดังที่กล่าวไว้ในตอนที่สอง และที่สาม

ลองเทียบเคียงกับคดีของการประกันชีวิตของไทยดังต่อไปนี้ เป็นเกณฑ์ดีไหมครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2543 ตามบทบัญญัติมาตรา 37 และมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ. ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 มุ่งคุ้มครองผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์ เพราะบริษัทประกันชีวิตที่มี นิติสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย มีอำนาจต่อรองสูงกว่าผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์
                 การฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 มาตรา 37 ของบริษัทประกันชีวิต โดยประวิงการใช้เงินแก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ มิใช่เพียงเป็นการผิดสัญญาประกันภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์อีกด้วย ดังนั้น หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์ ย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์
                 โจทก์บรรยายฟ้องว่า อาศัยอำนาจตามมาตรา 37 วรรคสองของ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่าเป็นการประวิงการใช้เงิน หรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันชีวิต ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 กำหนดในข้อ 7 ว่า ในกรณีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดให้บริษัทใช้เงินตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่บริษัทไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล จนพ้นระยะเวลาที่กำหนดในคำบังคับ เป็นการประวิงการใช้เงินตามมาตรา 37 วรรคสอง โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย ระหว่างอายุสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องใช้เงินแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ แต่จำเลยไม่ใช้ ศาลแพ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์แต่จนพ้นระยะเวลาที่กำหนดในคำบังคับ จำเลยก็ยังไม่ใช้เงินแก่โจทก์ จนโจทก์ต้องดำเนินการบังคับคดี จำเลยจึงยอมใช้เงินให้ ทำให้โจทก์ต้องเสียหาย ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าจ้างทนายความในการบังคับคดี และขอให้จำเลยใช้เงินดังกล่าว การกระทำของจำเลยตามฟ้อง ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากการเยียวยาความเสียหาย โดยการดำเนินการบังคับคดีตามปกติอย่างคดีแพ่งทั่วไปแล้ว โจทก์ยังฟ้องเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับการละเมิดได้อีกทางหนึ่งด้วย จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องคดีของโจทก์ไว้ แล้วดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีต่อไป

ส่วนคดีทางด้านการประกันวินาศภัยของไทย ผมยังไม่เจอ แต่ไปเจอของต่างประเทศ จะคัดมาให้ประกอบการพิจารณาในตอนต่อไปนะครับ

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 28 : ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยอ้อม (Indirect Loss or Damage) ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างประกันภัยกับหลักกฎหมาย



(ตอนที่สาม)

ประเทศอังกฤษได้วางหลักเกณฑ์เรื่องนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1854 ในคดี Hadley v. Baxendale (1854) 9 Exch. 341 ที่ว่า บุคคลผู้ซึ่งละเมิดสัญญา ควรจะต้องรับผิดต่อคู่สัญญาผู้บริสุทธิ์อีกฝ่ายหนึ่ง สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
1)   กรณีที่หนึ่ง เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น “โดยทั่วไป (natural)” หรือ “เป็นไปตามแนวทางการปฎิบัติทั่วไป” เมื่อมีการผิดสัญญา ซึ่งมักเรียกว่า เป็น “ความเสียหายโดยตรง (direct loss)” ที่คู่สัญญาคาดหวังได้อย่างชัดเจน หรือบางครั้ง อาจเรียกเป็นความเสียหายใกล้ชิด เช่น ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่อง
2)   กรณีที่สอง เป็นความเสียหายพิเศษเพิ่มเติมที่อาจคาดหวังได้ตามสมควรตั้งแต่ตอนที่ทำสัญญาว่า จะเกิดขึ้นได้ เมื่อมีการผิดสัญญา ซึ่งจะเรียกว่า “ความเสียหายสืบเนื่อง (consequential loss)” หรือ “ความเสียหายโดยอ้อม (indirect loss)” หรือบางครั้ง อาจเรียกเป็นความเสียหายห่างไกล (remoteness of damage) เช่น การสูญเสียกำไร หากคู่สัญญาในเวลาทำสัญญารับทราบว่า ความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานใหม่ อาจทำให้ผู้ว่าจ้างอาจสูญเสียงานรายใหญ่ไปได้

หากมีข้อกำหนดยกเว้นเรื่องความเสียหายสืบเนื่องเอาไว้ แนวทางการตีความของศาลในประเทศอังกฤษจะตีความเพียงเป็นการยกเว้นความเสียหายที่ตกอยู่ในกรณีที่สองเท่านั้น แต่ก็มิได้มีการขยายความไว้อย่างชัดเจนแน่นอนว่า ความเสียหายอะไรที่มักถือเป็น “ความเสียหายโดยตรง” หรือ “ความเสียหายสืบเนื่อง” ดังนั้น เมื่อมีการกำหนดข้อยกเว้นเรื่องความสูญเสียสืบเนื่อง หรือความเสียหายสืบเนื่องไว้ในข้อตกลงตามสัญญาแล้ว จะหมายความถึงความเสียหายในกรณีที่สองดังกล่าว ซึ่งคู่สัญญามักจะเชื่อว่า ได้ยกเว้นความรับผิดความเสียหายทุกอย่าง อันสืบเนื่องจากการผิดข้อสัญญาเอาไว้แล้ว รวมไปถึงการสูญเสียผลกำไรด้วย

แต่บ่อยครั้งที่กฎหมายได้ถูกตีความให้ถือว่า การสูญเสียกำไรเป็นความเสียหายโดยตรงไปด้วย เช่น ในคดี Deepak Fertilisers & Petrochemical Corporation Limited v. Davy McKee (London) Ltd. [1999] 1 All ER (Comm) 69 แม้จะมีการกำหนดยกเว้นความรับผิด “สำหรับการสูญเสียกำไรที่มุ่งหวัง หรือความเสียหายโดยอ้อม หรือความเสียหายสืบเนื่อง” เอาไว้ในข้อสัญญาแล้วก็ตาม แต่ศาลก็วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมิได้ห้ามการเรียกร้องค่าเสียหายของค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อันเป็นผลมาจากการระเบิดที่โรงงานด้วย

ในทางปฎิบัติ จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณีเป็นเกณฑ์ประกอบในการพิจารณา เมื่อจำต้องพิจารณาถึงความเสียหายจากการสูญเสียกำไร ศาลอังกฤษถือว่า การสูญเสียกำไรอาจจัดเป็นได้ทั้งความเสียหายโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ได้ ฉะนั้น ถ้ามีเจตนาที่จะยกเว้น หรือที่จะรับผิดเรื่องการสูญเสียกำไร ควรต้องกำหนดลงไปให้ชัดเจนดีกว่า

เช่นเดียวกับการสูญเสียรายได้ ในคดี McCain Foods (GB) Ltd v Eco-Tec Europe Ltd, [2011] EWHC 66 ศาลวินิจฉัยว่า ข้อตกลงของคู่สัญญาที่ระบุยกเว้นความรับผิดสำหรับ “ความเสียหายโดยอ้อม ความเสียหายพิเศษ ความเสียหายโดยบังเอิญ และความเสียหายสืบเนื่อง (indirect, special, incidental and consequential damages)” มิได้ห้ามมิให้โจทก์เรียกร้องการสูญเสียรายได้ อันเป็นผลมาจากการที่ระบบที่จำเลยจัดทำขึ้นมาไม่ทำงาน การสูญเสียรายได้ดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นตามปกติทั่วไปจากการผิดสัญญา และมิได้ถือเป็นเหตุการณ์พิเศษที่ควรต้องตกลงกันล่วงหน้า เมื่อข้อตกลงตามสัญญาว่าจ้างเพื่อให้ใช้งานได้ ความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการไม่สามารถใช้งานได้ หรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น จึงถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตรง มากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมา ดังนั้น จึงมิได้ตกอยู่ในข้อยกเว้นเรื่องความเสียหายโดยอ้อม และความเสียหายสืบเนื่องดังกล่าว

ศาลในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ได้ยอมรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวของประเทศอังกฤษเป็นแนวทางเรื่อยมา แต่ภายหลังเริ่มมีแนวความคิดที่แตกต่างออกไป

ในคดี Environmental Systems Pty Ltd v Peerless Holdings Pty Ltd (2008) 19 VR 358; [2008] VSCA 26 (Peerless) ที่ศาลอุทธรณ์ของประเทศออสเตรเลีย มีความเห็นแตกต่างออกไปว่า ความเสียหายสามารถจำแนกออกได้เป็น
1)   ความเสียหายปกติ (normal) ที่ผู้เสียหายทุกรายจะได้รับในสถานการณ์เช่นว่านั้น
2)   ความเสียหายอื่นใดนอกเหนือจากความเสียหายปกตินั้น ซึ่งรวมถึงความเสียหายอย่างเช่น การสูญเสียกำไร หรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการผิดสัญญาด้วย

โดยในคดี Peerless จะพูดถึง “ความเสียหายปกติ (normal loss)” ขณะที่ในคดี Hadley v Baxendale จะพูดถึง “ความเสียหายทั่วไป (natural loss)” แต่คดี Peerless ก็มิได้ให้แนวทางว่า จะกำหนดเกณฑ์วัดค่าเสียหายกันอย่างไร? ทำให้อาจเกิดคำถามขึ้นมาได้ว่า ความเสียหายใดจัดเป็น “ความเสียหายปกติ (normal loss)” จึงขึ้นอยู่กับถ้อยคำในสัญญาเป็นเกณฑ์มากกว่า

ศาลในคดี Peerless ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เจตนาที่สำคัญอย่างหนึ่งของคู่สัญญาในเรื่องของความเสียหายสืบเนื่อง เพื่อยกเว้นความรับผิดของการสูญเสียกำไร ควรให้อยู่ในความหมายตามแนวทางปฎิบัติทางการค้าทั่วไปมากกว่าให้อยู่ในความหมายทางด้านกฎหมาย อันที่จริง ศาลของประเทศอังกฤษก็ให้ความเห็นเสริมไว้ในทำนองเดียวกัน เพียงแต่ความเสียหายสืบเนื่องของประเทศออสเตรเลียจะให้ความหมายที่กว้างกว่าของประเทศอังกฤษ และจำกัดค่าเสียหายที่จะได้รับการชดใช้ภายใต้สัญญาที่ยกเว้น “ความเสียหายสืบเนื่อง” ให้แคบลงไป ดังนั้น ในอนาคต เมื่อแนวทางปฎิบัติทางการค้าเปลี่ยนไป ความหมายของคำว่า “ความเสียหายสืบเนื่อง” ก็อาจจำต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้ ในการกำหนดข้อยกเว้นให้ได้ผล จะต้องระบุออกไปให้ชัดเจนว่า ไม่คุ้มครองความเสียหายอะไรบ้าง? บ่อยครั้งที่คู่สัญญามักจะร่างข้อยกเว้นเรื่องความเสียหายสืบเนื่อง โดยปราศจากความเข้าใจในความหมายอย่างชัดแจ้งว่า ความเสียหายอะไรที่ไม่ประสงค์จะให้ความคุ้มครอง

ในข้อยกเว้นหลายข้อที่กำหนดยกเว้น “ความเสียหายพิเศษ ความเสียหายโดยอ้อม หรือความเสียหายสืบเนื่อง” ซึ่งในแง่การตีความทางกฎหมาย คำว่า “ความเสียหายโดยอ้อม” กับ “ความเสียหายสืบเนื่อง” จะหมายถึงสิ่งเดียวกัน แต่ถ้าศาลพิจารณาคำว่า “ความเสียหายพิเศษ” ก็จะมีความหมายที่แตกต่างออกไป

จากหลักกฎหมายข้างต้นที่หยิบยกประเด็นมาจากข้อพิพาทการไม่ต้องรับผิดในเรื่องความเสียหายสืบเนื่อง หรือความเสียหายโดยอ้อม เพื่อให้เราสามารถเทียบเคียงได้ว่า เวลาพิจารณาให้ความคุ้มครองความเสียหายสืบเนื่องแล้ว ควรจำต้องระบุออกมาอย่างชัดเจนอย่างไร? เพื่อจะได้ลดโอกาสที่จะเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

เมื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้แล้ว พอกลับมาพิจารณาถึงข้อยกเว้นประเด็นนี้ในกรมธรรม์ประกันภัยบางฉบับ คุณมีความเข้าใจแตกต่างออกไปบ้างไหมครับ?

ยกตัวอย่าง

ก) กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ซึ่งกำหนดข้อยกเว้นในหมวดที่ 3 ก สาเหตุของความเสียหายที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง ข้อ 2.2 ที่ระบุว่า
“2. ความเสียหายอันมีสาเหตุมาจาก หรือเกิดขึ้นจาก
     2.2  การหยุดทำงาน การล่าช้า การสูญเสียตลาด หรือความเสียหายต่อเนื่อง หรือความเสียหายโดยอ้อมไม่ว่าลักษณะใดๆ ก็ตาม”

ข) กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไป ในข้อยกเว้นที่ระบุว่า
“กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ไม่คุ้มครอง
     5)  ความเสียหายต่อเนื่องใดๆ ทุกชนิดเว้นแต่การสูญเสียรายได้จากค่าเช่าที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ว่าได้รับความคุ้มครอง”

หมายเหตุ
คำว่า “ความเสียหายต่อเนื่อง (consequential loss)” ในข้อยกเว้นทั้งสองกรมธรรม์ประกันภัย น่าจะพิมพ์ผิด ควรใช้คำว่า “ความเสียหายสืบเนื่อง” แทนมากกว่า เพื่อจะได้สอดคล้องโดยเฉพาะกับคำนิยามของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยนั้นเอง และกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักที่เกี่ยวข้อง

แล้วถ้าบริษัทประกันภัยเกิดประวิงการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินทั่วไป ผู้เอาประกันภัยจะสามารถเรียกร้องความเสียหายสืบเนื่องทางการเงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากค่าดอกเบี้ยตามกฎหมายได้อีกหรือไม่?

คุณคิดว่าอย่างไรครับ? อยากทราบผล ก็อดใจรอตอนต่อไปนะครับ


วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 28 : ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยอ้อม (Indirect Loss or Damage) ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างประกันภัยกับหลักกฎหมาย



(ตอนที่สอง)

คำว่า “ความเสียหายโดยอ้อม (Indirect Loss) หรือความเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Loss)” ตามความเข้าใจของบุคคลทั่วไป มักถูกตีความอย่างกว้าง ๆ ว่า หมายความถึง การสูญเสียรายได้ (loss of revenue) การสูญเสียกำไร (loss of profit) การสูญเสียประโยชน์ในการใช้งาน (loss of use) การสูญเสียโอกาส (loss of opportunity) การสูญเสียชื่อเสียง (loss of reputation) ฯลฯ ในขณะที่การตีความทางกฎหมายจะให้ความหมายที่แตกต่างไป จำต้องอาศัยการพิจารณาเทียบเคียงกับหลักกฎหมายเป็นแนวทางด้วย เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงประเด็นปัญหา เวลาเกิดข้อพิพาทเป็นคดีฟ้องร้องกันขึ้นมา โดยในบทความเรื่องนี้ จะอาศัยการเทียบเคียงตัวอย่างหลักกฎหมายของประเทศไทย ประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาพอสังเขป ดังนี้

ความเสียหายโดยอ้อมนั้น มิได้มีการกำหนดคำนิยามเอาไว้ในหลักกฎหมายทั้งของไทยและเทศ แต่สามารถเทียบเคียงได้กับ “ความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ” ซึ่งในประเทศไทยได้บัญญัติเอาไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสองที่ระบุว่า

    “มาตรา 222  การเรียกเอาค่าเสียหายนั้น ได้แก่ เรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติ ย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้นั้น
     เจ้าหนี้จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้กระทั่งเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากว่าคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว”

เนื่องด้วยตามหลักกฎหมายไทยได้จัดแบ่งความเสียหายออกเป็นสองประเภท คือ
1)  ความเสียหายปกติ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการไม่ชำระหนี้โดยตรง
2) ความเสียหายพิเศษ ซึ่งคู่กรณีที่เกี่ยวข้องสามารถคาดหวัง หรือพอที่จะมุ่งหวังได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ในเวลาทำสัญญา

การที่จะพิจารณาสิ่งใดถือเป็นความเสียหายปกติ หรือความเสียหายพิเศษนั้น ไม่อาจฟันธงลงไปได้อย่างแน่นอนชัดเจน จำต้องพิจารณาถึงวิธีปฎิบัติทั่วไป หรือความคาดหวัง หรือความเข้าใจของคู่สัญญาในเวลาที่ตกลงทำสัญญากัน ประกอบกับแนวทางคำพิพากษาของศาลเป็นเกณฑ์ด้วย

ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ซึ่งแม้มิใช่คดีเกี่ยวกับการประกันภัยโดยตรง แต่สามารถเทียบเคียงให้เห็นภาพได้บ้าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2538 เมื่อโจทก์ทั้งสองผิดสัญญาไม่ยอมรับซื้อที่ดินพิพาทตามสัญญา ความเสียหายตามปกติที่เกิดขึ้น ก็คือ จำเลยทั้งสองไม่ได้รับชำระราคาที่เหลือหรือค่าเสียหายใด ๆ อันได้ตกลงไว้ในสัญญาชัดแจ้ง แต่ถ้าหากเป็นความเสียหายอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็ได้แก่ความเสียหาย อันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองถูกริบมัดจำก็ดี หรือการที่จะได้รับกำไร หากโจทก์ทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทตามสัญญาตามที่คาดหวังล่วงหน้าไว้ก่อนก็ดี ล้วนเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไปส่วนตัวหรือคาดหวังไปเอง จึงถือได้ว่าเป็นค่าเสียหาย อันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ หากโจทก์ทั้งสองจะต้องรับผิด ก็ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้า เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้คาดเห็น หรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้ามาก่อน โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อจำเลยทั้งสอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4844/2545 (ค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ปพพ. มาตรา 222 วรรค 2)
โจทก์ประกอบธุรกิจขายสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโจทก์ได้สั่งซื้อสินค้ามา เพื่อขายหากำไรในประเทศไทย ซึ่งน่าเชื่อว่าจำเลยเองก็ทราบดีอยู่แล้วถึงความในข้อนี้ เพราะสินค้าดังกล่าวมีจำนวนมาก และจำเลยได้ติดต่อทำธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่โจทก์มาเป็นเวลานานหลายปีแล้ว การที่สินค้าของโจทก์สูญหายไป จำเลยควรจะคาดเห็นได้ว่าโจทก์จะต้องได้รับความเสียหายในส่วนที่เป็นค่าขาดกำไรจากการขายสินค้าดังกล่าว เพราะเป็นพฤติการณ์ที่คาดเห็นได้ ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง และจำเลยยังต้องเสียดอกเบี้ยตามมาตรา 225 ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5243/2550 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าพระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทดังกล่าว  ได้จัดทำจำกัดเพียง 2,539 ชุด ผู้จัดสร้างได้แจกจ่ายจัดสรรให้ผู้ดำเนินการรับจองต่าง ๆ ไปหมดแล้ว  จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ดำเนินการรับจองเท่านั้นมิใช่ผู้จัดสร้าง โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับมอบมาแล้ว  ก็มิได้ส่งให้สาขาของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ได้สั่งจองไว้  แต่กลับส่งมอบให้แก่บุคคลอื่น ๆ ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามีสิทธิไปจนหมดสิ้น พระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทจึงไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว ทั้งที่ผู้จัดสร้างและที่ธนาคารจำเลยที่ 1 ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องส่งมอบให้แก่โจทก์จึงกลายเป็นการชำระหนี้ที่พ้นวิสัยจะทำได้ เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ผิดสัญญาจะต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 1 จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ เพื่อค่าเสียหายอันเกิดแต่การไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคหนึ่ง พระพิมพ์จิตรลดาชุดทองคำที่พิพาทมีจำนวนจำกัด หากโจทก์มีไว้ในความครอบครอง ก็ย่อมทำให้มีมูลค่าสูงขึ้นตามหลักอุปสงค์อุปทาน และต้องมีราคามากกว่าราคาในขณะที่สั่งจองชุดละ 19,999 บาท ซึ่งผลต่างของราคาดังกล่าว เป็นค่าเสียหายเช่นที่ตามปกติ ย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคแรก การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายชุดละ 25,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

สองคดีแรกวินิจฉัยว่า การสูญเสียกำไรของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งนั้น จะสามารถเรียกร้องได้ต่อเมื่อคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งในเวลาตกลงทำสัญญา คาดหวัง หรือควรจะคาดหวังได้ล่วงหน้า หากตนเป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงจะถือเป็นความเสียหายพิเศษตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยที่คดีที่หนึ่งเป็นกรณีที่คาดหวังไม่ได้ ขณะคดีที่สองสามารถคาดหวังได้โดยพฤติการณ์        

ส่วนคดีที่สาม ศาลกลับมองว่า การสูญเสียรายได้และกำไร ถือเป็นความเสียหายปกติ มิใช่ความเสียหายพิเศษแต่อย่างใด

ดังนั้น แม้ประเด็นจะอยู่ที่คู่สัญญาสามารถคาดหวัง หรือควรจะคาดหวังได้ในเวลาทำสัญญาหรือเปล่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว อาจวินิจฉัยเป็นได้ทั้งความเสียหายปกติ หรือความเสียหายพิเศษก็ได้ แล้วแต่กรณี

ตอนต่อไป ลองมาพิจารณาเทียบเคียงกับคดีต่างประเทศกันบ้างนะครับ