วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559



คำว่า “ก่อสร้าง (Construct)” หรือ “การก่อสร้าง (Construction)” หมายถึงอะไร (ต่อ)

เมื่อวานนี้ กล่าวถึงความหมายของคำว่า “ก่อสร้าง (construct)” หรือ “การก่อสร้าง (construction)” นั้น หมายความถึง การก่อสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา มิได้หมายความรวมถึงการบูรณะขึ้นมาใหม่ดังเดิม (renovation) หรือการซ่อมแซมดังเดิม (repair) หรือกระทั่งการดัดแปลงให้แตกต่างออกไป (alteration) โดยที่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินได้ระบุให้เป็นทรัพย์สินที่ตกอยู่ในสภาพเช่นว่านั้น ล้วนตกอยู่ในข้อยกเว้นของรายการทรัพย์สินที่ยกเว้นข้อที่ 10 กับข้อ 15 ดังอ้างถึง และทิ้งท้ายไว้ว่า
1) ข้อยกเว้นในข้อ 15 พูดถึงแต่ความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นตามมาเพียงจากสาเหตุที่มิได้ระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น โดยมิได้พูดให้ชัดเจนว่า ทรัพย์สินอื่นที่ได้รับความเสียหายตามมานั้นจะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้ระบุเอาประกันภัยไว้ด้วยหรือไม่

2) เอกสารแนบท้าย อค./ทส. 1.25 ว่าด้วยการปรับปรุงต่อเติมและซ่อมแซม (Alterations and Repairs) ที่มักจะขยายเพื่อให้ครอบคลุมไปถึงการก่อสร้างด้วยนั้น จะมีผลบังคับได้หรือไม่ในเมื่อการก่อสร้างมิได้มีความหมายรวมถึงการปรับปรุงด้วย 
คราวนี้มาพิจารณาคำถามข้างต้นกันทีละข้อ ดังนี้
1) ก่อนอื่นลองทบทวนข้อยกเว้นที่ 15 กันอีกที ซึ่งระบุในหมวดที่ 3 ข้อยกเว้น ข. ว่า "การประกันภัยนี้ ไม่คุ้มครองทรัพย์สินดังต่อไปนี้
…………………………..
15. ทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (altertion) ซ่อมแซม (repair) ทดลอง (testing) การติดตั้ง (installation) หรือการซ่อมบำรุง (servicing) รวมทั้งวัตถุ หรือวัสดุที่จัดหามาเพื่อการดังกล่าว ซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทจะรับผิดต่อความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นตามมาโดยที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมานั้นต้องเกิดจากสาเหตุที่มิได้ระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้"

เจตนารมณ์ของข้อยกเว้นนี้ แม้ไม่ได้ระบุว่า ทรัพย์สินที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซ่อมแซม ทดลอง ติดตั้ง หรือซ่อมบำรุง รวมทั้งวัตถุ หรือวัสดุที่จัดหามาเพื่อการนั้นได้เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยด้วยหรือไม่ แต่คงต้องตีความว่า ถ้ามิได้กำหนดให้เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้แต่แรก ก็จะมิได้รับความคุ้มครองจากภัยใด ๆ เลย เนื่องด้วยในหมวดที่ 2 ความคุ้มครองได้ระบุอย่างชัดเจนว่า “บริษัทตกลงจะให้ความคุ้มครองสำหรับความเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันเกิดจากอุบัติเหตุใด ๆ ที่มิได้มีการระบุยกเว้นไว้ ซึ่งเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัย”

ภายหลังจากที่ได้กำหนดให้เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยแล้ว ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ซ่อมแซม ทดลอง ติดตั้ง หรือซ่อมบำรุงแล้ว จึงส่งผลทำให้ทรัพย์สินนั้นจะมิได้รับความคุ้มครอง หากว่าได้รับความเสียหายโดยตรงจากการดำเนินงานดังกล่าวนั้น ยกตัวอย่างเช่น เกิดจากการทำงานของช่างเชื่อมที่มาซ่อมแซม แล้วทำให้ให้เกิดไฟลุกไหม้ แต่ถ้าทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ในสภาพนั้นได้รับความเสียหายจากภัยอื่น ๆ ที่มิได้ยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ยกตัวอย่างเช่น เกิดจากไฟไหม้ที่อื่นลุกลามมา หรือภัยน้ำท่วม เป็นต้น

ในตัวอย่างแรก ถ้าไฟจากความประมาทของช่างเชื่อมได้ลุกไหม้ไปทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินอื่นที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ ทรัพย์สินอื่นดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองด้วย เพราะเป็นความเสียหายอื่นตามมาที่ไม่ได้ระบุยกเว้นไว้ แต่หากทรัพย์สินข้างเคียงนั้นมิได้ถูกระบุเอาประกันภัยไว้ ก็จะมิได้รับความคุ้มครองเลย   

2) ดังนั้น กรณีที่ผู้เอาประสงค์จะให้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ซึ่งตกอยู่ในข้อยกเว้นที่ 15 ให้กลับมาได้รับความคุ้มครอง จำต้องขอขยายเงื่อนไขพิเศษ อค./ทส. 1.25 ว่าด้วยการปรับปรุงต่อเติมและซ่อมแซม (Alterations and Repairs) ที่ระบุว่า
“ผู้เอาประกันภัยสามารถทำการปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่ง ต่อเติมอาคารที่เอาประกันภัยได้โดยถือว่าไม่มีผลกระทบต่อสัญญาประกันภัย
 การปรับปรุง ซ่อมแซม และ/หรือการติดตั้งเครื่องจักรสำหรับสัญญาว่าจ้างไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย………….บาทต่อหนึ่งสัญญา และจะไม่เป็นกรมธรรม์หลัก แต่เป็นส่วนที่เกินจากกรมธรรม์งานก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรที่คุ้มครองงานดังกล่าวข้างต้นโดยเฉพาะ”

จะสังเกตุเห็นได้ว่า ส่วนแรกจะเอ่ยถึงเพียงการปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่ง ต่อเติมอาคารที่เอาประกันภัยไว้เท่านั้น โดยมิได้พูดถึงการก่อสร้างไว้ด้วยเลย ส่วนที่จะพิจารณาคำว่า “ต่อเติม” หมายความรวมถึงการก่อสร้างด้วย เพราะต่อเติมขึ้นมาใหม่ ก็ไม่น่าจะใช่ น่าจะจัดอยู่ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (alteration) มากกว่า

หากว่าจะให้รวมถึงการก่อสร้างด้วย คงจำต้องไปอาศัยเงื่อนไขพิเศษ อค./ทส. 1.05 ว่าด้วยการยอมรับในสิทธิพิเศษ (Privileges Granted) แทน ที่ระบุว่า
“โดยที่ผู้เอาประกันภัยยังคงไว้ซึ่งสภาพการดำเนินการตามปกติ การประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ได้ขยายความคุ้มครองต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
ก) ในกรณีมีการก่อสร้างต่อเติม หรือซ่อมแซมตัวอาคารที่เอาประกันภัย รวมถึงการสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ในบริเวณที่ตั้งทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยนี้”

ซึ่งถ้อยคำ “การก่อสร้างต่อเติม” นั้น มิใช่หมายถึง การสร้างอาคารใหม่ ดังนั้น ในเงื่อนไขพิเศษนี้ จะให้รวมถึงการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ด้วย แต่โดยเจตนารมณ์แล้ว เงื่อนไขพิเศษนี้จำกัดไว้เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น

ประเด็นปัญหาของถ้อยคำอื่น ๆ ในกรมธรรม์ประกันภัย ยังมีอีกเยอะ แล้วจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

ครั้งหน้าจะนำประเด็นข้อยกเว้นที่ไม่คุ้มครองถึงสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอยู่กลางแจ้งมาคุยกัน

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

บทความเรื่อง ".... ประกันภัย เป็นเรื่อง ..." เป็นสิ่งที่รวบรวมความรู้และประสบการณ์ที่อยู่ในธุรกิจประกันวินาศภัยมา โดยมีเจตนาเพื่อเผยแพร่แง่คิด หรือมุมมองส่วนตนในรูปแบบบันทึกส่วนบุคคล โดยหัวเรื่องที่เว้นช่องว่างข้างหน้ากับข้างหลังไว้ ก็เพื่อให้สามารถเพิ่มเติมลงไปเป็นประเด็น ๆ ไป หรือท่านใดที่มีโอกาสอ่านผ่านตา อาจจะเติมข้อความตามประสงค์ก็ได้

สำหรับคราวนี้ เป็นประเด็นเรื่อง "ถ้อยคำประกันภัย เป็นเรื่องชวนคิด"

เนื่องด้วยการประกันภัยเป็นเรื่องคำมั่นสัญญาระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย บ่อยครั้งที่ถ้อยคำที่ระบุไว้อาจสร้างความเข้าใจไม่ตรงกันก็เป็นได้

อย่างเช่นที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลต่างประเทศมีประเด็นข้อโต้แย้งคำว่า "ก่อสร้าง (construct)" กับ "การก่อสร้าง (construction)" หมายถึงอะไร

เมื่อเทียบเคียงกับความหมายในพจนานุกรมไทยจะมีความหมายคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานระบุว่า "ก่อสร้าง หมายความถึง ก่อและสร้างโดยใช้อิฐและปูนเป็นส่วนใหญ่" ซึ่งเมื่อพิจารณาแยกคำว่า "ก่อ" หมายถึง ทำให้เกิดขึ้น มีขึ้น หรือเป็นรูปขึ้น ขณะที่คำว่า "สร้าง" หมายถึง ทำให้มี ให้เป็นขึ้นด้วยวิธีต่าง ๆ กัน ดังนั้น การก่อสร้างจะเป็นการทำขึ้นมาใหม่จากเดิมที่ไม่เคยมี หรือที่อยู่อย่างหนึ่ง ทำให้เป็นอีกสภาพหนึ่ง เช่น การนำวัสดุที่เป็นอิฐมาผสมกับวัสดุที่เป็นปูนมาก่อสร้างขึ้นเป็นบ้าน เป็นต้น ซึ่งพจนานุกรมของต่างประเทศก็ให้ความหมายทำนองเดียวกัน อย่างเช่น Black's Law Dictionary ให้ความหมาย "construction" ว่า "(t)he creation of something new, as distinguished from the repair or improvement of something already existing"

ดังนั้น คำว่า "ก่อสร้าง" หรือ "การก่อสร้าง" จึงหมายถึง การสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา มิใช่เป็นการปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะเรียกกรณีนั้นว่า "renovation (ปฎิสังขรณ์ ทำให้มีสภาพดีเหมือนเดิม ซ่อมแซมใหม่ บูรณะ (พจนานุกรมแปลอังกฤษ-ไทย ฉบับอาจารย์สอ เสถบุตร))" หรือ "alteration (แก้ไข ดัดแปลง เปลี่ยน แปลง ผันแปร (พจนานุกรมแปลอังกฤษ-ไทย ฉบับอาจารย์สอ เสถบุตร))" โดยคำหลังจะให้ความหมายเป็นการเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากเดิม

ถ้อยคำในความหมายดังกล่าวจะส่งผลอย่างไรต่อความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัย ลองมาพิจารณาจากกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน หมวดที่ 3 ข้อยกเว้น ข. ที่ระบุว่า "การประกันภัยนี้ ไม่คุ้มครองทรัพย์สินดังต่อไปนี้
10. ทรัพย์สิน หรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในระหว่างการรื้อถอน (demolition) การก่อสร้าง (construction) หรือการติดตั้ง (erection) รวมทั้งวัตถุ หรือวัสดุที่เกี่ยวข้องกับการนั้น   
..............
15. ทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงแก้ไข (altertion) ซ่อมแซม (repair) ทดลอง (testing) การติดตั้ง (installation) หรือการซ่อมบำรุง (servicing) รวมทั้งวัตถุ หรือวัสดุที่จัดหามาเพื่อการดังกล่าว ซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทจะรับผิดต่อความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นตามมาโดยที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามมานั้นต้องเกิดจากสาเหตุที่มิได้ระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้"

ประเด็นพึงพิจารณาในข้อยกเว้นข้างต้นในเรื่องนี้ คือ
1) ข้อยกเว้นการก่อสร้างในข้อ 10 เสมือนเป็นข้อยกเว้นโดยเด็ดขาด เพราะมิได้กำหนดว่า ความเสียหายอื่นที่ตามมาจะได้รับความคุ้มครองได้หรือไม่
2) ข้อยกเว้นในข้อ 15 พูดถึงการให้ความคุ้มครองความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นตามมาด้วย หากเกิดจากสาเหตุที่มิได้ระบุยกเว้นเอาไว้

หากระหว่างการก่อสร้างอาคารใหม่ เกิดไฟไหม้ลามไปไหม้อาคารเดิมที่เอาประกันภัยไว้ที่อยู่ข้างเคียงจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ เพราะมิได้เขียนให้คุ้มครองความเสียอื่นที่ตามมาไว้ด้วย ตามหลักสาเหตุใกล้ชิดแล้ว อาคารที่อยู่ข้างเคียงที่ได้เอาประกันภัยไว้ต้องได้รับความคุ้มครองด้วย เนื่องจากได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ที่เป็นสาเหตุที่ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่อาคารก่อสร้างที่เป็นต้นเหตุจะมิได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นดังกล่าว

แต่ถ้าเปลี่ยนมาเป็นการบูรณะห้องหนึ่งในอาคารเดิมที่เอาประกันภัยไว้แล้ว โดยคนงานของผู้รับเหมาได้ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้นมา ลามไปไหม้ห้องอื่น เช่นนี้ ห้องอื่นจะได้รับความคุ้มครองด้วยตามเงื่อนไขตอนท้ายของข้อยกเว้นที่ 15 ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าติดตามในคราวต่อไปว่า

1) ข้อยกเว้นในข้อ 15 พูดถึงแต่ความเสียหายอื่นที่เกิดขึ้นตามมาเพียงจากสาเหตุที่มิได้ระบุยกเว้นไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น โดยมิได้พูดให้ชัดเจนว่า ทรัพย์สินอื่นที่ได้รับความเสียหายตามมานั้นจะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้ระบุเอาประกันภัยไว้ด้วยหรือไม่
2) เอกสารแนบท้าย อค./ทส. 1.25 ว่าด้วยการปรับปรุงต่อเติมและซ่อมแซม (Alterations and Repairs) ที่มักจะขยายเพื่อให้ครอบคลุมไปถึงการก่อสร้างด้วยนั้น จะมีผลบังคับได้หรือไม่ในเมื่อการก่อสร้างมิได้มีความหมายรวมถึงการปรับปรุงด้วย 




วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558




เจ้าบ้านสามารถเอาประกันภัยบ้านที่ตนอยู่อาศัยมาทำประกันภัยได้หรือไม่ (2)

จากประเด็นความเห็นผู้อาศัยไม่สามารถที่จะเอาประกันภัยบ้านที่ตนอาศัยอยู่ได้นั้น ยังมีข้อโต้แย้งว่า
1)      ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4830/2537 วินิจฉัยว่า ผู้ที่มีสิทธิเอาประกันภัยไม่จำกัดแต่ผู้มีกรรรมสิทธิ์เท่านั้น ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับทรัพย์ หรือสิทธิ หรือผลประโยชน์ หรือรายได้ใด ๆ ซึ่งหากเกิดวินาศภัยขึ้น จะทำให้ผู้นั้นต้องเสียหายทางการเงิน และ
2)      ในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1402 บัญญัติรองรับไว้ว่า “บุคคลใดได้รับสิทธิอาศัยในโรงเรือน บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิอยู่ในโรงเรือนนั้น โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า”

ฉะนั้น ผู้อาศัยมีกฎหมายรองรับ และมีสิทธิที่จะนำเอาบ้านที่ตนเองอาศัยมาทำประกันภัยได้
ผมขออกตัวเสียก่อนว่า ผมมิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายแต่ประการใด แม้ผมเคยได้เรียนจบกฎหมาย แต่ก็มิได้ปฎิบัติงานทางด้านกฎหมายเลย เพียงแต่พยายามทำการศึกษาค้นคว้า และหามุมมองที่แตกต่างออกไปหลายมุม

ในมุมมองของผม สิทธิของผู้อาศัยนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จำกัดสิทธิเอาไว้ค่อนข้างเยอะ เป็นต้นว่า สามารถนำบุคคลในครอบครัวมาอยู่ด้วยก็ได้ (มาตรา 1405) หรือมีสิทธิเก็บดอกผลในสถานที่นั้นก็ได้ (มาตรา 1406) เว้นแต่จะระบุห้ามเอาไว้โดยชัดแจ้ง ประกอบกับมาตรา 1407 ยังได้ระบุอีกว่า ถ้าผู้อาศัยได้ออกค่าใช้จ่ายในการทำให้ทรัพย์สินที่ตนอาศัยอยู่ดีขึ้น ไม่อาจเรียกค่าใช้จ่ายนั้นคืนจากผู้ให้อาศัยได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ผู้อาศัยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่น่าจะหมายความรวมถึงบุคคลในครอบครัวของเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสถานที่นั้นเอง ดังเช่นตัวอย่างที่พวกผมซึ่งเป็นลูกอาศัยอยู่ในบ้านพ่อแม่ ไม่น่าถือเป็นผู้อาศัยในความหมายของกฎหมายดังกล่าว น่าจะมองเป็นลักษณะตัวแทนในการครอบครองแทนตัวการเจ้าของกรรมสิทธิ์มากกว่า

อย่างไรก็ดี ด้วยสิทธิที่มีอย่างจำกัดของผู้อาศัย ผมก็ไม่คิดว่า ผู้อาศัยจะสามารถมีส่วนได้เสียที่จะบ้านที่ตนเองอาศัยอยู่ไปทำประกันภัยได้ ด้วยเหตุผล ดังนี้
ก)      ถ้าสามารถทำได้ ผู้อาศัยเป็นคู่สัญญากับบริษัทประกันภัย ในฐานะผู้เอาประกันภัย โดยอาจกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยตามมูลค่าบ้าน ภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ต่อมา หากผู้อาศัยประมาทเลินเล่อทำให้เกิดไฟไหม้บ้านหลังนั้น ผู้อาศัยในฐานะผู้เอาประกันภัยก็ไปขอรับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย และเจ้าของบ้านตัวจริงจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร จำต้องไปใช้สิทธิทางกฎหมายอื่นไปเรียกร้องจากผู้อาศัยกระนั้นหรือ หากผู้อาศัยบ่ายเบี่ยงหรือหลบหนีไป หรือ
ข)      ผู้อาศัยทำประกันอัคคีภัยคุ้มครองบ้านที่ตนอาศัย และระบุให้เจ้าของบ้านตัวจริงเป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย กรณีนี้ อาจตอบโจทย์ข้างบนได้ แต่ผมก็ยังสงสัยว่า ทำไมเจ้าของบ้านตัวจริงไม่ทำประกันภัยเสียเอง หรือ
ค)     หากเกิดว่า ทั้งผู้อาศัยกับเจ้าของบ้านตัวจริงต่างคนต่างทำประกันอัคคีภัยคุ้มครองบ้านหลังเดียวกัน โดยอาจไม่รู้กัน ถือเป็นการประกันภัยซ้ำซ้อน ทั้งสองกรมธรรม์ประกันภัยจำต้องมาร่วมเฉลี่ยค่าเสียหายหรือไม่ ถ้าปราศจากประเด็นข้อโต้แย้งว่า ไม่ถือเป็นส่วนได้เสียอย่างเดียวกัน (สิทธิอาศัยกับกรรมสิทธิ์) ทั้งสองฉบับก็จะต้องนำมาหารเฉลี่ยค่าสินไหมทดแทนกันตามส่วน หากสรุปว่า เนื่องจากไม่ใช่ส่วนได้เสียอย่างเดียวกัน ใครมีส่วนได้เสียดีกว่า ก็ได้รับไป เช่นนี้ กรมธรรม์ประกันภัยของเจ้าบ้านตัวจริงก็รับผิดชอบไปโดยลำพัง ประเด็นที่น่าสนใจต่อไป บริษัทประกันภัยที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปนั้น สามารถสวมสิทธิไปไล่เบี้ยผู้อาศัยที่กระทำประมาทเลินเล่อนั้นได้หรือไม่
เนื่องด้วยส่วนได้เสียในการทำประกันภัยนั้น สามารถจำแนกออกได้เป็นสามลักษณะ ดังนี้
(1)   ส่วนได้เสียในทรัพย์สิน
(2)   ส่วนได้เสียในชีวิตร่างกาย
(3)   ส่วนได้เสียในความรับผิดตามกฎหมาย

ดังนั้น หากผู้อาศัยสนใจจะทำประกันภัย ผมจะแนะนำให้ไปทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายมากกว่าที่จะให้ไปทำประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองบ้านที่ตนอาศัยอยู่ เพราะจะสามารถมาเรียกให้ผู้รับประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของตนมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทประกันภัยของเจ้าของบ้านดังกล่าวได้

ประกอบกับได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1742/2520 เคยวินิจฉัยเป็นแนวทางเอาไว้ว่า โจทก์ผู้ครอบครองตึกของผู้อื่นในฐานะผู้อาศัย ไม่มีส่วนได้เสียที่จะเอาประกันภัยตึกได้

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เจ้าบ้านสามารถเอาประกันภัยบ้านที่ตนอยู่อาศัยมาทำประกันภัยได้หรือไม่



เจ้าบ้านสามารถเอาประกันภัยบ้านที่ตนอยู่อาศัยมาทำประกันภัยได้หรือไม่

เวลาที่มีโอกาสไปบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ ผมมักจะตั้งคำถามข้างต้นแก่ผู้เข้าอบรม โดยเทียบเคียงกับชีวิตจริงของตนเอง คราวที่พวกเราพี่น้องถูกพ่อส่งให้ทยอยมาเรียนที่กรุงเทพ ช่วงแรกพี่ชายมาก่อน ได้ไปอยู่บ้านญาติ ผมตามมาในปีที่สอง ก็จำต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ พอปีต่อมา จะมีน้องตามมาอีก พวกเราเลยร้องขอพ่อให้ซื้อบ้านอยู่ที่กรุงเทพ โดยพ่อก็ตกลงซื้อ และคุยหารือกันว่า ในทะเบียนบ้านที่กรุงเทพจะใส่ชื่อใครเป็นเจ้าบ้าน ถ้าใส่ชื่อพ่อ เขาก็จะต้องย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่กรุงเทพ ทั้งที่เขายังคงทำมาค้าขายอยู่ที่ต่างจังหวัดดังเดิม พ่อผมจึงสรุปให้ใส่ชื่อพี่ชายเป็นเจ้าบ้านในทะเบียนบ้านที่กรุงเทพแทน คำถามของผม คือ ถ้าพี่ชายผมซึ่งเป็นเจ้าบ้านนำบ้านหลังนั้นมาทำประกันภัยได้หรือไม่

คำตอบที่ได้รับจากผู้รับฟัง แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่า ได้ เพราะเป็นเจ้าบ้านตามทะเบียนบ้าน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ไม่ได้ เพราะมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์บ้าน

คำเฉลยในเรื่องนี้ก็คือ คำว่า “เจ้าบ้าน” หมายถึง ผู้ที่ระบุชื่อในทะเบียนบ้านให้เป็นเจ้าบ้านนั้น อาจใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วย ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายที่สามารถนำบ้านของตนเองมาทำประกันภัยได้ (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 ที่ว่า “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด” 

แต่ถ้าอย่างในกรณีนี้ พี่ชายผมเป็นเพียงเจ้าบ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วย พวกผมจึงมีสถานะในบ้านหลังนั้นเพียงเป็นผู้อาศัยเท่านั้น ซึ่งไม่มีกฎหมายรองรับสถานะ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่  1723/2551ที่พิจารณาว่า “แม้จำเลยจะมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านพิพาทในฐานะเจ้าบ้านก็มิใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทตามกฎหมาย”

ดังนั้น ส่วนตัวแล้ว ผมมักจะให้ความสำคัญกับคำว่า “ผู้เอาประกันภัย” ค่อนข้างมาก ซึ่งจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีกฎหมายมารองรับด้วย

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558



เงื่อนไขพิเศษที่ว่าด้วยการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างกัน (Cross Liability Clause)

ในกรมธรรม์ประกันภัยการปฎิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance Policy) สำหรับงานก่อสร้างหรืองานติดตั้งนั้น ปกติ จะประกอบด้วยผู้เอาประกันภัยร่วมหลายราย กล่าวคือ เจ้าของโครงการ หรือผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมาหลัก หรือผู้รับจ้าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโดยตรง และยังรวมถึงผู้รับเหมาช่วงที่รับงานมาจากผู้รับเหมาหลักอีกด้วย  เมื่อทั้งหมดล้วนถูกระบุให้เป็นผู้เอาประกันภัยร่วม หากแต่ละฝ่ายทำงานจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่ง จะไม่ถือเป็นบุคคลภายนอก อันจะสามารถได้รับความคุ้มครองภายใต้หมวดความคุ้มครองที่สามที่ว่าด้วยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้

ด้วยเหตุนี้ เงื่อนไขพิเศษที่ว่าด้วยการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างกัน (Cross Liability Clause) จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ในการขยายความคุ้มครองโดยทำให้ผู้เอาประกันภัยร่วมฝ่ายที่ได้รับความเสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้เอาประกันภัยร่วมอีกฝ่ายหนึ่งได้ เสมือนตนเองเป็นบุคคลภายนอก โดยมีข้อยกเว้นพิเศษเฉพาะ ดังนี้
1)       ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว หรืออาจจะได้รับความคุ้มครองภายใต้หมวดความคุ้มครองที่หนึ่งและที่สองว่าด้วยงานก่อสร้างกับงานติดตั้ง เป็นต้นว่า ผู้รับเหมางานระบบไปทำความเสียหายแก่งานของผู้รับเหมาอาคาร จะใช้เงื่อนไขพิเศษนี้มาเรียกร้องไม่ได้ เพราะได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วภายใต้หมวดความคุ้มครองที่หนึ่ง หรือกระทั่งผู้รับเหมารายหนึ่งไปทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินเดิมของผู้ว่าจ้าง ถ้าได้ขยายเงื่อนไขพิเศษที่ว่าด้วยทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมของผู้ว่าจ้าง(Principal's Existing Property) ไว้แล้ว จะมาเรียกร้องภายใต้เงื่อนไขพิเศษนี้ซ้ำซ้อนอีกไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้ขยายเงื่อนไขพิเศษนั้นไว้เลย จะอาศัยเงื่อนไขพิเศษนี้ มาเรียกร้องให้รับผิดได้
2)       การเสียชีวิต หรือความบาดเจ็บ หรือความเจ็บป่วยของลูกจ้าง หรือคนงานของผู้เอาประกันภัยร่วม ซึ่งได้รับคุ้มครอง หรืออาจจะได้รับความคุ้มครองภายใต้การประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน หรือการประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง ในการตีความข้อยกเว้นเฉพาะนี้ คงต้องตีความแบบแคบว่า ไม่ได้เป็นการยกเว้นโดยสิ้นเชิง หากว่าผู้รับเหมาหลักซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมฝ่ายหนึ่งไปทำให้คนงานของผู้รับเหมาช่วงอีกฝ่ายหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บ ก็สามารถได้รับความคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขพิเศษนี้อยู่ เพราะข้อยกเว้นเฉพาะนี้ จำกัดเพียงผู้รับเหมาหลักทำความบาดเจ็บแก่คนงานของตนเองเท่านั้น เทียบเคียงกับคดี
National Vulcan Engineering Insurance Group Limited & Ors v Transfield Construction Pty Limited & Ors [2003] NSWCA 327