วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 229 : ภัยฟ้าผ่า (Lightning Peril) หมายความถึงอะไร?

 

ภัยคุ้มครองพื้นฐานปกติของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยจะประกอบด้วย ภัยหลักสามภัยดังต่อไปนี้

 

1) ภัยไฟไหม้

 

2) ภัยฟ้าผ่า (Lightning)

 

3) ภัยการระเบิดของแก๊สที่ใช้สำหรับทำแสงสว่าง หรือประโยชน์เพื่อการ

อยู่อาศัย

 

ภัยฟ้าผ่าไม่ปรากฏคำนิยามเฉพาะเจาะจงกำกับเอาไว้เลย

 

แล้วอะไร คือ ภัยฟ้าผ่ากันล่ะ?

 

ฟ้าผ่ายังไงถึงจะได้รับความคุ้มครอง?

 

- ต้องเกิดฟ้าผ่าตรงที่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น หรือ

 

- แค่มีฟ้าผ่าเฉียด ๆ แต่ส่งผลความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยก็ได้แล้ว

 

อย่างแรกพิสูจน์ได้ง่าย เพราะเห็นได้อย่างชัดเจน

 

อย่างหลังพิสูจน์ค่อนข้างยาก เนื่องจากไม่ปรากฏร่องรอยฟ้าผ่า พบแต่ร่องรอยผลความเสียหายที่ตามมาเท่านั้น

 

ภัยฟ้าผ่าที่ดูผิวเผินประหนึ่งจะเข้าใจง่ายนี้ มักสร้างความปวดหัวอย่างมากทั้งในบ้านเรา และต่างประเทศ

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดแก่ตัวเครื่องจักร เครื่องไฟฟ้า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์ที่ได้เอาประกันภัย ซึ่งอาจเกิดความเสียหายชำรุดเสียหายไม่ทำงาน (breakdown/failure) ขึ้นมาเฉย ๆ

 

มักบังเกิดข้อพิพาทอยู่บ่อยครั้ง ความชำรุดเสียหายดังกล่าวนั้นมีสาเหตุมาจากภัยฟ้าผ่า หรือสาเหตุอื่นใดกันแน่?

 

เรามาลองพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาเรื่องนี้จากต่างประเทศกันครับ

 

ผู้ประกอบการรายหนึ่งได้ทำประกันอัคคีภัยคุ้มครองทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้ โดยมีทุนประกันภัยเฉพาะในส่วนของเครื่องจักรกลกับเครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พร้อมส่วนประกอบต่าง ๆ รวมกันอยู่ที่ 15,000,000 รูปีอินเดีย (หรือเทียบเท่าประมาณ 5,656,890 บาท) ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005 เรื่อยมา

 

ณ วันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 2007 ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองกับฟ้าผ่าขึ้นมาแถบพื้นที่ตั้งโรงงานของผู้เอาประกันภัยรายนี้ ส่งผลทำให้เสารับสัญญาณตรงระเบียงอาคารสำนักงานของผู้เอาประกันภัยหักโค่นลง และสร้างความเสียหายแก่เครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการ์ดควบคุมการเคลื่อนไหวห้าตัว (five electronic control cards) ที่มีอยู่ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ถึงขนาดปรากฏข้อผิดพลาด และไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้ส่งหนังสือแจ้งความเสียหายพร้อมกับรายงานการตรวจสอบของบริษัทผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ต่อบริษัทประกันภัยของตนในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2007

 

บริษัทประกันภัยเจ้านี้ก็ได้แต่งตั้งผู้ประเมินวินาศภัยเข้ามาดำเนินการตรวจประเมินความเสียหายทันทีในวันเดียวกัน โดยมีรายงานผลการตรวจประเมินนั้นออกมา ณ วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2007

 

วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2007 บริษัทประกันภัยเจ้านี้ได้ตอบปฏิเสธความรับผิดอย่างเป็นทางการแก่ผู้เอาประกันภัยรายนี้ โดยอ้างว่า

 

ผลความเสียหายเกิดขึ้นมาจากภาวะกระแสไฟฟ้ากระโชกอย่างรุนแรง (heavy surges) ซึ่งได้ถูกเหนี่ยวนำ (induced) กระแสไฟฟ้านั้นให้เข้ามาสร้างความเสียหายแก่เครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จนถึงขนาดชำรุดเสียหายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป

 

โดยที่กรณีความเสียหายเช่นว่านี้ตกอยู่ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาทที่ระบุไม่คุ้มครองถึง

 

“ความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายต่อเครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้ อันเกิดขึ้นมาจาก หรือเป็นเหตุมาจากการเดินเครื่องเกินกำลัง การใช้ความดันเกินกำหนด ไฟฟ้าลัดวงจร การเกิดประกายไฟฟ้า การเผาไหม้ของสายไฟในตัวเอง หรือการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าจากสาเหตุใดก็ตาม (รวมทั้งสาเหตุฟ้าผ่าด้วย) ทั้งนี้ เพียงเฉพาะแก่เครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นว่านั้นเท่านั้น โดยไม่รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้อื่นใดที่เสียหายจากไฟไหม้ด้วย”

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้เป็นโจทก์ได้นำเรื่องขึ้นสู่คณะกรรมการพิจารณาข้อพิพาทด้านผู้บริโภคแห่งชาติ (National Consumer Disputes Redressal Commission (NCDRC)) ของประเทศอินเดียซึ่งได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อพิจารณาหาข้อยุติ

 

คณะกรรมการชั้นต้นได้ตัดสินให้ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้รับความคุ้มครอง เนื่องด้วยภัยฟ้าผ่า (lightning) เป็นภัยที่คุ้มครองซึ่งไม่ได้มีคำนิยามกำกับไว้ตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาทอย่างชัดแจ้ง ถึงแม้นได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปคลื่นแรงดันไฟฟ้าของกระแสไฟฟ้าสืบเนื่องจากฟ้าผ่าอยู่ก็ตาม นั่นเป็นผลที่มีสาเหตุมาจากภัยฟ้าผ่าที่คุ้มครองโดยเฉพาะ

 

บริษัทประกันภัยเจ้านี้ในฐานะจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

 

คณะกรรมการชั้นอุทธรณ์ได้พินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานทั้งหมดของทั้งสองฝ่ายแล้ว ให้ความเห็นว่า

 

คำฟ้องของฝ่ายโจทก์ระบุอย่างชัดเจนว่า พายุลมแรงที่มากับฝนฟ้าคะนองได้สร้างความเสียหายแก่เสารับสัญญาณที่ติดตั้งอยูบนระเบียงอาคาร โดยได้มีการกล่าวถึงไว้ในหนังสือลงวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2007 ซึ่งแจ้งถึงความเสียหายพร้อมกับรายงานการตรวจสอบของบริษัทผู้ให้บริการระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายโจทก์ต่อบริษัทประกันภัยฝ่ายจำเลยไว้ด้วย แต่เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ในรายงานผลการตรวจประเมินความเสียหายนั้นของผู้ประเมินวินาศภัยฝ่ายจำเลยกลับมิได้กล่าวถึงภาวะเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ตลอดจนไม่ได้เอ่ยถึงการเข้าไปตรวจสอบระเบียง หรือเหตุแห่งความเสียหายที่มีต่อเสารับสัญญาณที่ติดตั้งอยู่บนระเบียงนั้นใด ๆ เลย สิ่งที่น่าฉงนใจยิ่งกว่านั้น ทั้งที่ผู้แทนของฝ่ายจำเลยเองก็เข้าอยู่ร่วมในการตรวจประเมินความเสียหายนั้นเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่มีการลงรายละเอียดของสาระสำคัญแห่งความเสียหายดังกล่าวนั้นแต่ประการใด พยานหลักฐานในประเด็นข้อโต้แย้งนี้ของฝ่ายจำเลยดูไม่น่าเชื่อถือว่า ได้มีการตรวจประเมินความเสียหายนั้นจริง

 

อนึ่ง คำว่า “ฟ้าผ่า (lightning)” อันเป็นภัยคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท เมื่อไม่ปรากฏคำนิยามเฉพาะกำกับไว้ จำต้องอาศัยการพิจารณาความหมายทั่วไปตามพจนานุกรมทั่วไป ซึ่งในพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับย่อของอ็อกซ์ฟอร์ด (Concise Oxford English Dictionary) หมายความถึง

“ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงระหว่างเมฆกับพื้นดิน หรือระหว่างเมฆกับเมฆ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบ (ฟ้าแลบ) และเสียงดัง (ฟ้าร้อง) ตามมา โดยปกติแล้วฟ้าผ่ามักเกิดขึ้นในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนอง”

 

ในคดีนี้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานบันทึกถึงการเกิดฟ้าผ่าลงที่ตัวอาคารโดยตรง เพียงแต่มีรายงานการตรวจประเมินความเสียหายระบุถึงสภาพภูมิอากาศช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เป็นต้นว่า ฟ้าผ่า พายุฝนฟ้าคะนองบังเกิดขึ้น ภาวะกระแสไฟฟ้ากระโชกอย่างรุนแรง (heavy surges) อาจถูกเหนี่ยวนำ (induced) เข้าไปอยู่ในสายไฟฟ้าอาจทำให้เครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวที่มีความซับซ้อนอ่อนไหวจนถึงขนาดชำรุดเสียหายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติเช่นเดิม

 

ความเข้าใจทั่วไปถึงภัยฟ้าผ่า คือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงระหว่างเมฆกับเมฆ หรือระหว่างเมฆกับพื้นดิน ครั้นเมื่อปราศจากคำนิยามเฉพาะกำกับไว้ในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท คณะกรรมการชั้นอุทธรณ์จึงเห็นว่า ความเสียหายจากภัยฟ้าผ่าไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่การปลดปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงระหว่างเมฆกับพื้นดินเท่านั้น แต่ควรรวมถึงจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าแรงสูงระหว่างเมฆกับเมฆด้วยเช่นเดียวกัน

 

อีกทั้งรายงานผลการตรวจประเมินความเสียหายนั้นของผู้ประเมินวินาศภัยฝ่ายจำเลยยังเขียนถึงการบอกเล่าของพยานฝ่ายโจทก์ว่า บริเวณเมืองที่ตั้งของสถานประกอบการที่เอาประกันภัยได้ประสบภาวะพายุลมแรงตามด้วยฝนฟ้าคะนอง ประมาณเวลา 18.00 น. ของวันพุธที่ 11 เมษายน ค.ศ. 2007 และเกิดไฟฟ้าดับไปทั่วทั้งเมืองเป็นระยะเวลาประมาณสองชั่วโมง เนื่องด้วยสาเหตุการเกิดกระแสไฟฟ้ากระโชกจากภายนอกที่มาจากฟ้าผ่าอันส่งผลทำให้เครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้เอาประกันภัยได้รับความเสียหายดังกล่าว โดยไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหายจากไฟไหม้ทั้งภายนอกกับภายในของตัวเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นแต่ประการใด ฉะนั้น คณะกรรมการชั้นอุทธรณ์มีความเห็นว่า การชำรุดเสียหายของเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นเนื่องมาจากการเกิดกระแสไฟฟ้ากระโชกอย่างรุนแรงในระบบไฟฟ้านั้น

 

การที่ผู้ประเมินวินาศภัยของฝ่ายจำเลยอ้างอิงข้อความจริงจากผู้แทนของฝ่ายโจทก์เป็นเกณฑ์ โดยไม่ได้พยายามค้นหาพยานหลักฐานอื่นเพื่อมาโต้แย้งเป็นอื่น จึงถือว่า ฝ่ายจำเลยได้ยอมรับสาเหตุแห่งความเสียหายนั้นโดยปริยาย แต่กลับมาอ้างอิงข้อยกเว้นข้างต้นเพื่อปฏิเสธความรับผิดภายหลัง อีกทั้งข้อยกเว้นนี้ก็ไม่มีผลใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ เพราะไม่ได้มีการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้า เนื่องจากฟ้าไม่ได้ผ่าลงตรงที่ตัวเครื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นโดยตรง และไม่ได้มีไฟลุกไหม้ขึ้นมาด้วย (because there is no leakage of electricity as lightning has not struck the machine and there was no fire)

 

คณะกรรมการชั้นอุทธรณ์จึงตัดสินให้ฝ่ายจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี National Insurance Co. Ltd. vs M/S. Gold Stone Technologies Ltd. on 23 February, 2016)

 

หมายเหตุ

 

ถ้าอ่านเหตุผลความเห็นตอนท้ายสุดของคณะกรรมการชั้นอุทธรณ์อย่างผิวเผิน ก็อาจค่อนข้างงงว่า การรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าไปเกี่ยวข้องได้ยังไง?

 

แต่เมื่อย้อนกลับไปอ่านถ้อยคำอย่างเพ่งพินิจของข้อยกเว้นนี้อีกครั้งหนึ่งซึ่งระบุไม่คุ้มครองถึง

 

“ความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายต่อเครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้ อันเกิดขึ้นมาจาก หรือเป็นเหตุมาจากการเดินเครื่องเกินกำลัง การใช้ความดันเกินกำหนด ไฟฟ้าลัดวงจร การเกิดประกายไฟฟ้า การเผาไหม้ของสายไฟในตัวเอง หรือการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าจากสาเหตุใดก็ตาม (รวมทั้งสาเหตุฟ้าผ่าด้วย) ทั้งนี้ เพียงเฉพาะแก่เครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นว่านั้นเท่านั้น โดยไม่รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้อื่นใดที่เสียหายจากไฟไหม้ด้วย”

 

หากคงไม่เข้าใจอยู่เช่นเดิม เสนอแนะให้ลองแยกแยะถ้อยคำออกมาเป็นส่วนย่อย ๆ ดังนี้ น่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นไหมครับ?

 

1) ความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายต่อเครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้

 

2) อันเกิดขึ้นมาจาก หรือเป็นเหตุมาจาก

 

2.1) การเดินเครื่องเกินกำลัง

2.2) การใช้ความดันเกินกำหนด

2.3) ไฟฟ้าลัดวงจร

2.4) การเกิดประกายไฟฟ้า

2.5) การเผาไหม้ของสายไฟในตัวเอง หรือ

2.6) การรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าจากสาเหตุใดก็ตาม (รวมทั้งสาเหตุฟ้าผ่าด้วย)

 

3) ทั้งนี้ เพียงเฉพาะแก่เครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้ซึ่งได้รับผลกระทบเช่นว่านั้นเท่านั้น

 

4) โดยไม่รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้ระบบไฟฟ้า เครื่องอุปกรณ์ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกติดตั้งไว้อื่นใดที่เสียหายจากไฟไหม้ด้วย

 

น่าสนใจนะครับ ศาลบ้านเราจะแปลความหมายข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไป ฉบับมาตรฐานของบ้านเราเช่นไร? ซึ่งได้เขียนคล้ายคลึงกันว่า

 

“กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ไม่คุ้มครอง

  ……………………………..

 

 4)  ทรัพย์สินต่อไปนี้ เว้นแต่จะได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งเป็นอย่างอื่นในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

       ……………………………….

 

      4.7 ไดนาโม หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้า แผง

ควบคุม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ซึ่งได้รับความเสียหาย

เนื่องจาก หรือเพราะการเดินเครื่องเกินกำลัง หรือได้รับกระแสไฟฟ้าเกินกำลัง

หรือไฟฟ้าลัดวงจร รวมถึงไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากฟ้าผ่า เฉพาะเครื่องที่เกิดการ

เสียหายในกรณีดังกล่าว”

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 228 : ถังสัมผัสคลอรีน (Chlorine Tank) ของระบบไฮโดรฟนิวเมติค (Hydropneumatic System) จัดเป็นหม้อกำเนิดไอน้ำ/ภาชนะอัดความดัน (Boiler/Pressure Vessel) หรือไม่?

 

ผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องให้บริษัทประกันภัยของตนเข้ามารับผิดชอบ ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยหม้อกำเนิดไอน้ำ และเครื่องจักร (Boiler and Machinery Insurance Policy) สำหรับความเสียหายต่อถังสัมผัสคลอรีน (chlorine tank) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบน้ำสะอาดที่ใช้อยู่ในภัตคาคารของตน โดยอ้างว่า ได้มีก๊าซคลอรีนพ่นออกมาจากที่อยู่ภายในถังนั้นอย่างฉับพลัน และอย่างไม่ได้คาดคิด

 

แต่ปรากฏมีประเด็นข้อพิพาทขึ้นถึงชั้นศาลอุทธรณ์ในท้ายที่สุด ดังนี้

 

1) ถังสัมผัสคลอรีนจัดเป็นภาชนะอัดความดัน (pressure vessel) ที่จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่? และ

 

2) กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นอุบัติเหตุอันจะได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า?

 

1) ถังสัมผัสคลอรีนจัดเป็นภาชนะอัดความดัน (pressure vessel) ที่จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่?

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ได้แจกแจงรายการของวัตถุที่เอาประกันภัย (Object) ได้แก่ ภาชนะอัดความดันโลหะแบบท่อน้ำใด ๆ (any metal unfired pressure vessel) ดังต่อไปนี้ … ถังระบบไฮโดรฟนิวเมติค (hydro-pneumatic tank) …

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยโต้แย้งว่า ถังสัมผัสคลอรีนไม่ใช่ถังระบบไฮโดรฟนิวเมติค เพราะเป็นเพียงแค่ถังบรรจุสารคลอรีนเท่านั้น อันไม่ใช่วัตถุที่เอาประกันภัยตามรายการดังกล่าว

 

ขณะที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยต่อสู้ว่า ถังสัมผัสคลอรีนนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฮโดรฟนิวเมติด (hydropneumatics system) หรือระบบที่ใช้ของเหลวกับก๊าซ ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหว และแรงดัน โดยเฉพาะ ณ เวลาเมื่อเกิดเหตุ ก็อยู่ในสภาวะเช่นว่านั้นด้วย

 

พยานผู้เชี่ยวชาญที่มาตรวจสอบความเสียหายได้ให้ข้อมูลเสริมเพิ่มเติมว่า ระบบไฮโดรฟนิวเมติด (hydropneumatics system) หรือระบบที่ใช้ของเหลวกับก๊าซนั้นจะประกอบด้วยเครื่องอุปกรณ์สามส่วน กล่าวคือ ส่วนหัวฉีดน้ำ (water injector unit) ส่วนควบคุมการทำงาน (control unit) และส่วนที่เป็นกระบอกสูบ (cylinder unit) อยู่บนถังสัมผัสคลอรีน ถ้าเฉพาะถังสัมผัสคลอรีนเพียงลำพัง ไม่จัดเป็นถังระบบไฮโดรฟนิวเมติค แต่เมื่อได้ถูกนำมาใช้อยู่ในระบบดังกล่าวนั้นแล้ว มีความเห็นว่า จัดเป็นถังระบบไฮโดรฟนิวเมติคได้ เพราะตัวถังสัมผัสคลอรีนได้ก่อให้เกิดการทำงานของระบบนี้ขึ้นมาได้ และจะไม่สามารถได้ก๊าซคลอรีนออกมา ณ เวลาที่เกิดความเสียหาย ถังสัมผัสคลอรีนนี้ก็ร่วมอยู่ในกระบวนการของระบบไฮโดรฟนิวเมติด (hydropneumatics system) หรือระบบที่ใช้ของเหลวกับก๊าซนั้นเอง จึงควรถือเป็นวัตถุที่เอาประกันภัยอันจะได้รับความคุ้มครอง

 

ศาลอุทธรณ์เห็นโน้มเอียงทางฝ่ายผู้เอาประกันภัย และพยานผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทไม่ชัดเจนเพียงพอ เห็นควรยกประโยชน์ให้แก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัย

 

2) กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นอุบัติเหตุอันจะได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า?

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทให้ความหมายของ “อุบัติเหตุ” คือ การชำรุดเสียหายของวัตถุที่เอาประกันภัยโดยฉับพลัน และโดยไม่ได้มุ่งหวัง ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายทางกายภาพขึ้นมาถึงขนาดจำต้องได้รับการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนทดแทน ณ เวลาเมื่อเกิดความเสียหายนั้น ทั้งนี้ ไม่ได้รวมถึง การลดลง การเสื่อมสภาพ การกัดกร่อน หรือการสึกกร่อนของวัสดุ ตลอดจนถึงการรั่วไหลของวาวล์ควบคุม

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยโต้แย้งว่า เหตุการณ์นี้ไม่จัดเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากได้ปรากฏมีการรั่วไหลของวาวล์ ทั้งส่งผลทำให้เกิดการค่อย ๆ กัดกร่อนตรงส่วนประกอบของวาวล์ที่มีอยู่ในระบบถังอัดความดัน (chlorinator system) ในท้ายที่สุด

 

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อความจริงที่เป็นอันยุติ คือ ก๊าซคลอรีนได้เล็ดรอดออกมาจากวาวล์ควบบคุมเครื่องผลิตคลอรีน (chlorinator valve) ซึ่งอยู่ด้านบนของถังสัมผัสคลอรีน โดยเป็นการหลุดเล็ดรอดอย่างแบพลันทันด่วนด้วยการพ่นก๊าซคลอรีนออกไปในอากาศ พร้อมมีเสียงดังฟู่ ซึ่งพยานผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เกิดจากซีลตรงบ่าวาวล์ในส่วนของกระบอกสูบมีการหลุดเคลื่อนอย่างฉับพลันเนื่องจากแรงกดของสปริงภายใน ภายในถังสัมผัสคลอรีนจึงก่อให้เกิดแรงดันของก๊าซระเบิดพุ่งพ่นออกมาดังกล่าว กรณีนี้จึงไม่ใช่จากการรั่วไหลของวาวล์อย่างชัดเจน

 

แม้นจะปรากฏร่องรอยการกัดกร่อนอยู่ด้วย ก็เป็นเพียงผลสืบเนื่องมาจากการเล็ดรอดออกมาของก๊าซคลอรีนเท่านั้น ไม่ใช่เป็นกรณีการค่อย ๆ กัดกร่อนโดยลำพังอันจะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นดังกล่าว

 

ศาลอุทธรณ์จึงตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Lakeshore Marine, Inc. Acc. & Indem. Co., 164 Ga. App. 417, 296 S.E. 2d 418 (1982))

 

หมายเหตุ

 

น่าสนใจว่า ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศนี้ หากนำมาปรับใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยหม้อน้ำของบ้านเรา หรือชื่อเต็มเรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัยหม้อกำเนิดไอน้ำและถังอัดความดัน (Boiler and Pressure Vessel Insurance Policy)” ซึ่งจะให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในที่มิได้ถูกระบุยกเว้นเอาไว้ แต่จำกัดเพียงเฉพาะถึงขนาดเกิดการระเบิด (explosion) และการยุบแฟบ (collapse) ขึ้นมาแล้วเท่านั้น โดยสร้างความเสียหายแก่

 

     1.1) ตัวหม้อกำเนิดไอน้ำกับถังอัดความดันที่ได้กำหนดเอาประกันภัยไว้นั้นเอง

     1.2) ทรัพย์สินอื่นของผู้เอาประกันภัย

     1.3) ความรับผิดตามกฎหมายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก และ

     1.4) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี

 

โดยกำหนดคำนิยามเฉพาะไว้ ดังนี้

 

คำว่า “หม้อกำเนิดไอน้ำ” หมายถึงภาชนะที่ปิดมิดชิด หรือทั้งภาชนะและระบบของท่อที่ถูกเผาไฟให้ร้อน เพื่อใช้การผลิตไอน้ำภายใต้ความดัน เมื่อใช้ในตารางนี้ “หม้อกำเนิดไอน้ำ” หมายรวมถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ท่อ/เครื่องให้ความร้อนสูง และเครื่องประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งสร้างรวมเป็นส่วนหนึ่งหรือแยกอยู่ต่างหากของหม้อกำเนิดไอน้ำ

 

คำว่า “ถังอัดความดัน” ในเอกสารแนบท้ายนี้ หมายถึงภาชนะที่ปิดมิดชิดใด ๆ ที่ไม่ได้ถูกเผาไฟ ซึ่งมีกำลังอัดของไอน้ำหรืออากาศอยู่ภายใน

 

คำว่า “การระเบิด” ในเอกสารแนบท้ายนี้ หมายถึงการฉีกขาดหรือแตกแยกออกโดยฉับพลันของโครงสร้างของหม้อกำเนิดไอน้ำ หรือถังอัดความดัน เนื่องจากกำลังดันของไอน้ำ อากาศ หรือของเหลวที่อยู่ภายใน เป็นผลให้โครงสร้างเคลื่อนที่ไป และทำให้สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในกระเด็นออกไปด้วยกำลังแรงดังกล่าว “การระเบิด” ให้หมายรวมถึงความเสียหายใด ๆ ที่เกิดแก่โครงสร้างของหม้อกำเนิดไอน้ำ โดยแรงของการสันดาปอย่างทันทีทันใดของเชื้อเพลิงในเตาไฟหรือในปล่องไฟ

 

คำว่า “การยุบแฟบ” ในเอกสารแนบท้ายนี้ หมายถึงการเปลี่ยนรูปของส่วนใดส่วนหนึ่งของหม้อกำเนิดไอน้ำ หรือถังอัดความดันโดยฉับพลันในลักษณะอันตราย โดยแรงบีบอัดของไอน้ำหรือของเหลวจะถึงแตกร้าวหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ มิได้หมายความถึงการเสียรูปซึ่งค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ ไม่ว่าจะเนื่องจากสาเหตุใดก็ตาม การระเบิดของก๊าซในปล่องไฟตามเอกสารแนบท้ายฉบับนี้จะให้ความคุ้มครองถึงความเสียหาย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการระเบิดของก๊าซในเตา หรือปล่องไฟของหม้อกำเนิดไอน้ำนั้น

 

ผลสรุปจะเป็นเช่นไร?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 227 : อากาศเสีย (Poor Air Quality) ใช่ความเสียหายทางกายภาพ (Physical Damage) ที่บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดไหม?

 

เราเคยคุ้นชินกับความเสียหายทางกายภาพ (physical damage) ที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้านรูปร่าง (change or alteration towards structure or appearance) ต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจนรู้สึกปกติธรรมดาไปแล้ว

 

เราอาจเคยรู้สึกแปลกใจไปบ้าง เมื่อได้รับฟังถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้านกลิ่น (odor) ที่มีต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเคยเล่าสู่กันฟังหลายเรื่องแล้ว

 

แต่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้านสภาพอากาศ (air quality) นี่นะ

 

เชื่อว่า หลายท่านอาจร้องอุทานด้วยความตกใจ ล้อกันเล่นหรือเปล่า? ใช่เรื่องจริงไหม? แล้วจะเป็นไปได้ยังไง?

 

คำเฉลยจะอยู่ในสิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ครับ

สมาคมผู้ชื่นชมบทละครของวิลเลียม เชกสเปียร์ (Oregon Shakespeare Festival Association) ซึ่งเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรแห่งรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จัดดำเนินการแสดงดังกล่าวให้แก่ประชาชนผู้เป็นแฟนประจำได้รับชมตามตารางเวลาอย่างสม่ำเสมอ โดยมีอาคารโรงละครอยู่ทั้งหมดสามหลัง สองหลังแรกเป็นอาคารปิดตามปกติทั่วไป ขณะที่หลังที่สามจะเป็นอาคารลักษณะกึ่งกลางแจ้ง คือ มีหลังคาปิดเฉพาะส่วนของเวทีเท่านั้น

 

สมาคมแห่งนี้ได้นำทรัพย์สินของตนไปจัดทำการประกันภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัยควบคู่กับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียรายได้ไว้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง เพื่อรองรับความเสี่ยงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

 

ช่วงฤดูร้อน คือ ประมาณปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2013 ได้เกิดมีกลุ่มควันขนาดใหญ่จากไฟไหม้ป่าหลายจุดด้วยกัน ล่องลอยเข้ามาปกคลุมบริเวณโรงละครดังกล่าว โดยเฉพาะโรงละครที่สามจนก่อให้เกิดควัน คราบเขม่ากับเศษขี้เถ้ากระจายแทรกเข้าไปอยู่ตามที่นั่งพลาติก พื้นคอนกรีต ตลอดจนตัวอาคารทั้งภายนอก ภายใน รวมทั้งระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การหมุนเวียนปรับสภาะอากาศกับการกรองอากาศ (Heating Ventilation & Air Conditiong – HVAC) ระบบไฟฟ้าแสงสีเสียง และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ จนส่งผลทำให้จำต้องตัดสินใจยกเลิกการแสดงตามตารางปกติของโรงละครที่สามซึ่งเป็นอาคารกึ่งเปิดโล่งดังกล่าวรวมสี่คืน ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยแก่สุขภาพของพนักงาน นักแสดง และผู้เข้าชม

 

อนึ่ง การพิจารณาตัดสินใจยกเลิกตารางการแสดงปกติแต่ละรอบของคณะกรรมการของโรงละครนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลจากปัจจัยหลัก ดังนี้

 

ก) สภาพภูมิอากาศแต่ละวัน

ข) คำพยากรณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้าของแต่ละวัน

ค) สุขภาพอนามัยของนักแสดง

 

โดยอาศัยการอ้างอิงเครื่องมือวัดดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) ของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่รู้จักกันดีว่า ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เว้นแต่กรณีมีปริมาณมากจะดูคล้ายหมอก หรือควันปกคลุมอยู่ หากวัดได้คุณภาพอากาศที่ไม่ปลอดภัยเป็นอันตรายแก่สุขภาพ คณะกรรมการนั้นก็จะตัดสินใจยกเลิกล่วงหน้า สำหรับรอบการแสดงนั้น ๆ

 

นอกจากนี้ ยังอาศัยข้อมูลภายหลังจากการแสดงแต่ละรอบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจอีกด้วย

 

วันแรกกับวันที่สองที่มีการยกเลิกการแสดง ดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ระดับร้ายแรงที่  400 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

วันที่สามกับที่สี่ซึ่งมีการยกเลิกเช่นเดียวกัน ลดระดับลงมาอยู่ที่ 250 กับ 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ

 

แม้วันถัดมาจะคงยังมีระดับสูงเกินกว่าระดับความปลอดภัยขององค์การอนามัยโลก คือ อยู่ที่ไม่เกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรก็ตาม คณะกรรมการก็ไม่ได้ตัดสินใจยกเลิกแต่ประการใด

 

กรณีเหล่านี้ได้เกิดเป็นคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาล โดยมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

1) ผู้เอาประกันภัยโจทก์จะได้รับความคุ้มครองจากความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ณ โรงละครที่สามซึ่งมีลักษณะกึ่งเปิดโล่งจากควันของไฟป่าที่แทรกตัวเข้าไปอยู่ในทรัพย์สินนั้นจนส่งผลทำให้ไม่สามารถใช้งานทรัพย์สินนั้นได้อีกต่อไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่?

 

คู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า ทรัพย์สินที่อยู่ ณ โรงละครที่สามเป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัย แต่เห็นต่างกันในประเด็นเรื่องการแปลความหมายของถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทที่ระบุว่า “ความความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (direct physical loss or damage)” เนื่องจากไม่ได้มีการกำหนดคำนิยามเฉพาะเจาะจงเอาไว้  

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์หยิบยกความหมายของคำว่า “ทางกายภาพ” ตามพจนานุกรมทั่วไปมาแสดงว่า หมายความถึง วัตถุที่จับต้องได้ตามสภาพ หรือตามปกติทั่วไป (natural or material thing) ไม่ใช่สิ่งที่นึกคิดไปเองตามอารมณ์ความรู้สึก ฉะนั้น ควันจากไฟป่าได้สร้างความเสียหายแก่สิ่งตกแต่งภายในโรงละครนั้น ซึ่งรวมถึงอากาศ (air) ที่อยู่ภายในนั้นด้วย

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยโต้แย้งว่า อากาศไม่อาจเอาประกันภัยได้ เพราะไม่ถือเป็นทรัพย์สิน อีกทั้งก็ไม่ได้ข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่า อากาศที่อยู่ภายในนั้นจะถึงขนาดได้รับความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพจากการปนเปื้อน หรือการแทรกตัวได้

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยไม่ได้พยายามอธิบายชี้แจงอย่างเพียงพอที่จะทำให้ศาลรับฟังเข้าใจได้ว่า อากาศไม่มีสภาพทางกายภาพ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกแน่นอน ดั่งเช่น ความมีชื่อเสียง หรือมูลค่าทางการตลาด เป็นต้น

 

จริงอยู่ อากาศไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะพูดว่า อากาศไม่จัดเป็นทรัพย์สินได้เลยนั้นไม่ได้ (ทรัพย์สินอาจหมายความถึง วัตถที่มีรูปร่าง และไม่มีรูปร่างก็ได้)

 

นอกจากนี้ ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยยังต่อสู้อีกด้วยว่า การเกิดความเสียหายทางกายภาพจะต้องมีลักษณะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง หรือรูปลักษณะแก่วัตถุด้วย จนถึงขนาดทำให้จำต้องทำการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนทดแทน เพื่อให้กลับคืนสู่สภาพดังเดิม มิฉะนั้นแล้ว กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั้งสองฉบับก็ยังไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้

 

ในที่นี้ อากาศตามที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อ้างว่า เสียหายทางกายภาพแล้ว ก็ไม่ปรากฏจะต้องได้รับการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนทดแทนแต่ประการใด ซึ่งไม่ปรากฏมีถ้อยคำตรงจุดใดของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทระบุไว้ หรือสนับสนุนข้อกล่าวอ้างของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยเช่นนั้นอยู่เลย

 

คดีนี้ ไม่อาจโต้แย้งได้ว่า จะต้องมีการทำความสะอาดแก่ทรัพย์สินที่เสียหายทั้งภายนอก ภายในโรงละครที่สามดังกล่าว ด้วยการเปลี่ยนไส้กรองอากาศบ่อยครั้ง การเช็ดถูทำความสะอาด (ไม่มีการใช้น้ำยาเคมี) ทุกจุด โดยเฉพาะบริเวณที่เปิดโล่งซึ่งใช้เวลานานนับชั่วโมงก่อนจะเปิดการแสดงแต่ละรอบ

 

ส่วนข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยมากล่าวอ้างเพิ่มเติม อันได้แก่

 

1.1) การล่าช้า การขาดประโยชน์จากการใช้งาน และการสูญเสียตลาด

 

การแปลความหมายว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งเสียหายจากภัยที่คุ้มครอง แล้วยังจะต้องตกอยู่ในข้อยกเว้นเรื่องกรณีข้างต้นนั้น ไม่น่าถูกต้อง และรับฟังได้ น่าจะเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกอย่างอื่นมากกว่า เป็นต้นว่า ความไม่พร้อมของนักแสดง ทำให้การแสดงรอบนั้นต้องถูกเลื่อนเวลา ถึงจะเข้าข่ายในข้อยกเว้นนี้

 

1.2) ควันพิษ หรือควัน (smog or smoke)

 

ควันพิษจะปรากฏอยู่ในข้อยกเว้น แต่ไม่มีคำนิยามเฉพาะกำหนดไว้ ครั้นไปดูความหมายนี้ของพจนากรมทั่วไป ควันพิษจะหมายความรวมถึง ควัน ก็จะกลายเป็นว่า ควันทุกชนิดจะพลอยไม่ได้รับความคุ้มครองไปด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน

 

1.3) มลพิษ

 

เช่นเดียวกัน ศาลก็ไม่ยอมรับการแปลความหมายกว้างถึงขนาดนั้น

 

2) ควันเป็นอุบัติเหตุที่ส่งผลทำให้ธุรกิจของผู้เอาประกันภัยโจทก์หยุดชะงักหรือเปล่า?

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยพยายามต่อสู้เพิ่มเติมว่า การยกเลิกรอบการแสดงเกิดขึ้นตามความประสงค์ด้วยความสมครใจของฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์เอง ไม่ได้บังเกิดจากสาเหตุของอุบัติภัย

 

ศาลไม่เห็นพ้องด้วย ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้แสดงพยานหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนแล้วว่า อากาศภายในโรงละครนั้นถูกแทรกตัวอยู่จากควันของไฟป่าที่เกิดขึ้นหลายแห่ง ควันไม่อยู่ภายใต้สิ่งที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์จะสามารถจำกัดควบคุมได้ ทั้งอากาศที่อยู่ภายในนั้นอยู่ในระดับที่ไม่ปลอดภัยแก่สุขภาพอนามัยแก่ผู้คนทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จำต้องยกเลิกรอบการแสดงเหล่านั้นลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  

 

อนึ่ง ลักษณะโครงสร้างพิเศษของอาคารโรงละครแห่งนี้ ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้รับรู้ และยอมรับสภาพตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้พยายามที่จะจำกัด หรือวางกรอบการรับประกันภัยเป็นกรณีจำเพาะแต่ประการใด รวมถึงการเขียนถ้อยคำให้ชัดแจ้งกว่านี้ ซึ่งฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยอยู่ในสถานะที่จะกระทำได้อยู่แล้ว แต่กลับละเลย

 

ด้วยเหตุผลทั้งหมดข้างต้น ศาลจึงตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั้งสองฉบับ

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Oregon Shakespeare Festival Association v. Great American Insurance Co., 2016 WL 3267247)

 

หมายเหตุ

 

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ส่วนท่านใดจะเห็นพ้อง หรือเห็นต่าง สุดแล้วแต่ใจท่านครับ

 

เคยพยายามชี้ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เวลามีโอกาสบรรยายความรู้ด้านการประกันภัยต่าง ๆ

 

บริษัทประกันภัยมักระบุถึงทรัพย์สินที่เอาประกันภัย

 

ถ้าไปพลิกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดูจะพบว่า ทรัพย์สินนั้นมีความหมายกว้างขวางนัก

 

มาตรา 137 ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง

 

มาตรา 138 ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้

 

ไม่เคยพบใครใช้คำว่า “ทรัพย์ที่เอาประกันภัย” บ้างเลย

 

แถมบางรายยังไปใช้คำว่า Real Property & Personal Property (อสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์) เข้าไปอีก

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 226 : แผ่นดินไหว และ/หรือการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานส่งผลทำให้ตึกถล่มกันแน่? (Faulty Construction Always Excuse Insurer’s Liability in All Risks Policy?)

 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวกับตึกถล่มในบ้านเราก่อให้เกิดคำถามต่าง ๆ นา ๆ ถึงใครควรจำต้องรับผิดชอบกันแน่?

 

คงจะไม่ขอก้าวล่วงถึงการวิเคราะห์ค้นหาข้อความจริงดังกล่าว โดยเฉพาะทางด้านเทคนิคต่าง ๆ เพราะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไร เพียงแต่สนใจใคร่ใฝ่รู้ในแง่มุมของการประกันภัยเท่านั้น จึงได้พยายามสืบค้นหาตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศมาเทียบเคียง ด้วยเชื่อว่า คำถามข้างต้นคงไม่ได้เกิดขึ้นมาแค่ประเทศไทยเท่านั้น

 

อนึ่ง ผลการสืบค้นไม่ได้มีจุดประสงค์จะมาชี้แนะใด ๆ เพียงแต่เพื่อเสริมความรู้ หรือมุมมองเพิ่มเติมเท่านั้น

 

เนื่องจากในแง่มุมการประกันภัย

 

ภัยแผ่นดินไหว จัดเป็นภัยที่คุ้มครอง

 

ขณะที่ภัยจากการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จัดเป็นภัยที่ยกเว้น

 

จะพูดได้ไหม?

 

- ถ้าอาคารนั้นถล่มลงมาเอง จะเป็นผลมาจากการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานโดยตรง?

 

- แต่ถ้าไม่มีภัยแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเสียก่อน อาคารนั้นก็ (ยัง) ไม่ถล่ม ฉะนั้น แผ่นดินไหวถือเป็นสาเหตุโดยตรงทำให้อาคารนั้นถล่มลงมาหรือเปล่า? หรือ

 

- ทั้งสองภัย (ภัยที่คุ้มครองกับภัยที่ยกเว้น) ล้วนส่งผลต่อเนื่องร่วมกันในลักษณะสาเหตุใกล้ชิด (Proximate Cause) จะพิจารณาเช่นไร?

 

เราลองพิจารณาดูกันครับ

 

สมาคมนักกฎหมายแห่งประเทศฟิลิปปินส์ (Philippine Bar Association (PBA)) ประสงค์มีโครงการสร้างตึกทำการใหม่ของตนเองขึ้นมา ณ กรุงมะนิลา จึงได้ไปตกลงว่าจ้างบริษัทผู้ออกแบบแห่งหนึ่งที่ขอเรียกชื่อย่อว่า “Nakpils” และบริษัทผู้รับเหมาเจ้าหนึ่งมีชื่อย่อว่า “United” เพื่อทำการก่อสร้างอาคารนั้นรวมสองหลัง

 

ประมาณเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1966 โครงการดังกล่าวได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ และส่งมอบให้แก่ PBA เจ้าของโครงการผู้ว่าจ้างเรียบร้อย

 

ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1968 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 7.3 แมกนิจูดขึ้น สร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางในกรุงมะนิลา รวมถึงอาคารที่ทำการของ PBA ด้วย ถึงขนาดตัวอาคารเกิดการเอียงตัวโน้มไปข้างหน้า (tilt forward) จนต้องสั่งอพยพผู้คน รวมทั้งผู้เช่าทั้งหมดในตึกออกไป พร้อมถูกสั่งห้ามใช้อาคารอย่างเด็ดขาด

 

บริษัทผู้รับเหมา United ได้เข้าไปใช้มาตรการแก้ไขชั่วคราวด้วยการค้ำยันตัวตึกเอาไว้ มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอยู่ที่ 13, 661.28 เปโซ (หรือเทียบเคียงอัตราแลกเปลี่ยนเงินปัจจุบัน คือ 8,070.47 บาท)

 

PBA ผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกร้องให้บริษัทผู้รับเหมา United รับผิดชอบ โดยกล่าวอ้างว่า การพังทลายบางส่วนนั้นเป็นผลเนื่องมาจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน (defects in construction) การไม่ได้สร้างตามแบบแปลนที่กำหนด (plans and specifications) และเป็นการผิดสัญญาว่าจ้าง

 

บริษัทผู้รับเหมา United ได้ไปยื่นฟ้องต่อบริษัทผู้ออกแบบ Nakpils โดยกล่าวหาว่า การพังทลายบางส่วนนั้นเป็นผลเนื่องมาจากการออกแบบที่ผิดพลาด (defects in plans and specifications) อีกทอดหนึ่ง

 

ประเด็นข้อพิพาทได้ถูกจำแนกออกเป็นประเด็นทางด้านเทคนิค ถูกส่งต่อไปให้คณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญ (commissioner) ซึ่งคู่ความเห็นชอบร่วมกันแต่งตั้งขึ้นมาให้เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็น ส่วนประเด็นทางด้านอื่น ศาลจะพิจารณาเอง

 

PBA ผู้เสียหายได้มีคำร้องขอเพื่อให้มีคำสั่งรื้อถอนอาคารนั้นลง ด้วยหวั่นเกรงว่า หากมีแผ่นดินไหวติดตามมาอีก ตึกนั้นอาจพังถล่มลงมาได้ในท้ายที่สุด แต่ถูกคัดค้านจากฝ่ายจำเลย

 

ถัดมา วันที่ 7, 9 และ 12 เมษายน ค.ศ. 1970 ได้เกิดแผ่นดินไหวสามระลอกใหม่ติดตามมาอีกจนก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติมแก่ตัวอาคารนั้น

 

วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1970 คณะกรรมาธิการจึงมีคำสั่งอนุมัติให้ PBA ผู้เสียหายดำเนินการรื้อถอนได้ โดยอาศัยค่าใช้จ่ายของตนเองชำระล่วงหน้าไปก่อน

 

คณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญได้พินิจพิเคราะห์ และสรุปรายงานของตนว่า ความเสียหายของตัวอาคารนั้นมีสาเหตุโดยตรงมาจาก (caused directly by) กรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

1) เหตุการณ์แผ่นดินไหวคราวแรกที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม และ

 

2) ความผิดพลาดจากการออกแบบ และรายละเอียด (defects in plans and specifications) ของบริษัทผู้ออกแบบ Nakpils และ

 

3) การก่อสร้างผิดเพี้ยนจากแบบแปลนดังกล่าว (deviations from said plans and specifications) กับการไม่ควบคุมดูแลที่ดีพอในงานก่อสร้าง (failure to observe requisite workmanship in the construction) ของบริษัทผู้รับเหมา United จนก่อให้เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงเพิ่มขึ้น

 

4) การไม่คอยเฝ้ากำกับดูแลตรวจรับงานที่ดีพอ (failure to exercise the requisite degree of superivision) ของ PBA ผู้เสียหายในฐานะโจทก์เจ้าของโครงการอีกชั้นหนึ่ง

 

ฝ่ายจำเลยหยิบยกเหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ (Act of God) ขึ้นมาโต้แย้งว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้อาคารนั้นเสียหายมากกว่า อันถือเป็นเหตุสุดวิสัย (Fortuitous Event) โดยลำพังอย่างเดียว ตนไม่จำต้องรับผิดชอบใด ๆ ทั้งมิได้เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน ฝีมือแรงงานที่ไม่ดี การดำเนินงานผิดเพี้ยนจากแบบแปลนที่กำหนด หรือการออกแบบผิดพลาดดังถูกกล่าวอ้างนั้นแต่ประการใด

 

ประเด็นข้อพิพาท

 

(1) ประเด็นสาเหตุ

 

เหตุสุดวิสัยแห่งภัยธรรมชาติ (แผ่นดินไหว) ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารนั้น จะเป็นข้ออ้างที่ทำให้ฝ่ายที่ควรจะต้องรับผิดจากความประมาทเลินเล่อของตน สามารถพ้นจากความรับผิดนั้นได้หรือไม่?

 

(2) ประเด็นมูลค่าความเสียหาย

 

ตัวอาคารนั้นควรจะได้รับการชดใช้ในลักษณะความเสียหายโดยสิ้นเชิง (total loss) จนถึงขนาดจำต้องรื้อถอนหรือไม่? หรือ

 

เพียงแค่จะได้รับการชดใช้สำหรับความเสียหายบางส่วน (partial loss) ด้วยการซ่อมแซมเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิมสามารถให้เช่าพื้นที่บางส่วนได้ตามปกติเท่านั้น เนื่องด้วยส่วนอื่นที่ไม่เสียหายรวมถึงฐานรากนั้น ก็ยังสามารถใช้งานได้อยู่ดังเดิม

 

ศาลชั้นต้น

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับรายงานดังกล่าวของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง เว้นแต่ประเด็นเรื่องการคอยเฝ้ากำกับดูแลตรวจรับงานที่ให้ตกเป็นภาระของเจ้าของโครงการโจทก์ด้วย

 

ศาลชั้นต้นจึงตัดสินให้ฝ่ายจำเลย อันประกอบด้วยบริษัทผู้ออกแบบ Nakpils และบริษัทผู้รับเหมา United ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนกับการสูญเสียรายได้จากค่าเช่าประมาณหกเดือน ให้แก่ PBA ผู้เสียหายฝ่ายโจทก์เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 989,335.68 เปโซ (หรือเทียบเคียงอัตราแลกเปลี่ยนเงินปัจจุบัน คือ 584,455 บาท) พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

 

ศาลอุทธรณ์

 

คู่ความทุกฝ่ายยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณา ดังนี้

 

(1) ประเด็นสาเหตุ

 

ในส่วนประเด็นของสถาปนิกผู้ออกแบบ ได้ปรากฏมีสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพด้านสถาปนิกกับวิศวกรรมโยธาร่วมกันยื่นคำร้องคัดค้านความเห็น (amicus curiae) ของคณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญต่อศาลว่า การออกแบบ และรายละเอียดของแบบแปลนของบริษัทผู้ออกแบบ Nakpils นั้นถูกต้องตามหลักวิชาชีพนั้นแล้ว

 

แต่คณะกรรมาธิการผู้เชี่ยวชาญคงยืนยันผลรายงานของตนว่า ความบกพร่องของแบบแปลนกับรายละเอียดนั้นยังมีอยู่

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ความประมาทเลินเล่อของทั้งบริษัทผู้ออกแบบ Nakpils และบริษัทผู้รับเหมา United ล้วนแสดงจนปราศจากข้อสงสัยแล้วว่า เป็นสาเหตุใกล้ชิด (proximate cause) ซึ่งส่งผลทำให้ตัวตึกนั้นไม่มีความมั่นคงเพียงพอจะรองรับกำลังแรงของแผ่นดินไหวในเดือนสิงหาคมได้

 

หลักกฎหมายแห่งประเทศฟิลิปปินส์บัญญัติว่า วิศวกร/สถาปนิก และผู้รับเหมาจำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย หากปรากฏมีการพังถล่มของอาคารสิ่งปลูกสร้างภายในกำหนดระยะเวลา 15 ปีนับแต่วันที่สร้างเสร็จ

 

อย่างไรก็ดี บุคคลไม่จำต้องรับผิดกรณีเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจคาดคิดได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า

 

(1) กรณีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของบุคคลนั้นเอง

(2) กรณีนั้นไม่อาจคาดหวังได้ หรือไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย

(3) กรณีนั้นจะต้องส่งผลถึงขนาดทำให้บุคคลนั้นไม่อาจทำหน้าที่ของตนได้เลย

(4) บุคคลนั้นต้องไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ หรือมีส่วนเกี่ยวเนื่องทำให้บังเกิดผลอย่างร้ายแรงแก่บุคคลอื่นที่ได้รับความเสียหายด้วย

 

กรณีเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1968 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เป็นเหตุสุดวิสัย หรือภัยจากธรรมชาติ

 

ถึงกระนั้น การก่อสร้างที่ขาดมาตรฐานที่ดีพอ การก่อสร้างผิดแบบ แบบแปลนกับรายละเอียดที่บกพร่องนั้นเอง ล้วนมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงมากขึ้น ตลอดจนมีส่วนทำให้มาตรการความมั่นคงแข็งแรงของตัวอาคารนั้นที่ควรจะมีอยู่ได้ถูกลดทอนน้อยลงไป

 

การยอมรับมอบอาคารสิ่งปลูกสร้างเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ได้มีนัยที่จะส่งผลทำให้เป็นอันปลดเปลื้องภาระผิดของข้อบกพร่องใด ๆ ดังกล่าว

 

ฉะนั้น หากหลักแห่งเหตุสุดวิสัยนั้นมีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุแห่งการฉ้อฉล ความประมาทเลินเล่อ การหน่วงเหนี่ยว หรือการละเมิด หรือการฝ่าฝืนในลักษณะที่บุคคลนั้นมีหน้าที่ของตนอยู่จนก่อให้เกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายท้ายที่สุด บุคคลนั้นก็ไม่อาจอ้างหลักแห่งเหตุสุดวิสัยมาเพื่อปฏิเสธให้ตนต้องพ้นผิดไปได้

 

ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ข้อสงสัยที่ว่า ทำไมอาคารสิ่งปลูกสร้างอื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงถึงยังคงไม่พังถล่มลงมา เว้นแต่อาคารที่พิพาทนี้เท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยในการนึกคำนึงถึงได้

 

ศาลอุทธรณ์จึงตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น

 

(2) ประเด็นมูลค่าความเสียหาย

 

ศาลอุทธรณ์จึงตัดสินเพิ่มค่าเสียหายจากเดิมให้แก่ PBA ผู้เสียหายฝ่ายโจทก์อีก 200,000 เปโซ (หรือเทียบเคียงอัตราแลกเปลี่ยนเงินปัจจุบัน คืออีก 118,418 บาท) สำหรับความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่ติดตามมาอีกสามระลอก ซึ่งทั้งหมดพิจาณาแล้วถือเป็นความเสียหายบางส่วนเท่านั้น

 

ศาลฎีกา

 

คู่ความทุกฝ่ายยื่นฎีกา ศาลฎีกาได้วินิจฉัย ดังนี้

 

(1) ประเด็นสาเหตุ

 

ศาลฎีกายืนตามศาลล่างทั้งสอง เหตุสุดวิสัยไม่ได้ทำให้ฝ่ายจำเลยทั้งสองสามารถใช้นำมาอ้างเพื่อให้ตนพ้นผิดได้ เนื่องจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายจำเลยทั้งสองเป็นสาเหตุใกล้ชิดส่งผลทำให้ตัวอาคารนั้นปราศจากความมั่นคงแข็งแกร่งอย่างที่ควรจะเป็นในการยืนหยัดต้านทานกำลังแรงของแผ่นดินไหวได้

 

(2) ประเด็นมูลค่าความเสียหาย

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยคำร้อง PBA ผู้เสียหายฝ่ายโจทก์ว่า ตนควรจะได้รับการชดใช้มูลค่าความเสียหายโดยสิ้นเชิง สำหรับตัวอาคารนั้นมากกว่า

 

ส่วนการสูญเสียรายได้จากค่าเช่านั้นควรคำนวณในอัตราค่าเช่าปีละ 178,671.76 เปโซ (หรือเทียบเคียงอัตราแลกเปลี่ยนเงินปัจจุบัน คือ 105,789.76 บาท) ตามจริงมากกว่า ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น

 

และตัดสินให้ PBA ผู้เสียหายฝ่ายโจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายรวมทั้งสิ้น 5,000,000 เปโซ (หรือเทียบเคียงอัตราแลกเปลี่ยนเงินปัจจุบัน คือ 2,960,450 บาท)

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Supreme Court, Second Division GR L-47851, GR l-47863, GR L-47896 October 3, 1968 Juan F. Nakpil & Sons and Juan F. Nakpil, The court of Appeals, United Construction Company, Inc., Juan J. Carlos and the Philippine Bar Association)

 

หมายเหตุ

 

แม้ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศนี้อาจดูเก่าไป และไม่ตรงกับกรณีที่บังเกิดขึ้นในบ้านเรา ทั้งไม่ปรากฏประเด็นเรื่องทางด้านการประกันภัย แต่ก็น่าเชื่อสามารถใช้เทียบเคียงได้นะครับ

 

บทสรุปของตัวอย่างคดีศึกษานี้ระบุว่า ผลของความเสียหายที่บังเกิดขึ้นนั้นอาศัยปฏิกิริยาตัวเร่ง คือ แผ่นดินไหว ขณะที่การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และความผิดพลาดในการออกแบบนั้นจัดเป็นสาเหตุใกล้ชิดของเหตุแห่งความเสียหายนั้นเอง

 

เหตุสุดวิสัย หรือภัยธรรมชาตินั้นจะสามารถอ้างมาเพื่อให้สามารถพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายได้ต่อเมื่อจะต้องปราศจากความเกี่ยวเนื่องจากความประมาทเลินเล่อของมนุษย์เอง

 

เทียบเคียงได้กับตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาบ้านเรา เลขที่ 8724/2560

 

ตึกถล่มจากแผ่นดินไหว นายจ้างปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลเห็นว่า โครงสร้างตึกไม่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด และไม่มีมาตรการรองรับแผ่นดินไหว แม้แผ่นดินไหวเป็นเหตุสุดวิสัย แต่นายจ้างมีความประมาท จึงต้องรับผิด

 

(สืบค้นมาจาก https://www.facebook.com/thebigkren/posts/ความพยายามใช้ข้อกฎหมายเรื่องเหตุสุดวิสัยมาใช้ให้พ้นผิด-จากแผ่นดินไหวบิ๊กเกรียน /1174441034692105/)  

 

ในแง่การประกันภัย จะได้รับความคุ้มครองสำหรับส่วนความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหวซึ่งเป็นภัยที่คุ้มครอง ส่วนความเสียหายจากภัยการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานกับการออกแบบผิดพลาดซึ่งตกอยู่ในภัยที่ยกเว้น ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองครับ

 

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงการพิจารณานำเสนอแง่มุมความคิดเห็นส่วนตัวเทียบเคียงกับตัวอย่างคดีศึกษาจากต่างประเทศเท่านั้นนะครับ ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเราซึ่งจะมีรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ อีกมากมายเข้ามาพิจารณาประกอบ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/