วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 204 : กรรมการรายหนึ่งของผู้เอาประกันภัยต้องคดีอาญา ถือเป็นสาระสำคัญที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริง (Material Fact Disclosure) หรือไม่? และจะส่งผลกระทบความคุ้มครองอย่างไร?

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

 

ผู้เอาประกันภัยรายหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้เข้าซื้ออาคารสำนักงานเก่าแห่งหนึ่ง เพื่อนำมาปรับปรุงเป็นอาคารที่พักอาศัย โดยว่าจ้างผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการ พร้อมกับได้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการก่อสร้าง (Construction All Risks Insurance) กับคุ้มครองความล่าช้าในการดำเนินงาน (Delay in Start Up Insurance) เผื่อเอาไว้ด้วย

 

ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2020 โครงการก่อสร้างนี้ได้ประสบปัญหาความเสียหายเนื่องจากน้ำของระบบพรมน้ำดับเพลิงอัตโนมัติรั่วไหลออกมาระหว่างการติดตั้ง สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่ได้เอาประกันภัยไว้บางส่วน ผู้เอาประกันภัยจึงแจ้งต่อบริษัทประกันภัยของตนเข้ามาตรวจสอบ และประเมินความเสียหาย

 

เมื่อผู้ประเมินความเสียหายได้ตรวจสอบข้อมูลของผู้เอาประกันภัยแล้ว กลับพบว่า ตอนจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ผู้เอาประกันภัยละเลยแจ้งข้อความจริงประการหนึ่งที่ว่า กรรมการรายหนึ่งของผู้เอาประกันภัยได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญายังต่างประเทศ ให้แก่บริษัทประกันภัยได้รับทราบ

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทประกันภัยดังกล่าวได้หยิบยกหลักความสุจริตอย่างยิ่ง (Utmost Good Faith Principle) มาปฏิเสธความรับผิดของตน สำหรับเหตุการณ์ความเสียหายที่บังเกิดขึ้นนั้น เพราะเห็นว่า ข้อความจริงนั้นถือเป็นสาระสำคัญประการหนึ่ง หากได้รับทราบมาก่อน ตนอาจตัดสินใจไม่ตกลงรับประกันภัยรายนี้เลย

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้ชี้แจงว่า กรรมการรายดังกล่าวไม่ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงแก่โครงการก่อสร้างนี้ ทั้งความผิดที่ได้รับโทษนั้นก็เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในธุรกิจวาณิชธนกิจ (Invest Banking Company) ซึ่งกรรมการรายดังกล่าวมีสังกัดอยู่ โดยที่ผู้เอาประกันภัยรายนี้ไม่ได้ล่วงรู้มาก่อน ณ เวลาทำสัญญาประกันภัย

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้จึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อตัดสินให้บริษัทประกันภัยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท โดยมีประเด็นข้อพิพาทอยู่สองประเด็น กล่าวคือ

 

1) ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้กระทำหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสม (fair presentation) แล้วหรือยัง?

 

2) ข้อมูลนั้นถือเป็นสาระสำคัญ (material circumstance) ที่จะส่งผลในการตัดสินใจที่จะรับ หรือไม่รับประกันภัยนั้นหรือไม่?

 

เนื่องด้วยภายใต้พระราชบัญญัติประกันภัยแห่งประเทศอังกฤษ ค.ศ. 2015 ได้บัญญัติในประเด็นข้อพิพาทเหล่านั้นว่า

 

1) การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสม (fair presentation) นั้น หมายความถึง ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่จะต้องเปิดเผยทุกข้อมูล อันเป็นสาระสำคัญซึ่งตนได้รับรู้มา หรือควรจะได้รับรู้มา

 

2) ข้อมูลที่ถือเป็นสาระสำคัญ (material circumstance) นั้น หมายความถึง ข้อมูลที่อาจส่งผลถึงขนาดในการพิจารณาตัดสินใจของบริษัทประกันภัยทั่วไปว่า ควรจะตกลงรับประกันภัยหรือไม่? ถ้ารับ ควรจะกำหนดเงื่อนไขเช่นไรดี?

 

ศาลวินิจฉัยว่า

 

แนวคดีที่ผ่านมา ความรับผิดทางอาญาถือเป็นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องเปิดเผย ในการประเมินการรับเสี่ยงภัยของบริษัทประกันภัย โดยไม่คำนึงว่า ผู้เอาประกันภัยจะไม่ได้ล่วงรู้ข้อมูลเช่นว่านั้นมาก่อนเลย หรือไม่ใช่เป็นผู้กระทำผิดเช่นว่านั้นโดยตรงก็ตาม

 

ส่วนประเด็นที่ผู้เอาประกันภัยรายนี้ในฐานะโจทก์โต้แย้งว่า เมื่อคำนึงถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีระหว่างนายหน้าประกันวินาศภัยซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันภัยรายนี้กับบริษัทประกันภัยในฐานะจำเลยคดีนี้ จำเลยก็อาจตกลงรับประกันภัยให้ก็ได้นั้น ศาลไม่รับฟัง

 

ศาลจึงตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดี ไม่จำต้องรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Berkshire Assets (West London) Limited v. AXA Insurance UK plc [2021] EWHC 2689 (Comm) )

 

ข้อสังเกต

 

น่าสนใจว่า กฎหมายบ้านเราไม่ได้มีบทบัญญัติที่ชัดเจนดั่งเช่นของประเทศอังกฤษ หากมีประเด็นข้อพิพาทเช่นนี้ขึ้นมาในบ้านเรา ศาลท่านจะพิจารณาเช่นไร?

 

อย่างไรก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยควรพึงระมัดระวัง และกำชับลูกค้าของตนให้พยายามเปิดเผยข้อความจริงอย่างครบถ้วนถูกต้องจะปลอดภัยกว่า ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ใบคำขอเอาประกันภัยถูกมองข้ามไป

ยิ่งควรต้องถี่ถ้วน

 

ในคดีศึกษาต่างประเทศข้างต้น น่าติดตามต่อไปด้วยว่า แล้วยังงี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถไปไล่เบี้ยเอากับนายหน้าประกันวินาศภัยของตนอีกทอดหนึ่งได้ไหมหนอ?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/  

 

 

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 203 : ผู้ว่าจ้างเจ้าของทรัพย์สินเดิม (Principal/Owner of Existing Property) ไล่เบี้ยเอาผิด (Cross Claim) กับผู้รับเหมางานก่อสร้างของตนเอง (Own Contractors) ได้ไหม?

 

ศูนย์การแพทย์แห่งหนึ่งได้ว่าจ้างผู้รับเหมาหลักให้ทำการปรับปรุงห้องครัวเดิมของตนที่มีอยู่ขึ้นมาใหม่

 

ผู้รับเหมาหลักเจ้านั้นได้มอบหมายให้ผู้รับเหมาช่วงรายหนึ่งเข้ามาทำงานด้านระบบประปาทั้งหมดแทน

 

เป็นที่มาก่อให้เกิดเหตุการณ์น้ำรั่วไหลไปสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินอย่างกว้างขวางทั้งบริเวณจุดงานก่อสร้าง (contract site) และบริเวณอื่น ๆ ที่อยู่ข้างเคียงของศูนย์การแพทย์นั้นด้วย

 

ทำให้เกิดข้อพิพาทถกเถียงกันสามประเด็นระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาหลัก และผู้รับเหมาช่วงที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้ ดังนี้

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ซึ่งคุ้มครองตัวงานก่อสร้างนั้น จะครอบคลุมรวมไปถึงทรัพย์สินเดิมของผู้ว่าจ้าง (Principal’s Existing Property) โดยอัตโนมัติด้วยหรือไม่?

 

2) ถ้าไม่ ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นเจ้าของ และผู้เสียหาย สำหรับทรัพย์สินเดิมที่มีอยู่บริเวณข้างเคียงกับงานก่อสร้างนั้น จะสามารถใช้สิทธิเอาผิดกับผู้รับเหมาหลักของตนเองได้ไหม?

 

3) ถ้าได้ ผู้รับเหมาหลักจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาผิดแก่ผู้รับเหมาช่วงผู้กระทำผิดอีกทอดหนึ่งได้ไหม?

 

คุณมีความเห็นเช่นไรครับ?

 

เมื่อคดีนี้ขึ้นสู่ศาล

 

ศาลได้พินิจพิเคราะห์ถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ประกอบกับพยานหลักฐานจากคู่ความที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ได้ให้ความเห็นว่า

 

ก) ผู้เอาประกันภัย

 

เนื่องด้วยผู้เอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ประกอบด้วยหลายฝ่าย กล่าวคือ ผู้ว่าจ้าง และ/หรือผู้รับเหมาหลักซึ่งถูกระบุชื่อ ส่วนผู้รับเหมาช่วงมิได้ถูกระบุชื่อไว้ แต่ก็จัดเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมด้วย ในสถานะเป็นตัวแทนของผู้รับเหมาหลัก หรือของผู้ว่าจ้างก็ได้ ฉะนั้น ทุกรายจึงไม่ถือเป็นบุคคลภายนอก

 

ข) ตัวงานตามสัญญาว่าจ้าง หรือทรัพย์สินที่เอาประกันภัย

 

ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ได้เขียนชัดเจนอยู่แล้วว่า “คุ้มครองทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง การติดตั้ง หรือทรัพย์สินอื่นดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย”

 

ค) สถานที่เอาประกันภัย

 

คือ สถานที่ดำเนินงานตามที่ได้ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

 

ง) ผลวิเคราะห์คดี

 

เช่นนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทให้ความคุ้มครองเพียงเฉพาะแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยดังระบุไว้ในสถานที่เอาประกันภัยเท่านั้น โดยไม่ได้รวมถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ว่าจ้างแต่ประการใด

 

อย่างไรก็ดี ทรัพย์สินอื่นที่อยู่ข้างเคียงของผู้ว่าจ้างนั้นอาจสามารถได้รับความคุ้มครองได้ด้วยการตกลงขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมโดยเฉพาะเจาะจง

 

แต่ในคดีนี้ ผู้ว่าจ้างไม่ได้ตกลงเช่นว่านั้นกับบริษัทประกันภัยผู้ให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

แล้วในส่วนทรัพย์สินอื่นของผู้ว่าจ้างฝ่ายโจทก์สามารถเรียกร้องเอาผิดโดยตรงแก่ผู้รับเหมาหลัก หรือผู้รับเหมาช่วงผู้กระทำผิดได้หรือเปล่า?

 

เมื่อภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทจำกัดขอบเขตห้ามมิให้เรียกร้องความรับผิดระหว่างผู้เอาประกันภัยร่วมด้วยกันเองเอาไว้ อันมีความหมายถึงเพียงเฉพาะในส่วนทรัพย์สินที่ได้เอาประกันภัยไว้ ภายในบริเวณสถานที่เอาประกันภัยเท่านั้น โดยมิได้มีการระบุเป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง นั่นหมายความว่า บริเวณอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้น ผู้ใดที่กระทำผิดก็จำต้องรับผิดตามกฎหมายไปตามปกติทั่วไป คงไม่เป็นการสมเหตุผลที่จะต้องกำหนดให้ผู้รับเหมาไปขยายความรับผิดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั่วทุกบริเวณของผู้ว่าจ้างด้วย อันจะเป็นการก่อให้เกิดภาระเกินกว่าราคาค่าจ้างดำเนินงานของผู้รับเหมามากเกินไป

 

จึงตัดสินให้ผู้รับเหมาหลักฝ่ายจำเลยรับผิดในฐานะตัวการต่อความเสียหายที่บังเกิดแก่ผู้ว่าจ้างตรงบริเวณอื่นนอกเหนือจากบริเวณงานตามสัญญาว่าจ้างนั้น

 

เมื่อผู้รับเหมาหลักฝ่ายจำเลยได้ชดใช้ไปแล้ว ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้รับเหมาช่วงผู้กระทำผิด อันมีสถานะเป็นตัวแทนของตนภายหลังได้

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี William Osler Health Center v. Compass Construction et al, 2015 ONSC 3959 (CanLII) )

 

หมายเหตุ

 

(1) แม้คดีนี้จะไม่ได้เรียกบริษัทประกันภัยเข้ามาร่วมเป็นคู่ความด้วยก็ตาม คงไม่ได้ส่งผลกระทบแก่ความคุ้มครองแต่ประการใด

 

(2) เช่นเดียวกับแม้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทอาจแตกต่างจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับมาตรฐานบ้านเราอยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย ไม่ได้ถึงขนาดทำให้ผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป

 

(3) กรณีที่ได้มีการขยายเงื่อนไขพิเศษคุ้มครองเพิ่มเติมแก่ทรัพย์สินเดิมของผู้ว่าจ้างเผื่อไว้แล้ว เพียงเป็นทางเลือกให้ผู้ว่าจ้างผู้เสียหายจะพิจารณาเลือกไปเรียกร้องเอากับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท หรือกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่เท่านั้น ถ้าเลือกอย่างหลัง บริษัทประกันภัยทรัพย์สินนั้นก็สามารถรับช่วงสิทธิของผู้ว่าจ้างไปไล่เบี้ยได้อยู่ดี หรือกระทั่งเป็นกรณีเข้าเงื่อนไขการประกันภัยหลายราย จะต้องมาร่วมกันชดใช้ตามส่วนก็ตาม เพราะโดยทั่วไป การขยายเงื่อนไขพิเศษนั้นมักมีวงเงินไม่สูงมากนัก

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/  

 

 

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 202 : การแปลความหมายข้อยกเว้นการปนเปื้อน (Contamination) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy)

 

ตัวอย่างคดีศึกษาเรื่องนี้มาจากประเทศแอฟริกาใต้

 

บริษัทประกันภัยรายหนึ่งได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) ให้แก่บริษัท E. ซึ่งเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายหมึกพิมพ์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์ชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศแอฟริกาใต้

 

บริษัท E. ได้จัดจำหน่ายหมึกพิมพ์ให้แก่ลูกค้ารายใหญ่เจ้าหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตถุงพลาสติกเรียกว่า P. และลูกค้าเจ้านี้ก็ได้นำไปใช้ประกอบการผลิตถุงพลาสติกส่งออกไปให้แก่ผู้นำเข้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีเงื่อนไขข้อตกลงพิเศษที่สำคัญระหว่างกันว่า ถุงพลาสติกเหล่านั้นจะต้องปลอดสารโลหะอันตราย เช่น สารตะกั่ว เป็นต้น ทั้งนี้ เงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าวได้รับการตกลงยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรโดยบริษัท E. ด้วยเช่นกัน

 

ในการผลิตถุงพลาสติกล็อตหนึ่ง ณ โรงงานของ P. ซึ่งมีพนักงานของบริษัท E. เข้าไปช่วยในการควบคุมการผลิต ได้นำหมึกพิมพ์ที่มีสารตะกั่วหลงเหลือจากการผลิตของลูกค้ารายอื่นของ P. ไปผสมกับหมึกพิมพ์ปลอดสารตะกั่วซึ่งได้ถูกจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ สำหรับการผลิตถุงพลาสติกเฉพาะเพื่อการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา โดยภายหลังจากการสอบสวนพนักงานรายนั้นของบริษัท E. อ้างว่า ได้ทำไปด้วยเจตนาดีเพื่อช่วยให้โรงงาน P. สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้

 

แต่การณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อถุงพลาสติกล็อตนี้ถูกนำเข้าถึงมือของผู้นำเข้าในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตรวจพบสารตะกั่วเจือปนอยู่ จึงตีกลับสินค้านั้นทั้งล็อต พร้อมกับเรียกร้องเงินคืน และค่าเสียหายอื่น ๆ อีกด้วยจากโรงงาน P.

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ โรงงาน P. ได้เรียกร้องค่าเสียหายต่อจากบริษัท E. และบริษัท E. ก็ได้มาเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยของตนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ในนามของตนอีกทอดหนึ่งตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท แต่ได้ถูกบริษัทประกันภัยแห่งนั้นตอบปฏิเสธ จึงทำให้บริษัท E. ไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องนำคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาล

 

ในชั้นนำสืบพยาน ปรากฏหลักฐานแก่ศาลว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท คือ กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก แบบเกณฑ์การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (claims made basis) โดยมีข้อตกลงคุ้มครองเขียนว่า

 

“บริษัท (ประกันภัย) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้เอาประกันภัย สำหรับความรับผิดตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อผู้เสียหาย ซึ่งได้มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนขึ้นเป็นครั้งแรกแก่ผู้เอาประกันภัย ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย สำหรับการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่จับต้องได้ อันเกิดขึ้นเนื่องจากการประกอบธุรกิจที่เอาประกันภัย ภายในอาณาเขตความคุ้มครอง ณ วันที่ หรือภายหลังจากวันที่คุ้มครองย้อนหลังดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย”

 

ทั้งนี้ มีข้อยกเว้นทั่วไประบุว่า

 

“บริษัท (ประกันภัย) จะไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับกรณีดังต่อไปนี้

 

........

 

7. ความรับผิดใด ๆ อันมีสาเหตุมาจาก หรือเกิดขึ้นมาจากการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ในกรณี

........

 

7.5 ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกจัดจำหน่าย หรือถูกจัดส่งโดยผู้เอาประกันภัย

........

 

10. การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน อันเกิดขึ้นเนื่องมาจาก

10.1 ความรับผิด อันมีสาเหตุโดยตรง หรือโดยอ้อมมาจากการรั่วไหล (seepage) ของมลภาวะ (pollution) หรือสิ่งปนเปื้อน (contamination) โดยมีเงื่อนไขว่า ข้อยกเว้นนี้จะไม่มีผลใช้บังคับ หากปรากฏว่า การรั่วไหลของมลภาวะ หรือสิ่งปนเปื้อนเช่นนั้นได้เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นโดยฉับพลัน และโดยไม่ได้เจตนา”

 

เป็นที่ชัดเจนว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้ไม่ได้คุ้มครองถึงความรับผิดเนื่องจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability) แต่อย่างไรก็ดี ได้มีการตกลงขยายความคุ้มครองถึงความรับผิดเนื่องจากผลิตภัณฑ์เผื่อเอาไว้เป็นกรณีพิเศษตั้งแต่แรกแล้ว โดยมีเงื่อนไข และข้อยกเว้นเฉพาะเพิ่มเติมกำหนดไว้ ดังนี้

 

“ไม่ว่าจะได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นใดในข้อยกเว้นทั่วไป ข้อที่ 7.5 แล้วก็ตาม ให้เป็นที่เข้าใจ และตกลงกันว่า บริษัท (ประกันภัย) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย อันมีสาเหตุมาจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ถูกจัดจำหน่าย หรือถูกจัดส่งโดยผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่แห่งใดก็ตาม ภายในอาณาเขตความคุ้มครองดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

......

 

ข้อยกเว้น

......

 

การขยายความคุ้มครองนี้จะไม่ได้คุ้มครองถึงความรับผิดดังต่อไปนี้

......

 

3) อันเกิดขึ้นมาจากการออกแบบ สูตร แผนผัง หรือข้อกำหนดรายละเอียด (เว้นเสียแต่เนื่องมาจากความประมาทเลินเล่ออันสืบเนื่องมาจากการกระทำเช่นนั้น) การดำเนินการ หรือการให้คำแนะนำของผู้เอาประกันภัย หรือของบุคคลอื่นในนามของผู้เอาประกันภัย หรือ

4) อันเกิดขึ้นมาจากการไร้ประสิทธิภาพ หรือการไม่กระทำการ หรือการปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดรายละเอียด (เว้นเสียแต่เนื่องมาจากความประมาทเลินเล่ออันสืบเนื่องมาจากการกระทำเช่นนั้น) หรือการทำให้เป็นไปตามภาระหน้าที่ที่ได้กำหนดเอาไว้ หรือได้รับรองเอาไว้ แต่ทั้งนี้ ข้อยกเว้นนี้จะไม่มีผลใช้บังคับแก่การบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีดังกล่าว”

 

ข้อต่อสู้ที่สำคัญของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยมาจากข้อยกเว้นทั่วไป ข้อที่ 10.1 ข้างต้น ตรงที่ว่า การเรียกร้องค่าเสียหายของโรงงาน P. ที่มีต่อบริษัท E. ฝ่ายโจทก์นั้น เกิดขึ้นเนื่องมาจากความรับผิดโดยตรง หรือโดยอ้อมที่มีสาเหตุจากการปนเปื้อนของหมึกพิมพ์ที่มีสารตะกั่ว ซึ่งพจนานุกรมทั่วไปได้ให้ความหมายของการปนเปื้อนว่า หมายความถึง การทำให้ไม่บริสุทธิ์โดยทางกายภาพจนทำให้เกิดอันตราย ...

    

ขณะที่ข้อโต้แย้งของฝ่ายโจทก์ บริษัท E. ได้มองว่า สิ่งที่ข้อยกเว้นทั่วไป ข้อที่ 10.1 เขียนไว้นั้น มีจุดประสงค์เพื่อไม่คุ้มครองถึงการปนเปื้อนจากสิ่งอื่น ในทำนองทำให้เสียไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยมากกว่า มิใช่มีลักษณะเป็นการผสมปนกันระหว่างหมึกพิมพ์ด้วยกันเอง แม้จะผิดสูตรผสมก็ตามดังกล่าว ซึ่งได้เกิดขึ้นมาจากความประมาทเลินเล่อของพนักงานของฝ่ายโจทก์ บริษัท E. เอง อีกทั้งก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวทรัพย์สินนั้นเอง แต่มีลักษณะเป็นความเสียหายสืบเนื่อง อันจะได้รับความคุ้มครองจากตอนท้ายของข้อยกเว้น ข้อที่ 4) ของการขยายความคุ้มครองถึงความรับผิดเนื่องจากผลิตภัณฑ์

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับข้อโต้แย้งของฝ่ายโจทก์ บริษัท E. และตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

เมื่อคดีถูกอุทธรณ์มาถึงชั้นศาลอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์กลับมีความเห็นแตกต่างออกไป โดยวินิจฉัยว่า

 

แม้นว่า “มลภาวะ” กับ “สิ่งปนเปื้อน” จะมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่คำว่า “การรั่วไหล” นั้นกลับหมายความถึง การรั่วซึมออกมาทีละน้อย โดยที่อาจก่อให้เกิดมลภาวะ หรือสิ่งปนเปื้อนหรือไม่ก็ได้ ฉะนั้น ทั้งสามคำเหล่านี้ไม่ได้ให้ความหมายถึงขนาดต้องทำให้เสียไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยดังที่กล่าวอ้างไว้

 

ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่า จะได้รับความคุ้มครองจากตอนท้ายของข้อยกเว้น ข้อที่ 4) ของการขยายความคุ้มครองถึงความรับผิดเนื่องจากผลิตภัณฑ์ เพราะส่งผลทำให้ข้อยกเว้นทั่วไปของข้อที่ 10.1 สิ้นผลใช้บังคับไปแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ก็ไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากไม่ปรากฏข้อความอย่างชัดเจนว่า การขยายความคุ้มครองดังกล่าวจะส่งผลทำให้ข้อยกเว้นทั่วไปนั้นปราศจากผลใช้บังคับโดยเฉพาะเจาะจง ดังนั้น ข้อยกเว้นเช่นว่านั้นจึงคงยังมีผลใช้บังคับอยู่ตามปกติ

 

พิพากษากลับให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยไม่ต้องรับผิด เนื่องมาจากกรณีเข้าข้อยกเว้นทั่วไป ข้อที่ 10.1 เป็นความรับผิดอันมีสาเหตุโดยตรง หรือโดยอ้อมมาจากการปนเปื้อน

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี St Paul Insurance Co SA Ltd v Eagle Ink System (Pty) Ltd (300/08) [2009] ZASCA 53 (27 May 2009) )

 

ข้อสังเกต

 

กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกฉบับมาตรฐานบ้านเรา อาจเขียนข้อยกเว้นประเด็นดังกล่าวแตกต่างออกไป แต่เชื่อว่า ตัวอย่างคดีศึกษาข้างต้นคงสามารถให้แนวทางในการวิเคราะห์ถ้อยคำเช่นว่านั้นได้บ้างนะครับ

 

“หมวดที่ 3 ข้อยกเว้น

 

กรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองรวมถึง

 

1. ………

2. ความรับผิดใด ๆ ซึ่งเกิดจาก หรือสืบเนื่องจาก

2.1 ………

2.4 สินค้า หรือสิ่งของใด ๆ ซึ่งผลิต ขาย จัดหา ซ่อมแซม บริการ หรือดำเนินการโดยผู้เอาประกันภัย หรือผู้กระทำการแทนผู้เอาประกันภัย

3. ……..

5. ความรับผิดตามกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำความเสียหายใด ๆ อันเกิดจาก หรือเกี่ยวเนื่องจาก หรือเป็นผลโดยตรง หรือโดยอ้อมจากฝุ่น ควัน ไอน้ำ เขม่า กรด ด่าง สารเคมี หรือกากเคมีที่เป็นพิษ ของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซที่เป็นพิษ สิ่งปฏิกูล หรือสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง มลพิษ หรือมลภาวะใด ๆ”

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/  

 

 

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 201 : ตัวอย่างคดีศึกษาเงื่อนไขพิเศษการทำงานที่ใช้ความร้อน (Hot Work Special Clause)

 

ณ วันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 2016 ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นที่โครงการก่อสร้างโรงแรมแห่งหนึ่ง ในชานเมืองแอเบอร์ดีนของสกอตแลนด์

 

จากการตรวจสอบพบว่า จุดที่เกิดเหตุ เพิ่งมีคนงานใช้เครื่องพ่นไฟ (blowtorch) ทำงานที่ใช้ความร้อนตรงบริเวณหลังคาพื้นเรียบ (flat roof) ของอาคารโรงแรมนั้น หลังจากทำงานเสร็จไม่นานก็ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นมาลุกลามสร้างความเสียหายอย่างมาก

 

ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ผู้ว่าจ้างเจ้าของโครงการโรงแรมแห่งนั้นได้ยื่นฟ้องเรียกร้องให้ผู้รับเหมารับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเงินประมาณเก้าล้านปอนด์ (หรือเทียบเท่าประมาณ 412 ล้านกว่าบาท)

 

เนื่องด้วยผู้รับเหมารายนี้ได้มีการทำประกันภัยคุ้มครองงานโครงการนี้เอาไว้แล้ว จึงเรียกให้บริษัทประกันภัยของตนเข้ามารับผิดชอบแทน แต่กลับได้รับคำปฏิเสธโดยกล่าวอ้างว่า

 

ก) กรณีเข้าข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทที่ระบุว่า ไม่คุ้มครองกรณีเมื่อผู้เอาประกันภัยมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความร้อน และ

 

ข) กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับก่อนความรับผิดของบริษัทประกันภัย ภายใต้เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการทำงานที่ใช้ความร้อน (Hot Work Special Clause) ที่ได้แนบไว้เพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท โดยมีใจความพอสรุป คือ หากมีการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความร้อนจะต้องจัดวางมาตรการป้องกันตามสมควรเสียก่อน เป็นต้นว่า ต้องใช้วัสดุไม่ติดไฟกั้นบริเวณนั้น จัดเตรียมผ้าห่มกันไฟ อุปกรณ์ดับเพลิง พร้อมกับยามคอยเฝ้าดูแลระหว่างทำงานกับหลังทำงานเสร็จแล้ว

 

แต่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรวจพบว่า มีเพียงคนงานคนเดียวทำงานอยู่เท่านั้น โดยปราศจากมาตรการป้องกันตามสมควรใด ๆ เลย

 

ฝ่ายผู้รับเหมาผู้เอาประกันภัยตอบโต้ว่า

 

- ได้ทำงานโดยใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

 

- เหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานใช้ความร้อน และ

 

- อุปกรณ์ดับเพลิงถูกจัดเตรียมพร้อมไว้แล้วอยู่ภายในรถตู้ที่จอดอยู่บริเวณโครงการด้วยเช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ข้อยกเว้นที่หยิบยกมาอ้างอิงนั้นจะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้เกิดความสะเพร่า (recklessness) ขึ้นมาเท่านั้น ทั้งจะต้องเป็นสาเหตุโดยตรงมาจากข้อยกเว้นดังกล่าวนั้นด้วย

 

ข้อโต้แย้งต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นของฝ่ายผู้เอาประกันภัย ไม่อาจโน้มน้าวให้ศาลชั้นต้นรับฟังเป็นเหตุเป็นผลได้ เพราะศาลท่านมองว่า ทั้งข้อยกเว้นกับเงื่อนไขพิเศษดังกล่าวมีจุดประสงค์ชัดเจนที่จะจำกัดขอบเขตความคุ้มครอง แม้จะมีการอนุโลมให้ทำงานเกี่ยวกับการใช้ความร้อนได้ก็ตาม แต่ก็จำต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดเช่นว่านั้นอย่างเคร่งครัดครบถ้วนถูกต้องทุกประการด้วยเช่นเดียวกัน

 

คดีนี้ ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้พยายามยื่นคำร้องขออุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คำร้องนั้นได้ถูกตีตกไป คดีนี้จึงสิ้นสุดแค่ศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Aspen Insurance UK Ltd & Liberty Mutual Insurance Europe Ltd v Sangster and Annand (2018))

 

ข้อสังเกต

 

ที่จริงคดีนี้มีการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยแยกเป็นสองฉบับ ได้แก่ ฉบับคุ้มครองตัวงานก่อสร้าง และฉบับคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ซึ่งในทางปฏิบัติอาจเลือกจัดทำแยกฉบับ หรือรวมเป็นฉบับเดียวกันดั่งเช่นของบ้านเราก็ได้

 

แม้นกระนั้น ไม่น่าจะก่อให้เกิดผลทางคดีแตกต่างกัน

 

เมื่อมีการแนบเงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการใช้ความร้อน หรือของบ้านเรามีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “แบบ CWI 015 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยอุปกรณ์ดับเพลิง และมาตรการป้องกันอัคคีภัยในสถานที่ก่อสร้าง (Special Conditions Concerning Fire-Fighting Facilities and Fire Safety on Construction Sites Clause)” ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะปลอดภัยกว่า ทั้งผู้ว่าจ้าง แม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ควรกำชับดูแลผู้รับเหมาให้ปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนถูกต้องด้วย เพราะมิฉะนั้น หากเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้ขึ้นมา จะพลอยเสียเงิน เสียเวลาคล้ายกับตัวอย่างคดีศึกษานี้

 

อย่างไรก็ดี ต่อให้ปราศจากเอกสารแนบท้ายนี้กำกับไว้ เชื่อว่า ไม่น่าจะส่งผลทำให้บริษัทประกันภัยจะต้องเข้ามารับผิดชอบแทนให้ได้นะครับ เพราะอาจผิดเงื่อนไขอื่นด้วย ลองไปอ่านดูรายละเอียดในกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) อีกทีก็ได้ครับ   

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นัราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/  

 

 

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 200 :  เงื่อนไขการประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Under Insured Condition under Business Interruption Insurance Policy)

 

(ตอนที่สอง)

 

ตอนที่ผ่านมา ทิ้งประเด็นข้อทักท้วงเพิ่มเติมของฝ่ายบริษัทประกันภัยรายนี้ที่ว่า  ฝ่ายผู้เอาประกันภัยควรจะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนน้อยกว่านั้นลงไปอีก เพราะเหตุที่ได้ทำประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น โดยหยิบยกข้อกำหนดความคุ้มครองว่าด้วยการประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมากล่าวอ้าง ดังนี้

 

“แต่ทั้งนี้ ถ้าหากจำนวนเงินเอาประกันภัยภายใต้รายการที่เอาประกันภัยน้อยกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ควรจะเป็น ซึ่งคำนวณได้จากการนำอัตรากำไรขั้นต้นคูณกับยอดรายได้รายปี หรือ (คูณกับยอดรายได้รายปีที่เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงสุดที่เกินกว่า 12 เดือน) แล้ว จำนวนเงินที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะลดลงตามส่วน”

 

ฉะนั้น ในกรณีนี้นำตัวเลขต่าง ๆ ที่คำนวณได้มาแทนค่าออกมาได้เป็น

 

จำนวนเงินเอาประกันภัย สำหรับกำไรขั้นต้น คือ 3 ล้านแรนด์แอฟริกาใต้ (หรือเทียบเท่าประมาณ 5.6 ล้านบาท)

 

ยอดรายได้รายปีที่คาดการณ์ คือ 9,058,764 แรนด์แอฟริกาใต้ (หรือเทียบเท่าประมาณ 17 ล้านบาท)

 

อัตรากำไรขั้นต้น คือ 57%

 

จำนวนเงินเอาประกันภัยที่ควรจะทำ คือ 

 9,058,764 x 57%                               =   5,163,495.48

 

ถือเป็นการทำประกันภัยต่ำกว่าที่ควรจะต้องทำ 

  3,000,000                                        =   58%

5,163,495.48

 

ค่าสินไหมทดแทนที่ควรจะชดใช้ คือ 2,651,588 แรนด์แอฟริกาใต้ (หรือเทียบเท่าประมาณ 5 ล้านบาท)

 

ค่าสินไหมทดแทนที่ควรจะได้รับ คือ  

2,651,588 x 58%                                =   1,537,921.04

 

คดีนี้ได้ต่อสู้กันถึงชั้นศาลอุทธรณ์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการทำประกันภัยต่ำว่ามูลค่าที่ควรจะทำ แต่ทั้งสองชั้นศาลล้วนมีความเห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันว่า เมื่อพิจารณาคำจำกัดความของยอดรายได้รายปีกับยอดรายได้มาตรฐานซึ่งเขียนว่า

 

“ยอดรายได้รายปี (Annual Turnover) หมายความถึง ยอดรายได้ระหว่างระยะเวลา 12 เดือนโดยนับย้อนหลังจากวันที่เกิดเหตุความเสียหาย

 

ยอดรายได้มาตรฐาน (Standard Turnover) หมายความถึง ยอดรายได้ที่อยู่ในช่วงระยะเวลาตรงกันกับระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งอยู่ในช่วง 12 เดือนโดยนับย้อนหลังจากวันที่เกิดเหตุความเสียหาย ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้เหมาะสมแล้วในกรณีที่ระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่า 12 เดือน”

 

ตรงข้อความที่ขีดเส้นใต้ล้วนแสดงความหมายคล้ายคลึงกันมาก

 

ถ้านำอัตรากำไรขั้นต้นไปคูณกับยอดรายได้ตามจริงที่ปรับปรุงแล้ว จะได้ผลลัพธ์

 

4,406,855 x 57%                                =   2,511,907.35

 

ซึ่งผลลัพธ์นั้นจะไม่ได้สูงกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ได้ทำไว้เลย

 

ทั้งสองชั้นศาลจึงตัดสินไม่ให้นำข้อกำหนดความคุ้มครองมาใช้บังคับในคดีนี้ โดยให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยชดใช้ตามค่าสินไหมทดแทนที่ควรจะต้องชดใช้ กล่าวคือ 2,651,588 แรนด์แอฟริกาใต้ (หรือเทียบเท่าประมาณ 5 ล้านบาท)

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Chem Alum (Pty) Ltd v. Mutual & Federal Insurance Co., Ltd [2006] JOL 16404 (D))

 

ข้อสังเกต

 

คดีศึกษานี้มีการอ้างอิงตัวเลขค่อนข้างสับสนพอสมควร แต่ใจความสำคัญจะไปอยู่ที่ถ้อยคำของคำจำกัดความระหว่างยอดรายได้รายปี (Annual Turnover) กับยอดรายได้มาตรฐาน (Standard Turnover) มากกว่า

 

ส่วนตัวแรกเริ่มที่พยายามศึกษาเรียนรู้การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก พออ่านแล้ว พบว่าทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างสองความหมายเหล่านี้ได้ลำบากมาก  เพราะแทบจะไม่เห็นแตกต่างได้

 

ครั้นต่อมาได้ศึกษาค้นคว้ามากขึ้น จึงค่อย ๆ สามารถจำแนกแยกแยะได้ ทั้งยังได้รับรู้อีกด้วยว่า

 

ยอดรายได้รายปี (Annual Turnover) นั้น มีจุดประสงค์เพื่อใช้ตรวจสอบการทำประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะทำ

 

ส่วนยอดรายได้มาตรฐาน (Standard Turnover) นั้น มีจุดประสงค์เพื่อใช้ตรวจสอบยอดรายได้ที่ขาดหายไป

 

สงสัยเหมือนกันที่ในคดีนี้ ฝ่ายบริษัทประกันภัยกลับนำตัวเลขของยอดรายได้มาตรฐานมาอ้างอิงแทน

 

แม้การประกันภัยประเภทนี้จะได้ถูกคิดค้นมานานร่วมหลายร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังค้นพบข้อบกพร่องอยู่บ้าง

 

ดังนั้น หลักการนั้นมีอยู่แท้แน่นอน เพียงแต่จะสามารถนำไปใช้บังคับได้อย่างแท้จริงไหม? นั่นคงเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกันต่อไปนะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นัราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/