วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เรื่องที่ 186 : รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck) กับความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

(ตอนที่สอง)

 

ขออภัยที่ทิ้งช่วงไปพอสมควร เรามาว่ากันต่อไปนะครับ

 

ขอทบทวนความจำอีกที ผู้ให้เช่ารถขายอาหารเคลื่อนที่/ครัวเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck/Food Truck) คันที่เกิดเหตุได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองไว้กับบริษัทประกันภัยสองแห่ง รวมทั้งสิ้นสี่ฉบับ ได้แก่

 

1) บริษัทประกันภัย A ประกอบด้วย

 

    1.1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Auto Insurance Policy)

 

    1.2) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ แบบครอบคลุม (Umbrella Commercial Auto Insurance Policy)

 

2) บริษัทประกันภัย T ประกอบด้วย

 

    2.1) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

    2.2) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดส่วนเกินแบบครอบคลุมเชิงพาณิชย์ (Excess-Umbrella Commercial Liability Insurance Policy)

 

ภายหลังจากบริษัทประกันภัย A ได้ตกลงชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายไปตามส่วนความรับผิดของตน ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับพิพาทไปแล้ว จึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัย T ซึ่งปฏิเสธความรับผิดโดยสิ้นเชิงให้มาร่วมรับผิดด้วยตามสัดส่วน รวมทั้งในส่วนของค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีที่บังเกิดขึ้นมาแล้วนั้นด้วย

 

เนื่องด้วยบริษัทประกันภัย A ฝ่ายโจทก์เห็นว่า รถขายอาหารเคลื่อนที่นั้นจัดอยู่ในความหมายของอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ (mobile equipment) อันได้รับความคุ้มครอง และมิได้ตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วยเรื่องรถยนต์ (auto exclusion) ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (CGL) ฉบับพิพาทของบริษัทประกันภัย T ฝ่ายจำเลย เพราะทั้งตัวรถขายอาหารเคลื่อนที่นั้นประกอบกับเครื่องอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่ภายในต่าง ๆ เป็นต้นว่า หม้อทอดแบบน้ำมันท่วม (deep fryer basket) ถือเป็นผลิตภัณฑ์ (product) อันควรคุ้มครองอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (CGL) ฉบับพิพาทมากกว่า

 

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า รถขายอาหารเคลื่อนที่คันพิพาทนั้นจัดอยู่ในความหมายของรถยนต์ มิใช่อุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ เมื่อพิจารณาถึงการนำพาอาหารกับสิ่งของต่าง ๆ ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งมีผู้คนมารอคอยซื้ออยู่ โดยที่อาหารเหล่านั้นถือเป็นสินค้าซึ่งถูกขนส่งไป อันเข้าตามวัตถุประสงค์หลักของการใช้รถยนต์ เพื่อการขนส่งผู้คน และ/หรือสิ่งของต่าง ๆ ทุกประการ จึงตัดสินให้บริษัทประกันภัย T ฝ่ายจำเลยชนะคดี

 

บริษัทประกันภัย A ฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

ศาลอุทธรณ์ได้วิเคราะห์ถ้อยคำต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเทียบเคียงกันระหว่างกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวทั้งสองฉบับ ดังนี้

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (CGL) ฉบับพิพาทของบริษัทประกันภัย T ฝ่ายจำเลย

 

ซึ่งให้ความคุ้มครองถึงการที่บริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้ในนามของผู้เอาประกันภัย สำหรับความรับผิดตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัย ซึ่งจะต้องจ่ายเป็นค่าเสียหายต่าง ๆ อันเนื่องมาจากการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นใดซึ่งการประกันภัยนี้ให้ผลคุ้มครองอยู่ โดยที่บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ และหน้าที่จะต่อสู้คดีให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับการฟ้องร้องคดีใด เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ เหล่านั้นด้วย

 

ทั้งนี้ โดยมีข้อยกเว้นที่เป็นประเด็นข้อพิพาท เขียนพอสรุปใจความได้ว่า

 

การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองถึงการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นใด อันเกิดขึ้นเนื่องมาจากการเป็นเจ้าของ การบำรุงรักษา การใช้งาน หรือการจัดการดูแลรักษาให้แก่บุคคลอื่น สำหรับอากาศยาน รถยนต์ หรือยวดยานทางน้ำใด ๆ ซึ่งผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของ ผู้ใช้งาน ผู้ให้เช่า หรือผู้ให้ยืม

 

อนึ่ง ภายใต้หมวดคำจำกัดความได้ให้ความหมายจำเพาะของถ้อยคำที่เป็นประเด็นไว้ ดังนี้

 

รถยนต์ (auto) หมายความถึง ยานพาหนะทางบก รถพ่วง รถกึ่งพ่วงซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้เดินทางไปบนถนนสาธารณะ รวมถึงเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ที่ถูกประกอบติดตั้งใด ๆ ด้วย แต่ไม่ได้รวมไปถึงอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ (mobile equipment) แต่ประการใด

 

อุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ (mobile equipment) หมายความถึง ยานพาหนะทางบกจำพวกดังต่อไปนี้ รวมทั้งเครื่องจักร หรืออุปกรณ์ใด ๆ ที่ถูกประกอบติดตั้งอยู่บนยานพาหนะนั้นด้วย กล่าวคือ

 

ก) รถแทรกเตอร์เกลี่ยดิน เครื่องจักรใช้ทำฟาร์ม รถโฟล์คลิฟท์ และยานพาหนะอื่นที่ถูกออกแบบ เพื่อไม่ได้ใช้อยู่บนถนนสาธารณะเป็นหลัก

 

ข) ยานพาหนะที่เก็บรักษาไว้เพื่อใช้เฉพาะในสถานที่ หรือถัดจากสถานที่ซึ่งผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อเป็นเจ้าของ หรือเช่าอยู่

 

ค) ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตีนตะขาบ


ง) ยานพาหนะไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองหรือไม่ก็ตาม ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้เป็นหลัก เพื่อทำการเคลื่อนไหวสิ่งที่ติดตั้งถาวรอยู่บนนั้นเอง อันได้แก่


(1) รถปั้นจั่น รถขุดตัก รถลำเลียง รถขุด หรือรถเจาะที่ใช้เครื่องยนต์ หรือ

(2) อุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้างถนน หรือปรับพื้นผิว เช่น รถเกลี่ยดิน รถขุดดิน หรือรถบด เป็นต้น

 

จ) ยานพาหนะที่มิได้กำหนดไว้ในย่อหน้า ข้อ ก) ข) ค) หรือ ง) ข้างต้น ซึ่งมิได้ขับเคลื่อนด้วยตัวมันเอง และเก็บรักษาไว้เป็นหลักเพื่อทำการเคลื่อนไหวอุปกรณ์ที่ติดตั้งถาวรอยู่ ดังต่อไปนี้

 

(1) คอมเพรสเซอร์เครื่องทำความเย็น เครื่องสูบน้ำ และเครื่องปั่นไฟฟ้า รวมทั้งเครื่องพ่น เครื่องเชื่อม เครื่องทำความสะอาดอาคาร เครื่องสำรวจสภาพทางภูมิศาสตร์ เครื่องส่องสว่าง และอุปกรณ์ในการให้บริการดูแลรักษา หรือ

(2) นั่งร้านแบบยก และเครื่องมืออื่นที่คล้ายคลึงกันที่ใช้เพื่อยกคนงานขึ้นลง

 

ฉ) ยานพาหนะที่มิได้กำหนดไว้ในย่อหน้า ข้อ ก) ข) ค) หรือ ง) ข้างต้น ซึ่งเก็บรักษาไว้เป็นหลัก เพื่อจุดประสงค์อื่นนอกเหนือจากการขนส่งผู้คน หรือสินค้า

 

อย่างไรก็ตาม ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองชนิดดังต่อไปนี้ แม้จะมีอุปกรณ์ประกอบติดตั้งอยู่ถาวร ก็จะมิได้ถือเป็น “อุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้” แต่ถือเป็น “รถยนต์” อันได้แก่

 

(1) อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบเป็นหลักเพื่อ

 

     (ก) การขนย้ายหิมะ

     (ข) การบำรุงรักษาถนน แต่มิใช่เพื่อใช้ในการก่อสร้างถนน หรือการปรับพื้นผิว หรือ

     (ค) การทำความสะอาดถนน

 

(2)  นั่งร้านแบบยก และเครื่องมืออื่นที่คล้ายคลึงกันบนโครงตัวถังของรถยนต์ หรือของรถบรรทุก และใช้เพื่อยกคนงานขึ้นลง และ

 

(3)  คอมเพรสเซอร์เครื่องทำความเย็น เครื่องสูบน้ำ และเครื่องปั่นไฟฟ้า รวมทั้งเครื่องพ่น เครื่องเชื่อม เครื่องทำความสะอาดอาคาร เครื่องสำรวจสภาพทางภูมิศาสตร์ เครื่องส่องสว่าง และอุปกรณ์ในการให้บริการดูแลรักษา

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Auto Insurance Policy) ฉบับพิพาทของบริษัทประกันภัย A ฝ่ายโจทก์


หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้เขียนว่า บริษัทประกันภัยจะชดใช้จำนวนเงินทั้งหลายให้ในนามของผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องจ่ายเป็นค่าเสียหายต่าง ๆ ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นใดก็ตาม ซึ่งการประกันภัยนี้ให้ผลคุ้มครองอยู่ โดยมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ ทั้งเป็นผลมาจากการเป็นเจ้าของ การบำรุงรักษา หรือการใช้งานรถยนต์คันที่เอาประกันภัยนั้นเอง ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยจะมีสิทธิ และหน้าที่จะต่อสู้คดีให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับการฟ้องร้องคดีใด เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายต่าง ๆ เหล่านั้นด้วย

 

อนึ่ง คำว่า “รถยนต์ (auto)” หมายความถึง

 

ก) ยานพาหนะทางบก รถพ่วง รถกึ่งพ่วงใด ๆ ซึ่งถูกออกแบบมา เพื่อใช้เดินทางไปบนถนนสาธารณะ หรือ

 

ข) ยานพาหนะยานพาหนะทางบกใด ๆ ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อบังคับความรับผิดตามกฎหมาย หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางการเงิน หรือกระทั่งกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัยรถยนต์อื่นใด ที่ซึ่งได้ออกใบอนุญาต หรือที่ซึ่งกำหนดสถานที่อยู่เป็นหลักแหล่งของยานพาหนะนั้นเอง

 

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ (auto) ไม่ได้รวมไปถึงอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ (mobile equipment) แต่ประการใด

 

ข้อยกเว้นที่เกี่ยวข้อง

 

ไม่คุ้มครองถึงการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลอื่นใดก็ตาม อันเกิดขึ้นเนื่องมาจากการดำเนินงานของผู้เอาประกันภัย ภายหลังจากเมื่อการดำเนินงานนั้นได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หรือได้ถูกละทิ้งงานไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ภายใต้หัวข้อกรณีการดำเนินงานที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว (Completed Operations) ในส่วนของข้อยกเว้นว่าด้วยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (products liability)


ศาลอุทธรณ์ให้ความเห็นโดยจำแนกออกมาได้ ดังนี้

 

1) รถขายอาหารเคลื่อนที่คันพิพาทนั้นจัดอยู่ในความหมายของอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ (mobile equipment) อันได้รับความคุ้มครอง และมิได้ตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วยเรื่องรถยนต์ (auto exclusion) ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (CGL) ฉบับพิพาทหรือไม่?

 

เนื่องด้วยจุดมุ่งหมายหลักของรถขายอาหารเคลื่อนที่คันพิพาทนั้น เพื่อใช้งานเป็นครัวเคลื่อนที่โดยเฉพาะเจาะจง มิใช่เพื่อใช้งานขนผู้คน หรือสินค้าตามปกติวิสัยเหมือนดั่งเช่นจุดมุ่งหมายของรถยนต์ทั่วไป

 

แต่ละวัน ครอบครัวโกเมซจะจัดปรุงอาหารอยู่ในรถขายอาหารเคลื่อนที่คันพิพาทนั้นขณะที่จอดพักอยู่ในสถานที่ของผู้ให้เช่า ถัดจากนั้นอีกประมาณแปดชั่วโมง ครอบครัวโกเมซจะจอดแวะระหว่างทางประมาณ 12 – 13 จุด เพื่อปรุงอาหาร หรืออย่างน้อยเพื่ออุ่น และขายอาหารเหล่านั้น ช่วงระหว่างจุดจอดแวะต่าง ๆ เหล่านี้เองที่ซึ่งรถขายอาหารเคลื่อนที่คันพิพาทนั้นมิได้ทำการขนส่งสิ่งใด ๆ เลย อีกทั้งรถขายอาหารเคลื่อนคันที่พิพาทนั้นได้ถูกออกแบบโดยจงใจให้มีเพียงสองที่นั่งเท่านั้น คือ เฉพาะคนขับกับผู้ปรุงอาหารตามความจำเป็น อันเป็นจุดมุ่งหมายรอง โดยไม่ประสงค์ที่จะขนส่งบุคคลอื่นใดอีก   


ครั้นเมื่อไปพิจารณาประกอบตรงถ้อยคำซึ่งเขียนว่า

 

อย่างไรก็ตาม ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองชนิดดังต่อไปนี้ แม้จะมีอุปกรณ์ประกอบติดตั้งอยู่ถาวร ก็จะมิได้ถือเป็น “อุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้” แต่ถือเป็น “รถยนต์”

 

ก็ไม่พบรายการดังระบุจะเขียนรวมถึงรายการของรถขายอาหารเคลื่อนที่แต่ประการใด

 

ฉะนั้น หากบริษัทประกันภัย T ฝ่ายจำเลยประสงค์ไม่คุ้มครองถึงรถขายอาหารเคลื่อนคันที่พิพาทนั้นดังอ้างอิงจริง ก็ควรจะต้องระบุลงไว้ในรายการที่ถือเป็นรถยนต์นั้นอย่างชัดเจนไปเลย

 

ด้วยเหตุผลดังอ้างอิง ศาลอุทธรณ์จึงไม่เห็นพ้องกับคำตัดสินของศาลชั้นต้น

 

2) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Auto Insurance Policy) ฉบับพิพาทของบริษัทประกันภัย A ฝ่ายโจทก์ ไม่ควรคุ้มครอง เพราะตกอยู่ในข้อยกเว้นการบาดเจ็บทางร่างกายอันเกิดขึ้นเนื่องมาจากอุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินงานของผู้ให้เช่ารถขายอาหารเคลื่อนที่คันพิพาทนั้นหรือไม่?

 

เมื่อพิจารณาถึงข้อยกเว้นกรณีการดำเนินงานที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว (Completed Operations) ในส่วนของข้อยกเว้นว่าด้วยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (products liability) จะเห็นได้ว่า การกระทำของนายโกเมซได้ก่อให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน อันเกิดขึ้นเนื่องมาจากการดำเนินงานของผู้ให้เช่า ซึ่งได้ให้เช่ารถขายอาหารเคลื่อนคันที่พิพาทนั้นแก่นายโกเมซ ทั้งนี้ การดำเนินงานรวมถึงการใช้อุปกรณ์ ในที่นี้ คือ หม้อทอดแบบน้ำมันท่วม (deep fryer basket) ซึ่งได้ถูกติดตั้ง เพื่อการใช้งานของผู้ให้เช่า (หรือผู้เช่า) ด้วย โดยที่การดำเนินงานนั้นถือว่า สำเร็จเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้งานได้ตามจุดมุ่งหมายแล้ว คือ การปรุงอาหารนั่นเอง

 

ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของบริษัทประกันภัย A ฝ่ายโจทก์

 

ศาลอุทธรณ์จึงติดสินให้ย้อนคดีกลับไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาตัดสินให้ถูกต้องต่อไป

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี American States Insurance Company v. Travelers Property Casualty Company of America, B243003 (2014)) 

 

หมายเหตุ

 

แรกเริ่มฉงนใจพอสมควรเหมือนกัน ทำไมกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับพิพาทถึงต้องรับผิดชอบ แต่สุดท้ายน่าจะชัดเจนแล้วนะครับว่า ไม่จำต้องรับผิด

 

ยิ่งถ้ามาเทียบเคียงกับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บ้านเราแล้ว ไม่คุ้มครองแน่  เพราะภายใต้หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 1. ข้อตกลงคุ้มครอง ตรงข้อความตอนท้ายของหัวข้อย่อย 1.1 เขียนไว้อย่างชัดแจ้ง ดังนี้

 

“บริษัท (ประกันภัย) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสีย หรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง หรือสิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถยนต์นั้น ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ในนามผู้เอาประกันภัย

 

1.1 ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ของบุคคลภายนอก เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ตามความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ไม่เกินจํานวนเงินเอาประกันภัยต่อคนที่ระบุไว้ในตาราง

กรมธรรม์ประกันภัย และไม่เกินจํานวนเงินเอาประกันภัยต่อครั้งที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย ภายใต้เงื่อนไขที่กําหนดในข้อนี้

 

…………..

 

บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม 1.1 นี้ ไม่รวมถึงผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ตลอดจนลูกจ้างในทางการที่จ้าง คู่สมรส บิดา มารดา บุตรของผู้ขับขี่นั้น” 

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com ต่างกัน

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/  


 

วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

เรื่องที่ 186 : รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck) กับความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เรื่องที่ผ่านมาข้อพิพาทที่บังเกิดแก่รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck) นั้นมุ่งเน้นไปในประเด็นเรื่องความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็นเกณฑ์สำคัญมากกว่า ทั้งที่มีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL)) คุ้มครองร่วมอยู่ด้วย โดยศาลอุทธรณ์คดีนั้น ให้มุมมองไว้ว่า  

 

กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์กับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้นมีความเกี่ยวข้องกันพอสมควร โดยเฉพาะหากเป็นกรณีที่เป็นฝ่ายผู้ให้เช่ารถขายอาหารเคลื่อนที่นั้นต้องรับผิด เพราะแม้กรมธรรม์ประกันภัยสองฉบับดังกล่าวจะมิได้ให้ความคุ้มครองทับซ้อนกัน ต่างก็สนับสนุนกันได้ เวลาเมื่ออีกฉบับหนึ่งไม่คุ้มครอง

 

ถัดจากนั้นอีกไม่กี่ปี ก็เกิดเรื่องราวคล้ายคลึงกัน แต่ครานี้กลับปรากฏประเด็นถึงการนำกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์มาใช้บังคับร่วมด้วย ซึ่งจะมีประเด็นน่าศึกษาอะไร อย่างไรบ้างนั้น? ลองมาติดตามกันดูครับ

 

บริษัทเจ้าของรถขายอาหารเคลื่อนที่/ครัวเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck/Food Truck) เจ้าหนึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกอบกิจการให้เช่ารถชนิดนี้แก่ผู้เช่าที่สนใจจะนำไปใช้ เพื่อออกไปตระเวนบริการขายอาหารตามสถานที่ต่าง ๆ

 

ปรากฏมีสามีภรรยาครอบครัวโกเมซได้มาเช่ารถคันหนึ่งออกไปให้บริการดังกล่าว โดยที่ภายในตัวรถคันนั้นมีที่นั่งจำกัดอยู่เพียงสองที่เท่านั้น และมีอุปกรณ์เครื่องครัวที่จำเป็นถูกติดตั้งอยู่ อันประกอบด้วยหม้อทอดแบบน้ำมันท่วม เตาย่าง ตู้อุ่นอาหาร เตาอบ ตู้เย็น เครื่องทำน้ำกาแฟ หม้อ กระทะ จาน ชาม ถ้วย ฯลฯ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า

 

ตัวรถคันนั้นมีลักษณะสามารถพับเปิดด้านข้างออกไปเป็นชั้นวาง เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าด้านนอกได้ โดยตัวผู้ให้บริการเองจะอยู่ภายใน

 

ฉะนั้น รถคันนี้มิได้มีวัตถุประสงค์ในการขนคน หรือขนสิ่งของเหมือนดังเช่นรถยนต์ทั่วไป

 

เงื่อนไขการเช่า คือ ทุกวัน ผู้เช่ามีหน้าที่จะต้องนำรถกลับมาส่งคืนยังสถานที่ประกอบการของผู้ให้เช่า และผู้ให้เช่าก็มีภารกิจในการจัดการทำความสะอาด การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเท่าที่จำเป็นให้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานของผู้เช่าในวันถัดไป

 

ส่วนใหญ่แล้ว การจัดเตรียมอาหารที่ใช้ในแต่ละครั้งจะถูกกระทำล่วงหน้าโดยผู้เช่าเอง ณ สถานที่ประกอบการของผู้ให้เช่า ก่อนที่ผู้เช่าจะนำรถคันนั้นออกไปให้บริการภายนอก หรือบางคราอาจมีการจัดเตรียมอาหารเป็นครั้งคราว ณ จุดจอดแวะให้บริการภายนอกก็ได้ แต่มิใช่ในระหว่างที่รถกำลังขับเคลื่อนอยู่

 

ตามปกติ ครอบครัวโกเซจะเริ่มต้นออกไปทำงานตั้งแต่เวลาตีห้า ไปจนถึงเวลาประมาณบ่ายโมง ใช้เส้นทางเดิมประจำทุกครา โดยจะมีการจอดแวะให้บริการตลอดทางอยู่ประมาณ 13 จุด

 

ณ วันที่เกิดอุบัติเหตุ ระหว่างนายโกเมซกำลังขับรถขายอาหารเคลื่อนที่คันที่เช่านั้นอยู่ โดยมีเพื่อนอีกคนร่วมนั่งทางไปด้วย ทำให้นางโกเมซจำต้องไปยืนอยู่ด้านหลังรถ ครั้นพอมาถึงสี่แยกแห่งหนึ่ง นายโกเมซได้หักหลบรถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งขับเบียดกินเลนเข้ามา ส่งผลทำให้น้ำมันร้อน ๆ ซึ่งอยู่ในหม้อทอดแบบน้ำมันท่วมกระเซ็นออกมาถูกนางโกเมซจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนตัวผู้โดยสารอีกคนเจ็บไม่มาก

 

ครอบครัวโกเมซกับผู้โดยสารได้มาเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ให้เช่ารถยนต์คันนั้น ในกรณีความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (products liability) ในที่นี้ คือ หม้อทอดแบบน้ำมันท่วม ซึ่งถูกติดตั้งโดยตัวผู้ให้เช่าเอง ดังนี้

 

ก) ความประมาทเลินเล่อ อันเนื่องมาจากการที่ผลิตภัณฑ์ไม่มีความปลอดภัยอย่างเพียงพอ

 

ข) ผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างบกพร่อง (design defect) ทำให้ฝาปิดไม่สามารถปิดได้อย่างมิดชิดแน่นหนา

 

เนื่องด้วยผู้ให้เช่ารถยนต์คันนั้นได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองเผื่อไว้อยู่แล้วกับบริษัทประกันภัยสองแห่ง รวมทั้งสิ้นสี่ฉบับ ได้แก่

 

1) บริษัทประกันภัย A ประกอบด้วย

 

    1.1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Auto Insurance Policy)

 

    1.2) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ แบบครอบคลุม (Umbrella Commercial Auto Insurance Policy)

 

2) บริษัทประกันภัย T ประกอบด้วย

 

    2.1) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

    2.2) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดส่วนเกินแบบครอบคลุมเชิงพาณิชย์ (Excess-Umbrella Commercial Liability Insurance Policy)

 

บริษัทประกันภัย A ตกลงยอมรับผิดเพียงบางส่วน เพราะเห็นว่า ทั้งฝ่ายผู้เสียหายเอง และผู้ขับขี่รถบรรทุกคู่กรณี ล้วนต่างควรมีส่วนร่วมรับผิดด้วยเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่บริษัทประกันภัย T กลับปฏิเสธไม่ชดใช้ใด ๆ ทั้งสิ้น  

 

ในส่วนคดีของบริษัทประกันภัย A นั้น ปรากฏมีคำวินิจฉัยแจกแจงสัดส่วนความรับผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายออกมาว่า

 

- ผู้ขับขี่รถบรรทุกคู่กรณี มีอยู่ร้อยละ 20

 

- ผู้ให้เช่ารถขายอาหารเคลื่อนที่คันนั้น มีอยู่ร้อยละ 40

 

- นายโกเมซ ผู้ขับขี่รถขายอาหารเคลื่อนที่คันที่เช่านั้น มีอยู่ร้อยละ 25

 

- นางโกเมซ ผู้เสียหายในรถขายอาหารเคลื่อนที่คันที่เช่านั้น มีอยู่ร้อยละ 15

 

หลังจากนั้น บริษัทประกันภัย A จึงได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัย T มาร่วมรับผิดด้วยตามสัดส่วน

 

ผลการวิเคราะห์จะออกมาเช่นไร? รอติดตามนะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com ต่างกัน

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

เรื่องที่ 185 : รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck) เกิดไฟไหม้เวลาเลิกงาน ณ สถานประกอบการ จนทำให้คนปรุงอาหารบาดเจ็บ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์จะคุ้มครองหรือไม่?

 

(ตอนที่สอง)

 

ศาลอุทธรณ์ได้วิเคราะห์กรมธรรม์ประกันภัยทั้งสามฉบับที่ถูกอ้างอิงเป็นลำดับในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Auto Insurance Policy)

 

1.1) ผู้เอาประกันภัย/ผู้ได้รับความคุ้มครอง

 

แม้หน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ได้ระบุชื่อผู้เอาประกันภัย คือ นิติบุคคลผู้ให้เช่ารถยนต์ที่เอาประกันภัย รวมถึงคันที่ให้เช่าออกไปด้วยก็ตาม

 

แต่เงื่อนไขความคุ้มครองยังกำหนดให้ขยายความคุ้มครองไปถึงบุคคลอื่นผู้ได้รับความยินยอมให้ขับขี่รถยนต์เหล่านั้นจากผู้เอาประกันภัย ในที่นี้ คือ ตัวผู้เช่า และ/หรือตัวแทนของผู้เช่าอีกด้วย

 

1.2) การประกอบธุรกิจ/ลักษณะการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัย

 

ได้แถลงไว้ว่า คือ “การขายอาหารแบบเคลื่อนที่ (Mobile Catering)”   

 

ฉะนั้น ชัดเจนว่า รถยนต์คันที่เอาประกันภัยเหล่านี้มิได้เพียงมีจุดประสงค์แค่ขนคน หรือสิ่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งตามปกติทั่วไปเท่านั้น

 

แต่มีลักษณะการใช้รถโดยเฉพาะเจาะจงที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อประกอบธุรกิจการขายอาหารแบบเคลื่อนที่ โดยมีอุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ ถูกติดตั้งอยู่ในตัวรถคันดังกล่าว ประกอบกับกฎหมายในเรื่องสุขอนามัย ทำให้จำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติให้สอดคล้องด้วยการดูแลรักษาความสะอาดกันทุกวันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

1.3) ข้อตกลงคุ้มครอง

 

มีข้อกำหนดว่า บริษัทประกันภัยจะชดใช้จำนวนเงินทั้งหลายในนามของผู้เอาประกันภัย สำหรับความรับผิดตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องจ่ายเป็นค่าเสียหาย ในกรณีความบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายทางทรัพย์สินที่มีต่อบุคคลภายนอก อันมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุที่คุ้มครอง และเป็นผลเนื่องมาจากการเป็นเจ้าของ การบำรุงรักษา หรือการใช้รถยนต์คันที่เอาประกันภัยนั้นเอง

 

ไม่ปรากฏคำจำกัดความเฉพาะของคำว่า “การใช้” กำกับเอาไว้เป็นพิเศษ

 

จึงอาศัยแนวทางการตีความของการใช้รถยนต์ อันจะได้รับความคุ้มครองนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ ดังนี้

 

(1) อุบัติเหตุนั้นจะต้องเกิดขึ้นเนื่องมาจากลักษณะตามปกติวิสัย (inherent nature) ของรถยนต์คันนั้นเอง

 

(2) อุบัติเหตุนั้นจะต้องเกิดขึ้นภายในอาณาบริเวณตามปกติ (natural territorial limits) ของรถยนต์คันนั้นเอง โดยที่ยังไม่สิ้นสุดการใช้อย่างแท้จริงลงไป

 

(3) อุบัติเหตุนั้นจะต้องไม่ใช่เพียงแค่มีส่วนในการก่อให้เกิดปัจจัยในความบาดเจ็บขึ้นมา แต่จะต้องเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดความบาดเจ็บนั้นขึ้นมาเอง

 

เมื่อนำข้อความจริงที่อุบัติขึ้นมาประกอบการพิจารณากับหลักเกณฑ์ข้างต้นแล้ว จะพบว่า

 

(1) อุบัติเหตุนั้นจะต้องเกิดขึ้นเนื่องมาจากลักษณะตามปกติวิสัย (inherent nature) ของรถยนต์คันนั้นเอง

 

เมื่อคู่สัญญาประกันภัยได้ตกลงกันชัดเจนว่า จะให้ความคุ้มครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัยซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังแถลงโดยเฉพาะเจาะจง เพื่อประกอบธุรกิจการขายอาหารแบบเคลื่อนที่ โดยที่รถแต่ละประเภทของธุรกิจล้วนต่างมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป  

 

ดังนั้น ขอบเขตของการใช้รถคันดังกล่าว คือ เพื่อใช้ขนอาหารกับบุคลากรประจำรถ รวมทั้งการจัดเตรียม และการขายอาหารเหล่านั้น โจทก์ผู้เสียหายอาจไม่มีความปลอดภัยเพียงพอที่จะต้องอยู่ภายในตัวรถซึ่งมีสภาพพื้นรถเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบไขมัน อีกทั้งก็มิอาจที่จะจัดเตรียมอาหาร และทำการขายได้ หากปรากฏว่า รถยนต์คันนั้นเองไม่มีความสะอาด และมีสุขอนามัยที่ดีพอ

 

ด้วยเหตุนี้ การบำรุงรักษาที่ดีพอจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากรถยนต์คันนี้มิได้มีอุปกรณ์เครื่องครัวติดตั้งอยู่เลย ก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการขนาดนั้น และอุบัติเหตุดังกล่าวก็คงไม่บังเกิดขึ้นมาได้   

 

ฉะนั้น การทำความสะอาดจึงถือเป็นสิ่งที่เป็นปกติวิสัย สามารถคาดหวังได้ และจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ และการบำรุงรักษารถขายอาหารแบบเคลื่อนที่คันดังกล่าว

 

ความบาดเจ็บที่บังเกิดขึ้นนั้นจึงเข้าอยู่ในหลักเกณฑ์ลักษณะตามปกติวิสัยของรถยนต์คันนั้นเองในข้อนี้

 

(2) อุบัติเหตุนั้นจะต้องเกิดขึ้นภายในอาณาบริเวณตามปกติ (natural territorial limits) ของรถยนต์คันนั้นเอง โดยที่ยังไม่สิ้นสุดการใช้อย่างแท้จริงลงไป

 

รถยนต์คันที่เกิดเหตุได้จอดอยู่ ณ จุดจอดพักรถ ในเวลาที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว และความบาดเจ็บของโจทก์ผู้เสียหายก็ได้บังเกิดขึ้นภายในรถยนต์คันนั้นด้วย ทั้งหมดล้วนเข้าหลักเกณฑ์ตามข้อนี้ทุกประการ

 

(3) อุบัติเหตุนั้นจะต้องไม่ใช่เพียงมีส่วนในการก่อให้เกิดปัจจัยในความบาดเจ็บขึ้นมา แต่จะต้องเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดวามบาดเจ็บนั้นขึ้นมาเอง

 

ข้อนี้หมายความถึง รถยนต์คันนั้นก่อให้เกิดความบาดเจ็บหรือเปล่า?

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมโต้แย้งว่า อุบัติเหตุมิได้เกิดขึ้นโดยมีรถยนต์คันดังกล่าวเป็นต้นเหตุ แต่เนื่องมาจากการเปิดสวิตช์หลอดไฟแสดงสถานการณ์ทำงาน (pilot light) ของเตาทอดขึ้นมา จนส่งผลให้เกิดประกายไฟไปทำปฏิกิริยากับน้ำมันเบนซินบนพื้นมากกว่า ในลักษณะเป็นสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นเช่นว่านั้นได้ในทุกแห่งหน

 

ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเมื่อแปลความได้ว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ให้ความคุ้มครองโดยเฉพาะเจาะจงแก่รถขายอาหารแบบเคลื่อนที่ ซึ่งตามปกวิสัยสามารถรับรู้ และคาดหวังได้ถึงการใช้รถอันเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการปรุงอาหาร ดังนั้น การทำความสะอาดกับการเทสารไวไฟลงบนพื้นรถ และได้ส่งผลทำให้เกิดเหตุไฟไหม้เนื่องมาจากประกายไฟของหลอดไฟแสดงสถานการณ์ทำงาน จนบังเกิดความบาดเจ็บในท้ายที่สุด ล้วนถือมีสาเหตุมาจากกระบวนการการใช้ และการบำรุงรักษารถยนต์คันดังกล่าวตามปกติวิสัย ซึ่งได้มีข้อตกลงกันเป็นพิเศษนั้นเองตามหลักเกณฑ์ข้อนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

1.3) ข้อยกเว้นว่าด้วยบุคคลภายนอกนั้นต้องมิใช่ลูกจ้างในทางการที่จ้าง (employee) ของผู้ขับขี่นั้นเอง

 

ในที่นี้ พนักงานขับรถยนต์คันดังกล่าวถูกมองว่า ตกอยู่ในฐานะลูกจ้าง และถือเสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้เช่าผู้ได้รับความยินยอมให้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวจากผู้เอาประกันภัย

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมได้โต้แย้งเพิ่มเติมอีกว่า แม้กรณีจะผ่านสองหัวข้อแรกแล้วก็ตาม กรณีก็ยังมาตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้อยู่ดี เนื่องจากโจทก์ผู้เสียหายเองก็ถือเป็นลูกจ้างของผู้เช่าเช่นเดียวกัน

 

ทำให้มีประเด็นคำถามว่า อันที่จริงโจทก์ผู้เสียหายมีสถานะเป็น

 

(ก) ลูกจ้าง (employee)? หรือ

 

(ข) ผู้รับจ้างอิสระ (independent contractor)?

 

โดยหลักกฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยไม่คำนึงจะเรียกหากันเช่นไร?

 

นายจ้างจะต้องมีอำนาจในการกำกับดูแล และการสั่งการลูกจ้าง โดยที่ลูกจ้างนั้นจำต้องปฏิบัติตามคำสั่งเช่นว่านั้นของนายจ้างด้วย

 

ประเด็นข้อนี้ มิได้ถูกวินิจฉัยจากศาลชั้นต้น เพราะศาลชั้นต้นเพียงตัดสินเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วม โดยมุ่งเน้นไปให้น้ำหนักกับประเด็นเรื่องการใช้ และการบำรุงรักษารถยนต์คันดังกล่าวเป็นเกณฑ์สำคัญประการเดียวเท่านั้น

 

2) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

อันที่จริง มิได้มีประเด็นร้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า ผู้เช่าไม่ใช่ผู้เอาประกันภัยตามคำจำกัดความของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

 

แต่กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้กับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์นั้นมีความเกี่ยวข้องกันพอสมควร โดยเฉพาะหากว่า เป็นกรณีที่เป็นฝ่ายผู้ให้เช่าต้องรับผิด เพราะแม้สองกรมธรรม์ประกันภัยนั้นจะไม่ให้ความคุ้มครองทับซ้อนกัน ต่างก็สนับสนุนกันเวลาเมื่ออีกฉบับหนึ่งไม่คุ้มครอง

 

3) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดแบบครอบคลุมเชิงพาณิชย์ (Umbrella Commercial Liability Insurance Policy)

 

สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะมีหลักเกณฑ์ใช้บังคับได้สองกรณีด้วยกัน กล่าวคือ

 

(ก) ถ้ากรณีคุ้มครองโดยกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะคุ้มครองเสริมเพิ่มเติมให้

 

(ข) ถ้ากรณีไม่คุ้มครองโดยกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้อาจจะคุ้มครองเสริมเพิ่มเติมให้ก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนด และเงื่อนไขที่เขียนเอาไว้เป็นสำคัญ

 

ข้อสรุป

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่า ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยร่วมจำต้องรับผิด ภายใต้ข้อตกลงคุ้มครองว่าด้วยการใช้กับการบำรุงรักษารถยนต์คันที่เอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ฉบับพิพาท และให้ย้อนคดีกลับไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเพิ่มเติม ในประเด็นเรื่องข้อยกเว้นว่าด้วยความบาดเจ็บของลูกจ้างนั้นเอง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Employers Mutual Casualty Company v. Bonilla, 613 F.3d 512 (5th Cir. July 29, 2010)) 

 

หมายเหตุ

 

ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของโจทก์ผู้เสียหาย มีลักษณะเป็นผู้รับจ้างอิสระรายวันมากกว่า โดยมีสิทธิเลือกที่จะไปทำงานให้แก่ผู้เช่า หรือผู้ให้เช่ารถคันดังกล่าวก็ได้ตลอดเวลา

 

ในสถานะทางกฎหมายแล้วไม่มีความชัดเจนเพียงพอ แม้กระทั่งในบ้านเราเอง มีดำริร่างกฎหมาย เพื่อออกมารองรับสถานะเช่นว่านี้ด้วย แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควร เทียบเคียงได้กับกรณีของไรเดอร์ผู้รับจ้างอิสระ

 

ส่วนคดีนี้ ถ้าลองนำมาปรับใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์บ้านเรา เชื่อว่า น่าจะมีโอกาสได้รับความคุ้มครองค่อนข้างสูง เพราะภายใต้หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 1. ข้อตกลงคุ้มครอง เขียนว่า

 

“บริษัท (ประกันภัย) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสีย หรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง หรือสิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถยนต์นั้น ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ในนามผู้เอาประกันภัย”

 

อนึ่ง มีตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศอีกคดีหนึ่งซึ่งมีเรื่องราวใกล้เคียงกันมาก แต่กลับเป็นประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL)) แทน

 

โปรดติดตามได้ในตอนหน้าครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com ต่างกัน

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

เรื่องที่ 185 : รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck) เกิดไฟไหม้เวลาเลิกงาน ณ สถานประกอบการ จนทำให้คนปรุงอาหารบาดเจ็บ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์จะคุ้มครองหรือไม่?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

ปัจจุบัน เราสามารถพบเห็นรถขายอาหารเคลื่อนที่/ครัวเคลื่อนที่ (Mobile Catering Truck/Food Truck) เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากมายตามแหล่งชุมชน หรือจุดจอดต่าง ๆ เพื่อให้บริการทั้งอาหาร และ/หรือเครื่องดื่มแก่ลูกค้าทั่วไป ซึ่งนับเป็นเทรนด์ใหม่ โดยเฉพาะสำหรับผู้เริ่มต้นประกอบธุรกิจด้านอาหาร และเครื่องดื่ม อันได้รับการตอบรับที่ดียิ่งจากลูกค้า

 

แล้วเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะมีประเด็นปัญหาด้านประกันภัยอะไรบ้างไหม?

 

ส่วนตัวยังไม่พบเจอในบ้านเรา

 

แต่ที่ต่างประเทศได้เกิดขึ้นมาแล้วดั่งเช่นในตัวอย่างคดีศึกษานี้

 

นายบี (นามสมมุติ) ได้ไปขอเช่ารถขายอาหารเคลื่อนที่คันหนึ่งจากผู้ประกอบการรถจำพวกนี้ ทั้งยังขอแบ่งเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่ง เพื่อใช้เป็นจุดจอดพักรถ และจุดจัดเตรียมอาหารก่อนที่จะขับเคลื่อนนำรถคันนั้นออกไปให้บริการแก่ลูกค้าภายนอกตามสถานที่ต่าง ๆ ในแต่ละวันด้วย

 

นายบีได้ว่าจ้างพนักงานขับรถกับพนักงานปรุงอาหารประจำรถของตนเอาไว้ โดยกำหนดตารางหน้าที่ประจำวันว่า ภายหลังจากสิ้นสุดการออกไปทำงานนอกสถานที่แต่ละวัน จะต้องนำรถกลับเข้ามายังจุดจอดพักรถนั้น เพื่อทำความสะอาด และจัดเตรียมความพร้อมที่จะออกไปทำงานในวันถัดไปให้เรียบร้อยเสียก่อน

 

เย็นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2002 เมื่อพนักงานขับรถนำรถคันนั้นกลับมาจุดจอดพักประจำเรียบร้อยแล้ว ได้เทราดน้ำมันเบนซินลงทิ้งไว้บนพื้นรถชั่วช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อปล่อยให้คราบไขมันที่เปรอะเปื้อนอยู่บนพื้นนั้นสามารถหลุดร่อนออกมา อันง่ายแก่การที่จะกลับมาทำความสะอาดภายหลัง ระหว่างที่ตนเดินจากไปนำส่งเงินยอดรายได้ประจำวันให้แก่นายบี

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง พนักงานปรุงอาหารที่อยู่ในรถคันนั้นก็กำลังทำหน้าที่ล้างจานชามกับถาดใส่อาหารอยู่ ครั้นพอเอื้อมมือไปเปิดสวิตช์หลอดไฟแสดงสถานการณ์ทำงาน (pilot light) ของเตาทอดขึ้นมา จู่ ๆ ได้ก่อให้เกิดประกายไฟทำให้น้ำมันเบนซินบนพื้นนั้นติดไฟลุกไหม้ท่วมตัวพนักงานปรุงอาหารผู้นั้นจนบาดเจ็บสาหัส

 

พนักงานปรุงอาหารผู้บาดเจ็บได้ยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทั้งจากตัวนายบี (ผู้เช่ารถ) และผู้ประกอบการรถขายอาหารเคลื่อนที่ (ผู้ให้เช่ารถ) เป็นจำเลยร่วมกัน 

 

นายบี มิได้จัดทำประกันภัยใด ๆ เผื่อเอาไว้เลย แต่ผู้ประกอบรถจำพวกนี้ได้มีกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองอยู่รวมสามฉบับ อันได้แก่

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์ (Commercial Auto Insurance Policy) ซึ่งครอบคลุมรถยนต์จำพวกนี้ทุกคัน รวมถึงรถคันให้เช่าที่เกิดเหตุด้วย

 

2) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

3) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดแบบครอบคลุมเชิงพาณิชย์ (Umbrella Commercial Liability Insurance Policy)

 

บริษัทประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองเหล่านั้นได้ถูกเรียกเข้ามาร่วมรับผิดในคดีด้วย ได้ปฏิเสธความรับผิดอย่างสิ้นเชิง โดยหยิบยกประเด็นต่าง ๆ มากล่าวอ้างโต้แย้ง ดังนี้

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เชิงพาณิชย์

 

ไม่คุ้มครอง เนื่องจากขณะเกิดเหตุมิได้ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขความคุ้มครองว่าด้วยการขับขี่ การบำรุงรักษา หรือการใช้รถ (the operation, maintenance or use of insured vehicle) แต่ประการใด เพราะอยู่ในช่วงเลิกการใช้งานนั้นแล้ว อีกทั้งก็มิได้อยู่ในความหมายของการบำรุงรักษารถตามปกติทั่วไปด้วยเช่นกัน

 

นอกเหนือจากนี้ ผู้บาดเจ็บก็ไม่ถือเป็นบุคคลภายนอก อันตกอยู่ในข้อยกเว้นไม่คุ้มครองถึงตัวลูกจ้างอีกด้วย

 

2) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์

 

ไม่คุ้มครอง เนื่องจากเข้าข้อยกเว้นว่าด้วยความรับผิดของยานพาหนะใดที่จดทะเบียนให้ใช้บนท้องถนน และไม่ถือเป็น “อุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile Equipment)” ตามคำจำกัดความเฉพาะ

 

อีกทั้งตัวผู้เช่าไม่ถือเป็นผู้เอาประกันภัยตามคำจำกัดความเฉพาะที่จะต้องถูกระบุชื่อลงไปให้ชัดเจน อนึ่ง เจตนารมณ์ของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้เพียงเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการรถขายอาหารเคลื่อนที่ (ผู้ให้เช่ารถ) เองเท่านั้น

 

3) กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดแบบครอบคลุมเชิงพาณิชย์

 

ไม่คุ้มครอง เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะทำงานเป็นส่วนเสริมเพิ่มเติมจากสองกรมธรรม์ประกันภัยแรกนั้นเอง

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยในฐานะจำเลยร่วมในประเด็นที่ว่า อุบัติเหตุนั้นมิได้เกิดขึ้นมาจากการใช้รถ เพราะการใช้รถคันนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว และขณะเกิดเหตุดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาการทำความสะอาดกับการจัดเตรียมความพร้อมสำหรับวันถัดไปต่างหาก ซึ่งก็มิได้อยู่ในความหมายของการบำรุงรักษารถตามปกติทั่วไปอีก จึงตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยไม่ต้องรับผิด โดยไม่จำเป็นต้องไปพิจารณาถึงประเด็นอื่นใดเพิ่มเติม

 

โจทก์ผู้เสียหายร้องอุทธรณ์คัดค้าน

 

คุณเห็นว่า ฝ่ายใดควรชนะคดีนี้ครับ

 

ฝ่ายโจทก์? หรือ

 

ฝ่ายจำเลย?

 

ลองลุ้นดูนะครับ แล้วค่อยไปรับฟังผลการอุทธรณ์สัปดาห์หน้ากัน

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com ต่างกัน

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/