วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 167 : ข้อพิพาทการแปลความหมายของภัยคุกคามใกล้ชิด (Imminent/Threatening Loss)

 

(ตอนที่สอง)

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถ้อยคำของเงื่อนไขพิเศษค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเสียหาย (Sue and Labour Clause) ที่พิพาท ซึ่งสามารถถอดความออกมาพอสรุปได้ว่า

 

“กรณีเมื่อเกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายจากภัยคุ้มครองอย่างแท้จริง (actual) หรือที่คุกคามอย่างใกล้ชิด (imminent) ขึ้นมา ให้ถือเป็นสิ่งที่จะไม่ส่งผลกระทบแก่ความคุ้มครอง หากผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้าง หรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยจะกระทำการบรรเทาความเสียหาย และการดำเนินการต่อสู้คดี การป้องกัน และการเรียกคืนโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือตามความจำเป็น ซึ่งทรัพย์สิน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในที่นี้ ..... ”

 

ประเด็นข้อพิพาทอยู่ตรงคำว่า “ที่คุกคามอย่างใกล้ชิด (imminent)” นั้น ควรมีความหมายเช่นใดแน่? เนื่องจาก

 

ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยตีความว่า หมายความถึง ภัยคุ้มครองที่คุกคามอย่างใกล้ชิดจริง ๆ และรวมถึงที่อาจคาดหวังได้ว่าจะคุกคามอย่างใกล้ชิดเข้ามาก็ได้ เพราะมิได้ถูกกำหนดคำนิยามเอาไว้อย่างเฉพาะเจาะจง

 

ขณะที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยกลับแปลความว่า หมายความถึง จะต้องเป็นภยันตรายที่คุกคามใกล้ตัวอย่างชัดแจ้งเท่านั้น

 

ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า แม้ถ้อยคำพิพาทจะไม่ปรากฏคำนิยามจำเพาะไว้ แต่เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของความคุ้มครองที่มุ่งเน้นถึงการเกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพอย่างแท้จริงขึ้นมาต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยแล้ว การใช้จ่ายออกไปเพื่อปกป้อง ป้องกันนั้น ก็ควรจะต้องเกิดภยันตรายอย่างชัดแจ้งขึ้นมาด้วยเช่นกัน โดยไม่จำต้องรอให้เกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพอย่างแท้จริงขึ้นมาเสียก่อน ส่วนการคาดหวังที่จะเกิดภยันตรายคุกคามเข้ามานั้น ออกจะเป็นสิ่งที่ไกลตัว ไม่น่าจะใช่สิ่งที่เป็นเจตนารมณ์ของเงื่อนไขความคุ้มครองที่พิพาทกันนี้ จึงตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยไม่มีความรับผิดตามฟ้อง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Washington Mutual Bank v. Commonwealth Insurance Company, et al., 133 Wash. App. 1031 (Ct. App. Wash. 2006))

 

ในความเป็นจริง ถ้อยคำที่ใช้กันอยู่ในตลาดประกันภัยทั่วโลกของเงื่อนไขพิเศษค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเสียหาย (Sue and Labour Clause) นี้จะมีร่างกันออกมาค่อนข้างหลากหลาย บ้างมุ่งเน้นให้ความคุ้มครองแบบแคบ บ้างเป็นแบบกว้างก็มี ซึ่งถ้าในคดีนี้เป็นแบบหลัง ฝ่ายผู้เอาประกันภัยอาจมีสิทธิชนะคดีก็เป็นได้

 

สำหรับบ้านเราก็มีเงื่อนไขพิเศษนี้ใช้เช่นเดียวกัน โดยเรียกว่า “แบบ อค./ทส.1.67 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเสียหาย (Sue and Labour Clause) ซึ่งระบุว่า


การประกันภัยนี้ได้ขยายความคุ้มครองถึงค่าใช้จ่ายอันสมควร (reasonable) ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ความพยายาม เพื่อกู้คืน ป้องกัน หรือรักษาทรัพย์สินที่เอาประกันภัย เพื่อลดความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครอง หรือเพื่อดําเนินคดีในนามของผู้เอาประกันภัยในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือความเสียหายจากบุคคลอื่น สําหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้รับประกันภัยก่อน


ค่าใช้จ่ายนี้เป็นส่วนเพิ่มเติมจากจํานวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรมประกันภัย
”

 

พิจารณาจากถ้อยคำข้างต้นแล้ว ของบ้านเราจะเป็นแบบแคบ โดยที่จำเป็นจะต้องเกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพดังกล่าวขึ้นมาก่อน

 

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดภายหลังความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพดังกล่าวแล้วเท่านั้นนั่นเอง

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

 

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 167 : ข้อพิพาทการแปลความหมายของภัยคุกคามใกล้ชิด (Imminent/Threatening Loss)

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

บางเงื่อนไขพิเศษโดยเฉพาะของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินจะมีพูดถึงการขยายความคุ้มครองถึงภัยคุกคามใกล้ชิด หรืออาจเรียกการป้องกันอันสมควรนั้น คำเหล่านี้ควรแปลความหมายเช่นไร? เนื่องจากทางปฏิบัติแล้ว ระหว่างผู้เอาประกันภัยผู้เสียหายกับบริษัทประกันภัยผู้ให้ความคุ้มครองมักมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ่อยครั้ง

 

ดังตัวอย่างคดีศึกษาเรื่องนี้

 

ปกติในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินระบุอย่างชัดแจ้งว่า จะให้ความคุ้มครองถึงความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพ (Physical Loss or Damage) แก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ตราบใดที่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นยังไม่ได้รับความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพจากภัยที่คุ้มครองแล้ว บริษัทประกันภัยก็จะไม่ทำการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย

 

ทำให้เกิดคำถาม การขยายความคุ้มครองของเงื่อนไขพิเศษกลุ่มค่าใช้จ่ายในการปกป้อง หรือการป้องกันเหล่านั้น

 

จำเป็นจะต้องเกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพดังกล่าวขึ้นมาก่อนหรือไม่?

 

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการปกป้อง หรือการป้องกันเหล่านั้นเป็น

 

(1) ค่าใช้จ่ายที่เกิดก่อนความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพดังกล่าว หรือ

 

(2) ค่าใช้จ่ายที่เกิดหลังความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพดังกล่าว หรือ

 

(3) ถูกทั้งสองข้อ

 

ผู้เอาประกันภัยซึ่งได้เอาประกันภัยอาคารสำนักงานของตนไว้กับบริษัทประกันภัยสามแห่ง รวมจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งสิ้น 12.50 ล้านดอลล่าร์ ประสงค์จะทำการปรับปรุงตัวอาคารสำนักงานทั้งหลัง แต่ไม่มั่นใจว่า ควรปรับปรุงไป และอยู่ทำงานไปด้วยจะดีไหม? จึงได้ว่าจ้างบริษัทวิศวกรรมที่ปรึกษาเจ้าหนึ่งเข้ามาประเมินสภาวะความปลอดภัยมั่นคงแข็งแรงก่อนจะตัดสินใจดำเนินการ ผลการประเมินออกมาไม่มีความปลอดภัยมั่นคงพอ เสนอแนะให้โยกย้ายผู้คนและสิ่งของต่าง ๆ ทั้งหมดออกไปจะดีกว่า

 

เพื่อสร้างความมั่นใจเพิ่มเติม ผู้เอาประกันภัยได้ทำการว่าจ้างบริษัทวิศวกรรมที่ปรึกษารายที่สองเข้ามาประเมินผลเทียบเคียง บังเอิญว่าผลการประเมินไม่สามารถออกมาได้เร็วทันตามแผนงานที่วางไว้ ผู้เอาประกันภัยจึงตัดสินใจปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของบริษัทวิศวกรรมที่ปรึกษารายแรก ด้วยการอพยพผู้คนและสิ่งของต่าง ๆ ออกไปทั้งหมด แต่กลับกลายภายหลังว่า ผลการประเมินนั้นเกิดผิดพลาดไม่ถูกต้อง

 

เนื่องจากการอพยพโยกย้ายนั้นได้ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ผู้เอาประกันภัยจึงไปเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยของตนทำการชดใช้คืนให้ ภายใต้เงื่อนไขพิเศษค่าใช้จ่ายในการบรรเทาความเสียหาย (Sue and Labour Clause) ที่มีอยู่นั้นเอง

 

กลุ่มบริษัทประกันภัยปฏิเสธโดยอ้างว่า จะคุ้มครองให้ได้ต่อเมื่อได้เกิดความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยขึ้นมาเสียก่อนเท่านั้น

 

เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาล ศาลชั้นต้นตัดสินให้กลุ่มบริษัทประกันภัยเป็นฝ่ายชนะคดี

 

ผู้เอาประกันภัยในฐานะโจทก์ยื่นอุทธรณ์

 

ผลสรุปทางคดีจะเป็นเช่นไร? รอติดตามตอนหน้าครับ

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

 

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 166 : ปัญหาการตีความข้อยกเว้นภัยสงคราม (War Risks Exclusion)

 

กรมธรรม์ประกันภัยเกือบทุกฉบับจะมีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองภัยสงคราม แต่ไม่ปรากฏมีคำนิยามภัยสงครามกำกับเอาไว้ด้วย

 

ฉะนั้น เวลาเกิดมีข้อพิพาทประเด็นนี้ จำต้องอาศัยการแปลความของศาลเป็นเกณฑ์

 

เรามาลองพิจารณาดูแนวคำพิพากษาเรื่องนี้ แม้จะเก่าไปหน่อย แต่ยังมีการยึดถือเป็นหลักกันอยู่นะครับ

 

คดีนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย้อนหลังไปช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกันเลย

 

เรือสินค้าสองลำแล่นสวนกันไปคนละทิศทาง แต่ปรากฏเรือลำหนึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทาง เนื่องจากได้รับแจ้งเหตุเตือนล่วงหน้าถึงการโจมตีของเรือดำน้ำศัตรูในเส้นทางนั้น และด้วยอยู่ในสภาวะสงคราม ช่วงเวลากลางคืนเรือทุกลำได้รับคำแนะนำให้ปิดไฟส่องสว่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเห็นของศัตรู จนทำให้เรือทั้งสองลำดังกล่าวนี้เกิดอุบัติเหตุชนประสานงากันเองท้ายที่สุด

 

เมื่อเจ้าของเรือลำที่เสียหายซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ไปแจ้งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทประกันภัยของตน กลับได้รับคำตอบกลับมาว่า ไม่สามารถคุ้มครองให้ได้ เพราะเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วยภัยสงคราม

 

ครั้นได้มีการนำคดีขึ้นสู่ศาล ศาลสูงสุด (Supreme Court) ได้วินิจฉัยว่า อุบัติเหตุเรือสินค้าทั้งสองลำชนกันนั้น แม้อยู่ในช่วงสภาวะสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไม่ปรากฏขณะที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวมีเรือของชาติศัตรูอยู่ในเหตุการณ์ด้วย จึงไม่ใช่เกิดจากภัยสงคราม หรือเป็นผลเนื่องมาจากภัยสงคราม เพราะเรืออาจเกิดอุบัติเหตุชนกันได้อยู่แล้ว แม้เวลาปกติทั่วไป

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Queen Insurance Company v. Globe & Rutgers Insurance Company, 263 U.S. 487 (1924))

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

 

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 165 : ปัญหาการแปลความหมายของ “วิชาชีพ” ภายใต้การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Professional Liability Insurance or Errors & Omissions Insurance)?

 

(ตอนที่สอง)

 

ตอนนี้มาลองพิจารณาเทียบเคียงกับแนวทางการตีความทางฝั่งศาลบ้านเราบ้างว่า จะมีความแตกต่างกันบ้างไหม?

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10823/2551

 

ตาม ป.อ. ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ผู้มีวิชาชีพ ไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึง อาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึง วิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพ จึงหมายถึง ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 227 จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) บริษัทจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการเพียงคนเดียว ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่ก่อนทำสัญญารับเหมาก่อสร้างและรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้ทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างเพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคารก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 227


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83, 84, 86 และ 91

 

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

 

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 6 ด้วย นอจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 8 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 6

 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ใช้ค่าปรับแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 8

 

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

 

จำเลยที่ 3 ฎีกา

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 หรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า ผู้มีวิชาชีพ ไว้จึงต้องถือตามความหมายที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึง อาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญ ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของคำว่า วิชาชีพ หมายถึงวิชาที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เช่น วิชาแพทย์ วิชาช่างไม้ วิชาช่างยนต์ และคำว่า วิชา พจนานุกรมทั้งสองฉบับให้ความหมายว่า ความรู้ ความรู้ที่ได้ด้วยการเล่าเรียนหรือฝึกฝน ดังนั้น คำว่า ผู้มีวิชาชีพ จึงหมายถึงผู้มีอาชีพที่ต้องอาศัยวิชาความรู้ความชำนาญหรือผู้ที่มีความรู้ซึ่งอาจได้จากการเล่าเรียนโดยตรงหรือจากการทำงานอันเป็นการฝึกฝนในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระก็ได้ ผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างตามความหมายของมาตรานี้จึงหาได้จำกัดเฉพาะผู้ที่ได้เล่าเรียนมาโดยตรงเพื่อเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือโฟร์แมน (หัวหน้าคนงาน) ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทจำเลยที่ 1 มีกรรมการเพียงคนเดียวคือจำเลยที่ 3 ในการรับเหมาก่อสร้างบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำการแทนจำเลยที่ 1 ตลอดมาตั้งแต่ก่อนการทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง และรับผิดชอบการก่อสร้างในฐานะเป็นเจ้าของกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นผู้กระทำการแก้ไขแบบแปลนการก่อสร้างเพื่อให้การก่อสร้างเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ดังนี้ แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้จบการศึกษาทางด้านการก่อสร้างอาคาร ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 มีความรู้ความชำนาญและใช้ความรู้ด้านการก่อสร้างในการประกอบอาชีพเป็นปกติธุระ จำเลยที่ 3 จึงเป็นผู้มีวิชาชีพในการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ตามความหมายของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

 

พิพากษายืน

 

(เรียบเรียง และสืบค้นมาจาก http://deka.supremecourt.or.th/ ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง)

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 165 : ปัญหาการแปลความหมายของ “วิชาชีพ” ภายใต้การประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Professional Liability Insurance or Errors & Omissions Insurance)?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เวลาพูดถึงคำว่า “วิชาชีพ (Professional) หรือผู้ประกอบวิชาชีพ” แล้ว ฟังผิวเผินอาจเข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่ก็มักจะก่อให้เกิดประเด็นปัญหาถกเถียงอยู่บ่อยครั้ง

 

โดยเฉพาะในแง่การประกันภัย

 

ซึ่งบางประเภทประกันภัยที่กำหนดไม่คุ้มครองถึงการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพ

 

หรือ

 

บางประเภทประกันภัยที่กำหนดคุ้มครองถึงการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพ  

 

เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพนั้นลงมือกระทำอะไรลงไปก็แล้วแต่ ทั้งหมดล้วนถือเป็นการประกอบวิชาชีพ อันจะอยู่ในข้อยกเว้น หรือความคุ้มครอง แล้วแต่กรณี ใช่หรือไม่?

 

ลองพิจารณาดูตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศ เรื่องนี้กันครับ

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองความรับผิดทางวิชาชีพของถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งระบุเงื่อนไขความคุ้มครองไว้ว่า

 

“จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ในนามของผู้เอาประกันภัย สำหรับจำนวนเงินทั้งหลายซึ่งผู้เอาประกันภัยมีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเป็นค่าเสียหาย อันเนื่องจากความบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องมาจากการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ความบกพร่อง หรือความผิดพลาดของผู้เอาประกันภัย หรือของบุคคลผู้ซึ่งกระทำการ หรือละเว้นกระทำการแทนผู้เอาประกันภัย โดยที่ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดชอบตามกฎหมายให้ ในการให้บริการ หรือการไม่ให้บริการทางวิชาชีพ ซึ่งได้กระทำในระหว่างระยะเวลาประกันภัย”

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือ เจ้าหน้าที่ประจำสถานพยาบาลนั้นทำผิดพลาดด้วยความสับสนได้นำเอาน้ำมันเบนซีนแทนที่จะใช้น้ำตามปกติ ไปเติมใส่เครื่องฆ่าเชื้อแบบใช้น้ำร้อน (Hot Water Sterilizer) จนก่อให้เกิดไฟไหม้เสียหาย โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

 

กรณีนี้ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยผู้ให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนั้นว่า

 

ความเสียหายที่อุบัติขึ้นมานั้นได้เกิดขึ้นเนื่องมาจากการให้บริการ หรือการไม่ให้บริการทางวิชาชีพซึ่งได้เอาประกันภัยไว้หรือไม่?

 

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ใช่ และตัดสินให้บริษัทประกันภัยนั้นรับผิด

 

ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า เมื่อมิได้มีกฎหมายบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ควรพิจารณาไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขดังที่กำหนดไว้ของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้นเป็นสำคัญ มิใช่เพียงแค่ว่า เป็นความรับผิดของผู้เอาประกันภัยนั้นหรือเปล่า?

 

ดั่งในกรณีนี้ ความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทของบริษัทประกันภัยจำกัดอยู่เพียงการปฏิบัติงาน หรือการให้บริการทางวิชาชีพ ซึ่งคำว่า “ทางวิชาชีพ” นั้นจะมีความหมายถึงการกระทำการที่อาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการประกอบวิชาชีพ หรือการดำเนินงานอาชีพนั้น ทั้งในด้านจิตใจ หรือสติปัญญามากกว่าเพียงแค่การใช้แรงกาย หรือการพึ่งพาคู่มือปฏิบัติ หรือการเรียนจบในสาขาวิชาชีพนั้นมาเท่านั้น และมิใช่เพียงดูแค่ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือลักษณะการทำงาน แต่จำต้องมองลึกลงไปถึงตัวการกระทำนั้นด้วย

 

ฉะนั้น การต้มน้ำในเครื่องฆ่าเชื้อแบบใช้น้ำร้อนให้เดือดจึงมิใช่การกระทำที่จะต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือการฝึกฝนเป็นพิเศษ ใครก็สามารถกระทำได้ ด้วยเหตุผลนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการปฏิบัติงาน หรือการให้บริการ หรือการไม่ให้บริการทางวิชาชีพซึ่งได้เอาประกันภัยไว้ อันจะได้รับความคุ้มครองแต่ประการใด

 

พิพากษากลับให้บริษัทประกันภัยนั้นไม่ต้องรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Marx v. Hartford Accident & Indemnity Co., 157 N.W.2d 870 (Neb. 1968))

 

ตอนต่อไป เราจะไปดูแนวทางการตีความของศาลไทยในเรื่องนี้กันบ้าง

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory