วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 144: ข้อถกเถียงอุบัติเหตุเกิดจากการใช้รถเครน (Car’s Operation) หรือเกิดจากการใช้เครน (Crane’s  Operation) กันแน่?

 

(ตอนที่สอง)

 

ก่อนอื่นจำเป็นจะต้องมาพิจารณาถึงข้อกำหนด ข้อยกเว้น ตลอดจนเงื่อนไขทั้งหลาย ในกรมธรรม์ประกันภัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันเสียก่อน

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ ฉบับมาตรฐานบ้านเรา

 

ภายใต้หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ระบุว่า

 

“ข้อ 1.  ข้อตกลงคุ้มครอง

          บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสีย หรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง หรือ สิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถยนต์นั้น ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ในนามผู้เอาประกันภัย ดังนี้

 

           1.1 ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก ตามความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกนั้น

           บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม 1.1 นี้ ไม่รวมถึงผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ตลอดจนลูกจ้างในทางการที่จ้าง คู่สมรส บิดา มารดา บุตรของผู้ขับขี่นั้น

 

           1.2 ความเสียหายต่อทรัพย์สิน บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และความรับผิดของบริษัทจะมีไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ระบุไว้ในตาราง

 

ความเสียหายต่อทรัพย์สินดังต่อไปนี้ จะไม่ได้รับความคุ้มครอง

          (ก)  ทรัพย์สินที่ผู้เอาประกันภัย ผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายต้องรับผิดตามกฎหมาย คู่สมรส บิดา มารดา บุตรของผู้เอาประกันภัยหรือผู้ขับขี่นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้เก็บรักษา ควบคุม หรือครอบครอง

          (ข)  ................

          (ค)  สัมภาระหรือทรัพย์สินอื่นใดที่นำติดตัวขึ้นบนรถยนต์ หรือทรัพย์สินที่ บรรทุกอยู่ในรถยนต์ หรือกำลังยกขึ้น หรือกำลังยกลง จากรถยนต์ หรือทรัพย์สินที่รถยนต์กำลังยกจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง”

 

2) กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง (CPM)

 

ถอดความจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ พอสรุปได้ ดังนี้

 

“หากในเวลาใดในระหว่างระยะเวลาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย ได้ปรากฏว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ดังระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งตั้งอยู่ภายในสถานที่ หรือภายในอาณาเขตตามที่ได้ระบุไว้ในที่นี้ ได้รับความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพถึงขนาดที่มีความจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม หรือการเปลี่ยนทดแทนโดยอุบัติเหตุ ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า และเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จากสาเหตุใด ๆ ที่มิได้ระบุยกเว้นเอาไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง

 

บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยสำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหายดังกล่าวตามที่ได้กำหนดไว้ในที่นี้

 

ข้อยกเว้น

บริษัทจะไม่ต้องรับผิดสำหรับกรณีดังต่อไปนี้

ก. ................

ข. ................

จ. ความสูญเสีย หรือความเสียหายต่อยานพาหนะที่ถูกออกแบบ และได้รับอนุญาตให้นำมาวิ่งบนถนนสาธารณะ เว้นแต่ยานพาหนะนั้นได้ถูกใช้เฉพาะภายในสถานที่ก่อสร้าง

ฉ. ................

ถ. ความเสียหายสืบเนื่อง หรือความรับผิดในชนิด หรือลักษณะใดก็ตาม”

 

3) กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา/กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (CAR/EAR)

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง ฉบับมาตรฐานภาษาไทยของบ้านเรา ระบุว่า

 

“ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างและงานวิศวกรรมโยธา

รายการที่ 1

……….

รายการที่ 2

……….

รายการที่ 3

เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างและเครื่องจักรที่ตรึงอยู่ประจำที่

 

1.1 ความคุ้มครอง

      หากในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัย ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยนี้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์อันไม่อาจคาดหมายได้ หรือด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ไม่ได้ระบุในข้อยกเว้น จนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินนั้นต้องได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย สำหรับความเสียหายดังกล่าว แต่ไม่เกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ได้ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

 

1.2 ข้อยกเว้น

      บริษัทจะไม่รับผิดสำหรับ

1. ……….

2. ……….

7. ความเสียหายต่อยานพาหนะทางบกที่จดทะเบียน สำหรับใช้บนถนน หรือยานพาหนะทางน้ำ หรืออากาศยาน

 

ส่วนที่ 3 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก

 

3.1 ความคุ้มครอง

บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย สำหรับความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดแก่บุคคลภายนอกตามจำนวนเงินซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย สำหรับ

(1) การบาดเจ็บทางร่างกายหรือการเสียชีวิตหรือความเจ็บป่วยอันเกิดแก่บุคคลภายนอก อันเนื่องจากอุบัติเหตุที่ได้ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

(2) ความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก อันเนื่องจากอุบัติเหตุที่ได้ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

 

ซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัย โดยมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้างที่ได้เอาประกันภัยไว้ตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ และเกิดขึ้น ณ สถานที่เอาประกันภัย หรือในบริเวณที่ติดกันกับสถานที่ดังกล่าว

 

3.2 ข้อยกเว้น

บริษัทจะไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับ

1. ……….

2. ……….

3. ความรับผิด ซึ่งเกิดขึ้นจาก

1) ……….

2) ……….

3) อุบัติเหตุใด ๆ อันมีสาเหตุจากยานพาหนะทางบกที่จดทะเบียนใช้บนถนน หรือยานพาหนะทางน้ำ หรืออากาศยาน”

 

ต่อจากนั้นจึงค่อยนำไปวิเคราะห์เทียบเคียงกับกรณีดังที่ยกตัวอย่างนั้น จะเห็นได้ว่า

 

(ก) จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้รายการที่ 2) กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง (CPM) เนื่องจากกรณีตกอยู่ในข้อยกเว้น ข้อ ถ. ข้างต้น

 

(ข) คงเหลือแต่รายการที่ 1) กับ 3) เท่านั้นที่จะต้องมาวิเคราะห์เพิ่มเติมอีก ดังนี้

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่า เป็นอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง หรือ สิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถยนต์นั้นหรือไม่?

 

เราลองมาเทียบเคียงคดีใกล้เคียงในต่างประเทศกันก่อนนะครับ

 

คดีต่างประเทศปรากฏว่า ผู้เอาประกันภัยรายนั้นมีกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจอยู่เพียงฉบับเดียวเท่านั้น

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยรถยนต์ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า รถเครนคันที่ก่อเหตุกางขายันพื้นอยู่ขณะทำงาน จึงทำให้กลายจากสภาพของรถยนต์ปกติไปสู่สภาพของเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างโดยสมบูรณ์แล้ว หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ขณะเกิดอุบัติเหตุนั้น มิใช่รถยนต์อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง

 

แต่ผู้เอาประกันภัยต่อสู้ว่า ผู้เสียหายล้วนได้รับความเสียหายเนื่องจากการใช้รถยนต์คันนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกประการ

 

เมื่อคดีถูกนำขึ้นสู่ศาลต่างประเทศ และได้ถูกพินิจพิเคราะห์ในรายละเอียดแล้ว ศาลต่างประเทศก็วินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยรถยนต์จำต้องรับผิด เนื่องจากเห็นว่า อุบัติเหตุนั้นได้เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้รถยนต์คันนั้นตามปกติ (ordinary use)

 

คุณเห็นด้วยไหมครับ?

 

พอย้อนกลับมาอ่านคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ฉบับล่าสุดของบ้านเรา ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า

 

“ความเสียหายของชีวิต ร่างกาย อนามัย หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกจึงได้รับความคุ้มครองอุบัติเหตุอันเกิดจากรถที่ใช้รถยนต์ที่อยู่ในทาง สิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถยนต์นั้น ให้รวมถึงความเสียหายที่เกิดจากการใช้สิ่งที่ติดตั้งอยู่ในรถนั้นด้วย แม้ว่าการใช้นั้นจะมิได้ใช้อย่างสภาพการเป็นรถยนต์ก็ตาม

 

ตัวอย่างที่ 18 เด็กท้ายรถไปทำการยกดัมพ์ แต่เกิดความผิดพลาดบางประการ ทำให้ตัวดัมพ์หล่นทับทำให้บุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรือกรณีรถเฮี๊ยบ (รถบรรทุกที่มีเครนยกของติดตั้งประจำอยู่ในตัวรถ) เด็กประจำรถได้ใช้เครนไปยกของ แต่ของที่ยกเกิดหล่น หรือตัวเครนเกิดไปฟาดโดนบุคคลอื่นเสียหาย ความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับความคุ้มครองตามสัญญาหมวดนี้ด้วย ทั้งนี้เนื่องจากมีการคิดคำนวณเบี้ยประกันภัยเพื่อรองรับความเสี่ยงภัยดังกล่าวไว้แล้ว”

 

3) กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้าง

 

หากได้ขยายรถเครนไว้ให้เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ในรายการที่ 3 เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างแล้ว

 

เชื่อมั่นได้ว่า ความกังวลใจซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากข้อยกเว้น ข้อที่ 3 ความรับผิด ซึ่งเกิดขึ้นจาก 3) อุบัติเหตุใด ๆ อันมีสาเหตุจากยานพาหนะทางบกที่จดทะเบียนใช้บนถนน หรือยานพาหนะทางน้ำ หรืออากาศยาน ภายใต้ส่วนที่ 3 ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกนั้น

 

ก็พอวางใจได้แล้วระดับหนึ่งว่า

 

อย่างน้อยน่าจะได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับหนึ่งอยู่แล้ว

 

โชคดีอาจจะได้เพิ่มจากกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาการก่อสร้างอีกฉบับก็เป็นไปได้

 

ถึงตรงนี้ คุณคงจะเลือกคำตอบที่ทิ้งค้างไว้ได้ โดยไม่ลำบากแล้วนะครับ

 

(อ้างอิง และเทียบเคียงจากคดี Wormell v. Insurance Corp. of British Columbia, 2010 BCSC 1028)

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 144 : ข้อถกเถียงอุบัติเหตุเกิดจากการใช้รถเครน (Car’s Operation) หรือเกิดจากการใช้เครน (Crane’s  Operation) กันแน่?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เคยมีประเด็นข้อสงสัยว่า รถเครน หรือรถปั้นจั่นที่มีล้อยางควรจะทำประกันภัยประเภทอะไรได้บ้าง?

 

แนวคำตอบที่ได้รับ คือ

 

1) ที่แน่ ๆ คือ ทำประกันภัยประเภทรถยนต์ อันได้แก่ ทั้งกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคบังคับ และ/หรือภาคสมัครใจเบื้องต้นก่อนเป็นดีที่สุด เนื่องจากมีการนำรถจำพวกนี้ไปใช้วิ่งไปไหนมาไหนบนท้องถนนอยู่ด้วย

 

2) ถ้านำรถเครนไปใช้ในกิจการงานก่อสร้าง ก็ควรนำไปทำประกันภัยประเภทวิศวกรรมเสริมเพิ่มเติมเผื่อไว้อีกฉบับ โดยมีทางเลือกสองรูปแบบ ดังนี้

 

2.1) กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง (Contractor’s Plant and Machinery Insurance Policy) ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็นรายปีเช่นดั่งกรมธรรม์ประกันภัยปกติทั่วไป หรือ

 

2.2) กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance Policy) หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (Contractor’s All Risks Insurance Policy) โดยเป็นลักษณะขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมลงไปในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังว่านั้น เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างที่นำเข้าไปใช้งานอยู่ ภายในสถานที่ก่อสร้างดังระบุเอาประกันภัยไว้เท่านั้น

 

ถ้าผู้มีส่วนได้เสียของรถเครนคันนี้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองประเภทเอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน ก็จะสามารถได้รับความคุ้มครองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน ในลักษณะเสริมความคุ้มครองให้แก่กันและกัน

 

เนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์จะคุ้มครองอุบัติเหตุจากการใช้รถ หรือการใช้ทางตามปกติทั่วไปทั่วประเทศไทย ขณะที่กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง (CPM) หรือกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา/กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (CAR/EAR) ก็จะคุ้มครองระหว่างใช้งานก่อสร้าง ภายในสถานที่ก่อสร้างที่ระบุเอาประกันภัยไว้เท่านั้น (CPM ซึ่งคุ้มครองรายปีจะรวมทั้งระหว่างอยู่ในสถานที่จัดเก็บที่ระบุเอาประกันภัยไว้กับสถานที่ก่อสร้างแห่งใดก็ได้)

 

ดูเผิน ๆ แล้ว เสมือนหนึ่งน่าจะทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ความคุ้มครองไม่น่าจะทับซ้อนกันได้เลย

 

อันที่จริง มันเป็นอย่างที่คิดเช่นนั้นหรือเปล่า? เส้นแบ่งความคุ้มครองชัดเจนถึงขนาดนั้น จริงหรือไม่?

 

สมมุติว่า รถเครนคันหนึ่งได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสองฉบับครอบคลุมเอาไว้แล้ว ระหว่างคนขับนำรถเครนคันนั้นไปใช้งานยกวัสดุก่อสร้าง ภายในสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่งที่ถูกระบุให้เป็นสถานที่เอาประกันภัยไว้ด้วย ขณะใช้เครนยกวัสดุนั้นอยู่ เกิดอุบัติเหตุสลิงขาด ทำให้วัสดุนั้นตกลงมาสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่อยู่ใกล้เคียง หรืออาจหล่นไปโดนคนเดินถนนแถวนั้นจนได้รับาดเจ็บพอดี

 

คุณเห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับใดควรต้องรับผิดชอบบ้างครับ? และจะเลือกคำตอบข้อใดดังต่อไปนี้เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด?

 

ก) กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

ข) กรมธรรม์ประกันภัยเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง (CPM) หรือกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา/กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (CAR/EAR)

ค) ถูกทั้งสองข้อ คือ ทุกฉบับต้องร่วมกันรับผิด

 

อดใจคุยกันต่อคราวหน้านะครับ  

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 143 : การประกันภัยกับศาสตร์ลึกลับแห่งความเชื่อ

 

(ตอนที่สอง)

 

ณ วันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2009 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ลุกลามจากชั้นใต้ดินของอาคารพาณิชย์หลังหนึ่ง ก่อให้เกิดควันไฟกระจายไปสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ภายในคลินิกหมอฟันซึ่งตั้งอยู่ชั้นเหนือขึ้นไปในอาคารเดียวกัน

 

เนื่องด้วยหมอฟันเจ้าของคลินิกแห่งนี้ได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองอยู่สองฉบับ ได้แก่

 

1) กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน

 

คุ้มครองความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพแก่ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ได้ระบุเอาประกันภัยไว้ของผู้เอาประกันภัย เป็นต้นว่า เครื่องมือกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ที่ใช้ทำฟัน ผลิตภัณฑ์ยา เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ

 

2) กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก

 

คุ้มครองความเสียหายสืบเนื่องทางการเงิน (Consequential Loss) จากการหยุดชะงักของธุรกิจที่ระบุเอาประกันภัยไว้ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความสูญเสีย หรือความเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ โดยกำหนดระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (Maximum Indemnity Period) ไว้ที่ 12 เดือน

 

แม้จะมิได้เกิดไฟไหม้ลุกลามไปถึงคลินิกฟันก็ตาม แต่ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นไปก็สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย โดยเฉพาะเครื่องมือกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ที่ใช้ทำฟัน ผลิตภัณฑ์ยา ตลอดจนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่น ซึ่งมีความอ่อนไหว และจำต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมสุขอนามัยที่ดีอีกด้วย

 

ส่งผลทำให้จำต้องปิดคลินิกเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน เพื่อซ่อมแซมเครื่องมือกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ที่เสียหาย เปลี่ยนทดแทนผลิตภัณฑ์ยา และทำความสะอาดพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพที่มีสุขอนามัยที่ดีดังเดิม

 

ผู้เอาประกันภัยจึงมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายที่ตนได้รับ ดังมีรายการต่อไปนี้

(1) ค่าซ่อมแซม ค่าเปลี่ยนทดแทน และค่าทำความสะอาดทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายจากควันไฟดังกล่าว

 

(2) ค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาด้านฮวงจุ้ย เนื่องจากคลินิกแห่งนี้แรกเริ่มก็ได้มีการจัดสถานที่ และวางตำแหน่งที่ตั้งของทรัพย์สินต่าง ๆ ให้ถูกต้องสอดคล้องกับศาสตร์ฮวงจุ้ยอยู่แล้วก่อนหน้าทำประกันภัยดังกล่าว เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาได้ส่งผลกระทบต่อพลังชีวิต (Qi) ฉะนั้น จึงจำต้องซินแสเจ้าเก่ามาทำการปรับให้กลับมามีพลังชีวิตที่ดีดังเดิมตามหลักวิชาเบญจธาตุ (Five Feng Sui Elements)

 

(3) ความสูญเสียทางการเงินสืบเนื่องจากการหยุดกิจการนานหนึ่งเดือน (ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเรียกว่า “การประกันภัยเงินได้จากการประกอบธุรกิจ (Business Income Insurance)” จะมีเงื่อนไขระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือระยะเวลาความเสียหายเมื่อได้กลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้ดังเดิม (Restoration Period) อันแตกต่างจากกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักของบ้านเรา ซึ่งเป็นระบบของยุโรปที่จะคุ้มครองระยะเวลาความเสียหายจนไปจนกว่ากลับคืนสู่สถานะทางการเงินดังเดิม แต่ไม่เกินกว่าระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด (Maximum Indemnity Period) ที่กำหนดไว้

 

บริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกันภัยรายนี้ทั้งสองฉบับยินดีจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เพียงเฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในรายการที่ (1) และ (3) เท่านั้น

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อบังคับให้บริษัทประกันภัยชดใช้รายการที่ (2) ด้วย  

 

ศาลได้พิจารณาตรวจสอบพยานหลักฐานต่าง ๆ ของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว วินิจฉัยว่า

 

โจทก์ในฐานะผู้เอาประกันภัยไม่สามารถพิสูจน์แสดงให้ศาลรับฟัง และเชื่อได้อย่างชัดเจนเพียงพอว่า ค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาด้านฮวงจุ้ยถือเป็นความเสียหายทางกายภาพโดยตรง (Direct Physical Damage) ต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความเสียหายนั้น ถึงแม้คำว่า “ทางกายภาพ” จะมิได้มีคำนิยามเฉพาะกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม แต่ก็มักตีความว่า หมายความถึง ความเสียหายที่สามารถตรวจพิสูจน์โดยอาศัยสายตา หรือประสาทสัมผัสอื่น ๆ ได้

 

การอ้างอิงการใช้ศาสตร์ฮวงจุ้ย ณ สถานที่เอาประกันภัยตั้งแต่แรกเริ่มนั้นยังไม่เพียงพอแก่การรับฟังในคดีนี้

 

อนึ่ง ครั้นจะพิจารณาให้ค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาด้านฮวงจุ้ยนี้จัดอยู่ในรายการของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Increase in Cost of Working) อันควรจะได้รับความคุ้มครองก็มิใช่อีก เพราะมิใช่ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันมิให้รายได้ลดลง

 

ฉะนั้น จำเลยในฐานะบริษัทประกันภัยจึงไม่จำต้องรับผิด สำหรับค่าเสียหายในรายการที่ (2) ดังกล่าว

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงจากคดี Patel v. American Economy Ins. Co., 2014 U.S. Dist. LEXIS 63935 (N.D. Cal. 2014) และบทความ Insured Failed to Demonstrate Feng Shui Expense Was Within Scope of Policy’s Coverage By Chip Merlin on July 9, 2014)

 

ผู้เชี่ยวชาญประกันภัยต่างประเทศให้ความเห็นเสริมเพิ่มเติมในคดีนี้ ศาลยังมิได้ฟันธงลงเสียทีเดียวว่า ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ไม่คุ้มครอง เพียงแค่บอกว่า โจทก์คือผู้เอาประกันภัยไม่สามารถพิสูจน์ให้ศาลยอมรับฟังได้อย่างเพียงพอเท่านั้น

 

ข้อพิพาทเกี่ยวกับศาสตร์ความเชื่อต่าง ๆ จึงยังอาจถูกนำขึ้นสู่ศาลเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้อยู่เสมอ

 

ครั้นพอมาย้อนกลับมาถึงเรื่องราวที่ผมโปรยไว้ตอนต้นของบทความเรื่องนี้

 

สำหรับประเด็นคำถามมีรถยนต์คู่กรณีขับชนศาลพระภูมิซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้จนแตกหักเสียหายนั้น ขอแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ดังนี้

 

1) ผู้เอาประกันภัยรายนี้ควรไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินของตนเอง หรือจากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของคู่กรณีดี?

 

2) ความเสียหายที่แท้จริงของผู้เอาประกันภัยรายนี้จะประกอบด้วยรายการอะไรบ้าง? กล่าวคือ

 

    2.1) เฉพาะความเสียหายของตัวศาลพระภูมิใหม่เท่านั้น หรือ

    2.2) รวมค่าพิธีการตั้งศาลใหม่ของผู้เชี่ยวชาญด้วย

 

ความคิดเห็น – ควรไปเรียกร้องจากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของคู่กรณีดีที่สุด มีโอกาสลุ้นค่าใช้จ่ายในการตั้งศาลใหม่ได้มากกว่ากรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินของตนเอง เพราะอาจเจอปัญหาเหมือนคดีต่างประเทศข้างต้น

 

อนึ่ง ปัญหาชวนคิดคำนึง คือ

 

สมมุติไปเรียกร้องจากกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินของตนเองได้ (บางส่วนหรือทั้งหมดก็แล้วแต่) จะส่งผลทำให้วงเงินความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้นลดจำนวนเงินลงไปตามค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทประกันภัยได้ชดใช้มาให้

 

ถ้าประสงค์จะให้กลับมามีวงเงินเท่าเดิมต้องไปแจ้ง และชำระเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมตามส่วนเสียก่อนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้น???

 

อ้าว ยังงั้นบริษัทประกันภัยจะได้ประโยชน์ทั้งขึ้น ทั้งล่องไหม? เนื่องจากบริษัทประกันภัยสามรถรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไปไล่เบี้ยเอาเงินค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายไปแล้ว กลับคืนมาจากคู่กรณีได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

เช่นนี้ ความเป็นธรรมจะบังเกิดขึ้นมาไหมครับ?

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory