วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
..... ประกันภัย เป็นเรื่อง .....: เรื่องที่ 94:ข้อบังคับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Mat...
..... ประกันภัย เป็นเรื่อง .....: เรื่องที่ 94:ข้อบังคับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Mat...: เรื่องที่ 94: ข้อบังคับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Material Damage Proviso) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ความหมายที่เปลี่ยนไป? ...
เรื่องที่ 94:ข้อบังคับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Material Damage
Proviso) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ความหมายที่เปลี่ยนไป?
(ตอนที่หนึ่ง)
เดิมทีตั้งใจจะเขียนให้เป็นตอนที่สองของบทความเรื่องที่
93: แต่เปลี่ยนใจเขียนเป็นบทความเรื่องใหม่ขึ้นมาน่าจะเหมาะสมกว่า เนื่องจากมีประเด็นค่อนข้างหลากหลายให้พูดถึงในเรื่องเงื่อนไขบังคับก่อนภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักที่เรียกว่า
“ข้อบังคับความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Material Damage Proviso)”
หรือที่พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสภา (พิมพ์ครั้งที่ 6 แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. 2560 เรียกว่า “คำรับรองความเสียหายของทรัพย์สิน
(Material Damage Warranty)” ซึ่งหมายความถึง “คำรับรองข้อหนึ่งในกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักซึ่งกำหนดเงื่อนไขว่า
กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะให้ความคุ้มครองต่อเมื่อได้มีการเอาประกันภัยเพื่อความเสียหายของทรัพย์สิน
และได้มีการจ่ายหรือยอมรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินนั้นแล้ว"
โดยสรุป คือ ผู้เอาประกันภัยจำต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองก่อน
กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักถึงจะให้ความคุ้มครองได้
ข้อบังคับ
หรือคำรับรองนี้ ซึ่งมิได้กำหนดคำนิยามเอาไว้อย่างชัดแจ้งในกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
เป็นเพียงคำเรียกที่เข้าใจกันในธุรกิจประกันภัย และได้เขียนสื่อข้อความเช่นนั้นไว้ในข้อตกลงคุ้มครองเท่านั้น
โดยมีเจตนารมณ์ดั้งเดิม เพื่อ
1) ผู้เอาประกันภัยจะได้มีเงินทุนเพียงพอจากการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินในการทำให้ทรัพย์สินที่เสียหายกลับคืนสู่สภาพดังเดิมโดยเร็ว
จะได้ไม่ตกเป็นภาระหนักแก่กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักมากเกินไป
2) เจ้าหน้าที่สินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัยทั้งสองกรมธรรม์ประกันภัยจะได้ไม่ทำงานซ้ำซ้อนกัน
ทางปฏิบัติจริงก็ไม่สามารถรักษาเจตนารมณ์ดั้งเดิมดังกล่าวได้อย่างที่ตั้งใจไว้
เพราะแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีความแตกต่างกันไป
ดังนั้น การใช้ข้อบังคับ
หรือคำรับรองอย่างเคร่งครัดและอย่างเข้มงวดจึงอาจสร้างปัญหาขึ้นมาได้ทั้งในด้านของผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยเอง
เราลองวิเคราะห์เทียบเคียงตัวอย่างคดีของสนามกอล์ฟในบทความเรื่องที่
93: กับตัวอย่างกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักของต่างประเทศกันดูนะครับ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขบังคับก่อนว่าด้วยความเสียหายต่อทรัพย์สิน
(ในที่นี้ ไม่ขอใช้คำว่าข้อบังคับหรือคำรับรอง เพราะดูเสมือนจะให้ผลเสียมากกว่า) โดยสามารถถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า
“สิ่งปลูกสร้างใด หรือทรัพย์สินอื่น ๆ
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของทรัพย์สินเหล่านั้นที่ผู้เอาประกันภัยได้ใช้งานอยู่ ณ
สถานที่ที่เอาประกันภัย เพื่อวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจ ได้รับความสูญเสีย
ความวินาศ หรือความเสียหายโดยอุบัติเหตุ (ซึ่งความสูญเสีย ความวินาศ
หรือความเสียหายโดยอุบัติเหตุดังกล่าวนั้น ต่อไปนี้จะเรียกว่า “ความเสียหาย”)
นอกเหนือไปจากสาเหตุที่ยกเว้น ณ เวลาใด ๆ ของระยะเวลาประกันภัย และธุรกิจซึ่งดำเนินการโดยผู้เอาประกันภัย
ณ สถานที่ที่เอาประกันภัย ได้รับผลสืบเนื่องมาจนต้องหยุดชะงัก หรือได้ผลกระทบจากกรณีเหล่านั้น
ผู้รับประกันภัยก็จะชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยสำหรับในแต่ละรายการที่ปรากฏอยู่ในตารางกรมธรรม์ประกันภัยในที่นี้
ตามจำนวนเงินของความสูญเสียอันเป็นผลมาจากการหยุดชะงัก
หรือการได้รับผลกระทบดังกล่าว โดยให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ได้ระบุเอาไว้ในที่นี้
ทั้งนี้
โดยมีเงื่อนไขว่า
1. ในเวลาที่ก่อให้เกิด “ความเสียหาย”
หากมีการประกันภัยซึ่งยังมีผลบังคับอยู่
ได้ให้ความคุ้มครองถึงส่วนได้เสียของผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่ที่เอาประกันภัยนั้น
และปรากฏว่า
1.1 ได้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือได้ยอมรับผิดจากกรณีนั้นแล้ว
หรือ
1.2 ได้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือได้ยอมรับผิดจากกรณีนั้นแล้ว แต่เนื่องด้วยข้อกำหนดของการประกันภัยดังกล่าว
ได้ยกเว้นความรับผิดสำหรับความสูญเสียที่มีจำนวนเงินต่ำกว่าที่ได้กำหนดไว้”
เมื่อจำแนกถ้อยคำที่สำคัญออกมาจะพอสรุปเป็นประเด็นได้
ดังนี้
(1) สิ่งปลูกสร้าง
หรือทรัพย์สินอื่น ๆ
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของทรัพย์สินเหล่านั้นที่ผู้เอาประกันภัยได้ใช้งานอยู่ ณ
สถานที่ที่เอาประกันภัย
(2) ได้เกิด “ความเสียหาย”
โดยอุบัติเหตุนอกเหนือไปจากสาเหตุที่ยกเว้นแก่สิ่งปลูกสร้าง หรือทรัพย์สินอื่น ๆ
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของทรัพย์สินเหล่านั้น
(3) เวลาที่ก่อให้เกิด “ความเสียหาย” หากมีการประกันภัยซึ่งยังมีผลบังคับอยู่
ได้ให้ความคุ้มครองถึงส่วนได้เสียของผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่ที่เอาประกันภัยนั้น
และปรากฏว่าได้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือได้ยอมรับผิดจากกรณีนั้นแล้ว นอกเสียจากในกรณีความเสียหายส่วนแรก
ตอนต่อไป
เราจะมาไล่เรียงกันทีละประเด็นให้เห็นภาพกันนะครับ
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-
รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
ประกันภัยเป็นเรื่อง http://vivatchaia.blogspot.com
พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook
Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
เรื่องที่ 93:เหตุเกิดบนสนามกอล์ฟ
กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักให้ความคุ้มครองได้หรือไม่?
(ตอนที่หนึ่ง)
เราคงอยู่กันที่สนามกอล์ฟ แต่คราวนี้เป็นเรื่องของสนามกอล์ฟเอง
ซึ่งได้ทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินของสนามกอล์ฟ
อันประกอบด้วยอาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ กับทรัพย์สินอื่น ๆ ที่อยู่ภายในอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นโดยระบุให้เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัย
ทั้งยังได้จัดทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักสำหรับสนามกอล์ฟเอาไว้ด้วย
ต่อมา
ได้เกิดลมพายุพัดทำให้ต้นไม้ที่ปลูกบริเวณสนามกอล์ฟล้มระเนระนาด
ตัวอาคารสิ่งก่อสร้าง และทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายบางส่วน
สนามกอล์ฟจำต้องหยุดกิจการชั่วคราวเป็นเวลาสองสัปดาห์
เพื่อทำการขนย้ายซากต้นไม้ที่ล้มโค่นบนสนามกอล์ฟออกไป
ทำความสะอาดปรับสภาพพื้นสนามกอล์ฟ
ตลอดจนซ่อมแซมตัวอาคารสิ่งก่อสร้างกับทรัพย์สินอื่นที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
ทันทีที่เกิดเหตุ สนามกอล์ฟผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุต่อบริษัทประกันภัย
เพื่อให้เข้ามาสำรวจและประเมินราคาค่าเสียหาย ซึ่งภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่สินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัยได้ดำเนินการดังกล่าวจนเสร็จสิ้นแล้ว
ได้แจ้งแก่ผู้เอาประกันภัยว่า ยินดีรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหาย
อันเนื่องจากภัยลมพายุซึ่งเป็นภัยที่คุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินฉบับดังกล่าว
แต่สำหรับความสูญเสียสืบเนื่องทางการเงินที่เกิดแก่สนามกอล์ฟระหว่างที่หยุดกิจการไปสองสัปดาห์นั้นจะพิจารณาชดใช้ให้เพียงบางส่วนเท่านั้นภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
สนามกอล์ฟผู้เอาประกันภัยไม่พอใจจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้น
เพื่อให้บริษัทประกันภัยชดใช้ความสูญเสียสืบเนื่องทางการเงินที่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งหมดระหว่างที่ได้หยุดประกอบการสนามกอล์ฟชั่วคราวดังกล่าวในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
มิใช่จะพิจารณาชดใช้ให้เพียงบางส่วนเท่านั้น
สำหรับความเสียหายภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินนั้น
ผู้เอาประกันภัยไม่ติดใจและยอมรับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่บริษัทประกันภัยได้เสนอมา
ประเด็นที่ศาลชั้นต้นจำต้องพิจารณา คือ
ก) กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักฉบับดังกล่าวมีผลคุ้มครองหรือไม่?
ข) ถ้าคุ้มครอง จะชดใช้อย่างไร?
ผลการพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นมีความเห็น
ดังนี้
ก) กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักฉบับดังกล่าวมีผลคุ้มครองหรือไม่?
เนื่องจากในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินฉบับนี้ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า
คุ้มครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอันประกอบด้วยอาคารสิ่งก่อสร้างต่าง
ๆ กับทรัพย์สินอื่น ๆ ที่อยู่ภายในอาคารสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นเท่านั้น
โดยไม่ได้กำหนดให้ตัวสนามกอล์ฟ หญ้า หรือต้นไม้เป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยด้วยเลย
ทั้งในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินฉบับนี้ยังได้ระบุไม่คุ้มครองถึงทรัพย์สินจำพวกที่ดิน
สนามหญ้า ต้นไม้เอาไว้อีกด้วย
ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักฉบับนี้ให้ความคุ้มครองความสูญเสียสืบเนื่องทางการเงินเฉพาะในส่วนที่เกิดจากความเสียหายของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเท่านั้น
ฉะนั้น ส่วนความสูญเสียสืบเนื่องทางการเงินที่เกิดจากตัวสนามกอล์ฟเอง
ผู้เอาประกันภัยไม่สามารถเรียกร้องจากบริษัทประกันภัยได้
ข) ถ้าคุ้มครอง จะชดใช้อย่างไร?
ให้ผู้เอาประกันภัยนำเสนอหลักฐานทางบัญชีแยกเฉพาะในส่วนของทรัพย์สินที่ระบุเอาประกันภัยไว้เท่านั้นมานำเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป
ผู้เอาประกันภัยยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น
คุณมีความเห็นกับคำพิพากษานี้อย่างไรบ้างครับ?
เพราะนักกฎหมายต่างประเทศหลายท่านไม่เห็นด้วย
หากนำมาเทียบเคียงกับกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (เนื่องจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน)
ฉบับมาตรฐานบ้านเราซึ่งระบุในข้อตกลงคุ้มครองว่า
“ให้ความคุ้มครองสำหรับความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สิ่งปลูกสร้างใด
ๆ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ผู้เอาประกันภัยใช้เพื่อประกอบธุรกิจ ณ
สถานที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหาย
และได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
และมิได้มีการระบุยกเว้นไว้ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ณ เวลาใดในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัยที่ปรากฏในตารางกรมธรรม์ประกันภัย
และเป็นผลให้ธุรกิจที่ดำเนินอยู่โดยผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่เอาประกันภัยหยุดชะงักลง
หรือได้รับผลกระทบ บริษัทจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย”
คุณคิดว่าจะให้ผลทางคดีออกมาแตกต่างออกไปด้วยหรือไม่
อย่างไรไหมครับ?
ตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า เราจะลองมาพิจารณากันครับ ทำไมนักกฎหมายต่างประเทศบางท่านมีความต่าง
และผลเทียบเคียงกับกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักของบ้านเรา
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-
รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
ประกันภัยเป็นเรื่อง http://vivatchaia.blogspot.com
พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook
Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
เรื่องที่ 92:เหตุเกิดที่ข้างสนามกอล์ฟ
(ตอนที่สอง)
เจ้าของบ้านผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสนามกอล์ฟเป็นจำเลยให้รับผิดจากการที่ปล่อยปละละเลยทำให้มีลูกกอล์ฟหลุดลอยมาสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินในบ้านของตนที่ปลูกอยู่ข้างเคียง
และก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญในการอยู่อาศัยอย่างมีความสุข
ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้โดยให้ความเห็นว่า
น่าแปลกใจที่ทำไมโจทก์ไม่ร้องเรียนต่อสนามกอล์ฟถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่น
ๆ กลับปล่อยเรื่องราวทิ้งไว้นับปี แสดงว่า
ช่วงแรกมิได้มีการเดือดร้อนรำคาญมากมายอะไรนัก จนกระทั่งปรากฏมีการรบกวนความสงบสุขในการอยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจึงได้จัดทำหนังสือร้องเรียนเป็นระยะไปดังกล่าว
กระทั่งบัดนี้ ความเดือดร้อนรำคาญนั้นได้ลดลงน้อยลงไปแล้ว ดังนั้น
ศาลชั้นต้นเชื่อว่า
ช่วงแรกสนามกอล์ฟมิได้รับรู้หรือควรจะรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นเลยจวบจนกระทั่งเมื่อได้รับหนังสือร้องเรียนจากทนายของโจทก์ในปี
ค.ศ. 2001
และได้ดำเนินการแก้ไขตามสมควรที่จะพึงกระทำได้จนทำให้สถานการณ์ดีขึ้นดังกล่าวแล้ว
จึงวินิจฉัยให้สนามกอล์ฟจำเลยไม่จำต้องรับผิดตามฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยชี้แจงว่า ที่ผ่านมา
โจทก์มิได้เรียกร้องจากสนามกอล์ฟ เพราะสิ่งใดที่เป็นความเสียหายเล็กน้อย
โจทก์สามารถซ่อมแซมได้เอง ก็จะรับผิดชอบเอง แต่บางกรณีที่ทำไม่ได้
หรือเป็นความเสียหายมาก จึงได้มาเรียกร้องขอให้จำเลยทำการชดใช้ให้ อันที่จริง
โจทก์เองเคยถูกลูกกอล์ฟพุ่งมาโดนร่างกาย แต่มิได้เรียกร้องอะไร บางคราว
ลูกกอล์ฟก็หวุดหวิดจะไปถูกลูกชายของโจทก์ที่อยู่ในโรงรถด้วยเหมือนกัน
ความรู้สึกคล้ายเสมือนอยู่ในสนามรบโดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่มีคนเข้ามาเล่นกอล์ฟเพิ่มขึ้น
ช่วงปี ค.ศ. 1994
โจทก์เคยเก็บรวบรวมลูกกอล์ฟได้สัปดาห์ละ 12-20
ลูก และช่วงปี ค.ศ. 2001 เคยเก็บรวบรวมลูกกอล์ฟได้ทั้งหมดถึง
526 ลูกในระยะเวลาสิบสองเดือน
ฝ่ายจำเลยชี้แจงว่า
สนามกอล์ฟไม่มีความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากลูกกอล์ฟ เพราะตามกฎหมายแล้ว
ผู้ตีลูกกอล์ฟเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง มิใช่สนามกอล์ฟ แต่อย่างไรก็ตาม
เพื่อแสดงเจตนาดีต่อเพื่อนบ้าน สนามกอล์ฟก็มีนโยบายที่จะพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแทนให้แก่เพื่อนบ้าน โดยมีเงื่อนไขว่า กรมธรรม์ประกันภัยของเพื่อนบ้านที่เสียหายจะต้องชดใช้ไปให้ก่อน
ถ้ายังไม่เพียงพอ สนามกอล์ฟก็จะช่วยชดใช้ส่วนเกินให้ด้วยวงเงินไม่เกิน 100 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย ซึ่งมิใช่หน้าที่ข้อผูกพันทางกฎหมายแต่ประการใด
ที่ผ่านมา
เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามา
ทางเจ้าหน้าที่ของสนามกอล์ฟจะทำการพิจารณาตามสมควรตามนโยบายที่วางไว้
จนกระทั่งมีหนังสือจากทนายความของฝ่ายโจทก์
เรื่องราวจึงถูกนำเสนอต่อฝ่ายบริหารของสนามกอล์ฟ
อันนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงตำแหน่งของหลุมที่ 12 ที่เป็นปัญหาดังกล่าวในท้ายที่สุด
ประเด็นสำคัญที่ศาลอุทธรณ์วิเคราะห์
คือ
(ก)
สนามกอล์ฟจำเลยมีความรับผิดในการกระทำความผิดหรือไม่?
แนวความคิดที่ว่า
ผู้ตีกอล์ฟจำต้องรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
เพราะถ้าหากผู้ครอบครองสถานที่ปล่อยละเลยให้มีผู้กระทำการอันเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ
(Nuisance)
แก่บุคคลอื่นในสถานที่ของตน
โดยที่ตนรับรู้หรือควรจะได้รับรู้ถึงการกระทำนั้นแล้ว
ผู้ครอบครองสถานที่นั้นจำต้องร่วมรับผิดด้วยนับแต่วันที่ตนได้รับรู้หรือควรจะได้รับรู้ถึงเหตุนั้น
(ข) จำเลยรับรู้ถึงเหตุแห่งความเดือดร้อนรำคาญเมื่อใด
และได้ใช้มาตรการป้องกันตามสมควรหรือไม่?
การที่ศาลชั้นต้นวิเคราะห์โดยอาศัยเพียงหนังสือร้องเรียนที่ได้รับจากทนายความของฝ่ายโจทก์เป็นเกณฑ์อย่างเดียวเท่านั้น
ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จำต้องรายละเอียดข้อความจริงที่เกิดขึ้นด้วย จากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฝ่ายจำเลยได้รับรู้
หรือควรรับรู้ถึงการรบกวนความสงบสุขของฝ่ายโจทก์ตั้งแต่เมื่อได้รับหนังสือร้องเรียนฉบับปี
ค.ศ.
1994 แล้ว มิใช่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 ดังที่ศาลชั้นต้นวิเคราะห์ และฝ่ายจำเลยก็มิได้จัดดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าวเลยจวบจนกระทั่งได้ทำการแก้ไขปรับปรุงจนถึงต้นปี
ค.ศ. 2002
ทำให้จำนวนลูกกอล์ฟที่หลุดลอยมาลดเหลือเพียงสัปดาห์ละ 2-3 ลูกก็ตาม
ก็ยังถือเป็นการรบกวนความสงบสุขในการอยู่อาศัยของฝ่ายโจทก์เกินกว่าที่ควรคาดหมายได้อยู่ดี
ฝ่ายจำเลยจำต้องหามาตรการป้องกันเพิ่มเติมอีก
(ค) ค่าเสียหายที่ควรได้รับการชดใช้
โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตรวมเป็นเงินทั้งสิ้น
20,000 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย
โดยมีหลักฐานค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงระหว่างปี ค.ศ. 1998 จนถึงปี ค.ศ. 2001 รวมทั้งสิ้น 605.50 ดอลล่าร์ออสเตรเลียเท่านั้น
ซึ่งการคำนวณค่าเสียหายจากการเดือดร้อนรำคาญในอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่มิอาจคำนวณได้อย่างแน่นอนชัดเจน
ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยให้ฝ่ายจำเลยรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.
1994 จนถึงวันที่มีคำตัดสินรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,000 ดอลล่าร์ออสเตรเลีย
(อ้างอิงจากคดี Challen
-v- The McLeod Country Golf Club [2004] QCA 358)
ฉะนั้น สนามกอล์ฟเองนอกเหนือจากทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินของตนเองแล้ว
จำต้องทำประกันภัยคุ้มครองถึงความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกด้วย เช่นเดียวกับในส่วนของผู้เล่นกอล์ฟควรจะทำประกันภัยผู้เล่นกอล์ฟเอาไว้
ซึ่งจะให้ความคุ้มครองแก่ชีวิตร่างกายกับอุปกรณ์กอล์ฟของผู้เล่นกอล์ฟที่เอาประกันภัยเองแล้ว
ยังให้ความคุ้มครองรวมถึงความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกอีกด้วย
ดังเช่นในกรณีนี้ที่บริษัทประกันภัยของบุคคลภายนอกผู้เสียหาย
หรือของสนามกอล์ฟอาจจะมาสวมสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้เล่นกอล์ฟที่ก่อเหตุก็ได้
การอยู่ร่วมอาศัยกันในสังคมจะต้องให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันตามสมควร
สังคมถึงจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุขได้
เป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ผู้ที่มาอาศัยอยู่ภายหลังจำต้องยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ก่อนหน้าแล้วตามสมควร
แต่ก็จะต้องมิได้ถูกรบกวนสิทธิอันพึงจะมีของตนด้วยเช่นกัน
ซึ่งกฎหมายไทยได้บัญญัติเรื่องนี้ไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
“มาตรา 1337 บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย
หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตำแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคำนึงประกอบไซร้
ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป
ทั้งนี้ ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน”
โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่พอเทียบเคียงเท่าที่ค้นเจอ
ดังนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14701/2557
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยออกระเบียบแก่บุคคลที่มาใช้บริการสนามกอล์ฟของจำเลย ห้ามมิให้ใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ห้ามมิให้ตั้งทีสูงเกิน 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 และกำหนดเวลาเปิดปิดตั้งแต่ 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421, 1337, 1337 และ 1374 เพื่อระงับยับยั้งมิให้การใช้สิทธิของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 5 และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง และเป็นการพิพากษาบังคับให้จำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟโดยตรงให้กระทำการและเป็นผู้ออกระเบียบ มิใช่เป็นการบังคับบุคคลภายนอกซึ่งสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้กระทำได้
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยออกระเบียบแก่บุคคลที่มาใช้บริการสนามกอล์ฟของจำเลย ห้ามมิให้ใช้ไม้กอล์ฟที่มีประสิทธิภาพตีไกล เช่น หัวไม้ 1 ห้ามมิให้ตั้งทีสูงเกิน 45 มิลลิเมตร ที่บริเวณชั้น 1 และกำหนดเวลาเปิดปิดตั้งแต่ 8 ถึง 20.30 นาฬิกา เป็นการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421, 1337, 1337 และ 1374 เพื่อระงับยับยั้งมิให้การใช้สิทธิของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 5 และมาตรา 43 วรรคหนึ่ง และเป็นการพิพากษาบังคับให้จำเลยในฐานะผู้ประกอบกิจการสนามฝึกซ้อมกอล์ฟโดยตรงให้กระทำการและเป็นผู้ออกระเบียบ มิใช่เป็นการบังคับบุคคลภายนอกซึ่งสภาพแห่งหนี้เปิดช่องให้กระทำได้
เรื่องต่อไป คดีศึกษากรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-
รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ
vivatchai.amornkul@gmail.com
ประกันภัยเป็นเรื่อง
http://vivatchaia.blogspot.com
พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook
Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
เรื่องที่ 92:เหตุเกิดที่ข้างสนามกอล์ฟ
(ตอนที่หนึ่ง)
ท่านที่ชอบเล่นกอล์ฟมีความสุขทุกครั้ง
ที่ได้ไปออกกำลังกลางแจ้ง
ที่ได้ไปสังสรรค์พบปะกับเพื่อนฝูงคอเดียวกัน
บางท่านถึงขนาดใฝ่ฝันอยากไปปลูกบ้านใกล้สนามกอล์ฟ
เพื่อจะได้เล่นกอล์ฟให้สมใจ
พร้อมกับโอกาสที่จะได้รับความรื่นรมย์จากธรรมชาติกลางแจ้ง
ครอบครัวนี้ก็มีความฝันคล้ายคลึงกันจึงได้เลือกไปปลูกคฤหาสน์อยู่ข้างสนามกอล์ฟซึ่งตั้งอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
โดยวางผังสร้างสนามเทนนิสกับสระว่ายน้ำส่วนตัวคั่นระหว่างตัวบ้านของตนกับสนามกอล์ฟนั้น
เมื่อสร้างเสร็จ
ก็วาดฝันว่า
ทุกคนในครอบครัวคงจะได้อยู่บ้านหลังนี้อย่างมีความสุขจวบจนบั้นปลายของชีวิต
นับตั้งแต่ที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้เมื่อปลายปี
ค.ศ. 1988
ครอบครัวนี้ได้อยู่อาศัยอย่างมีความสงบสุขเรื่อยมา จวบจนกระทั่งประมาณต้นปี
ค.ศ. 1990
วันดี คืนดี ได้ปรากฏมีลูกกอล์ฟล่องลอยเข้ามาอยู่ตรงจุดนั้นบ้าง
ตรงจุดนี้บ้าง ภายในบริเวณบ้านของตน เริ่มแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ไปปลูกบ้านอยู่ใกล้สนามกอล์ฟ
แต่เหตุการณ์รู้สึกจะเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ เมื่อวันเวลาผ่านไป ลูกกอล์ฟที่หลุดลอยมาได้สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของตนเอง
เป็นต้นว่า ไปโดนโต๊ะพลาสติกที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำบ้าง กระเบื้องหลังคาบ้าง เครื่องประดับตกแต่งตามสนามหญ้าบ้าง
บริเวณน้ำพุบ้าง โชคดีที่ยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากลูกกอล์ฟกันเลย
ครอบครัวนี้ได้พยายามอดทนทำใจเรื่อยมาจนรู้สึกทนไม่ไหวแล้ว
จึงได้ทำจดหมายร้องเรียนถึงสนามกอล์ฟแห่งนั้นเป็นระยะ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1991 เดือนกรกฏาคม
ค.ศ. 1992 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1994 เดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 1996 เดือนธันวาคม ค.ศ. 1998 และเดือนกรกฏาคม
ค.ศ. 2000 แต่ก็ยังมิได้รับการตอบสนองด้วยดีจากสนามกอล์ฟนั้น
จึงจำต้องขอให้ทนายความจัดทำหนังสือเป็นทางการยื่นคำขาดขึ้นมาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2001
จากนั้นสนามกอล์ฟจึงตอบสนองด้วยการปรับผังสนามตรงจุดที่มีปัญหาใหม่ในปลายปี
ค.ศ.
2001 ปัญหาลูกกอล์ฟหลุดลอยมาก็เริ่มลดลงจากสัปดาห์ละประมาณ 20 ลูก ลงมาเหลือเพียงประมาณ 2 ถึง 3 ลูก
อย่างไรก็ดี
ครอบครัวนี้ได้ยื่นฟ้องสนามกอล์ฟแห่งนั้นเป็นจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วและอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่อศาลในเดือนพฤศจิกายน
ค.ศ. 2001
คุณอ่านกรณีเรื่องนี้แล้วมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?
ใครเป็นคนผิด?
สนามกอล์ฟที่ตั้งอยู่ก่อน
หรือบ้านที่ไปปลูกอยู่ภายหลัง?
สนามกอล์ฟจะอ้างได้ไหม คนเล่นกอล์ฟที่ตีลูกกอล์ฟหลุดลอยไปต่างหากเป็นผู้กระทำผิดโดยตรง
จะมาโทษสนามกอล์ฟได้อย่างไร?
เราจะมาคุยกันต่อสัปดาห์หน้าถึงผลคดีเรื่องนี้กันนะครับ
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-
รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ
vivatchai.amornkul@gmail.com
ประกันภัยเป็นเรื่อง
http://vivatchaia.blogspot.com
พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook
Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2562
เรื่องที่ 91:เหตุเกิดในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง
(ตอนที่สอง)
คดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นตัดสิน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ลงข่าวว่า
ผู้เสียหายที่โชคร้ายได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาเทียบเป็นเงินไทยแล้วร่วมเก้าล้านบาท
ดูแล่วน่าจะเหมาะสมกับภาวะทุพพลภาพถาวรบางส่วนที่ได้รับ
ครั้นฝ่ายจำเลยเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตยื่นอุทธรณ์
เราลองมาดูประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วิเคราะห์ว่า
พนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตได้รับรู้ถึงพฤติกรรมอันน่าจะเป็นอันตรายของผู้ก่อเหตุทั้งสองคน
ซึ่งจะนำไปสู่การละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของตนหรือไม่?
โดยที่ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่า พนักงานของตนไม่ได้รับรู้ เมื่อมิได้รับรู้
จึงไม่มีหน้าที่จะไปยับยั้ง ปกป้องการกระทำดังกล่าวได้อย่างไร?
ศาลอุทธรณ์ได้พิเคราะห์พยานหลักฐานต่าง
ๆ แล้ว ได้จำแนกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับ ดังนี้
1) ผู้ก่อเหตุทั้งสองรายส่งเสียงเอะอะโวยวาย
เป็นที่รับรู้ได้ทั่วไป ซึ่งพนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตก็น่าจะได้ยินเช่นกัน
ทั้งน่าจะรับรู้ถึงพฤติกรรมที่น่าจะเป็นภัยคุกคามต่อลูกค้าได้ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับฝ่ายโจทก์
แต่การเพียงส่งเสียงดังดังกล่าว แม้จะรับรู้ได้
ก็ยังไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าจะนำไปสู่การก่อภัยคุกคามใด ๆ ได้บ้าง
2) ส่วนการเข็นรถเข็นไปมาด้วยพฤติกรรมอันอาจจะก่ออันตรายขึ้นมาได้นั้น
ซึ่งฝ่ายโจทก์อ้างว่า เกิดขึ้นสองครั้งด้วยกันก่อนหน้านั้น ครั้งแรกเจอเมื่อตอนที่ตนก้าวเข้ามาในซุปเปอร์มาร์เก็ต
ได้เห็นผู้ก่อเหตุดันรถเข็นให้แล่นไปเอง แต่ไปไม่ไกล แล้วหยุดเอง
ศาลอุทธรณ์เชื่อว่า พนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตก็น่าจะรับรู้ได้เช่นกัน
3) ในเหตุการณ์เข็นรถครั้งที่สองด้วยความเร็วไปตามช่องทางย่อยต่าง
ๆ ซึ่งสามารถดันให้พุ่งไปเกือบตลอดช่องทางนั้น โจทก์ไม่มีพยานมาแสดงให้เห็นว่า พนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตได้รับรู้
หรือควรได้รับรู้ถึงพฤติกรรมเช่นนั้นเลย
สิ่งที่สำคัญ คือ พยานหลักฐานของโจทก์ยังแสดงให้เห็นอีกว่า
พอพ้นจากช่องทางย่อย ซึ่งค่อนข้างลับตาผู้คนแล้ว ผู้ก่อเหตุจะเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการทำตัวสงบเรียบร้อยลงดังเช่นลูกค้าทั่วไป
จุดที่เกิดเหตุเป็นช่องทางย่อยอยู่เกือบสุดปลายทาง
ขณะที่โจทก์กำลังก้มตัวลงหยิบของ และมิได้มองว่า รถเข็นกำลังแล่นพุ่งตรงมาหา
ดังนั้น การที่โจทก์อ้างว่า
การส่งเสียงดังกับการเล่นรถเข็นในเหตุการณ์ครั้งแรกสุดนั้นนำไปสู่การควรที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของตนได้แล้ว
ศาลอุทธรณ์ยังไม่เห็นพ้องด้วย เพราะจากพยานหลักฐานของโจทก์เองก็ยังมิได้แสดงให้เห็นความคุกคามใด
ๆ รถเข็นยังมิได้ถูกแรงดันให้แล่นไปไกลนัก
ขณะที่การเล่นรถเข็นครั้งที่สอง
มีการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น หากใครพบเห็นคงต้องลงความเห็นได้ว่า
อาจจะก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นได้ และศาลอุทธรณ์เชื่อว่า ถ้าพนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นผู้พบเห็น
ก็น่าจะต้องใช้ความพยายามยับยั้งมิให้เกิดภัยอันตรายนั้นได้ จึงน่าเชื่อว่า พนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตคงไม่รับรู้
จนเป็นที่มาของอุบัติเหตุในครั้งนี้ท้ายที่สุด
ทั้งโจทก์เองก็มิได้แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ให้ศาลอุทธรณ์เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า
พนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตได้รับรู้ หรือควรจะได้รับรู้ถึงการเล่นรถเข็นครั้งที่สองนี้อันจะนำไปสู่การละเว้นหน้าที่ของตนในการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าแต่ประการใด
ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยการตัดสินให้ฝ่ายจำเลยพ้นผิด
(อ้างอิงจากคดี Coles
Supermarkets Australia Pty Limited v Tormey [2009] NSWCA 135)
ลูกค้าผู้โชคร้ายรายนี้จำต้องรับกรรมตามลำพังจากการกระทำของผู้กระทำผิดที่แท้จริงซึ่งได้หลบหนีหายตัวไปตั้งแต่ต้น
เรื่องต่อไป
เหตุเกิดข้างสนามกอล์ฟ ระหว่างเจ้าของบ้านข้างเคียงกับสนามกอล์ฟ
บริการ
-
รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
ประกันภัยเป็นเรื่อง http://vivatchaia.blogspot.com
พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว
ใน Facebook
Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562
เรื่องที่ 91:เหตุเกิดในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง
(ตอนที่หนึ่ง)
ลูกค้าที่ไปชอปปิ้งในซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วถูกวัยรุ่นเข็นรถเข็นเล่นด้วยความคึกคะนองมาชนจนได้รับบาดเจ็บ
คุณคิดว่า เป็นความผิดของใครดีครับ? ใครควรจะต้องชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดให้แก่ลูกค้าผู้บาดเจ็บรายนั้น?
วัยรุ่นที่เข็นรถเข็นคันนั้น? หรือเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ต?
ถ้าคุณบอกว่า วัยรุ่นที่กระทำนั่นละผิดแน่ ๆ
ก็ถูกต้องครับ แต่ตัวแสบนั้นหนีหายไปแล้วทันทีที่เกิดเรื่อง
อ้าว งั้นจะไปเรียกร้องให้เจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตมารับผิดด้วยได้ไหม?
แน่นอนเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตคงโบ้ยมาให้บริษัทประกันภัยซึ่งคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกของตนมารับผิดแทนอีกต่อนึง
ท้ายที่สุด คุณคิดว่า ลูกค้าผู้บาดเจ็บรายนั้นจะโชคดี หรือโชคร้ายกันแน่?
มาลุ้นกันครับ เพราะเรื่องนี้เกิดเป็นคดีขึ้นมาแล้ว
ในต่างประเทศ
ต้นปี ค.ศ. 2005 ลูกค้าสตรีรายหนึ่งเข้าไปจับจ่ายซื้อสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง ระหว่างที่ก้มตัวลงหยิบสินค้าชิ้นหนึ่ง
ก็ถูกรถเข็นคันหนึ่งแล่นเข้ามาชนที่ด้านหลัง พอเหลียวตัวไปมองทันเห็นวัยรุ่นสองคนรีบวิ่งหนีหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อลูกค้าผู้โชคร้ายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่า มีอาการบาดเจ็บอย่างรุนแรง จำต้องผ่าตัด หลังจากผ่าตัด
อาการก็ยังไม่ดีมากนัก เธอต้องตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพถาวรบางส่วน
ไม่สามารถกลับมาเดินได้ตามปกติอีกต่อไป
เธอได้มาเรียกร้องให้เจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้นรับผิดชอบ
แต่ได้รับการปฏิเสธว่า มิใช่ความผิดของตน วัยรุ่นสองคนที่หนีไปต่างหากเป็นผู้กระทำความผิด
เธอจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลฟ้องทั้งเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตกับบริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายแก่เจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตร่วมกันรับผิด
ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานแล้ว
เห็นว่า
โจทก์ผู้เสียหายพบเห็นพฤติกรรมความคึกคะนองของวัยรุ่นทั้งสองคนระหว่างที่ตนเองกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ถึงสามหนในช่วงเวลาประมาณ
15 – 20
นาทีก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ
วัยรุ่นทั้งสองคนนั้น
คนหนึ่งจะนั่งอยู่บนรถเข็น แล้วให้เพื่อนอีกคนเข็นแล่นไปมา บางครั้งจะเข็นลักษณะยกล้อ
ทั้งยังส่งเสียงเอะอะโวยวายรบกวนด้วย ดังนั้น ลูกค้ารายอื่นก็พบเห็นพฤติกรรมนี้เช่นกัน
แต่สังเกตดูกลับมิได้มีพนักงานของซุปเปอร์มาร์เก็ตเข้ามาขัดขวาง
หรือห้ามปรามการกระทำเช่นนั้นเลย จนกระทั่งได้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ขึ้นมาในท้ายที่สุด
แม้ซุปเปอร์มาร์เก็ตจะมิได้เป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง
แต่ก็มีหน้าที่ที่ควรปฏิบัติในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของตน
ซึ่งสามารถเล็งเห็นได้ว่า อาจจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือความเสียหายขึ้นมาได้ และด้วยการละเลยหน้าที่ดังกล่าวของตนได้ส่งผลทำให้เกิดความบาดเจ็บทางร่างกายแก่โจทก์
ศาลชั้นต้นจึงวินิจฉัยให้ฝ่ายเจ้าของซุปเปอร์มาร์เก็ตกับบริษัทประกันภัยร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง
คุณเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนี้ไหมครับ?
แน่นอนครับที่ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ต่อไป
ผลทางคดีจะเป็นเช่นไร?
รอสัปดาห์หน้านะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)