วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 30 : น้ำท่วม (Flood) ความหมายในแง่การประกันภัย



(ตอนที่หนึ่ง)

ฤดูนี้เป็นช่วงฤดูฝน เรามักจะเห็นภาพข่าวเรื่องน้ำท่วมที่นั่น ที่โน่นบ่อยครั้ง ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งแก่ชีวิต ร่างกายของคน และสัตว์ ความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่าง ๆ ตลอดจนความเสียหายทางเศรษฐกิจ แล้วเราเคยสงสัยไหมครับ คำว่า “น้ำท่วม” ที่พูดถึงบ่อยครั้ง มีความหมายอย่างไร? คำกล่าวที่ว่า “น้ำรอการระบาย” มันแตกต่างจาก “น้ำท่วม” หรืออย่างไร? ทั้งเราอาจเคยได้ยินคำว่า “น้ำเจิ่งนอง” มันใช่ “น้ำท่วม” หรือเปล่า?

งั้นเรามาทำความเข้าใจความหมายทั่วไปของคำว่า “น้ำท่วม” กันก่อนที่จะไปวิเคราะห์ความหมายในแง่ของการประกันภัย

ความหมายทั่วไป

ถ้าไปเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จะไม่พบคำว่า “น้ำท่วม” จะต้องค้นหาแยกคำ “น้ำ” หมายความถึง สารประกอบซึ่งมีองค์ประกอบเป็นธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจนในอัตราส่วน 1 : 8 โดยนํ้าหนัก เมื่อบริสุทธิ์มีลักษณะเป็นของเหลว ใส ไม่มีสี กลิ่น รส มีประโยชน์มาก เช่น ใช้ดื่ม ชําระล้างสิ่งสกปรก ใช้เรียกสิ่งอื่นที่มีลักษณะเป็นนํ้าหรือเหลวเหมือนนํ้า เช่น นํ้าตา นํ้าปลา นํ้าพริก นํ้าส้ม และคำว่า “ท่วม” หมายความถึง ไหลหลาก บ่า หรือเอ่อท้นจนลบพื้นที่หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น นํ้าท่วมทุ่ง นํ้าท่วมบ้าน

เมื่อรวมความหมาย คือ น้ำที่ไหลหลาก บ่า หรือเอ่อล้นจนลบพื้นที่นั้น

โดยในวิกิพจนานุกรม พจนานุกรมเสรี ระบุเพิ่มเติมว่า เมื่อนำ 2 คำนี้มาบ่งบอกความหมายที่ชี้ชัด ได้ความ “น้ำท่วม” ดังนี้
1.   ระดับน้ำ น่าจะตั้งแต่ 30 ซม.ขึ้นไป
2.   คือน้ำที่มาจากที่อื่น ไหลท่วมพื้นที่ ที่ผ่าน อาจมีบริเวณเล็กๆ  
     หรือกว้างก็ได้
3.   คือน้ำฝนที่ตกลงมา ณ พื้นที่นั้น อาจมีบริเวณเล็กๆ หรือกว้างก็
     ได้
ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม เช่น หลังจากน้ำลดลงและพื้นที่แห้ง บางพื้นที่อาจมีน้ำนอง หรือน้ำขัง

คำว่า “นอง” หมายความถึง ค้างขังอยู่บนพื้น (ใช้แก่น้ำ) เช่น น้ำนองถนน น้ำนองบ้าน

เมื่อนำคำว่า “น้ำ” มาผสมกัน จะบ่งบอกความหมายที่ชี้ชัด ได้ความ “น้ำนอง” ดังนี้
1.   ระดับน้ำ น่าจะไม่สูงกว่า 30 ซม.
2.   น้ำที่เกิดจากน้ำฝนที่ตกลงพื้นที่ ณ ที่นั้น เรียกน้ำขังก็ได้
3.   น้ำที่ไหลล้นจากแม่น้ำ ลำคลอง ไปตามพื้นที่ริมลำน้ำนั้นๆ
4.   ปริมาณน้ำไหลนอง เมื่อมากขึ้นระดับหนึ่ง อาจเป็นน้ำท่วมได้

อนึ่ง ถ้าผสมกับคำว่า “เจิ่ง” ซึ่งหมายความถึง แผ่ไปมากกว่าปรกติ (ใช้แก่นํ้า) ก็ให้ภาพน้ำที่ค้างขังอยู่บนพื้นในบริเวณกว้างออกไป

คำว่า “ขัง” หมายความถึง ให้อยู่ในที่ล้อมเช่นกรง คอก หรือเล้า เป็นต้น, ให้อยู่ในที่ซึ่งกันไว้ เช่น ขังน้ำ

เมื่อนำคำว่า “น้ำ” มาผสมกัน จะบ่งบอกความหมายที่ชี้ชัด ได้ความ “น้ำขัง” ดังนี้
1.   ระดับน้ำอยู่ในพื้นที่ ที่ทำขึ้น อาจเป็นที่เก็บกักน้ำก็ได้ มีความ 
     ลึกตามลักษณะของพื้นที่เก็บกักน้ำ
2.   น้ำที่เกิดจากน้ำฝนที่ตกลงพื้นที่ ณ ที่นั้น เช่น ถนน บางทีเรียก
     น้ำนอง ก็ได้

และผลของน้ำขัง ในบางพื้นที่ อาจมาจากหลังน้ำลดของน้ำท่วมก็ได้

ส่วนคำว่า “อุทกภัย” หมายความถึง ภัยและอันตรายที่เกิดจากสภาวะน้ำท่วม (กรมอุตุนิยมวิทยา)

สาเหตุการเกิดอุทกภัย

การเกิดอุทกภัยนั้น สามารถจำแนกออกได้สองสาเหตุใหญ่ ๆ คือ
1. สาเหตุจากธรรมชาติ ได้แก่
    1.1) ฝนตก หรือพายุฝนฟ้าคะนอง
    1.2) ลมพายุที่เกิดขึ้นในทะเล หรือมหาสมุทร ทำให้คลื่นลมปั่น
           ป่วน หรือลมพายุยกตัวขึ้นฝั่ง หอบเอาน้ำมาด้วยที่กองอุตุ
           นิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ เรียกว่า “ภาวะน้ำ
           เอ่อล้นฝั่งและคลื่นซัดฝั่ง (Storm Surge)”
    1.3) น้ำทะเลหนุน
    1.4) แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิดที่ส่งผลทำให้เกิดคลื่นปั่น
           ป่วนในแม่น้ำ ทะเล หรือมหาสมุทร หรืออาจทำให้เขื่อนแตก
           ก็ได้
    1.5) อุกาบาตก็ให้ผลคล้ายคลึงกันกับกรณีแผ่นดินไหว หรือภูเขา
           ไฟระเบิด
    1.6) แผ่นดินทรุดตัว
    1.7) เมื่อระดับน้ำภายใต้พื้นดินยกตัวสูงขึ้นกว่าระดับปกติจนถึงพื้น
           ผิวดิน  

2. สาเหตุจากน้ำมือมนุษย์ ได้แก่
    2.1) การก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ
    2.2) ท่อระบายน้ำมีขนาดเล็กไม่เพียงพอรับปริมาณน้ำ
    2.3) การตัดไม้ทำลายป่า
    2.4) การก่อวินาศกรรม
    2.5) การทิ้งเศษสิ่งของกีดขวางทางน้ำ
    2.6) การบริหารจัดการน้ำไม่ดีพอ

เมื่อเราทำความเข้าใจถึงความหมายทั่วไป และสาเหตุที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมแล้ว ต่อไปจะมาพิจารณาดูถึงความหมายในแง่ของการประกันภัยบ้างว่า จะเหมือน หรือแตกต่างกันอย่างไร? ในตอนต่อไปนะครับ

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่่องที่ 29 : สาเหตุใกล้ชิด (Proximate Cause) เรียกอีกอย่างว่า ความเสียหายใกล้ชิด (Proximate Loss) ได้หรือเปล่า?



ในบทความที่ผ่านมา เราวิเคราะห์ความหมายของคำว่า “สาเหตุโดยตรง (directly caused or direct cause)” “สาเหตุโดยอ้อม (indirectly caused or indirect cause)” “ความเสียหายโดยตรง (direct loss)” และ “ความเสียหายโดยอ้อม (indirect loss)” ไปแล้ว

เราจะมาสรุปในชุดบทความนี้ด้วยคำว่า “สาเหตุใกล้ชิด (proximate cause)” ซึ่งได้เคยกล่าวถึงหลักการเรื่องนี้ไปบ้างแล้วในบทความเรื่องที่ 21 : พายุฝนฤดูร้อน - ทั้งลมพายุ ฝนตก ฟ้าผ่า และลูกเห็บเกิดในคราวเดียวกัน ประกันภัยคุ้มครองอย่างไร? คงไม่ขอกล่าวซ้ำ แต่จะพูดถึงอีกมุมมองหนึ่ง

อย่างที่เราเคยวิเคราะห์กัน “สาเหตุโดยตรง” มีความหมายเช่นเดียวกับ “สาเหตุใกล้ชิด” แล้ว “ความเสียหายโดยตรง” จะเรียกว่า “ความเสียหายใกล้ชิด” ได้หรือไม่?

ถ้าเราพิจารณาเรื่องเหตุ (cause) และผล (effect) “เหตุ” หรือ “สาเหตุ” ให้ความหมายถึง สิ่งที่ก่อให้เกิด “ผล”

ฉะนั้น ถ้าเรียกว่า “ความเสียหายใกล้ชิด” จะให้ความหมายที่ผิดเพี้ยนไปจาก “ความเสียหายโดยตรง” อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ที่ถูกต้องจึงควรเรียกว่า “สาเหตุใกล้ชิด” จะให้ความหมายที่ถูกต้องมากกว่า ยิ่งเมื่อดูความหมายจากพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

หลักสาเหตุใกล้ชิดถือเป็นหลักการตีความของกฎหมาย แม้จะมิได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งในกรมธรรม์ประกันภัย ก็คงมีผลบังคับ เพราะบางครั้ง อาจวิเคราะห์เพียงจากถ้อยคำของข้อยกเว้นในกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น ซึ่งไม่มีถ้อยคำในลักษณะยกเว้นซ้อนยกเว้นที่จะทำให้ข้อยกเว้นนั้นกลับมามีความคุ้มครองกำหนดไว้อย่างชัดเจน แล้วอาจทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่า เป็นข้อยกเว้นโดยเด็ดขาด ซึ่งจะส่งผลทำให้ภัยคุ้มครองอื่นที่เป็นต้นเหตุ หรือที่สืบเนื่องมานั้น ล้วนไม่อาจมีผลใช้บังคับได้เลย เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะถ้าสามารถแยกแยะความเสียหาย ซึ่งเป็นผลจากภัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน ศาลมักจะตีความว่า ความเสียหายในส่วนของภัยที่คุ้มครองนั้น ยังคงได้รับความคุ้มครองอยู่

ทั้งนี้ จำต้องพิจารณาถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัย ประกอบกับข้อความจริงที่เกิดขึ้นมีส่วนสำคัญในการตีความด้วยเป็นสำคัญ

ยกตัวอย่าง

ถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยที่ใช้คำว่า “มีสาเหตุมาจาก (caused by)” และ “เกิดขึ้นมาจาก (arising from)” แนวคำวินิจฉัยของศาลต่างประเทศ ให้ความหมายเช่นเดียวกับ “มีสาเหตุใกล้ชิดมาจาก (proximately caused by)” หรือ “มีสาเหตุโดยตรงมาจาก (directly caused by)”

ส่วนคำว่า “มีความเกี่ยวเนื่องไม่ว่าในทางใด (in anyway involving)” หมายความถึง “มีสาเหตุโดยอ้อมมาจาก (indirectly caused by)”

ขณะที่คำว่า “เกิดขึ้นเนื่องมาจาก (arising out of)” จะให้ความหมายกว้างกว่าสาเหตุโดยตรง หรือสาเหตุใกล้ชิด

(อ้างอิงมาจาก UK: Aggregation Words, Clyde & Co LLP, 17 June 2016)

ในทางปฎิบัติ ถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยอาจเขียนด้วยการใช้ถ้อยคำที่หลากหลายมากกว่านี้ หากไม่ชัดเจน หรือขัดแย้งกันเอง ศาลก็จำต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์เฉพาะจุดนั้น หรือจากกรมธรรม์ประกันภัยทั้งฉบับ ประกอบข้อความจริงที่เกิดขึ้นเป็นเกณฑ์ บ่อยครั้งที่ศาลอาจใช้ดุลยพินิจยกประโยชน์ของความไม่ชัดเจนนั้นให้แก่คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ได้เป็นผู้ร่างถ้อยคำนั้น คือ ผู้เอาประกันภัยไปเลย

การศึกษาทำความเข้าใจเรื่องราวของการประกันภัย คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนรู้ให้มาก อ่านให้มาก และนำมาไตร่ตรอง พินิจพิเคราะห์ บทความที่ผู้เขียนพยายามรวบรวมมา จึงถือเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งที่อาจจุดประกายให้แก่ท่านที่ได้มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาอ่านเท่านั้น

ฤดูนี้เป็นช่วงฤดูฝน บทความต่อไปจะนำเสนอความหมายของคำว่า “น้ำท่วม (Flood)” ที่ปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยต่าง ๆ จะให้ความหมายเป็นเช่นไรกันบ้าง? ติดตามต่อไปนะครับ


วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 28 : ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยอ้อม (Indirect Loss or Damage) ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างประกันภัยกับหลักกฎหมาย



(ตอนที่ห้า)

ผู้เอาประกันภัยซึ่งประกอบกิจการขายส่ง และขายปลีกเนื้อสัตว์ในเมืองนิวยอร์ก เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2002 จนทำให้อาคาร สต็อกสินค้า และทรัพย์สินอื่นที่ได้เอาประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายอย่างมาก ถึงขนาดจำต้องหยุดกิจการชั่วคราว เพื่อทำการซ่อมแซม โชคดีที่ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้ทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งมีระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหนึ่งปีเอาไว้ด้วย นอกเหนือจากการประกันภัยทรัพย์สิน

เมื่อผู้เอาประกันภัยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไปจำนวนหนึ่ง บริษัทประกันภัยปฎิเสธว่า จำนวนเงินนั้นสูงเกินไป ขอชดใช้ล่วงหน้าเพียงจำนวนเงิน 163,161.92 ดอลล่าร์สหรัฐไปก่อน หลังจากเจรจาหาข้อสรุปกันเกินกว่าหนึ่งปี บริษัทประกันภัยก็ตกลงชดใช้ให้เป็นยอดเงินรวม 407,181 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยเสนอชดใช้สำหรับความคุ้มครองการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเพียงระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเจ็ดเดือน แทนที่จะเป็นหนึ่งปีตามที่ได้ตกลงกัน ตลอดระยะเวลาการเจรจาต่อรองกันนั้น ผู้เอาประกันภัยต้องปิดกิจการอย่างถาวร ไม่อาจกลับมาดำเนินธุรกิจของตนต่อไปได้เลย

ครั้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2004 ผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรายนี้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด รวมทั้งค่าเสียหายสืบเนื่อง(Consequential Damages) อื่น ๆ ทั้งหลายจากการประวิงในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อันเป็นการผิดสัญญาประกันภัย จนถึงขนาดทำให้ธุรกิจของผู้เอาประกันภัยต้องล้มลงไป ไม่อาจกลับมาประกอบธุรกิจได้ดังเดิม ซึ่งค่าเสียหายสืบเนื่องดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่คู่สัญญาประกันภัยสามารถคาดหวังได้ตามสมควรในเวลาทำสัญญานั้นเอง

บริษัทประกันภัยปฎิเสธโดยอ้างว่า กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินระบุอย่างชัดแจ้งว่า ไม่คุ้มครองความเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Loss)

ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับบริษัทประกันภัย ทั้งยังเห็นด้วยว่า ค่าเสียหายสืบเนื่องนั้น มิใช่สิ่งที่คู่สัญญาสามารถรับรู้ได้ในเวลาทำสัญญา

ผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีนี้ขึ้นสู่ศาลสูงของเมืองนิวยอร์กต่อไป ซึ่งศาลสูงวินิจฉัยว่า คู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ได้ผิดสัญญา จะสามารถเรียกร้องได้เพียงค่าเสียหายทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามปกติทั่วไปจากผลแห่งการผิดสัญญานั้นเอง ค่าเสียหายพิเศษ หรือค่าเสียหายสืบเนื่อง ซึ่งมิได้เป็นผลโดยตรงจากการละเมิดสัญญา จะสามารถเรียกร้องได้ต่อเมื่อคู่สัญญาได้รับรู้ หรือคาดหวังเช่นนั้นได้ในเวลาทำสัญญานั้นเอง แต่ก็มิได้ถึงขนาดต้องรับรู้ได้จริง เพียงแต่สามารถคาดหวังได้ และมีความเป็นไปได้ตามสมควรแก่กรณี มิใช่เป็นสิ่งที่เพ้อฝัน หรือเลื่อนลอยจนเกินไป อย่างเช่น ความคาดหวังผลกำไรที่คาดว่าจะได้มาในอนาคต จะต้องสามารถประเมินได้อย่างใกล้เคียงกับความน่าจะเป็นโดยอาศัยปัจจัยอันสมเหตุสมผล

จะเห็นได้ว่า ค่าเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Damages) นั้น สามารถพิสูจน์ และประเมินมูลค่าได้ โดยมีสาเหตุใกล้ชิดมาจากการละเมิดสัญญานั้นเอง ซึ่งแตกต่างจากค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages) ที่ไม่อาจวัดคำนวณได้ เพราะเจตนารมณ์มุ่งลงโทษผู้กระทำผิดให้หลาบจำมากกว่า

เนื่องจากการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น มุ่งเน้นเพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยสามารถกลับคืนสู่สภาพดังเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาเลย โดยที่ทั้งการประกันภัยทรัพย์สินกับการประกันภัยหยุดชะงักต่างก็มีวัตถุประสงค์หลักเช่นนั้น เมื่อธุรกิจของผู้เอาประกันภัยมิได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนมาเพื่อเป็นทุนฟื้นฟูสภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไป ดังนั้น การกำหนดให้บริษัทประกันภัยเพียงชดใช้เงินตามความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำต้องจ่ายออกมาตั้งแต่ต้น บวกด้วยค่าดอกเบี้ยตามกฎหมายเท่านั้น จึงไม่อาจทำให้ผู้เอาประกันภัยกลับคืนสู่สภาพดังเดิมอีกได้เลย เว้นแต่บริษัทประกันภัยจะได้ปฎิบัติให้เป็นไปตามภาระผูกพันด้วยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างถูกต้อง และในเวลาอันสมควรด้วย

เมื่อบริษัทประกันภัยมิได้กระทำการให้เป็นดังว่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ควรคาดหวังได้ว่า จะก่อให้เกิดความเสียหายพิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้เอาประกันภัยได้เช่นใดบ้าง ค่าเสียหายสืบเนื่องที่เกิดขึ้นนี้ มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นสิ่งที่ให้โอกาสผู้เอาประกันภัยสามารถต่อรองผลประโยชน์ที่ควรจะได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดสำหรับค่าเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Damages) ด้วย เพราะมิใช่เป็นความเสียหายสืบเนื่อง (Consequential Loss) อันอยู่ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัย

อ้างอิงคดี Bi-Economy Market, Inc. v. Harleysville Ins. Co. of New York, 210 N.Y. 3d 187 (N.Y. February 19, 2008)     

คุณรับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ? และเรื่องแบบนี้ หากเกิดเป็นคดีขึ้นมาในประเทศไทย ศาลไทยจะมีความเห็นเป็นเช่นไร? น่าสนใจครับ

บังเอิญ ผมไปเจอคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหนึ่ง น่าจะพอเข้าประเด็นนี้ได้ แต่ขอเวลาหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิดนึงครับ

ส่วนหนึ่งอ้างอิงมาจากบทความ Direct and Consequential Losses – A Single International Approach and Understanding? และ Consequential Damages Under the Insurance Contract – The New “Bad Faith”?, Carol M. Rooney

สำหรับบทความเรื่องความเสียหายโดยอ้อม หรือความเสียหายสืบเนื่องคงจบเพียงเท่านี้ เรื่องต่อไปคงเป็นเรื่องสาเหตุใกล้ชิด (Proximate Loss) ครับ