วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 224 : ภาษาประกันภัยตามที่เป็นอยู่ (as is) กับตามเดิมที่กำลังจะหมดอายุ  (as expiring) เหมือน หรือต่างกันไหม?

 

ธุรกิจประกันภัยในไทยมักนิยมใช้ภาษาอังกฤษกันอย่างกว้างขวาง หลายครั้ง ผู้ปฏิบัติอาจมีความรู้ความเข้าใจที่ดี แต่บ่อยครั้งก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น

 

แม้นกระทั่งเจ้าของภาษาเองก็เถอะ ก็ยังอาจเกิดความพลั้งผลาดไปได้ สอดคล้องกับสำนวนไทยที่ว่า สี่ตีน ยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ดั่งเช่นตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้

 

กลุ่มธุรกิจธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลกได้ซื้อประกันภัยความรับผิดรายปีหลายฉบับผ่านบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยเจ้าหนึ่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 – ค.ศ. 2004 โดยจะมีการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยกับบริษัทประกันภัยเจ้าเดิมเรื่อยมา ณ วันที่ครบรอบความคุ้มครอง 31 มีนาคมของทุกปี

 

ปี ค.ศ. 2005 สาขาธนาคารของผู้เอาประกันภัยในกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ถูกฟ้องจากทายาทของผู้เสียชีวิต/ผู้บาดเจ็บจากการก่อการร้ายในประเทศอิสราเอล ด้วยการกล่าวหาว่า มีส่วนสนับสนุนในฐานะเป็นแหล่งเงินฝากของกลุ่มผู้ก่อการร้ายเหล่านั้น

 

ผู้เอาประกันภัยรายนี้จึงได้แจ้งเหตุแก่บริษัทประกันภัยของตนถึงโอกาสเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดที่มีอยู่ในช่วงระยะเวลาประกันภัยระหว่างปี ค.ศ. 2002 – 2003 และ ค.ศ. 2003 – 2004

 

เมื่อบริษัทประกันภัยแห่งนั้นได้ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันภัยดังอ้างอิงแล้ว ได้ตอบกลับมาว่า สำหรับช่วงระยะเวลาประกันภัยระหว่างปี ค.ศ. 2002 – 2003 ไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ เนื่องจากตกอยู่ในข้อยกเว้นภัยการก่อการร้าย (Terrorism Exclusion)

 

ทางผู้เอาประกันภัยกับบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยจึงร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทประกันภัยของตนเป็นจำเลยให้รับผิดชอบ โดยมีประเด็นข้อถกเถียงเพื่อให้ศาลพิจารณาตัดสิน ดังนี้

 

1) ช่วงระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2002 ถึง31 มีนาคม ค.ศ. 2003 ได้ปรากฎข้อยกเว้นภัยการก่อการร้ายโดยชัดแจ้งหรือไม่?

 

2) ถ้ามี ข้อยกเว้นนั้นระบุไว้เช่นใด?

 

1) ช่วงระยะเวลาประกันภัยระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2002 ถึง31 มีนาคม ค.ศ. 2003 ได้ปรากฎข้อยกเว้นภัยการก่อการร้ายโดยชัดแจ้งหรือไม่?

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยให้การต่อสู้ว่า ผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ช็อกโลก 9/11 ในปี ค.ศ. 2001 ธุรกิจประกันภัยทั่วโลกได้เริ่มจำกัดความคุ้มครองของตนให้น้อยลงด้วยการยกเว้นไม่คุ้มครองภัยการก่อการร้าย ทำให้ในปีต่ออายุความคุ้มครองช่วงดังกล่าว ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้ส่งโทรสารแจ้งเงื่อนไขต่ออายุถึงฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยโจทก์ร่วมล่วงหน้าแล้วว่า “ไม่คุ้มครองภัยการก่อการร้าย (ตามข้อกำหนดเงื่อนไขแล้วแต่จะตกลงกัน) (Terrorism Exclusion (wording to be agreed)” ทั้งที่ปีที่ผ่านมาไม่มีข้อยกเว้นนี้อยู่ แต่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ร่วมกลับไม่ได้รับทราบข้อมูลนี้จากฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยโจทก์ร่วมเลย จึงได้ยืนยันการต่ออายุไป โดยทางฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยโจทก์ร่วมก็ได้ยืนยันสนับสนุนอีกแรงว่า ได้แจ้งตอบการต่ออายุกลับไปด้วยถ้อยคำว่า “ตามที่เป็นอยู่ (as is)” เพราะข้อเสนอข้อยกเว้นภัยการก่อการร้ายเช่นว่านั้น เป็นเพียงข้อเสนอลอย ๆ ไม่ได้มีการจัดส่งถ้อยคำของข้อยกเว้นมาให้พิจารณาก่อนเลย ทั้งฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยเองก็ไม่ได้กล่าวตอกย้ำยืนกรานมาอย่างแข็งขัน

 

นอกจากนั้น ในแนวปฏิบัติที่แท้จริงช่วงเวลานั้นของธุรกิจบริษัทประกันภัยเริ่มแรกอาจยืนกรานไม่คุ้มครองอย่างแข็งขัน แต่ภายหลังก็เริ่มผ่อนผันลงให้ ด้วยหวั่นเกรงจะเสียลูกค้าไป

 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายโจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่า ถ้อยคำว่า “ตามที่เป็นอยู่ (as is)” นั้น อาจหมายความถึง “ตามที่ได้เสนอมา (as quoted)” ได้เช่นเดียวกัน แต่ถึงแม้จะให้ความหมายในลักษณะ “ตามเดิมที่กำลังจะหมดอายุไป (as expiring)” ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ทำให้เป็นอันยกเลิกข้อยกเว้นภัยการก่อการร้ายของเงื่อนไขการต่ออายุที่ถูกนำเสนอขึ้นมานั้นลงได้ เพราะในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับอื่นคงยังยินยอมให้เพิ่มข้อยกเว้นภัยการก่อการร้ายอยู่ดี คำให้การโต้แย้งนี้ของฝ่ายโจทก์ทั้งสองขัดแย้ง ไม่อาจรับฟังได้

 

2) ถ้ามี ข้อยกเว้นนั้นระบุไว้เช่นใด?

 

ส่วนคำถามทำไมฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยถึงไม่จัดส่งข้อยกเว้นนี้มาให้ตรวจทานเสียก่อน? หากยืนกรานไม่คุ้มครองเช่นว่านั้นอยู่ เนื่องจากใช้ถ้อยคำว่า “ไม่คุ้มครองภัยการก่อการร้าย (ตามข้อกำหนดเงื่อนไขแล้วแต่จะตกลงกัน) (Terrorism Exclusion (wording to be agreed)” แทนคำว่า “ไม่คุ้มครองภัยการก่อการร้าย (Terrorism Excluded”

 

ตราบใดเมื่อฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยยังไม่ปรากฎมีถ้อยคำของข้อยกเว้นภัยการก่อการร้ายให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสองได้พิจารณาก่อน ข้อเสนอเช่นว่านั้นก็ยังไม่มีผลใช้บังคับได้

 

ศาลไม่เห็นพ้องด้วย การเสนอถ้อยคำของข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของข้อยกเว้นดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งคู่ความจะต้องไปว่ากล่าวกันเองต่างหาก ไม่ได้หมายความว่า ถ้าปราศจากถ้อยคำเช่นว่านั้นแล้ว จะไม่บังเกิดข้อยกเว้นดังกล่าวขึ้นมาได้เลย

 

ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Axa Corporate Solutions SA v National Westminster Bank Plc & Marsh Ltd [2010] EWHC 1915 (Comm))

 

หมายเหตุ

 

ข้อความจริงเพิ่มเติมของตัวอย่างคดีนี้ดูค่อนข้างสับสน แม้ผู้เอาประกันภัยได้แต่งตั้งบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยเป็นคนกลางเจรจาตกลงเงื่อนไขกับบริษัทประกันภัย แต่ผู้เอาประกันภัยกลับเป็นผู้แจ้งยืนยันการทำประกันภัยโดยตรงแก่บริษัทประกันภัยเอง ทำให้ข้อมูลอาจตกหล่นไปบ้าง ถึงกระนั้น ผู้เอาประกันภัยจะปฏิเสธความไม่รู้เห็นอย่างครบถ้วนของตน ก็ไม่อาจรับฟังได้ เพราะบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยนั้นถือเป็นตัวแทนของผู้เอาประกันภัยอยู่ดี หากผิดพลาดตกหล่นประการใด ทั้งคู่คงต้องไปว่ากล่าวระหว่างกันเองอีกทอดหนึ่ง

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 223 : ผู้ใดควรรับผิดชอบต่อการกระทำผิดของพนักงานรับเหมาค่าแรงภายนอก (Outsourcing Employee)?

 

หลายปีแล้วได้เขียนบทความเรื่องที่ 146 : จงใจทำร้ายผู้อื่น (Deliberate Act) ถือเป็นอุบัติเหตุภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือไม่?

 

ครานี้ได้หยิบยกตัวอย่างคดีศึกษาทำนองเดียวกัน แต่มีประเด็นข้อพิพาทเพิ่มเติมแตกต่างจากครั้งที่แล้ว

 

แม้นจะมีพนักงานหน้าประตู (doorman) ของสถานบันเทิงไปก่อเหตุทำร้ายนักเที่ยวจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นเดียวกัน แต่มีข้อโต้แย้งเพิ่มเติม เนื่องจากพนักงานหน้าประตูรายนั้นไม่ใช่ลูกจ้างโดยตรงของสถาบันเทิงแห่งนั้น แต่เป็นลูกจ้างรับเหมาค่าแรงจากภายนอก (outsourcing employee)

 

ผู้ใดควรต้องรับผิดชอบกันแน่ระหว่าง?

 

1) ผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) ซึ่งเป็นผู้จัดหาแรงงานภายนอก และเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงจากภายนอกรายนั้นโดยตรงเองเพียงลำพัง หรือ

 

2) เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้น ซึ่งเป็นผู้ควบคุม และจัดหาชุดเครื่องแบบเสื้อผ้าแก่ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงจากภายนอกโดยตรงเพียงลำพัง หรือ

 

3) ทั้งผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นกับเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นรับผิดร่วมกัน (dual vicarious liability) หรือ

 

4) บริษัทประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) ของผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นเข้ามารับผิดแทน

 

เมื่อเป็นคดีขึ้นสู่ศาล โดยผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องทั้งสามรายเป็นจำเลยร่วมกันให้ชดใช้ค่าเสียหาย

 

ระหว่างพิจารณาคดี ผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นตกเป็นบุคคลล้มละลาย และไม่มีผู้ใดมาต่อสู้คดีแทน

 

ศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นกับบริษัทประกันภัยของผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นรับผิดชอบร่วมกัน

 

ทั้งคู่ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแยกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้

 

1) ผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้น

 

เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นพยายามต่อสู้ว่า ตนไม่ใช่นายจ้างโดยตรงของผู้กระทำผิด แต่ข้อโต้แย้งรับฟังไม่ขึ้น เพราะเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นมีอำนาจสั่งการแก่ผู้กระทำผิด ทั้งตลอดระยะเวลาสองปีที่ผู้กระทำผิดทำงานอยู่ในเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นต้องแต่งตัวอยู่ในชุดฟอร์มที่เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นจัดหามาให้ และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นด้วย คนทั่วไปต่างรับรู้ และสำคัญว่า ผู้กระทำผิด คือ พนักงานของเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้น ถึงแม้นผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นเป็นผู้คัดเลือก และจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้กระทำผิดเองก็ตาม แต่อำนาจในการควบคุมสั่งการกับความรับผิดชอบได้ถูกถ่ายโอนไปสู่เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นแล้ว เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นจึงเปรียบเสมือนเป็นนายจ้างชั่วคราว (temporary deemed employer) ของผู้กระทำผิด โดยที่ผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นไม่ได้มีอำนาจควบคุมโดยตรงต่อพฤติกรรมในการกระทำผิดของผู้กระทำผิดโดยเฉพาะในคืนวันที่เกิดเหตุเลย

 

2) เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้น

 

ตลอดช่วงระยะเวลาสองปีที่ผู้กระทำผิดได้ทำงานให้ และในช่วงเวลาที่ก่อเหตุด้วย เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นมีอำนาจในการควบคุมสั่งการแก่ผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่ จึงเปรียบได้เสมือนเป็นนายจ้างชั่วคราว (temporary deemed employer) ของผู้กระทำผิด และจำต้องรับผิดชอบเองโดยลำพังต่อการกระทำผิดที่เข้าไปชกใบหน้าของนักเที่ยวจนได้รับบาดเจ็บสาหัสดังกล่าว

 

3) บริษัทประกันภัยของผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้น

 

บริษัทประกันภัยได้หยิบยกข้อโต้แย้งมาต่อสู้ ดังนี้

 

3.1) เนื่องจากกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกฉบับพิพาทได้ระบุคุ้มครองถึงการบาดเจ็บทางร่างกายโดยอุบัติเหตุ (accidental bodily injury) แก่บุคคลภายนอก คำว่า “โดยอุบัติเหตุ” หมายความถึง สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยไม่ได้มุ่งหวัง หรือโดยเจตนา ซึ่งการที่ผู้กระทำผิดเข้าไปชกทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ไม่ถือเป็นการกระทำโดยอุบัติเหตุ แต่เป็นการกระทำโดยเจตนา จึงไม่อยู่ในความหมายดังกล่าวอันจะทำให้ได้รับความคุ้มครองได้

 

ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การพิจารณาถึงการกระทำใดจะเป็นอุบัติเหตุหรือไม่นั้น? ตามหลักของการประกันภัยให้ตีความจากฝ่ายตัวผู้เอาประกันภัยเองเป็นเกณฑ์ ซึ่งในคดีนี้ ผู้เอาประกันภัย คือ ผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นไม่ได้ลงมือกระทำโดยเจตนา ตัวลูกจ้างผู้กระทำผิดต่างหากที่เป็นผู้กระทำการดังกล่าวนั้นเอง ซึ่งทั้งผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นกับเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นต่างได้ยอมรับแต่แรกแล้วว่า การกระทำเช่นว่านั้นของผู้กระทำผิดอยู่ในทางการที่จ้าง จึงถือเป็นอุบัติเหตุที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

3.2) ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่า เมื่อเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นจำต้องรับผิดโดยลำพัง โดยที่ผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย เหตุใดจะต้องให้บริษัทประกันภัยของผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นมาร่วมรับผิดกับเจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นด้วย เป็นข้อโต้แย้งที่ไม่ได้หยิบยกมาต่อสู้ตั้งแต่ต้น ศาลอุทธรณ์ไม่อาจรับฟังได้

 

สรุป คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นที่ให้เจ้าของสถานบันเทิงแห่งนั้นกับบริษัทประกันภัยของผู้จัดหาแรงงานภายนอก (outsourcing employer) รายนั้นร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหาย

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Hawley v. Luminar Leisure Ltd & Ors ([2006] EWCA Civ 18)

 

หมายเหตุ

 

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า

 

“มาตรา 11/1 ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการมอบหมายให้บุคคลหนึ่ง บุคคลใดเป็นผู้จัดหาคนมาทํางานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางาน โดยการทํางานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิต หรือธุรกิจในความรับผิดชอบของผู้ประกอบกิจการ

และโดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ควบคุมดูแลการทํางาน หรือรับผิดชอบในการจ่ายค่าจ้างให้แก่คนที่มาทํางานนั้นหรือไม่ก็ตาม ให้ถือว่า ผู้ประกอบกิจการเป็นนายจ้างของคนที่มาทํางานดังกล่าว

 

ให้ผู้ประกอบกิจการดําเนินการให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ทํางานในลักษณะเดียวกันกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างโดยตรง ได้รับสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 222 : ผู้รับจ้าง (Contractor) ติดตั้งและบำรุงรักษาระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler System) ควรต้องรับผิดต่อเหตุน้ำรั่วไหลสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง (Principal) กับของบุคคลภายนอก (Third Party) หรือไม่?

 

(ตอนที่สอง)

 

ยกแรกศาลชั้นต้น

 

บริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ในฐานะจำเลย ปฏิเสธความรับผิดโดยต่อสู้ว่า

 

1) บริษัทประกันภัยทรัพย์สินในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้น

 

เนื่องด้วยข้อกำหนดข้อหนึ่งของสัญญาว่าจ้างบำรุงรักษาระหว่างผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นในฐานะผู้ว่าจ้างกับบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ในฐานะผู้รับจ้างได้ระบุว่า หากมีความเสียหายใดเกิดขึ้นมา บริษัทประกันภัย หรือบุคคลภายนอกรายใดจะไม่สามารถรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอาผิด (subrogation waiver) กับบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ได้ เนื่องจากผู้เช่าอาคารรายนั้นจะเข้ามารับผิดเองด้วยการจัดหาประกันภัยมาคุ้มครองแทน อันเป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งของคู่สัญญาว่าจ้างที่ให้มีการโอนภาระความรับผิดที่จะเกิดขึ้นไปสู่บริษัทประกันภัยแทน

 

2) ผู้เช่ารายอื่นที่เสียหาย

 

ตนไม่ได้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบไปถึงด้วย เพราะไม่มีข้อผูกพันตามสัญญาว่าจ้างกับผู้เช่ารายอื่นที่เสียหายเหล่านั้น (Non-Contract Tenants) เพียงแต่มีข้อผูกพันตามสัญญาว่าจ้างกับผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นในฐานะผู้ว่าจ้างเท่านั้น

 

ศาลชั้นต้นไม่เห็นพ้องกับข้อต่อสู้ของฝ่ายจำเลย ตัดสินให้ฝ่ายจำเลยรับผิดแก่ฝ่ายโจทก์ทุกราย

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำตัดสินนั้น

 

ยกที่สองศาลชั้นอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิจารณาประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

1) บริษัทประกันภัยทรัพย์สินในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้น

 

ฝ่ายจำเลยคงยืนกรานถึงการแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งของคู่สัญญาว่าจ้างที่กำหนดให้มีการโอนภาระความรับผิดที่อาจจะเกิดขึ้นไปสู่บริษัทประกันภัยเพื่อรับผิดชอบแทน ตนจึงไม่จำต้องรับผิดใด ๆ ทั้งสิ้นอีก

 

ผู้เช่าอาคารคู่สัญญาว่าจ้างฝ่ายโจทก์โต้แย้งว่า การกระทำที่เป็นประเด็นของพนักงานตรวจสอบของบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ไม่อยู่ในเงื่อนไขของสัญญาว่าจ้างนั้น เพราะเป็นการร้องขอโดยตรงจากผู้ให้เช่าอาคาร โดยที่ผู้ว่าจ้างในฐานะคู่สัญญาว่าจ้างนั้นไม่ได้รับรู้ และไม่ได้เห็นชอบด้วยเลย

 

ข้อโต้แย้งข้างต้นของฝ่ายโจทก์ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย และตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

2) ผู้เช่ารายอื่นที่เสียหาย

 

ฝ่ายจำเลยอ้างเช่นเดิมว่า ตนเพียงมีภาระผูกพันตามสัญญาว่าจ้างกับผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นในฐานะผู้ว่าจ้างตามขอบเขตงานที่ตกลงกันเท่านั้น และไม่จำต้องรับผิดแก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญาว่าจ้างแต่ประการใด อีกทั้งตามหลักกฎหมายแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาที่เรียกว่า “หลักการยอมรับงาน (acceptance rule)” ซึ่งวางแนวทางไว้ว่า ผู้รับเหมา หรือผู้ซ่อมไม่จำต้องรับผิดสำหรับความเสียหายโดยประมาทเลินเล่อที่เกิดแก่ตัวงานที่ตนได้ทำต่อบุคคลภายนอก ภายหลังจากเมื่อผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานนั้นไปแล้ว

 

ฝ่ายผู้เช่ารายอื่นที่เสียหายพยายามโต้แย้งว่า หลักการเช่นว่านี้เสมือนทำให้ผู้รับจ้างทำงานโดยไม่ใส่ใจถึงความปลอดภัยของบุคคลอื่น นอกจากของคู่สัญญาว่าจ้างของตนเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นธรรม

 

อันที่จริง มีหลักกฎหมายอื่นอยู่อีกที่เรียกว่า “หลักการสมัยใหม่ หรือหลักการความคาดหวังได้ (modern rule or foreseeability doctrine)” ซึ่งบางศาลได้วางแนวทางใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่าไว้ว่า หากผู้รับเหมา หรือผู้รับจ้างสามารถคาดหวังได้ตามสมควรว่า งานของตนที่กระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออาจจะก่อให้เกิดความบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลภายนอกอื่นได้ ก็จะต้องมีความรับผิดตามไปด้วยถึงแม้นจะบังเกิดขึ้นหลังจากเมื่อผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานนั้นไปแล้วก็ตาม

 

หลักการสมัยใหม่นี้น่าจะสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้มากกว่า

 

อย่างไรก็ดี องค์คณะศาลอุทธรณ์เสียงข้างมากเห็นพ้องกับฝ่ายจำเลย โดยตัดสินใจให้ฝ่ายจำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เพราะมีเพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น

 

ยกที่สามศาลชั้นสูงสุด

 

เมื่อคดีได้ขึ้นมาสู่ศาลสูงสุดก็ได้มีคำวินิจฉัยออกมา ดังนี้

 

1) บริษัทประกันภัยทรัพย์สินในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้น

 

ศาลสูงสุดเห็นคล้อยตามกับฝ่ายจำเลย เนื่องด้วยข้อกำหนดดังอ้างอิงของสัญญาว่าจ้างนั้นได้เขียนไว้ค่อนข้างกว้างโดยไม่มีการจำแนกขอบเขตระหว่างงานตามสัญญาว่าจ้างกับงานที่ไม่ใช่ตามสัญญาว่าจ้างอย่างชัดแจ้ง คงใช้คำว่า “งาน” ลอย ๆ ถ้าคู่สัญญาว่าจ้างประสงค์จะวางกรอบขอบเขตงานให้จำกัดลงก็สามารถกระทำได้อยู่แล้ว เมื่อไม่ได้ทำเช่นว่านั้น จำต้องตีความไปตามถ้อยคำที่ร่างกันไว้นั้น ด้วยเหตุผลนี้ ศาลสูงสุดจึงวินิจฉัยให้ฝ่ายจำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง

 

2) ผู้เช่ารายอื่นที่เสียหาย

 

ศาลสูงสุดมีความเห็นยืนตามว่า ฝ่ายจำเลยไม่จำต้องรับผิดเช่นเดียวกัน และสั่งให้ย้อนคดีกลับมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาตัดสินอีกครั้งหนึ่ง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี U.S. Automatic Sprinkler Corporation v. Erie Insurance Exchange, 204 N.E.3d 215 (Ind. 2023))

 

หมายเหตุ

 

เมื่อผู้รับจ้างไม่จำต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกแล้ว คุณคิดว่าภาระความรับผิดเช่นว่านั้นจะไปอยู่ที่ใคร? ถ้าไม่ใช่ผู้เช่าอาคารรายนั้นในฐานะผู้ว่าจ้าง

 

แม้นจะเป็นตัวอย่างคดีศึกษาจากต่างประเทศ แต่สามารถปรับเทียบเคียงได้กับบ้านเราได้ ลองนึกดูนะครับว่า

 

ตัวอย่างกรณีงานก่อสร้าง หรืองานติดตั้งในบ้านเรา เมื่อผู้รับเหมาสร้างเสร็จส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้างเรียบร้อยแล้ว ภายหลังความบกพร่องของตัวงานนั้นไปส่งผลทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย คุณคิดว่า ผู้ใดควรจะต้องรับผิดชอบบ้าง? ต่อให้ได้มีการขยายระยะเวลาบำรุงรักษา (maintenance period) ไว้ด้วยแล้วก็เถอะ

 

หรือในแง่ของรถยนต์ เจ้าของนำรถยนต์ไปซ่อม ช่างซ่อมเสร็จส่งมอบคืนแก่เจ้าของรถแล้ว แต่เวลานำไปใช้งานตามปกติ ยังพบความบกพร่องจนถึงขนาดไปสร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่น ใครบ้างควรต้องรับผิดชอบ?

 

หรือกรณีนิติบุคคลของคอนโดว่าจ้างบริษัทยามมาดูแลรักษาความปลอดภัยภายใน ทรัพย์สินของเจ้าห้องชุดหายไป ใครบ้างควรต้องรับผิดชอบ?

  

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ให้ระวังถ้อยคำของข้อตกลงสัญญาว่าจ้างเหล่านั้นว่า มีความครอบคลุม และชัดเจนมากน้อยขนาดไหน?


บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 


วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 222 : ผู้รับจ้าง (Contractor) ติดตั้งและบำรุงรักษาระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler System) ควรต้องรับผิดต่อเหตุน้ำรั่วไหลสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง (Principal) กับของบุคคลภายนอก (Third Party) หรือไม่?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

ผู้เช่าอาคารแจ้งต่อผู้ให้เช่าว่า จะขออนุญาตติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติเฉพาะในส่วนของพื้นที่ตนเช่าอยู่

 

ผู้ให้เช่าอนุญาตโดยมีเงื่อนไขขอปรับแก้ไขสัญญาเช่าใหม่ว่า ให้ผู้เช่าอาคารรายนั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการบำรุงรักษาระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นแต่เพียงผู้เดียว และให้จัดทำประกันภัยที่เหมาะสมมาคุ้มครองความเสียหายใด ในกรณีที่ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นขัดข้องจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่เช่าของตน ตลอดจนพื้นที่เช่าส่วนอื่นที่อยู่ใต้ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นด้วย

 

จากนั้น ผู้เช่าอาคารรายนั้นได้ว่าจ้างบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้าหนึ่งให้เข้ามาติดตั้ง และทำการดูแลรักษากับการทดสอบระบบตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาบำรุงรักษาด้วย ซึ่งแม้นในข้อสัญญาระบุไม่ได้ครอบคลุมถึงการซ่อมแซม การเปลี่ยนทดแทน หรือการให้บริการฉุกเฉิน แต่คู่สัญญาสามารถตกลงกันขยายให้คุ้มเพิ่มเติมได้ต่อเมื่อมีคำร้องขอจากผู้เช่าอาคารรายนั้นเป็นรายกรณี และหากมีความเสียหายใดเกิดขึ้นมา บริษัทประกันภัย หรือบุคคลภายนอกรายใดจะไม่สามารถรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอาผิดกับบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ได้ เนื่องจากผู้เช่าอาคารรายนั้นจะเข้ามารับผิดแทน พร้อมจัดการประกันภัยทรัพย์สินมาคุ้มครองเอง

 

ในขั้นตอนปกติ สำหรับการดูแลรักษากับการทดสอบระบบตามช่วงระยะเวลานั้น จะมีพนักงานตรวจสอบของบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้แจ้งขอนัดวันเวลาที่จะเข้ามากับพนักงานผู้รับผิดชอบของผู้เช่าอาคารรายนั้นก่อน ครั้นเมื่อมาถึงแล้ว ก็จะมีการส่งมอบกุญแจห้องควบคุมระบบ (riser room) ให้ พอตรวจดำเนินการเสร็จแล้ว พนักงานตรวจสอบก็จะส่งมอบกุญแจคืน พร้อมกับให้พนักงานผู้รับผิดชอบลงนามรับรองผลการทำงานอีกที เป็นเสร็จขั้นตอน

 

ผลการทำงานครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ปกติเรียบร้อยดี

 

ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2016 พนักงานผู้ดูแลอาคารของผู้ให้เช่าตรวจพบเจอร่องรอยน้ำรั่วจากท่อน้ำหลักที่เชื่อมต่อกับระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง แม้ผู้ให้เช่ามีสิทธิตามสัญญาเช่าที่จะเข้าไปตรวจสอบ หรือซ่อมแซมพื้นที่เช่าในกรณีฉุกเฉินได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ไม่ได้ใช้สิทธิเช่นว่านั้น กลับถือวิสาสะโทรศัพท์ไปแจ้งเหตุแก่พนักงานตรวจสอบของบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้เอง

 

พนักงานตรวจสอบของบริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ก็มาตรวจสอบตามคำร้องขอด้วยการเข้าไปทำอะไรกับวาล์วควบคุมระบบ แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้มีการประสานงานแจ้งให้ผู้เช่าอาคารรายนั้นได้รับทราบแต่ประการใด

 

ถัดมาไม่ถึงสัปดาห์ น้ำในระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นจับตัวแข็ง และได้ระเบิดแตกออกมา ก่อให้เกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างกว้างขวางรวมถึงทรัพย์สินของผู้เช่าอาคารรายอื่นทุกรายด้วย

 

ในจำนวนผู้เช่าอาคารทั้งหมดสี่ราย มีการทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินส่วนของตนไว้เพียงสองรายเท่านั้น รวมทั้งผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นด้วย ซึ่งทั้งคู่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของตนเรียบร้อยแล้ว

 

บริษัทประกันภัยของผู้เช่าอาคารสองรายในฐานะผู้รับช่วงสิทธิร่วมกับผู้เช่าอาคารที่ไม่มีประกันภัยคุ้มครองได้นำเรื่องยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้รับผิดชอบ

 

คุณคิดว่า บริษัทจำหน่ายระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงเจ้านี้ในฐานะผู้รับจ้างจำต้องรับผิดแก่

 

ก) ผู้เช่าอาคารรายที่ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้นในฐานะผู้ว่าจ้าง หรือ

 

ข) บริษัทประกันภัยในฐานะผู้รับช่วงสิทธิ และ

 

ค) ผู้เช่าอาคารรายที่ไม่มีประกันภัยคุ้มครอง

 

หรือไม่ครับ?

 

ลุ้นผลการตัดสินที่ต่อสู้กันถึงชั้นศาลสูงสุดในคราวหน้าครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 221 : ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยถือเป็นปัจจัยหลัก (Human Factor) ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองจากภัยไซเบอร์ (Cyber Coverage) หรือเปล่า?

 

ปกติทั่วไป กรมธรรม์ประกันภัยไซเบอร์มักระบุข้อยกเว้นไม่คุ้มครองถึงความเสียหายที่มีสาเหตุมาจากการกระทำของลูกจ้าง (loss caused by an employee) ของผู้เอาประกันภัยเอง หรือบางครั้งเรียกรวม ๆ ว่า ปัจจัยจากมนุษย์ (human factor) ซึ่งถ้อยคำของข้อยกเว้นนี้จะกินความกว้างขนาดไหนกันแน่? เพราะฝ่ายบริษัทประกันภัยมักหยิบยกนำมาใช้ปฏิเสธความคุ้มครองอยู่บ่อยครั้ง

 

เรามาลองพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาเรื่องนี้กันนะครับว่า ในทางปฏิบัติ ศาลจะรับฟังเช่นใด?

 

ผู้เอาประกันภัยประกอบธุรกิจธนาคารได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองการประกอบธุรกิจธนาคาร แบบครอบคลุม (Banker’s Blanket Bond Insurance) เอาไว้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง

 

วันที่ 28 ตุลาคม ค.ศ. 2011 ได้มีคนร้ายเจาะระบบโอนเงินของธนาคารผู้เอาประกันภัย สูญเสียเงินไป 485,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 16,854,962.50 บาท) และได้รีบแจ้งเหตุให้บริษัทประกันภัยของตนรับทราบโดยทันที

 

หนึ่งปีผ่านไป ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนกลับมาจากบริษัทประกันภัยรายนั้น

 

วันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2012 ธนาคารผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแล

 

วันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 2014 บริษัทประกันภัยรายนั้นได้ทำหนังสือตอบปฏิเสธความคุ้มครองอย่างเป็นทางการ

 

วันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 2014 ธนาคารผู้เอาประกันภัยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยฝ่ายจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

บริษัทประกันภัยฝ่ายจำเลยโต้แย้งคำฟ้องโดยอ้างว่า ผลของการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องมาจากการละเลยของลูกจ้างของธนาคารที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพราะธนาคารแห่งนี้ใช้ระบบการโอนเงินผ่านระบบธนาคารกลาง (FedLine) ที่เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกจ้างผู้ใช้งาน โดยอาศัยการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (Virtual Private Network (VPN)) ซึ่งมีขั้นตอนปฏิบัติงานด้วยการเข้ารหัสผ่านของผู้ใช้งานสองราย กับรหัสผ่านของอุปกรณ์โทเคน (security token) อีกชั้นหนึ่ง เมื่อใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว ลูกจ้างผู้ใช้งานกลับไม่ปิดระบบคงปล่อยให้ระบบยังทำงานอยู่ข้ามคืน จนรุ่งเช้าถึงตรวจเจอว่า มีคนร้ายเข้ามาเจาะระบบหลอกโอนเงินออกไปยังต่างประเทศสองรายการ แต่ระงับได้ทันเพียงรายการเดียว

 

อันที่จริง คนร้ายได้ปล่อยไวรัสซุสโทรจัน (Zeus Trojan) แฝงเข้ามาอยู่ก่อนหน้าแล้ว โดยลูกจ้างผู้ใช้งานก็ได้ตรวจพบ แต่กลับละเลยไม่ได้ขจัด (remove) ออกไป  

 

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงมีสาเหตุมาจากการกระทำของลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยดังระบุไว้ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความเห็นว่า แม้ลูกจ้างผู้ใช้งานของธนาคารฝ่ายโจทก์จะมีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ไม่ได้คาดคิด (foreseeable) ว่า จะเกิดเหตุการหลอกโอนเงินนี้ขึ้นมา จึงเข้าหลักสาเหตุใกล้ชิดสองสาเหตุที่เกิดขึ้นพ้องกัน (Concurrent Causation Doctrine) โดยหลักการให้ยึดสาเหตุที่มีผลมากที่สุด (Efficient and Proximate Cause/Overriding Cause) เป็นเกณฑ์ ถึงแม้นกรณีนี้ จะมีสาเหตุข้อยกเว้นจากการกระทำของลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยเข้ามาพ้องกันกับสาเหตุความคุ้มครองคนร้ายหลอกโอนเงินไป ซึ่งอย่างหลังจะก่อให้เกิดผลมากที่สุด กรณีนี้จึงถือเข้าเงื่อนไขความคุ้มครอง ไม่ใช่เนื่องด้วยการกระทำฝ่าฝืนมาตรการปฎิบัติงานของลูกจ้างผู้ใช้งาน

 

ศาลชั้นต้นตัดสินให้ธนาคารผู้เอาประกันภัยฝ่ายโจทก์ชนะคดี

 

บริษัทประกันภัยฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี State Bank of Bellingham v. BancInsure Inc., No. 14-3432 (8th Cir. May 20, 2016))

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/