วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 213 : กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร (Directors & Officers’ Liability Insurance Policy) ยังมีผลใช้บังคับได้ไหม? เมื่อบริษัทของผู้เอาประกันภัยถูกฟ้องล้มละลาย

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้เกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นสู่ศาล เมื่อบริษัทต้นสังกัดของผู้เอาประกันภัย ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร ได้ถูกฟ้องล้มละลาย ก่อให้เกิดข้อถกเถียงระหว่างผู้ดูแลกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (trustee) กับกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องส่วนตัวในเรื่องการบริหารงานผิดพลาดว่า

 

1) จำนวนเงินที่จะได้รับชดใช้ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (bankruptcy estate) หรือไม่?

 

2) ถ้าใช่ ศาลจะยินยอมให้เพิกถอนสภาวะการพักชำระหนี้ (the automatic stay) บางส่วน เพื่อให้นำจำนวนเงินดังกล่าวไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ให้แก่กรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องส่วนตัวได้หรือไม่?

 

ฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องส่วนตัว

 

อ้างว่า ตนมีชื่อเป็นผู้ได้รับความคุ้มครอง ภายใต้ข้อตกลงคุ้มครอง ก (Side A Coverage) ซึ่งให้ความคุ้มครองความรับผิดส่วนบุคคลแก่กรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารเป็นรายบุคคล กรณีที่บริษัทที่สังกัดนั้นมิได้ชดใช้ให้ ซึ่งในที่นี้ได้ถูกคัดค้านโดยผู้ดูแลกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรมแก่พวกตนในฐานะผู้เอาประกันภัยดังกล่าว อันควรจะได้รับความคุ้มครองตามที่ระบุไว้ รวมทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ฝ่ายผู้ดูแลกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย

 

โต้แย้งว่า เงินทุกกรณีที่ได้รับมา หรือจะได้รับมาควรรวบรวมจัดสรรเพื่อประโยชน์ของกลุ่มเจ้าหนี้มากกว่า เพื่อประโยชน์ส่วนตนของฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องนั้นเอง

 

ศาลในคดีนี้

 

เห็นพ้องกับฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องว่า เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่า ให้ความคุ้มครองโดยตรงแก่ฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องในฐานะผู้ได้รับความคุ้มครอง ฉะนั้น จำนวนเงินประกันภัยที่จะต้องจ่ายออกไปเช่นว่านั้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท จึงไม่ถือเป็นทรัพย์สินของของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย เพราะเป็นการจ่ายโดยตรงให้แก่ผู้ได้รับความคุ้มครอง มิใช่จ่ายให้แก่บริษัทที่ล้มละลาย

 

ทั้งเห็นควรให้เพิกถอนเพิกถอนสภาวะการพักชำระหนี้กรณีนี้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะสร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่ฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องในอันที่จะเสียสิทธิที่จะได้รับการชดใช้ดังกล่าว และไม่ส่งผลเสียแก่ฝ่ายเจ้าหนี้แต่ประการใด เนื่องจากสุดท้ายแล้ว ฝ่ายเจ้าหนี้ซึ่งได้รับชดใช้แทน ก็จำต้องมาจ่ายคืนให้แก่ฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้องตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทอยู่ดี

 

ศาลจึงมีคำสั่งให้บริษัทประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทจ่ายเงินล่วงหน้าในส่วนของค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีให้แก่ฝ่ายกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารที่ถูกฟ้อง

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี In re: ALLIED DIGITAL TECHNOLOGIES CORP., et al., 306 B.R. 505 (Bankr. D. Del. 2004))

 

หมายเหตุ

 

บ่อยครั้งที่เกิดความเข้าใจผิดว่า กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารจะสิ้นสุดความคุ้มครองลงทันทีเมื่อบริษัทผู้เอาประกันภัยตกเป็นผู้ล้มละลาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้อยู่ในเกณฑ์ความคุ้มครอง แบบวันที่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (claims made basis) อันหมายความว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะมีผลคุ้มครองต่อเมื่อได้มีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทดังกล่าว และได้แจ้งแก่บริษัทประกันภัยแล้ว ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 212 : รายรับจากค่าเช่า (Rental Income) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Insurance) จะคุ้มครองเช่นไร? หากเป็นการเช่าปากเปล่า (oral lease) ไม่ได้กำหนดค่าเช่ากับเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างชัดเจน

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศนี้มีความน่าสนใจตรงประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

ก) เจ้าของอาคารผู้ให้เช่าเป็นนิติบุคคลรายหนึ่ง ได้ทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินของตน รวมทั้งการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักไว้ ภายใต้ข้อกำหนดความคุ้มครองรายรับจากค่าเช่า (Loss of Rental Income) กับบริษัทประกันภัยเจ้าหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกชื่อย่อว่า “บริษัทประกันภัย Z” มีระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปี ระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2011 – 2012

 

ข) ผู้เช่าอาคารหลังนั้นเป็นนิติบุคคลอีกรายหนึ่ง ได้ทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินของตน รวมทั้งการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักไว้ต่างหาก ภายใต้ข้อกำหนดความคุ้มครองกำไรขั้นต้น (Loss of Gross Profit) กับบริษัทประกันภัยอีกเจ้าหนึ่ง ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกชื่อย่อว่า “บริษัทประกันภัย I” มีระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปี ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2011 – 2012

 

ค) แม้นระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่ามีสถานะต่างเป็นนิติบุคคลคนละรายแยกจากกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ล้วนเป็นกลุ่มผู้ถือหน้าเดียวกันทั้งสิ้น หรือพูดอีกนัยหนึ่ง มีเจ้าของเดียวกัน เพียงแต่จดทะเบียนนิติบุคคลต่างกันเท่านั้น

 

ง) สัญญาเช่าระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าไม่ได้จัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร และมิได้กำหนดระยะเวลาเช่ากับค่าเช่ารายเดือนอย่างชัดเจน อาศัยเพียงการพูดคุยด้วยวาจากันเท่านั้น

 

ต่อมาในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ขึ้นสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ตัวอาคารกับทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน มีพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่หลุดรอดจากความเสียหายดังกล่าวไปได้

 

ส่งผลทำให้ผู้เช่าต้องหยุดกิจการทั้งหมดลงกับหยุดชำระค่าเช่าต่อไปด้วย และสุดท้ายผู้เช่าก็จำต้องตัดสินใจเลิกกิจการอย่างสิ้นเชิงในท้ายที่สุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2012

 

ทั้งผู้ให้เช่ากับผู้เช่าต่างยื่นเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อบริษัทประกันภัยของตน เพื่อให้ชำระค่าสินไหมทดแทน

 

ในส่วนความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น บริษัทประกันภัยทั้งสองแห่งตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นโดยไม่มีข้อโต้แย้ง กล่าวคือ ชดใช้ความเสียหายแก่ตัวอาคารที่เสียหายให้แก่ผู้ให้เช่า และชดใช้ความเสียหายต่อตัวเครื่องจักรอุปกรณ์กับสต็อกที่เสียหายให้แก่ผู้เช่า

 

คงเหลือประเด็นข้อพิพาทการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเท่านั้นที่ถูกนำเป็นคดีขึ้นสู่ศาลสูง โดยทั้งผู้ให้เช่ากับผู้เช่า ดังนี้

 

ก) ข้อกำหนดความคุ้มครองรายรับจากค่าเช่า (Loss of Rental Income) ของผู้ให้เช่า

 

สำหรับช่วงระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2012

 

นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2012 ได้ซ่อมแซมตัวอาคารนั้นจนเสร็จสมบูรณ์ และได้มีผู้เช่ารายใหม่เข้ามาแล้ว

 

โดยแสดงพยานหลักฐานความสูญเสียรายรับจากค่าเช่าเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 172,762.86 ดอลลาร์แคนาดา ซึ่งมีที่มาจากรายได้จากค่าเช่าต่อเดือน 28,793.81 ดอลลาร์แคนาดา ในช่วงระยะเวลาความสูญเสียรวม 8 เดือนเต็ม (วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2012 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2012) หักด้วยส่วนที่บริษัทประกันภัย I ชดใช้จำนวนเงินทดรองล่วงหน้าชั่วคราวบางส่วน (Advance Payment) มาให้แก่ผู้เช่าแล้ว ภายใต้เงื่อนไขพิเศษของการสูญเสียกำไรขั้นต้น  คิดเป็นจำนวนเงินรวม 57,587.62 ดอลลาร์แคนาดา (ประมาณกึ่งหนึ่งของยอดรายรับจากค่าเช่ารวม 8 เดือนเต็ม หรือช่วงระยะเวลาความสูญเสียจริงรวม 4 เดือนนั่นเอง)

 

ข) ข้อกำหนดความคุ้มครองกำไรขั้นต้น (Loss of Profit) ของผู้เช่า

 

บริษัทประกันภัย I ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินผลการสูญเสียกำไรขั้นต้นสุทธิออกมาได้เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 300,524.62 ดอลลาร์แคนาดา สำหรับช่วงระยะเวลาความสูญเสียจริงรวม 4 เดือน (3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 ณ วันที่ปิดกิจการของผู้เช่า) อันเป็นตัวเลขที่ได้หักค่าใช้จ่ายคงที่ที่ประหยัดได้กับค่าเช่าที่ไม่จำต้องจ่ายอีกต่อไปแล้ว

 

โดยที่ทั้งสองกรณี บริษัทประกันภัย Z คัดค้านว่า ผู้เช่าควรชำระค่าเช่าต่อไปดังเดิมถึงแม้นจะเกิดไฟไหม้ขึ้นมาแล้วก็ตาม เนื่องจากไม่มีสัญญาเช่ากำหนดให้ต้องระงับไปอย่างชัดแจ้ง ภายหลังเมื่อเกิดความเสียหายแก่สถานที่เช่า

 

ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่ศาลสูงจำต้องวินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้

 

1) ผู้เช่ามีหน้าที่จะต้องชำระค่าเช่าต่อไปดังเดิมหลังจากเหตุไฟไหม้หรือไม่?

 

การเช่าอาคารนี้เกิดขึ้นด้วยวาจาโดยไม่ได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งผู้ให้เช่ากับผู้เช่าเพียงตกลงค่าเช่ารายเดือนเทียบเท่ากับจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการจัดการ (operating expenses) อาคารนี้เท่านั้น ซึ่งจะผันแปรไปในแต่ละเดือน เงื่อนไขอื่นกับระยะเวลาเช่าไม่ได้พูดคุยกันอย่างชัดเจน 

 

คำโต้แย้งของบริษัทประกันภัย Z ที่ว่า สัญญาเช่านี้เสมือนหนึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาเช่า ควรดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นนั้น

 

ศาลสูงไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อพิจารณาจากข้อตกลงค่าเช่ากันเป็นรายเดือน ศาลสูงเห็นว่า  กำหนดระยะเวลาเช่าก็ควรเป็นเดือนต่อเดือนเท่านั้น

 

2) ผู้ให้เช่าได้สูญเสียรายรับจากค่าเช่า อันเป็นผลเนื่องมาจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่ได้เอาประกันภัยไว้ของตนหรือไม่?

 

บริษัทประกันภัย Z ยอมรับว่า การสูญเสียรายรับจากค่าเช่านั้นควรได้รับความคุ้มครอง แต่เห็นว่า มีสาเหตุเป็นผลเนื่องมาจากการที่ผู้เช่ามิได้ชำระค่าเช่าต่อไปดังเดิมมากกว่าที่มีสาเหตุมาจากเหตุไฟไหม้โดยตรง

 

ศาลสูงได้วิเคราะห์ว่า

 

2.1) ธุรกิจที่เอาประกันภัยได้ระบุอย่างครบถ้วนถึงการเป็นทั้งเจ้าของอาคารกับผู้ให้เช่าอาคารนั้นแล้ว

 

2.2) การหยุดชะงักของธุรกิจที่เอาประกันภัยนั้นเกิดขึ้นเนื่องมาจากความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันมีสาเหตุเพียงเฉพาะมาจากไฟไหม้อันเป็นภัยที่คุ้มครอง

 

2.3) การสูญเสียรายรับจากค่าเช่านั้นเป็นผลเนื่องมาจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่ได้เอาประกันภัยไว้ของตนจากสาเหตุไฟไหม้แก่ตัวอาคารที่เอาประกันภัยจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

 

เมื่อสัญญาเช่าไม่มีข้อตกลงชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร สัญญาเช่าดังกล่าวจึงถือว่า มีกำหนดระยะเวลาเช่าเดือนต่อเดือน มิใช่ไม่จำกัดระยะเวลาอย่างที่บริษัทประกันภัย Z โต้แย้ง อีกทั้ง เมื่อมองเสริมอีกมุมหนึ่ง ประเด็นข้อพิพาทเรื่องการชำระค่าเช่ารายเดือนจะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากมิได้มีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นมา

 

ฉะนั้น ศาลสูงจึงเห็นว่า การสูญเสียรายรับจากค่าเช่านั้นเป็นผลโดยตรงเนื่องมาจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่ได้เอาประกันภัยไว้ของผู้ให้เช่าแล้ว

 

จากเหตุผลดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ศาลสูงตัดสินให้

 

(ก) บริษัทประกันภัย Z รับผิดชดใช้การสูญเสียรายรับจากค่าเช่านั้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท สำหรับช่วงระยะเวลาการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นจริง ระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 2012 ส่วนตัวเลขความสูญเสียนั้น ให้พิจารณานำสืบในรายละเอียดต่อไป

  

(ก) บริษัทประกันภัย Z รับผิดชำระส่วนที่บริษัทประกันภัย I ได้ชดใช้จำนวนเงินทดรองล่วงหน้าชั่วคราวบางส่วน (Advance Payment) ให้แก่ผู้เช่าแล้ว ภายใต้เงื่อนไขพิเศษของการสูญเสียกำไรขั้นต้น  คิดเป็นจำนวนเงินรวม 57,587.62 ดอลลาร์แคนาดาคืนให้แก่บริษัทประกันภัย I

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี 224981 Ontario Inc. v. Intact Insurance Company, 2016 ONSC 642 [CanLII])

  

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 211 : การแปลความหมายงานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้เป็นเรื่องการตีความของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL)) ในประเด็นความหมายของ “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” โดยมีเรื่องอยู่ว่า

 

เมื่อปี ค.ศ. 2014 ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายนี้ได้รับว่าจ้างให้ไปจัดทำความสะอาดกระจกที่ติดตั้งทั้งภายนอก และภายในอยู่ที่ชั้นหนึ่งกับชั้นสองของตัวอาคารพาณิชย์สร้างใหม่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีกระจกที่จะต้องได้รับการทำความสะอาดประมาณจำนวน 2,000 บานด้วยกัน

 

ระหว่างการทำความสะอาด ได้ตรวจพบร่องรอยขีดข่วนตรงพื้นผิวของกระจกรวม 180 บานจากจำนวนกระจกทั้งหมด  

 

ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายนี้ได้ยอมรับผิดกับเจ้าของกระจกเหล่านั้น ด้วยการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นไปเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 134,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 4,776,430 บาท)

 

ต่อจากนั้น ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายนี้ได้ไปแจ้งเรื่องราวเหตุแห่งความเสียหายนี้ เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยของตนชดใช้จำนวนเงินที่ได้จ่ายไปแล้วกลับคืนมาให้ตน ภายใต้ข้อตกลงความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ โดยมองว่า ความเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่กระจกเหล่านั้นเป็นผลเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่ได้คาดคิดของสถานที่ดำเนินงานนั้นเอง เพราะระหว่างการทำงาน ปรากฏมีเศษซากซีเมนต์ที่หลุดล่องลอยมาเป็นจำนวนมากจากการใช้เครื่องจักรเลื่อยตัดหินของโรงงานที่อยู่ข้างเคียง จนทำให้เศษซากเหล่านั้นลอยไปติดกระจกที่ถูกทำให้เปียกชื้นเวลาทำความสะอาด ครั้นพอคนงานใช้ไม้คราดหัวยาง (squeegees) ลากกวาดทำความสะอาด จึงส่งผลทำให้ตัวกระจกนั้นเกิดร่องรอยดังกล่าว และตัวคนงานเองก็ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติเวลาลากกวาดไม้คราดนั้น เพราะเสียงที่มาจากการทำงานของเครื่องจักรนั้นดังกลบเสียงอื่นทั้งหมด

 

แต่บริษัทประกันภัยได้ตอบปฏิเสธ โดยอ้างว่า แม้มีข้อความเขียนว่า บริษัทประกันภัยจะชดใช้จำนวนเงินที่คุ้มครอง หากว่า ผู้เอาประกันภัยมีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้เป็นค่าชดเชย สำหรับการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น (occurrence) ภายในระยะเวลาประกันภัย

 

โดยที่เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นนั้น หมายความถึง อุบัติเหตุ รวมถึงภยันตรายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออย่างซ้ำ ๆ โดยชัดแจ้ง อันเนื่องมาจากสภาวะภยันตรายอย่างเดียวกันนั้นเอง

 

อย่างไรก็ดี เหตุแห่งความเสียหายนี้ได้ตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วย “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” ซึ่งระบุไม่คุ้มครองถึง ความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ส่วนใดของอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ หรือผู้รับจ้าง หรือผู้รับจ้างช่วงรายใดกำลังทำงานอยู่ ทั้งโดยตรง หรือโดยอ้อมในนามของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ

 

ทั้งนี้ “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” หมายความถึง งาน หรือการปฏิบัติงานซึ่งผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ หรือบุคคลอื่นในนามของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อได้กระทำขึ้น และวัสดุ ชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ที่จัดให้มาโดยเกี่ยวข้องกับงาน หรือการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยรวมไปถึง ข้อรับรอง หรือการเปิดเผยข้อความจริงที่ได้กระทำขึ้นตลอดเวลา อันเกี่ยวเนื่องกับความเหมาะสม คุณภาพ อายุการใช้งาน ประสิทธิภาพ หรือการใช้ “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” ตลอดจนการให้ หรือการละเลยในการให้คำเตือน หรือคำแนะนำต่าง ๆ  

 

เรื่องราวดังกล่าวได้เกิดเป็นคดีข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลชั้นต้น และศาลชั้นอุทธรณ์ ในท้ายที่สุด

 

ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อได้ต่อสู้ว่า อันที่จริง เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นนั้นเป็นผลเนื่องมาจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงเศษซากที่หลุดลอยมาจากการทำงานของเครื่องตัดหินของโรงงานที่อยู่ข้างเคียงด้วยมาบรรจบประกอบกัน จนก่อให้เกิดสภาวะของร่องรอยการขีดข่วนเช่นว่านั้นขึ้นมา อันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ตนจึงควรที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

กระนั้น ทั้งสองชั้นศาลมีความเห็นสอดคล้องตรงกันว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าวอ้างของฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อนั้น จัดเป็นเพียงสภาวะการณ์ที่คนงานของโจทก์เลือกที่จะตัดสินใจทำความสะอาดกระจกเหล่านั้น ณ ช่วงเวลานั้นเอง แต่ก็มิใช่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดร่องรอยขีดข่วนขึ้นมา การทำงานด้วยการใช้ไม้คราดหัวยางลากกวาดทำความสะอาดซึ่งเกิดขึ้นโดยความตั้งใจ และความมุ่งหวังของคนงานต่างหากที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าว ถึงแม้จะก่อให้บังเกิดผลลัพธ์อันไม่ได้เจตนา หรือมุ่งหวังก็ตาม

 

ถ้าหากว่า คนงานของฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อนั้นเลือกตัดสินใจที่จะไม่ทำงานในช่วงเวลาที่มีเศษซากนั้นล่องลอยมาในอากาศ ความเสียหายดังกล่าวคงไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินดังกล่าวจึงเกิดขึ้นมาเนื่องมาจากการทำงานเช่นว่านั้นเอง

 

กรณีจึงตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วย “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” ซึ่งไม่ได้มีถ้อยคำที่กำกวมแต่ประการใด

 

กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์มีจุดประสงค์โดยทั่วไปที่จะให้ความคุ้มครองแก่ความรับผิดของผู้เอาประกันภัย สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่บังเกิดขึ้น นอกเหนือจากการปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย โดยให้ความคุ้มครองเพียงเฉพาะส่วนอื่นของทรัพย์สินเช่นว่านั้นซึ่งได้รับความเสียหายสืบเนื่องตามมา แต่มิใช่ตรงพื้นที่ส่วนที่ทำงานอยู่ของทรัพย์สินเช่นว่านั้น และไม่ได้คุ้มครองรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมส่วนที่บกพร่อง อันเนื่องจากการทำงานนั้นแต่ประการใด

 

พิพากษาให้ฝ่ายจำเลยบริษัทประกันภัยชนะคดี

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี G & P Procleaners and General Contractors Inc. v. Gore Mutual Insurance Company, 2017 ONCA 298 [CanLII])  

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 210 : การมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมหลายราย (Co-insureds) อาจไม่ได้หมายความว่า ทุกรายจะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันเสมอไป?

 

(ตอนที่สอง)

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้ได้ต่อสู้กันจนขึ้นไปถึงชั้นศาลอุทธรณ์ โดยมีประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญ พอสรุปได้ ดังนี้

 

1) ประเด็นว่าด้วยผู้เอาประกันภัยร่วม (co-insured)

 

2) ประเด็นว่าด้วยสิทธิในการรับช่วงสิทธิ (subrogation right)

 

ก) ศาลชั้นต้น

 

ประเด็นแรก ในการพินิจพิเคราะห์จำต้องอาศัยหนังสือแสดงเจตน์จำนง (letter of intent) กับสัญญาว่าจ้างงาน (contract works) และกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทของคู่กรณีมาร่วมพิจารณาประกอบกันกับหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการกับตัวแทน ซึ่งจะต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายดังต่อไปนี้เสียก่อนเป็นลำดับแรก

 

1.1) RFU เจ้าของโครงการมีอำนาจในการจัดทำประกันภัยเผื่อให้ในนามของ FM Conway ผู้รับเหมาหลักหรือไม่?

 

1.2) RFU เจ้าของโครงการมีเจตนาในการจัดทำประกันภัยเผื่อให้ในนามของ FM Conway ผู้รับเหมาหลักหรือไม่?

 

1.3) กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทไม่ได้ส่งผลทำให้ FM Conway ผู้รับเหมาหลักมิได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า?

 

สำหรับสองข้อแรก คู่สัญญาว่าจ้างตกลงให้ยึดถือสัญญาก่อสร้างมาตรฐาน แบบทางเลือก ข้อ ค (Joint Contracts Tribunal: JCT Standard Building Contract Option C) สำหรับงานปรับปรุงโครงสร้างเดิมเป็นเกณฑ์ โดยมีหลักเกณฑ์ให้เจ้าของโครงการเป็นผู้จัดทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาเอง และให้ผู้รับเหมาหลักเข้ามาเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมด้วย (joint named insured) ซึ่งได้มีการกำหนดคำนิยามของผู้เอาประกันภัยร่วมในที่นี้กำกับไว้เป็นพิเศษ หมายความถึง “กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งรวมทั้งผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเข้ามาเป็นผู้เอาประกันภัยแบบรวม (composite insured) โดยที่ผู้รับประกันภัยไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายใด …….”

 

ฉะนั้น หลีกเลี่ยงที่จำต้องไปทำความเข้าใจถึงรูปแบบของการประกันภัยร่วม ซึ่งมีอยู่สองรูปแบบด้วยกัน กล่าวคือ

 

(1) กรมธรรม์ประกันภัยแบบควบ (Joint Policy) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายอย่างเดียวกันหลายคนต่อวัตถุที่เอาประกันภัยเดียวกัน ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน โดยทุกอย่างถือรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

(2) กรมธรรม์ประกันภัยแบบรวม (Composite Policy) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายที่แตกต่างกันหลายคนต่อวัตถุที่เอาประกันภัยเดียวกัน ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน โดยมีความแตกต่างกันทั้งแง่ของสิทธิ และข้อผูกพัน การกระทำผิดของคู่สัญญาประกันภัยฝ่ายหนึ่งจะไม่ส่งผลกระทบแก่อีกฝ่ายหนึ่ง นั่นหมายความถึง ในโครงการก่อสร้าง หากผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักกระทำผิดเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิที่จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ว่าจ้าง/เจ้าของโครงการ

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้คำตอบของสองข้อแรก คือ ใช่ แต่สิทธิกับหน้าที่ที่จะได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทมีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการกับตัวแทน

 

อีกทั้งตัวกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทเองยังระบุโดยชัดแจ้งไม่คุ้มครองถึงข้อบกพร่องในการออกแบบ แบบแปลน การกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงานของผู้รับเหมา (ข้อยกเว้น DE3) ส่งผลทำให้คำตอบของข้อที่สามออกมาเป็นลบ

 

ข้อโต้แย้งของฝ่ายผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักที่ตนควรได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันทุกอย่างในสถานะผู้เอาประกันภัยร่วมนั้น จึงคลาดเคลื่อน เพราะไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารใด ๆ มายืนยันสนับสนุนได้เลย

 

ส่วนประเด็นข้อที่สองว่าด้วยสิทธิในการรับช่วงสิทธิของบริษัทประกันภัยซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบางส่วนอันได้รับความคุ้มครองให้แก่ฝ่ายผู้ว่าจ้าง/เจ้าของโครงการไปแล้ว ในรูปแบบของผู้เอาประกันภัยรวม (composite insured) นั้น บริษัทประกันภัยมีสิทธิจะกระทำได้

 

ศาลชั้นต้นจึงตัดสินให้ฝ่ายผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักรับผิดตามฟ้อง

 

ฝ่ายผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

ข) ศาลชั้นอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นพ้องกับคำพิพากษาดังกล่าวของศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี FM Conway Limited (Appellant) v The Rugby Football Union, Royal & Sun Alliance Insurance PLC and Clark Smith Partnership Limited (Respondents) [2023] EWCA Civ 418)

 

หมายเหตุ

 

การทำความเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างสองรูปแบบของการประกันภัยร่วมข้างต้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะคำกล่าวกว้าง ๆ ลอย ๆ อาจสร้างปัญหาภายหลังเสมือนดั่งตัวอย่างคดีศึกษานี้ได้

 

จริงอยู่ บางครั้งอาจพบการเขียนข้อสละสิทธิไล่เบี้ยอย่างชัดแจ้งไว้ในบางเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยก็ตามที แต่ก็ควรไปอ่านวิเคราะห์ให้ดีถึงขอบเขตของถ้อยคำเช่นว่านั้นด้วย

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 210 : การมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมหลายราย (Co-insureds) อาจไม่ได้หมายความว่า ทุกรายจะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันเสมอไป?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เคยเขียนบทความเรื่องที่ 36 : กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว มีผู้เอาประกันภัยหลายคน (Multi-Insureds) ดีหรือไม่? นานมาพอสมควรแล้ว และมีบทความที่เกี่ยวเนื่องอีก ถ้าสนใจลองกลับไปค้นหาอ่านทบทวนดูก็ได้นะครับ

 

เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ควรค่าแก่ความสนใจเช่นกันครับ

 

ปกติทั่วไป เรามักจะพบเห็นการระบุชื่อผู้เอาประกันภัยหลายรายไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) หรือบางครั้งอาจเรียกว่า กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (Contractor’s All Risks Insurance Policy : CAR/EAR) เนื่องด้วยจะมีผู้มีส่วนได้เสียที่อาจเอาประกันภัยได้เข้ามาเกี่ยวข้องหลายราย อย่างน้อย ได้แก่ ผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง (หรือผู้รับเหมา) ล่ะ

 

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป มักสำคัญว่า ผู้เอาประกันภัยทุกรายควรได้รับสิทธิคุ้มครองเท่าเทียมกัน และหากกระทำผิดต่อกันแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยระหว่างกันได้ เหมือนดั่งเช่นในตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้ ลองมาดูกันสิจะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่?

 

ย้อนหลังกลับไปปี ค.ศ. 2012 สามปีก่อนหน้าที่ประเทศอังกฤษจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกขึ้นในปี ค.ศ. 2015 ได้มีการวางแผนดำเนินการปรับปรุงสนามที่มีอยู่เดิมเพื่อจะใช้ในการแข่งขัน โดยสมาพันธ์รักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศอังกฤษ (English Rugby Football Union (RFU)) ซึ่งเป็นเจ้าภาพ และเจ้าของโครงการได้ว่าจ้างบริษัท CSP ให้ทำการออกแบบระบบท่อร้อยสายไฟฟ้าแรงสูงใหม่ทั่วทั้งสนามแข่งขัน และยังได้ว่าจ้างบริษัท FM Conway ในสถานะผู้รับเหมาหลัก ให้ทำการวางระบบบริการโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการวางท่อสายส่ง (ductwork) ใต้ดินด้วย

 

สัญญาว่าจ้างระหว่าง RFU เจ้าของโครงการกับ FM Conway ผู้รับเหมาหลักได้มีข้อตกลงกันว่า ให้เป็นไปตามสัญญาก่อสร้างฉบับมาตรฐานของคณะกรรมการร่วมเพื่อวินิจฉัย และกำหนดมาตรฐานสัญญาก่อสร้าง แบบทางเลือก ข้อ ค (Joint Contracts Tribunal: JCT Standard Building Contract Option C) สำหรับงานปรับปรุงโครงสร้างเดิม โดยมีหลักเกณฑ์ให้เจ้าของโครงการเป็นผู้จัดทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาเอง และให้ผู้รับเหมาหลักเข้ามาเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมด้วย (joint named insured) ฉะนั้น ผู้รับเหมาหลักจึงมิได้นำเอาค่าเบี้ยประกันภัยมาบวกอยู่ในมูลค่างานแต่ประการใด เพราะเข้าใจว่า กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด ฉบับนี้สามารถให้ความคุ้มครองแก่ตนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  

 

บริษัทประกันภัยผู้รับโอนความเสี่ยงภัยนี้จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา โดยระบุชื่อทั้งเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาหลักเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมกันตามสิทธิ และส่วนได้เสียของตนที่มีอยู่ (for their respective rights and interests) พร้อมทั้งได้แนบเอกสารแนบท้ายว่าด้วยข้อยกเว้น DE3 ไม่คุ้มครองถึงการออกแบบ แบบแปลน การกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงาน แต่คุ้มครองถึงความเสียหายสืบเนื่องมาจากกรณีดังกล่าว

 

ต่อมาระหว่างการดำเนินงาน ได้ตรวจพบน้ำ และเศษซากหลุดเล็ดรอดเข้าไปอยู่ในท่อสายส่ง ส่งผลทำให้เวลาทำการดึงร้อยสายส่ง สร้างความเสียหายให้แก่สายส่งเหล่านั้นด้วย

 

เจ้าของโครงการในสถานะหนึ่งในผู้เอาประกันภัยร่วมจึงเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยของตน โดยแจกแจงเป็นมูลค่าความเสียหายในส่วนของสายส่ง 3.3 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 154,794,420 บาท) และค่าแก้ไขข้อบกพร่องของท่อสายส่งอีก 1.1 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 51,598,140 บาท) รวมเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 4.4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 206,392,560 บาท)

 

บริษัทประกันภัยตกลงยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เฉพาะในส่วนของสายส่งเป็นจำนวนเงินรวม 3 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 140,722,200 บาท) เท่านั้น เนื่องจากข้อบกพร่องในการออกแบบ และในฝีมือแรงงานนั้น ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ควรไปเรียกร้องเอากับบริษัท CSP ผู้ออกแบบ และบริษัท FM Conway ผู้รับเหมาหลักแทน

 

เจ้าของโครงการในสถานะหนึ่งในผู้เอาประกันภัยร่วมจึงนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัท CSP ผู้ออกแบบ และบริษัท FM Conway ผู้รับเหมาหลักรับผิด

 

โดยเฉพาะรายหลังโต้แย้งว่า ตนเองมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้เอาประกันภัยร่วมไม่จำต้องรับผิด และได้รับความคุ้มครองอยู่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแล้ว ทั้งไม่อาจรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยแก่ตนได้อีก

 

คุณคิดเห็นเช่นไรครับ?

 

สัปดาห์หน้ามาดูผลทางคดีกันครับ ซึ่งได้ต่อสู้กันจนถึงชั้นศาลอุทธรณ์

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 209 : การยึดทรัพย์ (Seizure) ที่ปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัย มีความหมายเช่นไรกันแน่?

 

บ่อยครั้ง เราอาจรู้สึกว่า เอกสารกรมธรรม์ประกันภัยมีการใช้ถ้อยคำค่อนข้างฟุ่มเฟือย

 

อ่านแล้ว ไม่แน่ใจว่า ควรแปลความหมายเช่นไรกันดี? หรือ

 

ถ้าปรากฏถ้อยคำใกล้เคียงกันหลายคำ ควรจะยึดถือ หรือแยกแยะอย่างไร?

 

การนัดหยุดงาน (strike) การจลาจล (riot) การลุกฮือของประชาชน (civil commotion) การกระทำโดยเจตนาร้าย (malicious act) การลักทรัพย์ (theft) การก่อการร้าย (terrorism) การก่อวินาศกรรม (sabotage) การแข็งข้อ (insurrection) ฯลฯ

 

นี่คือตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น แถมไม่ปรากฏคำจำกัดความเขียนกำกับไว้อีก หรือต่อให้กำกับไว้ ก็อาจมีปัญหาข้อพิพาทในการตีความอยู่ดี

  

ดั่งเช่นข้อพิพาทล่าสุดของต่างประเทศเรื่องนี้ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างบริษัทประกันภัยตรงกับบริษัทประกันภัยต่อถึงความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “การยึดทรัพย์ (seizure)” ที่ปรากฏอยู่ภายใต้สัญญาประกันภัยตรง (ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย) และสัญญาประกันภัยต่อ (ระหว่างบริษัทประกันภัยตรงกับบริษัทประกันภัยต่อ) เพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน

 

ต้นเรื่องมีที่มา ดังนี้ครับ

 

ประมาณช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 ภายหลังจากการถอนกำลังทหารสหรัฐออกไปจากประเทศอัฟกานิสถาน กองกำลังของกลุ่มตาลีบันก็เข้าไปยึดครองประเทศกลับมาเป็นของตนอีกครั้ง รวมถึงคลังสินค้าขนาดใหญ่ประมาณ 1.5 ล้านตารางฟุต ซึ่งเป็นฐานส่งอาหาร และเสบียงอื่น ๆ ให้แก่ทหารสหรัฐ ตั้งอยู่ที่ฐานปฏิบัติการทางอากาศแบกแรม (Bagram Airbase)

 

ด้วยความที่คลังสินค้าแห่งนี้ได้จัดทำการประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence Insurance) เอาไว้ในจำนวนเงินเอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 1,509,415,000 บาท) กับบริษัทประกันภัยท้องถิ่นแห่งหนึ่ง

 

ครั้นผู้เอาประกันภัยไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยของตน เนื่องจากวงเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง บริษัทประกันภัยท้องถิ่นแห่งนั้นได้ไปเรียกให้บริษัทประกันภัยต่อของตนให้เข้ามาร่วมทำการชดใช้ด้วย กลับได้รับคำปฏิเสธ และบริษัทประกันภัยต่อนั้นเองก็ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อให้รับรองคำปฏิเสธของตน

 

ศาลชั้นต้นได้วิเคราะห์ประเด็นข้อพิพาทออกมาเป็นข้อ ๆ ดังนี้

 

1) ข้อยกเว้นของคำว่า “การยึดทรัพย์ (seizure)” ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อได้นำมาอ้างปฏิเสธความรับผิดนั้น มีความหมายเช่นไรกันแน่?

 

เนื่องด้วยฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อแปลความหมายว่า หมายถึง การยึดถือครองทรัพย์เอาไว้เป็นของบุคคลอื่นทุกกรณีตามความหมายปกติทั่วไป

 

ขณะที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโต้แย้งโดยหยิบยกถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ซึ่งเขียนไม่คุ้มครองถึง

 

“ความสูญเสีย หรือความเสียหายทั้งโดยตรง หรือโดยอ้อม อันมีสาเหตุมาจากการยึดทรัพย์ การริบทรัพย์ การโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐ การเรียกเกณฑ์ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การกักกัน การยึดถือครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในที่นี้ ทั้งโดยถูกกฎหมาย หรือโดยผิดกฎหมาย การห้ามส่งสินค้า การเวนคืนทรัพย์ ....”

 

ความหมายที่ถูกที่ควรของ “การยึดทรัพย์” นั้น หมายความถึง การยึดทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น เพราะถ้อยคำต่าง ๆ ที่เขียนตามมาสื่อออกมาในลักษณะเช่นว่านั้น

 

เวลาที่กลุ่มตาลีบันเข้าไปยึดครองคลังสินค้าที่เอาประกันภัยแห่งนั้น ยังไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจปกครองโดยเด็ดขาด และโดยชอบธรรมเลย ฉะนั้น จึงไม่ตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อ เนื่องด้วยแนวคำพิพากษาคดีก่อนหน้า ก็ได้แปลความหมายของคำนี้ไว้เช่นกันว่า การยึดทรัพย์ หมายความถึง การเข้ายึดถือครองไว้โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หรือโดยอาศัยกำลังอำนาจของบุคคลอื่นก็ได้

 

2) ข้อยกเว้นของคำว่า “การยึดทรัพย์ (seizure)” นี้ เมื่อปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence Insurance Policy) กับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทางการเมือง (Political Risks Insurance Policy) ก็จะให้ความหมายแตกต่างกันออกไป?

    

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้พยายามนำเสนอข้อสนับสนุนเพิ่มเติมอีกว่า ในธุรกิจประกันภัยจะมีการนำเสนอกรมธรรม์ประกันภัยสองฉบับในลักษณะที่แตกต่างกัน เสมือนหนึ่งมุ่งเน้นไปที่ใครคือผู้กระทำผิดมากกว่า กล่าวคือ กรมธรรม์ประกันภัยความรุนแรงทางการเมืองจะมุ่งเน้นไปที่การกระทำผิดของบุคคลทั่วไปโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง เป็นต้นว่า การจลาจล การนัดหยุดงาน การก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม ขณะที่กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทางการเมืองจะมุ่งไปที่การกระทำของรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า

 

ศาลชั้นต้นไม่เห็นพ้องด้วย เพราะทั้งสองฉบับ ก็พูดถึงภัยสงครามเหมือนกัน ซึ่งล้วนต้องเกิดขึ้นมาจากการกระทำของสองรัฐ หรือมากกว่านั้นที่เป็นศัตรูกัน

 

3) คำว่า “ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (Direct physical loss or damage)” หมายความรวมถึง การสูญเสียสิทธิการครอบครองทรัพย์สินโดยถาวร (deprivation loss) หรือไม่?

 

ศาลชั้นต้นไม่รับฟังคำโต้แย้งของฝ่ายผู้เอาประกันภัยตรงที่ว่า การสูญเสียสิทธิการครอบครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอย่างถาวร เนื่องด้วยถูกกองกำลังตาลีบันเข้าไปยึดถือไว้เป็นของตนนั้น จะเข้าข่ายอยู่ในความหมายของความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ อันจะทำให้ได้รับความคุ้มครองด้วยนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะจะต้องเป็นการเกิดความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายโดยตรงอย่างแท้จริงแก่กายภาพของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น จึงจะได้รับความคุ้มครอง โดยไม่ได้รวมถึงการสูญเสียประโยชน์จากการใช้งาน (loss of use) หรือการสูญเสียสิทธิการครอบครองอย่างถาวรแต่ประการใด

 

ตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อไม่จำต้องรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Hamilton Corporate Member and Others v (1) Afghan Global Insurance (2) Anham USA (3) Anham FZCO [2024] EWHC 1426 (Comm))

 

หมายเหตุ

 

คงต้องรอดูคดีนี้จะได้ขึ้นไปสู่ศาลชั้นสูงต่อไปอีกหรือเปล่านะครับ เชื่อว่า น่าจะต้องมีลุ้นแน่ เพราะเดิมพันสูงเหลือเกิน หากได้ข่าวคราวเพิ่มเติม จะสืบค้นมาเล่าสู่กันฟังอีก

 

ดั่งที่เกริ่นตอนต้น ถ้าบอกว่า การยึดทรัพย์โดยบุคคลใดก็ได้ แล้วเกิดบุคคลนั้นเป็นผู้นัดหยุดงาน ผู้ก่อจลาจล ฯลฯ แล้วจะจัดอยู่ในภัยใดกันแน่? 

 

หรืออย่างคดีนี้ ขณะเกิดเหตุกลุ่มตาลีบันตกอยู่ในสถานะใดกันแน่? 

 

จะเรียกว่า เป็นผู้ก่อสงครามกลางเมือง ผู้ก่อการกบฏ ผู้ก่อการปฏิวัติ ผู้ล้มอำนาจการปกครอง ผู้ก่อการร้าย ฯ ได้หรือเปล่า? 

 

ถ้าได้ คดีนี้ควรจะคุ้มครอง หรือไม่คุ้มครอง???

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/