วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 211 : การแปลความหมายงานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL))

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้เป็นเรื่องการตีความของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ (Commercial General Liability Insurance Policy (CGL)) ในประเด็นความหมายของ “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” โดยมีเรื่องอยู่ว่า

 

เมื่อปี ค.ศ. 2014 ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายนี้ได้รับว่าจ้างให้ไปจัดทำความสะอาดกระจกที่ติดตั้งทั้งภายนอก และภายในอยู่ที่ชั้นหนึ่งกับชั้นสองของตัวอาคารพาณิชย์สร้างใหม่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีกระจกที่จะต้องได้รับการทำความสะอาดประมาณจำนวน 2,000 บานด้วยกัน

 

ระหว่างการทำความสะอาด ได้ตรวจพบร่องรอยขีดข่วนตรงพื้นผิวของกระจกรวม 180 บานจากจำนวนกระจกทั้งหมด  

 

ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายนี้ได้ยอมรับผิดกับเจ้าของกระจกเหล่านั้น ด้วยการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นไปเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 134,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 4,776,430 บาท)

 

ต่อจากนั้น ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายนี้ได้ไปแจ้งเรื่องราวเหตุแห่งความเสียหายนี้ เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยของตนชดใช้จำนวนเงินที่ได้จ่ายไปแล้วกลับคืนมาให้ตน ภายใต้ข้อตกลงความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์ โดยมองว่า ความเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่กระจกเหล่านั้นเป็นผลเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่ไม่ได้คาดคิดของสถานที่ดำเนินงานนั้นเอง เพราะระหว่างการทำงาน ปรากฏมีเศษซากซีเมนต์ที่หลุดล่องลอยมาเป็นจำนวนมากจากการใช้เครื่องจักรเลื่อยตัดหินของโรงงานที่อยู่ข้างเคียง จนทำให้เศษซากเหล่านั้นลอยไปติดกระจกที่ถูกทำให้เปียกชื้นเวลาทำความสะอาด ครั้นพอคนงานใช้ไม้คราดหัวยาง (squeegees) ลากกวาดทำความสะอาด จึงส่งผลทำให้ตัวกระจกนั้นเกิดร่องรอยดังกล่าว และตัวคนงานเองก็ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติเวลาลากกวาดไม้คราดนั้น เพราะเสียงที่มาจากการทำงานของเครื่องจักรนั้นดังกลบเสียงอื่นทั้งหมด

 

แต่บริษัทประกันภัยได้ตอบปฏิเสธ โดยอ้างว่า แม้มีข้อความเขียนว่า บริษัทประกันภัยจะชดใช้จำนวนเงินที่คุ้มครอง หากว่า ผู้เอาประกันภัยมีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้เป็นค่าชดเชย สำหรับการบาดเจ็บทางร่างกาย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สินแก่บุคคลภายนอก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น (occurrence) ภายในระยะเวลาประกันภัย

 

โดยที่เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นนั้น หมายความถึง อุบัติเหตุ รวมถึงภยันตรายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออย่างซ้ำ ๆ โดยชัดแจ้ง อันเนื่องมาจากสภาวะภยันตรายอย่างเดียวกันนั้นเอง

 

อย่างไรก็ดี เหตุแห่งความเสียหายนี้ได้ตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วย “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” ซึ่งระบุไม่คุ้มครองถึง ความเสียหายต่อทรัพย์สินซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ส่วนใดของอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ หรือผู้รับจ้าง หรือผู้รับจ้างช่วงรายใดกำลังทำงานอยู่ ทั้งโดยตรง หรือโดยอ้อมในนามของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ

 

ทั้งนี้ “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” หมายความถึง งาน หรือการปฏิบัติงานซึ่งผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ หรือบุคคลอื่นในนามของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อได้กระทำขึ้น และวัสดุ ชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ที่จัดให้มาโดยเกี่ยวข้องกับงาน หรือการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยรวมไปถึง ข้อรับรอง หรือการเปิดเผยข้อความจริงที่ได้กระทำขึ้นตลอดเวลา อันเกี่ยวเนื่องกับความเหมาะสม คุณภาพ อายุการใช้งาน ประสิทธิภาพ หรือการใช้ “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” ตลอดจนการให้ หรือการละเลยในการให้คำเตือน หรือคำแนะนำต่าง ๆ  

 

เรื่องราวดังกล่าวได้เกิดเป็นคดีข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลชั้นต้น และศาลชั้นอุทธรณ์ ในท้ายที่สุด

 

ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อได้ต่อสู้ว่า อันที่จริง เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นนั้นเป็นผลเนื่องมาจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงเศษซากที่หลุดลอยมาจากการทำงานของเครื่องตัดหินของโรงงานที่อยู่ข้างเคียงด้วยมาบรรจบประกอบกัน จนก่อให้เกิดสภาวะของร่องรอยการขีดข่วนเช่นว่านั้นขึ้นมา อันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ตนจึงควรที่จะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

กระนั้น ทั้งสองชั้นศาลมีความเห็นสอดคล้องตรงกันว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าวอ้างของฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อนั้น จัดเป็นเพียงสภาวะการณ์ที่คนงานของโจทก์เลือกที่จะตัดสินใจทำความสะอาดกระจกเหล่านั้น ณ ช่วงเวลานั้นเอง แต่ก็มิใช่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดร่องรอยขีดข่วนขึ้นมา การทำงานด้วยการใช้ไม้คราดหัวยางลากกวาดทำความสะอาดซึ่งเกิดขึ้นโดยความตั้งใจ และความมุ่งหวังของคนงานต่างหากที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าว ถึงแม้จะก่อให้บังเกิดผลลัพธ์อันไม่ได้เจตนา หรือมุ่งหวังก็ตาม

 

ถ้าหากว่า คนงานของฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อนั้นเลือกตัดสินใจที่จะไม่ทำงานในช่วงเวลาที่มีเศษซากนั้นล่องลอยมาในอากาศ ความเสียหายดังกล่าวคงไม่อาจบังเกิดขึ้นได้ ฉะนั้น เป็นสิ่งที่ชัดเจนว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินดังกล่าวจึงเกิดขึ้นมาเนื่องมาจากการทำงานเช่นว่านั้นเอง

 

กรณีจึงตกอยู่ในข้อยกเว้นว่าด้วย “งานของผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อ (your work)” ซึ่งไม่ได้มีถ้อยคำที่กำกวมแต่ประการใด

 

กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทั่วไปเชิงพาณิชย์มีจุดประสงค์โดยทั่วไปที่จะให้ความคุ้มครองแก่ความรับผิดของผู้เอาประกันภัย สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่บังเกิดขึ้น นอกเหนือจากการปฏิบัติงานของผู้เอาประกันภัย โดยให้ความคุ้มครองเพียงเฉพาะส่วนอื่นของทรัพย์สินเช่นว่านั้นซึ่งได้รับความเสียหายสืบเนื่องตามมา แต่มิใช่ตรงพื้นที่ส่วนที่ทำงานอยู่ของทรัพย์สินเช่นว่านั้น และไม่ได้คุ้มครองรวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมส่วนที่บกพร่อง อันเนื่องจากการทำงานนั้นแต่ประการใด

 

พิพากษาให้ฝ่ายจำเลยบริษัทประกันภัยชนะคดี

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี G & P Procleaners and General Contractors Inc. v. Gore Mutual Insurance Company, 2017 ONCA 298 [CanLII])  

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 210 : การมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมหลายราย (Co-insureds) อาจไม่ได้หมายความว่า ทุกรายจะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันเสมอไป?

 

(ตอนที่สอง)

 

ตัวอย่างคดีศึกษานี้ได้ต่อสู้กันจนขึ้นไปถึงชั้นศาลอุทธรณ์ โดยมีประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญ พอสรุปได้ ดังนี้

 

1) ประเด็นว่าด้วยผู้เอาประกันภัยร่วม (co-insured)

 

2) ประเด็นว่าด้วยสิทธิในการรับช่วงสิทธิ (subrogation right)

 

ก) ศาลชั้นต้น

 

ประเด็นแรก ในการพินิจพิเคราะห์จำต้องอาศัยหนังสือแสดงเจตน์จำนง (letter of intent) กับสัญญาว่าจ้างงาน (contract works) และกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทของคู่กรณีมาร่วมพิจารณาประกอบกันกับหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการกับตัวแทน ซึ่งจะต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายดังต่อไปนี้เสียก่อนเป็นลำดับแรก

 

1.1) RFU เจ้าของโครงการมีอำนาจในการจัดทำประกันภัยเผื่อให้ในนามของ FM Conway ผู้รับเหมาหลักหรือไม่?

 

1.2) RFU เจ้าของโครงการมีเจตนาในการจัดทำประกันภัยเผื่อให้ในนามของ FM Conway ผู้รับเหมาหลักหรือไม่?

 

1.3) กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทไม่ได้ส่งผลทำให้ FM Conway ผู้รับเหมาหลักมิได้รับความคุ้มครองหรือเปล่า?

 

สำหรับสองข้อแรก คู่สัญญาว่าจ้างตกลงให้ยึดถือสัญญาก่อสร้างมาตรฐาน แบบทางเลือก ข้อ ค (Joint Contracts Tribunal: JCT Standard Building Contract Option C) สำหรับงานปรับปรุงโครงสร้างเดิมเป็นเกณฑ์ โดยมีหลักเกณฑ์ให้เจ้าของโครงการเป็นผู้จัดทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาเอง และให้ผู้รับเหมาหลักเข้ามาเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมด้วย (joint named insured) ซึ่งได้มีการกำหนดคำนิยามของผู้เอาประกันภัยร่วมในที่นี้กำกับไว้เป็นพิเศษ หมายความถึง “กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งรวมทั้งผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างเข้ามาเป็นผู้เอาประกันภัยแบบรวม (composite insured) โดยที่ผู้รับประกันภัยไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อรายใด …….”

 

ฉะนั้น หลีกเลี่ยงที่จำต้องไปทำความเข้าใจถึงรูปแบบของการประกันภัยร่วม ซึ่งมีอยู่สองรูปแบบด้วยกัน กล่าวคือ

 

(1) กรมธรรม์ประกันภัยแบบควบ (Joint Policy) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายอย่างเดียวกันหลายคนต่อวัตถุที่เอาประกันภัยเดียวกัน ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน โดยทุกอย่างถือรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

 

(2) กรมธรรม์ประกันภัยแบบรวม (Composite Policy) ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายที่แตกต่างกันหลายคนต่อวัตถุที่เอาประกันภัยเดียวกัน ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน โดยมีความแตกต่างกันทั้งแง่ของสิทธิ และข้อผูกพัน การกระทำผิดของคู่สัญญาประกันภัยฝ่ายหนึ่งจะไม่ส่งผลกระทบแก่อีกฝ่ายหนึ่ง นั่นหมายความถึง ในโครงการก่อสร้าง หากผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักกระทำผิดเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัย ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิที่จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ว่าจ้าง/เจ้าของโครงการ

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว แม้คำตอบของสองข้อแรก คือ ใช่ แต่สิทธิกับหน้าที่ที่จะได้รับตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทมีความไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับหลักกฎหมายว่าด้วยตัวการกับตัวแทน

 

อีกทั้งตัวกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทเองยังระบุโดยชัดแจ้งไม่คุ้มครองถึงข้อบกพร่องในการออกแบบ แบบแปลน การกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงานของผู้รับเหมา (ข้อยกเว้น DE3) ส่งผลทำให้คำตอบของข้อที่สามออกมาเป็นลบ

 

ข้อโต้แย้งของฝ่ายผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักที่ตนควรได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันทุกอย่างในสถานะผู้เอาประกันภัยร่วมนั้น จึงคลาดเคลื่อน เพราะไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารใด ๆ มายืนยันสนับสนุนได้เลย

 

ส่วนประเด็นข้อที่สองว่าด้วยสิทธิในการรับช่วงสิทธิของบริษัทประกันภัยซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนบางส่วนอันได้รับความคุ้มครองให้แก่ฝ่ายผู้ว่าจ้าง/เจ้าของโครงการไปแล้ว ในรูปแบบของผู้เอาประกันภัยรวม (composite insured) นั้น บริษัทประกันภัยมีสิทธิจะกระทำได้

 

ศาลชั้นต้นจึงตัดสินให้ฝ่ายผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักรับผิดตามฟ้อง

 

ฝ่ายผู้รับจ้าง/ผู้รับเหมาหลักยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น

 

ข) ศาลชั้นอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นพ้องกับคำพิพากษาดังกล่าวของศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี FM Conway Limited (Appellant) v The Rugby Football Union, Royal & Sun Alliance Insurance PLC and Clark Smith Partnership Limited (Respondents) [2023] EWCA Civ 418)

 

หมายเหตุ

 

การทำความเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างสองรูปแบบของการประกันภัยร่วมข้างต้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะคำกล่าวกว้าง ๆ ลอย ๆ อาจสร้างปัญหาภายหลังเสมือนดั่งตัวอย่างคดีศึกษานี้ได้

 

จริงอยู่ บางครั้งอาจพบการเขียนข้อสละสิทธิไล่เบี้ยอย่างชัดแจ้งไว้ในบางเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยก็ตามที แต่ก็ควรไปอ่านวิเคราะห์ให้ดีถึงขอบเขตของถ้อยคำเช่นว่านั้นด้วย

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 210 : การมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมหลายราย (Co-insureds) อาจไม่ได้หมายความว่า ทุกรายจะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันเสมอไป?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

เคยเขียนบทความเรื่องที่ 36 : กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว มีผู้เอาประกันภัยหลายคน (Multi-Insureds) ดีหรือไม่? นานมาพอสมควรแล้ว และมีบทความที่เกี่ยวเนื่องอีก ถ้าสนใจลองกลับไปค้นหาอ่านทบทวนดูก็ได้นะครับ

 

เรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ควรค่าแก่ความสนใจเช่นกันครับ

 

ปกติทั่วไป เรามักจะพบเห็นการระบุชื่อผู้เอาประกันภัยหลายรายไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) หรือบางครั้งอาจเรียกว่า กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา (Contractor’s All Risks Insurance Policy : CAR/EAR) เนื่องด้วยจะมีผู้มีส่วนได้เสียที่อาจเอาประกันภัยได้เข้ามาเกี่ยวข้องหลายราย อย่างน้อย ได้แก่ ผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง (หรือผู้รับเหมา) ล่ะ

 

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป มักสำคัญว่า ผู้เอาประกันภัยทุกรายควรได้รับสิทธิคุ้มครองเท่าเทียมกัน และหากกระทำผิดต่อกันแล้ว จะไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยระหว่างกันได้ เหมือนดั่งเช่นในตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้ ลองมาดูกันสิจะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่?

 

ย้อนหลังกลับไปปี ค.ศ. 2012 สามปีก่อนหน้าที่ประเทศอังกฤษจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกขึ้นในปี ค.ศ. 2015 ได้มีการวางแผนดำเนินการปรับปรุงสนามที่มีอยู่เดิมเพื่อจะใช้ในการแข่งขัน โดยสมาพันธ์รักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศอังกฤษ (English Rugby Football Union (RFU)) ซึ่งเป็นเจ้าภาพ และเจ้าของโครงการได้ว่าจ้างบริษัท CSP ให้ทำการออกแบบระบบท่อร้อยสายไฟฟ้าแรงสูงใหม่ทั่วทั้งสนามแข่งขัน และยังได้ว่าจ้างบริษัท FM Conway ในสถานะผู้รับเหมาหลัก ให้ทำการวางระบบบริการโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการวางท่อสายส่ง (ductwork) ใต้ดินด้วย

 

สัญญาว่าจ้างระหว่าง RFU เจ้าของโครงการกับ FM Conway ผู้รับเหมาหลักได้มีข้อตกลงกันว่า ให้เป็นไปตามสัญญาก่อสร้างฉบับมาตรฐานของคณะกรรมการร่วมเพื่อวินิจฉัย และกำหนดมาตรฐานสัญญาก่อสร้าง แบบทางเลือก ข้อ ค (Joint Contracts Tribunal: JCT Standard Building Contract Option C) สำหรับงานปรับปรุงโครงสร้างเดิม โดยมีหลักเกณฑ์ให้เจ้าของโครงการเป็นผู้จัดทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมาเอง และให้ผู้รับเหมาหลักเข้ามาเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมด้วย (joint named insured) ฉะนั้น ผู้รับเหมาหลักจึงมิได้นำเอาค่าเบี้ยประกันภัยมาบวกอยู่ในมูลค่างานแต่ประการใด เพราะเข้าใจว่า กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด ฉบับนี้สามารถให้ความคุ้มครองแก่ตนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  

 

บริษัทประกันภัยผู้รับโอนความเสี่ยงภัยนี้จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด สำหรับผู้รับเหมา โดยระบุชื่อทั้งเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาหลักเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมกันตามสิทธิ และส่วนได้เสียของตนที่มีอยู่ (for their respective rights and interests) พร้อมทั้งได้แนบเอกสารแนบท้ายว่าด้วยข้อยกเว้น DE3 ไม่คุ้มครองถึงการออกแบบ แบบแปลน การกำหนดรายละเอียด วัสดุ หรือฝีมือแรงงาน แต่คุ้มครองถึงความเสียหายสืบเนื่องมาจากกรณีดังกล่าว

 

ต่อมาระหว่างการดำเนินงาน ได้ตรวจพบน้ำ และเศษซากหลุดเล็ดรอดเข้าไปอยู่ในท่อสายส่ง ส่งผลทำให้เวลาทำการดึงร้อยสายส่ง สร้างความเสียหายให้แก่สายส่งเหล่านั้นด้วย

 

เจ้าของโครงการในสถานะหนึ่งในผู้เอาประกันภัยร่วมจึงเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัยของตน โดยแจกแจงเป็นมูลค่าความเสียหายในส่วนของสายส่ง 3.3 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 154,794,420 บาท) และค่าแก้ไขข้อบกพร่องของท่อสายส่งอีก 1.1 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 51,598,140 บาท) รวมเป็นมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 4.4 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 206,392,560 บาท)

 

บริษัทประกันภัยตกลงยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้เฉพาะในส่วนของสายส่งเป็นจำนวนเงินรวม 3 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง (หรือเทียบเท่า 140,722,200 บาท) เท่านั้น เนื่องจากข้อบกพร่องในการออกแบบ และในฝีมือแรงงานนั้น ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ควรไปเรียกร้องเอากับบริษัท CSP ผู้ออกแบบ และบริษัท FM Conway ผู้รับเหมาหลักแทน

 

เจ้าของโครงการในสถานะหนึ่งในผู้เอาประกันภัยร่วมจึงนำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัท CSP ผู้ออกแบบ และบริษัท FM Conway ผู้รับเหมาหลักรับผิด

 

โดยเฉพาะรายหลังโต้แย้งว่า ตนเองมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้เอาประกันภัยร่วมไม่จำต้องรับผิด และได้รับความคุ้มครองอยู่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทแล้ว ทั้งไม่อาจรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยแก่ตนได้อีก

 

คุณคิดเห็นเช่นไรครับ?

 

สัปดาห์หน้ามาดูผลทางคดีกันครับ ซึ่งได้ต่อสู้กันจนถึงชั้นศาลอุทธรณ์

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 209 : การยึดทรัพย์ (Seizure) ที่ปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัย มีความหมายเช่นไรกันแน่?

 

บ่อยครั้ง เราอาจรู้สึกว่า เอกสารกรมธรรม์ประกันภัยมีการใช้ถ้อยคำค่อนข้างฟุ่มเฟือย

 

อ่านแล้ว ไม่แน่ใจว่า ควรแปลความหมายเช่นไรกันดี? หรือ

 

ถ้าปรากฏถ้อยคำใกล้เคียงกันหลายคำ ควรจะยึดถือ หรือแยกแยะอย่างไร?

 

การนัดหยุดงาน (strike) การจลาจล (riot) การลุกฮือของประชาชน (civil commotion) การกระทำโดยเจตนาร้าย (malicious act) การลักทรัพย์ (theft) การก่อการร้าย (terrorism) การก่อวินาศกรรม (sabotage) การแข็งข้อ (insurrection) ฯลฯ

 

นี่คือตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น แถมไม่ปรากฏคำจำกัดความเขียนกำกับไว้อีก หรือต่อให้กำกับไว้ ก็อาจมีปัญหาข้อพิพาทในการตีความอยู่ดี

  

ดั่งเช่นข้อพิพาทล่าสุดของต่างประเทศเรื่องนี้ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างบริษัทประกันภัยตรงกับบริษัทประกันภัยต่อถึงความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “การยึดทรัพย์ (seizure)” ที่ปรากฏอยู่ภายใต้สัญญาประกันภัยตรง (ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย) และสัญญาประกันภัยต่อ (ระหว่างบริษัทประกันภัยตรงกับบริษัทประกันภัยต่อ) เพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน

 

ต้นเรื่องมีที่มา ดังนี้ครับ

 

ประมาณช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2021 ภายหลังจากการถอนกำลังทหารสหรัฐออกไปจากประเทศอัฟกานิสถาน กองกำลังของกลุ่มตาลีบันก็เข้าไปยึดครองประเทศกลับมาเป็นของตนอีกครั้ง รวมถึงคลังสินค้าขนาดใหญ่ประมาณ 1.5 ล้านตารางฟุต ซึ่งเป็นฐานส่งอาหาร และเสบียงอื่น ๆ ให้แก่ทหารสหรัฐ ตั้งอยู่ที่ฐานปฏิบัติการทางอากาศแบกแรม (Bagram Airbase)

 

ด้วยความที่คลังสินค้าแห่งนี้ได้จัดทำการประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence Insurance) เอาไว้ในจำนวนเงินเอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือเทียบเท่า 1,509,415,000 บาท) กับบริษัทประกันภัยท้องถิ่นแห่งหนึ่ง

 

ครั้นผู้เอาประกันภัยไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยของตน เนื่องจากวงเงินเอาประกันภัยค่อนข้างสูง บริษัทประกันภัยท้องถิ่นแห่งนั้นได้ไปเรียกให้บริษัทประกันภัยต่อของตนให้เข้ามาร่วมทำการชดใช้ด้วย กลับได้รับคำปฏิเสธ และบริษัทประกันภัยต่อนั้นเองก็ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อให้รับรองคำปฏิเสธของตน

 

ศาลชั้นต้นได้วิเคราะห์ประเด็นข้อพิพาทออกมาเป็นข้อ ๆ ดังนี้

 

1) ข้อยกเว้นของคำว่า “การยึดทรัพย์ (seizure)” ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อได้นำมาอ้างปฏิเสธความรับผิดนั้น มีความหมายเช่นไรกันแน่?

 

เนื่องด้วยฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อแปลความหมายว่า หมายถึง การยึดถือครองทรัพย์เอาไว้เป็นของบุคคลอื่นทุกกรณีตามความหมายปกติทั่วไป

 

ขณะที่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโต้แย้งโดยหยิบยกถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ซึ่งเขียนไม่คุ้มครองถึง

 

“ความสูญเสีย หรือความเสียหายทั้งโดยตรง หรือโดยอ้อม อันมีสาเหตุมาจากการยึดทรัพย์ การริบทรัพย์ การโอนทรัพย์สินเป็นของรัฐ การเรียกเกณฑ์ การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การกักกัน การยึดถือครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในที่นี้ ทั้งโดยถูกกฎหมาย หรือโดยผิดกฎหมาย การห้ามส่งสินค้า การเวนคืนทรัพย์ ....”

 

ความหมายที่ถูกที่ควรของ “การยึดทรัพย์” นั้น หมายความถึง การยึดทรัพย์ของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น เพราะถ้อยคำต่าง ๆ ที่เขียนตามมาสื่อออกมาในลักษณะเช่นว่านั้น

 

เวลาที่กลุ่มตาลีบันเข้าไปยึดครองคลังสินค้าที่เอาประกันภัยแห่งนั้น ยังไม่ได้มีสถานะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจปกครองโดยเด็ดขาด และโดยชอบธรรมเลย ฉะนั้น จึงไม่ตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อ เนื่องด้วยแนวคำพิพากษาคดีก่อนหน้า ก็ได้แปลความหมายของคำนี้ไว้เช่นกันว่า การยึดทรัพย์ หมายความถึง การเข้ายึดถือครองไว้โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย หรือโดยอาศัยกำลังอำนาจของบุคคลอื่นก็ได้

 

2) ข้อยกเว้นของคำว่า “การยึดทรัพย์ (seizure)” นี้ เมื่อปรากฏอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยความรุนแรงทางการเมือง (Political Violence Insurance Policy) กับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทางการเมือง (Political Risks Insurance Policy) ก็จะให้ความหมายแตกต่างกันออกไป?

    

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยได้พยายามนำเสนอข้อสนับสนุนเพิ่มเติมอีกว่า ในธุรกิจประกันภัยจะมีการนำเสนอกรมธรรม์ประกันภัยสองฉบับในลักษณะที่แตกต่างกัน เสมือนหนึ่งมุ่งเน้นไปที่ใครคือผู้กระทำผิดมากกว่า กล่าวคือ กรมธรรม์ประกันภัยความรุนแรงทางการเมืองจะมุ่งเน้นไปที่การกระทำผิดของบุคคลทั่วไปโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง เป็นต้นว่า การจลาจล การนัดหยุดงาน การก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม ขณะที่กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทางการเมืองจะมุ่งไปที่การกระทำของรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า

 

ศาลชั้นต้นไม่เห็นพ้องด้วย เพราะทั้งสองฉบับ ก็พูดถึงภัยสงครามเหมือนกัน ซึ่งล้วนต้องเกิดขึ้นมาจากการกระทำของสองรัฐ หรือมากกว่านั้นที่เป็นศัตรูกัน

 

3) คำว่า “ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ (Direct physical loss or damage)” หมายความรวมถึง การสูญเสียสิทธิการครอบครองทรัพย์สินโดยถาวร (deprivation loss) หรือไม่?

 

ศาลชั้นต้นไม่รับฟังคำโต้แย้งของฝ่ายผู้เอาประกันภัยตรงที่ว่า การสูญเสียสิทธิการครอบครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอย่างถาวร เนื่องด้วยถูกกองกำลังตาลีบันเข้าไปยึดถือไว้เป็นของตนนั้น จะเข้าข่ายอยู่ในความหมายของความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรงทางกายภาพ อันจะทำให้ได้รับความคุ้มครองด้วยนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะจะต้องเป็นการเกิดความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายโดยตรงอย่างแท้จริงแก่กายภาพของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น จึงจะได้รับความคุ้มครอง โดยไม่ได้รวมถึงการสูญเสียประโยชน์จากการใช้งาน (loss of use) หรือการสูญเสียสิทธิการครอบครองอย่างถาวรแต่ประการใด

 

ตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยต่อไม่จำต้องรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Hamilton Corporate Member and Others v (1) Afghan Global Insurance (2) Anham USA (3) Anham FZCO [2024] EWHC 1426 (Comm))

 

หมายเหตุ

 

คงต้องรอดูคดีนี้จะได้ขึ้นไปสู่ศาลชั้นสูงต่อไปอีกหรือเปล่านะครับ เชื่อว่า น่าจะต้องมีลุ้นแน่ เพราะเดิมพันสูงเหลือเกิน หากได้ข่าวคราวเพิ่มเติม จะสืบค้นมาเล่าสู่กันฟังอีก

 

ดั่งที่เกริ่นตอนต้น ถ้าบอกว่า การยึดทรัพย์โดยบุคคลใดก็ได้ แล้วเกิดบุคคลนั้นเป็นผู้นัดหยุดงาน ผู้ก่อจลาจล ฯลฯ แล้วจะจัดอยู่ในภัยใดกันแน่? 

 

หรืออย่างคดีนี้ ขณะเกิดเหตุกลุ่มตาลีบันตกอยู่ในสถานะใดกันแน่? 

 

จะเรียกว่า เป็นผู้ก่อสงครามกลางเมือง ผู้ก่อการกบฏ ผู้ก่อการปฏิวัติ ผู้ล้มอำนาจการปกครอง ผู้ก่อการร้าย ฯ ได้หรือเปล่า? 

 

ถ้าได้ คดีนี้ควรจะคุ้มครอง หรือไม่คุ้มครอง???

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 208 : คดีศึกษาค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์การใช้รถยนต์ (Loss of Use Damages) ในประเทศออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์

 

(ตอนที่สาม)

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศ เรื่องที่ 3 ความรับผิดของบริษัทประกันภัยรถยนต์ต่อบริษัทให้เช่ารถแบบเครดิต (credit hire company)

 

เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางตามกฎหมายแล้วว่า เมื่อคู่กรณีฝ่ายผิดสร้างความเสียหายให้แก่รถยนต์อีกคันหนึ่ง (หรือหลายคันก็ได้)

 

นอกจากจะต้องรับผิดชอบเรื่องค่าซ่อมแซมให้แก่รถยนต์คันที่เสียหายแล้ว

 

ยังต้องรับผิดในเรื่องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคันนั้น (loss of use) อีกด้วย หรือ

 

ความเสียหายสืบเนื่องทางการเงินอื่น ๆ อีกก็ได้

 

ทั้งนี้ โดยมีหลักการเพื่อชดใช้ตามความเป็นจริง จนทำให้ผู้เสียหายนั้นเสมือนหนึ่งไม่ได้เกิดความเสียหายนั้นขึ้นมาเลย

 

และเพื่อทุเลาความเสียหาย (loss mitigation) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตน ผู้เสียหายนั้นมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเช่ารถคันอื่นมาใช้ตามความจำเป็นของตนได้ ระหว่างรอซ่อมรถของตนที่เสียหายนั้นเอง

 

ในทางปฏิบัติ มีทางเลือกกันอยู่สามทาง ได้แก่

 

(1) ผู้เสียหายนั้นไปจัดหาเช่ารถแบบทั่วไป (spot hire) เอาเอง โดยอาจเป็นลักษณะครั้งคราว หรืออาจลักษณะแบบชั่วระยะเวลาก็ได้ ซึ่งผู้เสียหายนั้นจำต้องออกเงินเองไปก่อน แล้วค่อยรวบรวมหลักฐานมาเบิกกับคู่กรณี หรือบริษัทประกันภัยของคู่กรณีภายหลัง หรือ

 

(2) บริษัทประกันภัยของคู่กรณีอาจเป็นภาระจัดหารถเช่าทดแทนชั่วคราวให้ ซึ่งมีอยู่น้อยมาก

 

(3) ปัจจุบันนี้ ประเทศใหญ่ ๆ หลายประเทศเริ่มพัฒนาธุรกิจรถเช่าแบบมีเครดิต (credit hire company) ในลักษณะให้นำรถเช่าไปใช้ก่อน แล้วค่อยมาจ่ายทีหลังตอนนำรถมาคืน โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาเช่าไว้ตามความจำเป็น ซึ่งบริษัทจำพวกนี้ได้เข้ามาเจาะตลาดประกันภัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มของผู้เสียหายดังกล่าวในข้อ (1) และถึงขนาดรับอาสาที่จะไปเรียกร้องในส่วนของค่าเช่าในนามของผู้เสียหายเอากับบริษัทประกันภัยของคู่กรณีอีกด้วย

 

มุมมองของบริษัทประกันภัยรถยนต์ต่อต้านอย่างแน่นอน เพราะวิธีการเช่ารถทดแทนรูปแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีปกติ อีกทั้ง บริษัทประกันภัยรถยนต์ก็มองว่า บริษัทรถเช่าแบบเครดิตจำพวกนี้เสมือนหนึ่งไม่ได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงในข้อพิพาทที่เกิดขึ้น มุ่งประสงค์ที่จะมาแสวงหาประโยชน์มากกว่า

 

ในแง่กฎหมาย อาจเข้าหลักเรื่อง Maintenance and Champerty คือ การห้ามบุคคลภายนอกกระทำการในลักษณะให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินที่คู่พิพาทได้รับจากการชนะคดี โดยเห็นว่า การที่บุคคลภายนอกผู้ไม่มีส่วนได้เสียในข้อพิพาท ช่วยสนับสนุนทางการเงินให้แก่คู่กรณี เพื่อฟ้องคดี หรือต่อสู้คดีด้วยประการใด ๆ อันเป็นการยุยงให้บุคคลเป็นความกันนั้น ย่อมเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ เพราะขัดกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งมีน้อยประเทศที่ออกกฎหมายเปิดช่องให้สามารถกระทำเช่นว่านั้นได้ แต่ไม่ใช่บ้านเรา เว้นเสียแต่ถูกตีความว่า ไม่เข้าหลักกฎหมายดังกล่าว ถึงจะมีผลใช้บังคับได้

 

ในคดีฟ้องร้องเช่นว่านี้ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งถือว่า ได้ตัดสินวางแนวทางไว้ว่า

 

บริษัทประกันภัยรถยนต์ของคู่กรณีได้ปฏิเสธการมาเรียกร้องเงินค่าเช่ารถทดแทนของรถเช่าแบบเครดิต โดยมีประเด็นข้อพิพาทแยกย่อยให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาวินิจฉัยดังนี้

 

1) ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเช่ารถคันอื่นมาทดแทนระหว่างรอซ่อมแซมรถยนต์ของตนที่เสียหายหรือไม่?

 

คำตอบ คือ มีสิทธิ

 

2) สัญญาเช่ารถยนต์มาทดแทนชั่วคราวระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทรถเช่าแบบเครดิตไม่มีผลผูกพัน เพราะเข้าหลักเรื่อง Maintenance and Champerty ให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาแสวงหาประโยชน์ใช่หรือไม่?

 

คำตอบ คือ ไม่ใช่

 

3) ศาลชั้นต้นที่ตัดสินให้บริษัทรถเช่าแบบเครดิตรับมอบสิทธิจากผู้เสียหายให้มาเรียกร้องเอากับบริษัทประกันภัยรถยนต์คู่กรณี วินิจฉัยโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรถึงความเหมาะสมที่ได้ไปเช่ารถคันอื่นมาทดแทนระหว่างรอซ่อมแซมจากบริษัทรถเช่าแบบเครดิตใช่หรือไม่?

 

คำตอบ คือ ไม่ใช่ และมิใช่การรับช่วงสิทธิ

 

4) ผู้เสียหายที่ตัดสินใจเลือกเช่ารถคันอื่นมาทดแทนระหว่างรอซ่อมแซมรถยนต์จากบริษัทรถเช่าแบบเครดิตแทนที่จะใช้ทางเลือกอย่างอื่นนั้น ถือว่า มีเหตุผลอันสมควรหรือเปล่า?

 

คำตอบ คือ มีเหตุผลอันสมควร เนื่องจากรับฟังได้ว่า ได้รับคำแนะนำจากอู่ซ่อมของบริษัทประกันภัยรถยนต์คู่กรณีเอง

 

5) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่บริษัทรถเช่าแบบเครดิตมาเรียกเก็บนั้นเหมาะสมไหม?

 

คำตอบ คือ เหมาะสม แม้อาจเทียบเคียงกับค่าเช่ารถปกติทั่วไปแล้วแพงกว่าก็ตาม แต่เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ของผู้เสียหายที่ไม่ต้องไปแสวงหาผู้ให้เช่ารถรายอื่น ประกอบกับได้เครดิตด้วย ไม่จำเป็นต้องออกเงินไปก่อน

 

6) ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหล่านั้นได้รวมค่าบริการอย่างอื่นมาด้วย ซึ่งไม่ควรถือเป็นค่าใช้จ่ายในการทุเลาความเสียหายของผู้เสียหายที่จะควรได้หรือเปล่า?

 

คำตอบ คือ ถือว่าควรได้ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้เสียหายเกินควรไป

 

สรุป ศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้น ให้บริษัทรถเช่าแบบเครดิตรับมอบสิทธิจากผู้เสียหายมาเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนค่าเช่ารถยนต์ทดแทนชั่วคราวระหว่างรอซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหายของตนเอากับบริษัทประกันภัยรถยนต์คู่กรณีได้

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Frucor Beverages Ltd v Ilan Blumberg [2019] NZCA 547 และบทความ Third Party Funding: อีกหนึ่งทางเลือกในการส่งเสริมกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ธันวาคม 17, 2021 สืบค้นจากเวป https://thac.or.th/th/third-party-funding/)

 

หมายเหตุ

 

ศาลต่างประเทศในคดีนี้ยังเสนอแนะให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ปรับแนวคิดที่ว่า บริษัทรถเช่าแบบเครดิตจะมาแสวงหาประโยชน์จากช่องว่าง และอาจส่งผลทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของค่าสินไหมทดแทนจะเพิ่มสูงขึ้น มาเป็นร่วมมือกันให้บริการจะดีกว่า บางศาลก็พิจารณาค่าธรรมเนียมที่บวกเพิ่มขึ้นจากค่าเช่ารถทดแทนปกติเป็นค่าเสียหายพิเศษซึ่งผู้กระทำละเมิดควรคาดหวังได้ ซึ่งจะต้องรับผิดชอบด้วย

 

หากศาลไทยแปลความหมายการประกอบธุรกิจนี้ไม่เข้าหลักเรื่อง Maintenance and Champerty เช่นเดียวกับคดีอ้างอิงข้างต้น เราอาจจะพบเห็นธุรกิจจำพวกนี้เกิดขึ้นในบ้านเราก็ได้นะครับ

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567

เรื่องที่ 208 : คดีศึกษาค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์การใช้รถยนต์ (Loss of Use Damages) ในประเทศอังกฤษ

 

(ตอนที่สอง)

 

เมื่อคดีนี้ได้ถูกนำขึ้นเสนอต่อศาลอุทธรณ์ ปรากฏมีประเด็นของการพิจารณา ดังนี้

 

1) โจทก์ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องสำหรับค่าเช่ารถใช้งานชั่วคราว (credit hire claims) หรือไม่? 

 

2) สถานะทางสังคมของโจทก์ผู้เสียหายเพียงพอไหมในการพิสูจน์ถึงความจำเป็นในการเช่ารถมาใช้งานชั่วคราว

 

ประเด็นข้อแรก

 

อาจมิได้มีการนำมาโต้แย้งกันแต่แรก เมื่อพิจารณาถึงรถหรูคันที่ได้รับความเสียหายนั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของโจทก์ผู้เสียหาย แต่เป็นรถของบริษัท โจทก์ผู้เสียหายเป็นเพียงผู้ใช้รถ และผู้ครอบครองรถหรูคันนั้นระหว่างเกิดเหตุเท่านั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โจทก์ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะมาเรียกร้องได้ ทั้งในฐานะผู้เสียหาย และตัวแทนของเจ้าของกรรมสิทธิ์รถหรูคันนั้น ส่วนที่จะมีคำถามว่า ยังคงมีรถหรูของบริษัทเหลืออยู่อีกหลายคัน ทำไมไม่ใช้นั้น คงไม่น่าจะใช่ประเด็นถกเถียงกันในที่นี้

 

ประเด็นข้อที่สอง

 

ดังที่ศาลชั้นต้นได้ให้ความเห็นไปแล้วเรื่องสถานะทางสังคมของโจทก์ผู้เสียหายนั้น ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะนำมาพิสูจน์แสดงให้ศาลรับฟังได้ ศาลอุทธรณ์ก็เห็นคล้อยตามด้วย โดยเฉพาะกรณีสำหรับค่าเช่ารถใช้งานชั่วคราวที่มีจำนวนสูงมากเช่นนี้

 

ฉะนั้น เมื่อโจทก์ผู้เสียหายไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ให้ศาลรับฟังได้ถึงความจำเป็นเช่นว่านั้นได้

 

ศาลอุทธรณ์จึงตัดสินยกคำร้องขออุทธรณ์ของโจทก์ผู้เสียหาย

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Singh v Yaqubi [2013] EWCA Civ 23)

 

นั่นคือ ตัวอย่างคดีศึกษากรณีผู้เสียหายเป็นผู้มีฐานะร่ำรวย

 

ต่อไปเรามาลองดูตัวอย่างคดีศึกษากรณีผู้เสียหายที่เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เปรียบเทียบกันบ้าง

 

ณ วันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1999 รถยนต์เก่าคู่ชีพยี่ห้อฟอร์ด แกรนนาดา อายุสิบปีของนาย L ซึ่งจอดไว้ ได้ถูกรถคู่กรณีขับด้วยความประมาทเลินเล่อวิ่งเข้ามาชนจนได้รับความเสียหาย

 

นาย L ผู้เสียหายได้ส่งรถยนต์ของตนเองไปเข้าอู่ซ่อม แต่เนื่องด้วยปัญหาสถานะทางการเงินกับปัญหาเรื่องสุขภาพที่ไม่สู้ดีของนาย L ทำให้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพียงพอที่จะไปเช่ารถยนต์คันอื่นมาใช้งานตามความจำเป็นทดแทนชั่วคราวระหว่างรอซ่อมนั้น เพราะปกติทั่วไป การเช่ารถจะต้องจ่ายค่าเช่ารถล่วงหน้า อย่างไรก็ดี ขณะอยู่ในอู่ซ่อม นาย L ได้เจอประกาศโฆษณาให้เช่ารถใช้งานชั่วคราวแบบเครดิต (credit hire) ในลักษณะให้นำรถไปใช้งานก่อน แล้วค่อยชำระค่าเช่าทีหลัง

 

วันที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1999 นาย L ตัดสินใจทำสัญญาเช่ารถยนต์ยี่ห้อฟอร์ดมอนเดโอมาใช้งานชั่วคราวระหว่างรอซ่อมนั้น กับบริษัทให้เช่ารถแบบเครดิต (credit hire company) โดยมีเงื่อนไขให้ชำระค่าเช่าภายหลังจากครบกำหนด 26 สัปดาห์แล้ว พร้อมกับมีค่าประกันภัย สำหรับการประกันภัยคุ้มครองกรณีการผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวนั้นด้วย ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกรณีนี้อยู่ที่ 659.76 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 30,857.96 บาท) ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะสูงกว่าค่าเช่าปกติทั่วไปอย่างแน่นอน

 

ครั้นเมื่อผู้เสียหายนาย L ได้นำไปเรียกร้องคู่กรณีให้รับผิดชอบเพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหาย ได้ถูกตอบปฏิเสธกลับมาว่า มีค่าใช้จ่ายเช่นว่านั้นสูงเกินสมควร

 

ประเด็นข้อพิพาทนี้จึงถูกนำเป็นคดีขึ้นสู่ศาล

 

โดยฝ่ายคู่กรณีได้อ้างอิงแนวคำพิพากษาศาลในคดีก่อนหน้านั้นว่า ฝ่ายผู้เสียหายมีสิทธิเพียงเรียกร้องค่าเช่ารถทดแทนมาใช้งานชั่วคราวได้ตามความจำเป็น และในราคาเช่ารถปกติทั่วไป (spot hire rate) ที่เหมาะสมเป็นเกณฑ์เท่านั้น ประเด็นเรื่องการขาดแคลนทุนทรัพย์ (impecuniosity) ของฝ่ายคู่กรณีไม่ใช่องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอันจะทำให้จำต้องมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยแต่ประการใด

 

คดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ล้วนเห็นพ้องต้องกันว่า    

 

ความรับผิดของฝ่ายคู่กรณีในเรื่องอุบัติเหตุรถยนต์นั้น นอกเหนือจากรับผิดซ่อมแซม หรือชดใช้ค่าเสียหายของตัวรถยนต์ของฝ่ายผู้เสียหายแล้ว ยังจำต้องรับผิดในเรื่องค่าใช้จ่ายในการทุเลาความเสียหาย (mitigation costs) ของฝ่ายผู้เสียหายด้วย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ (loss of use) นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะประเมินตามความจำเป็น และตามสมควร เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายด้วย

 

สำหรับคำถามเรื่องสถานะทางการเงินที่ด้อยของฝ่ายผู้เสียหายนั้น ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์นั้นหรือเปล่า?

 

ในคดีนี้ ทั้งสองศาลมองว่า มีความสำคัญอันก่อให้เกิดทางเลือกที่เหมาะสมแก่ฝ่ายผู้เสียหาย

 

ก) ถ้าเขามีเงินเพียงพอ ทางเลือกแรก คือ การเช่ารถยนต์ตามปกติทั่วไป โดยอาจต้องจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อน ค่อยมาเรียกร้องจากฝ่ายคู่กรณีภายหลัง หรือ

 

ข) ถ้าเงินไม่เพียงพอ ทางเลือกที่สอง ก็คือ ไปเช่ารถยนต์กับบริษัทให้เช่ารถยนต์ แบบเครดิต โดยนำรถเช่าไปใช้ก่อน ครบกำหนดที่ตกลงกัน ค่อยนำเงินไปจ่ายทีหลัง หรือมอบอำนาจให้บริษัทให้เช่ารถยนต์จำพวกนี้ไปเรียกร้องเอากับฝ่ายคู่กรณี หรือกระทั่งบริษัทประกันภัยรถยนต์ของฝ่ายคู่กรณีแทนก็ได้ โดยที่บริษัทให้เช่ารถยนต์จำพวกนี้ก็จะบวกค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากอัตราค่าเช่าปกติ

 

เมื่อมองตามหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริง เพื่อจะทำให้ฝ่ายผู้เสียหายสามารถกลับคืนสู่สภาพดังเดิมเสมือนหนึ่งไม่ได้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น การเลือกทางเลือกที่สองของฝ่ายผู้เสียหายจึงสอดคล้องกับหลักดังกล่าว มิฉะนั้นแล้ว กรณีนี้จะกลายเป็นเสมือนหนึ่งบังคับให้ฝ่ายผู้เสียหายได้รับความเสียหายมากกว่าความเป็นจริง และไม่ถือเป็นการขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย เนื่องจากได้พิจารณาไปตามสภาวะกับสถานการณ์ตามความเป็นจริงที่เหมาะสมด้วย ทั้งไม่ได้ถือการแสวงหากำไรเกินควรแต่ประการใด อีกไม่ได้เป็นการพิจารณาขัดกับแนวคำพิพากษาเดิม เพราะยังจำต้องมีการพิสูจน์ถึงความจำเป็นกับความเหมาะสมประกอบกันอยู่เช่นเดิม

 

จึงตัดสินให้ฝ่ายคู่กรณีรับผิด ในส่วนของค่าเช่ารถทดแทนมาใช้งานชั่วคราวตามที่เรียกร้องมาแก่ฝ่ายผู้เสียหาย

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Lagden v O’ Connor [2004] 1 AC 1067)

 

ยังมีเรื่องราวที่จำต้องคุยกันต่อในตอนที่สามอีกนะครับ ทีนี้ จะเกี่ยวข้องกับบริษัทประกันภัยรถยนต์โดยตรงว่า จะยอมรับสถานะของบริษัทให้เช่ารถแบบเครดิต (credit hire company) จำพวกนี้บ้างไหม? เพราะธุรกิจจำพวกนี้ได้ขยายตัวออกไปหลายประเทศแล้ว โปรดติดตาม

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/