วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 147 :  เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Wrongful Arrest Clause) มีความหมายเช่นไร?

 

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) นั้นอาจเลือกให้ขยายความคุ้มครองไปถึงการกระทำละเมิดโดยลักษณะจงใจ หรือเจตนาของผู้เอาประกันภัย และตัวแทนของผู้เอาประกันภัยอีกทางหนึ่งก็ได้ ด้วยการอาศัยเงื่อนไขพิเศษดังตัวอย่าง

 

1) เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการจับกุม การกักขัง การหน่วงเหนี่ยว และการขับไล่โดยผิดกฎหมาย (False Arrest, Imprisonment, Detainment, Wrongful and Eviction Clause)

 

กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะขยายความรวมถึง ความรับผิดของผู้เอาประกันภัยไม่ว่าจะโดยตรง หรือโดยอ้อมที่ได้กระทำต่อบุคคลภายนอก อันเนื่องมาจากการจับกุมผิด การกักขัง การหน่วงเหนี่ยว การขับไล่โดยผิดกฎหมาย ซึ่งมาสาเหตุจากความผิดพลาด หรือความสะเพร่าของผู้เอาประกันภัยตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย

หรือ

 

2) เอกสารแนบท้ายว่าด้วยความรับผิดจากการจับกุมที่ผิดพลาด/ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย / การบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล  (False/Wrongful Arrest / Personal Injury Liability Clause)

 

บริษัทประกันภัยจะชดใช้ให้ในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งมีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายเป็นค่าเสียหาย อันเนื่องมาจากความบาดเจ็บ (ในที่นี้จะเรียกว่า “การบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล”) ที่บุคคล หรือนิติบุคคลรายใดได้รับ โดยเกิดขึ้นมาจากการจับกุม การกักกัน หรือการกักขังอย่างผิดพลาด หรือการดำเนินคดีโดยมุ่งร้าย ซึ่งได้ถูกกระทำขึ้นเนื่องจากการดำเนินธุรกิจของผู้เอาประกันภัย

 

ตัวอย่างข้างต้นซึ่งเป็นการละเมิดที่อาจส่งผลทำให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหายในส่วนของชีวิตร่างกาย นอกเหนือจากการเสียชีวิต การบาดเจ็บ/การเจ็บป่วย/อนามัยทางร่างกายแล้ว ยังรวมไปถึงการสูญเสียอิสรภาพ การเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง หรือความเสียหายต่อจิตใจด้วย

 

เนื่องจากพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย พิมพ์ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับราชบัณฑิตยสภา ให้ความหมายการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (Personal Injury Liability) ว่า “การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นแก่บุคคล แต่เนื่องจากคำนี้อาจความหมายรวมถึง ความเสียหายที่เกิดจากการถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง หรือการกระทำใด ๆ ในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้น ถ้าจะให้หมายถึง การบาดเจ็บทางร่างกายโดยเฉพาะ ควรใช้ศัพท์การบาดเจ็บทางร่างกาย (ดู bodily injury ประกอบ)”

 

ดังนั้น เงื่อนไขพิเศษเหล่านี้จึงให้ความคุ้มครองมากกว่าความคุ้มครองปกติของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ซึ่งมีความเหมาะสมกับธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับลูกค้าหลากหลาย เป็นต้นว่า ผับ บาร์ โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และผู้ประกอบกิจการเหล่านั้นอาจไปกระทำละเมิด กระทบกระทั่งกับลูกค้าของตนก็ได้

 

อ่านดูแล้ว น่าจะมีประโยชน์ควรแก่การขยายความคุ้มครอง แต่สิ่งที่ควรพิจารณาประกอบด้วยว่า เงื่อนไขพิเศษนี้จะให้ผลความคุ้มครองอย่างไร? และเมื่อใด?

 

คำจำกัดความของการจับกุม หรือควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

หมายความถึง การที่ผู้เอาประกันภัย หรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัยเข้าควบคุมตัวบุคคลอื่นทางกายภาพโดยที่ตนไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อทำให้บุคคลอื่นนั้นต้องเสื่อมเสียอิสรภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการลงมือทำร้าย หรือการพยายามทำร้ายร่างกายบุคคลอื่น เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าวนั้นด้วย ก่อนที่จะนำส่งตัวบุคคลนั้นให้แก่เจ้าพนักงานที่มีอำนาจตามกฎหมายต่อไป

 

แล้วเงื่อนไขพิเศษนี้จะมีผลใช้บังคับเมื่อใดกันแน่?

 

(ก) เมื่อผู้เอาประกันภัยลงมือกระทำการดังกล่าว หรือ

 

(ข) เมื่อผู้เอาประกันภัยถูกศาลตัดสินว่าได้กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวจริง

 

ทางเลือกข้อใดข้อหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระยะเวลาประกันภัยที่คุ้มครองก็ได้

 

อย่างเช่น ถ้ายึดถือตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลเป็นเกณฑ์ กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนั้นก็ได้สิ้นสุดความคุ้มครองไปนานหลายปีแล้ว จะสามารถย้อนหลังไปคุ้มครองให้ได้หรือไม่?

 

งั้นคุณจะตัดสินใจเลือกข้อใดดีครับ?

 

โดยสรุป ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือกข้อใดก็ตาม ล้วนถูกต้อง เพราะปัจจุบัน แนวทางคำพิพากษาของศาลต่างประเทศยังมีความเห็นต่างกันทั้งสองข้อ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ศาลต่างประเทศมีการแบ่งฝ่ายสนับสนุนทั้งสองข้อ ไม่สามารถหาข้อสรุปทางใดทางหนึ่งได้อย่างชัดเจน

 

ขอเสนอแนะว่า ควรหาความชัดเจนจากบริษัทประกันภัยของคุณในเรื่องเงื่อนไขพิเศษนี้ไว้ล่วงหน้า น่าจะปลอดภัยได้ระดับหนึ่งนะครับ หากจะมีการขยายไว้

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 146: จงใจทำร้ายผู้อื่น (Deliberate Act) ถือเป็นอุบัติเหตุภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือไม่?

 

(ตอนที่สอง)

 

คดีศึกษาเรื่องนี้เกิดขึ้นในคืนวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2013 ขณะที่นักเที่ยวกลางคืนรายหนึ่งมีอาการเมาเหล้าอย่างหนักจนแทบคุมสติไม่อยู่ เอะอะโวยวายจนถูกเชิญตัวออกมาจากผับ แต่ยังไม่ยอมหยุดอาละวาด ขัดขืน ท้ายที่สุดพนักงานหน้าประตูต้องเข้าไปควบคุมด้วยการจับล็อกคอ (neck hold) กดตัวให้นอนราบอยู่กับพื้นนานสามนาทีจนนักเที่ยวกลางคืนรายนี้สิ้นสติ และถูกประกาศว่า เสียชีวิตแล้วเมื่อถูกนำส่งตัวถึงโรงพยาบาล (กรณีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์อื้อฉาวที่ประเทศสหรัฐอเมริกาไม่นานมานี้)

 

พนักงานหน้าประตูผับผู้กระทำผิดถูกจับกุม และต่อมาได้ถูกศาลตัดสินลงโทษฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย

 

ภรรยาของผู้ตายได้ฟ้องคดีแพ่งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าของผับ และพนักงานหน้าประตูผู้กระทำผิด รวมถึงบริษัทประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายแก่เจ้าของผับนี้ด้วย

 

บริษัทประกันภัยนี้ได้ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างอิง

 

(ก) ข้อยกเว้นที่ระบุไม่คุ้มครองถึงความรับผิดอันมีสาเหตุมาจากการกระทำโดยเจตนา หรือการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือ

 

(ข) ถ้าจะเข้าข่ายความคุ้มครองได้ ก็จะตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า “การจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Wrongful Arrest Clause)” ซึ่งกำหนดวงเงินความคุ้มครองย่อย (Sub Limit) ไว้อยู่ที่ 100,000 ปอนด์สเตอร์ลิงเท่านั้น

 

โจทก์ในฐานะภรรยาผู้ตายไม่ยอมรับ เพราะวงเงินความคุ้มครองย่อยต่ำกว่าวงเงินที่เรียกร้องค่อนข้างเยอะ จึงเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิจารณาประเด็นข้อพิพาทต่อไปว่า

 

บริษัทประกันภัยนี้จำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่? (ไม่เข้าข้อยกเว้น)

 

ถ้าต้องรับผิด จะรับผิดตามวงเงินที่โจทก์เรียกร้องมา หรือรับผิดตามวงเงินความคุ้มครองย่อยเท่านั้น

 

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย เพราะกรณีไม่ตกอยู่ในข้อยกเว้น

 

เมื่อคดีนี้ได้ถูกนำขึ้นมาสู่ชั้นศาลสูงสุด (Supreme Court) โดยมีประเด็นข้อพิพาทที่ยังโต้แย้งกันอยู่ คือ

 

(1) การกระทำของพนักงานหน้าประตูนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือไม่?

 

(2) ถ้าใช่ ก็จะตกอยู่ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ใช่หรือไม่?

 

ศาลสูงสุดได้พิจารณาถึงความหมายของข้อยกเว้นที่เขียนไม่คุ้มครองถึงการกระทำโดยเจตนา (Deliberate Acts) นั้นมีเจตนารมณ์เช่นไร?

 

การมีเจตนาทำร้ายควรหมายความถึง การเจตนาทำร้ายร่างกายผู้อื่นเพื่อให้บังเกิดผลความบาดเจ็บแก่ร่างกายทั่วไปมากกว่าที่จะบังเกิดผลเลยเถิดในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งควรถือเป็นการกระทำโดยขาดความใส่ใจ หรือสะเพร่า (Recklessness)

 

การที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยอ้างว่า การกระทำโดยขาดความใส่ใจ หรือสะเพร่านั้นควรถือเป็นการกระทำโดยเจตนาด้วยนั้น ศาลสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย เพราะผู้กระทำผิดมิได้มีเจตนาฆ่า เพียงแค่เจตนาทำร้าย แต่พลั้งมือจนทำให้เสียชีวิตเท่านั้น

 

เมื่อกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ได้เขียนยกเว้นการกระทำโดยเจตนาไว้ลอย ๆ มิได้มีกำหนดระดับการมุ่งหวัง หรือการคาดหวังจำเพาะกำกับเอาไว้ด้วย จำต้องตีความข้อยกเว้นตามถ้อยคำที่เขียนอย่างเคร่งครัด

 

ศาลสูงสุดจึงติดสินให้กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นดังอ้างอิง บริษัทประกันภัยจำเลยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทตามฟ้องให้แก่โจทก์

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Burnett or Grant v International Insurance Company of Hanover Ltd [2021] UKSC 12)

 

หมายเหตุ

 

หลักกฎหมายต่างประเทศจำแนกลักษณะการกระทำไม่เจตนาออกเป็น 3 ลักษณะได้แก่

 

1) ความประมาทเลินเล่อ (Negligence)

2) การกระทำโดยขาดความใส่ใจ หรือความสะเพร่า (Recklessness) มีนักกฎหมายบางท่านแปลคำนี้ว่า “ประมาทโดยจงใจ” ก็มี

3) ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (Gross Negligence)

 

เขียนตามความเข้าใจส่วนตัว คือ ความประมาทเลินเล่อทั้งสองลักษณะเป็นการใช้ความระมัดระวังแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ขณะที่ความสะเพร่าเสมือนทำโดยไม่ใส่ใจใช้ความระมัดระวังเลย อย่างไรก็ดี ทั้งหมดก็มิใช่การกระทำโดยเจตนา

 

ถึงกระนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติถึงเรื่องความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเอาไว้ในมาตรา 879 วรรคแรก ดังนี้

 

“ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความทุจริต หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์”

 

น่าคิดว่า ถ้ามีข้อพิพาทประเด็นเรื่องการกระทำโดยขาดความใส่ใจ หรือความสะเพร่านี้ขึ้นสู่ศาลไทย ศาลท่านจะวินิจฉัยคดีแพ่งออกมาแนวทางเดียวกันหรือไม่? คงต้องรอดูกันต่อไปนะครับ

เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า

 

"ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21379/2556 

การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไล่ทำร้ายผู้ตายกับพวกในระยะกระชั้นชิด โดยถือไม้ถูพื้นชูออกนอกรถยนต์ เพื่อข่มขู่ผู้ตายกับพวกไปตลอดทาง โดยมีเจตนาจะทำร้ายผู้ตายกับพวก และผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้ตายต้องขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง เพื่อหลบหนีการถูกไล่ทำร้าย จนเกิดเหตุชนกับรถยนต์กระบะที่จอดอยู่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290

ส่วนประเด็นเงื่อนไขพิเศษการจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Wrongful Arrest Clause) มิได้ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อสู้กันอีกจึงตกไป แต่สัปดาห์หน้าเราจะมาดูตัวอย่างคดีศึกษาประเด็นเรื่องนี้ในคดีตัวอย่างอื่นบ้างว่า เงื่อนไขพิเศษนี้ทำงานเช่นไร?

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory


วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 146 :  จงใจทำร้ายผู้อื่น (Deliberate Act) ถือเป็นอุบัติเหตุภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือไม่?

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

โดยหลักการปกติ ทุกประเภทของการประกันภัยจะให้ความคุ้มครองเพียงเฉพาะกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยที่คุ้มครองเท่านั้น

 

เช่นเดียวกับกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) ถึงแม้นได้กำหนดว่า

 

“บริษัท (ประกันภัย) ตกลงรับประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัย ภายใต้ข้อตกลงคุ้มครอง ข้อยกเว้น ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไป และเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัยนี้”

 

เมื่อพิจารณาถึงความรับผิดตามกฎหมายส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องแล้ว มักเป็นเรื่องละเมิด ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 420 ว่า

 

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

 

จะเห็นได้ว่า กฎหมายละเมิดบัญญัติถึงทั้งเรื่องความจงใจ หรือความประมาทเลินเล่อ

 

ขณะที่หมวดที่ 2 ข้อตกลงคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ระบุว่า

 

“ภายใต้จำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย ข้อยกเว้นในหมวดที่ 3 ข้อกำหนดและเงื่อนไขทั่วไปในหมวดที่ 4 บริษัท (ประกันภัย) จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย สำหรับความสูญเสีย หรือความเสียหาย อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดตามกฎหมายอันสืบเนื่องหรือเป็นผลมาจากอุบัติเหตุจากการประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เอาประกันภัย ภายใต้ขอบเขตของการเสี่ยงภัย ในระหว่างระยะเวลาเอาประกันภัย ณ อาณาเขตความคุ้มครองซึ่งระบุในตารางกรมธรรม์ประกันภัย สำหรับ

 

1. ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย การบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก”

 

และหมวดที่ 3 ข้อยกเว้นระบุว่า

 

“กรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองรวมถึง

1.   ………………….

 

11. ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยความจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย”

 

กอปรกับหมวดที่ 1 คำจำกัดความที่เกี่ยวข้องระบุว่า

 

“1.3 ผู้เอาประกันภัย หมายถึง บุคคล หรือนิติบุคคลตามที่ปรากฏชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยในตารางกรมธรรม์ประกันภัย รวมถึงเจ้าของ หุ้นส่วน กรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง ตัวแทนไม่ว่าจะแสดงออกโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายของผู้เอาประกันภัย แต่ทั้งนี้เฉพาะในขณะที่กระทำการภายในกรอบของหน้าที่ในฐานะดังกล่าวเท่านั้น

 

1.4 บุคคลภายนอก หมายถึง บุคคลใด ๆ ที่มิใช่คู่สัญญาประกันภัยฉบับนี้ และไม่ใช่บุคคลที่ระบุไว้ในหมวดที่ 3 ข้อยกเว้นข้อ 3 ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

 

1.5 อุบัติเหตุ หมายถึง เหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยผู้เอาประกันภัยมิได้มีเจตนาหรือมุ่งหวัง และทำให้เกิดความสูญเสียหรือเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย การบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรืออนามัย และ/หรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

 

1.6 ความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย การบาดเจ็บ เจ็บป่วย หรืออนามัย หมายถึง การเสียชีวิต การบาดเจ็บ การเจ็บป่วยทางร่างกาย รวมถึง อนามัย โดยอุบัติเหตุ แต่ไม่รวมถึงความเสียหายต่อจิตใจ”

 

สรุป กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกจำกัดความคุ้มครองเฉพาะความรับผิดตามกฎหมายละเมิดที่มีสาเหตุจากความประมาทเลินเล่อ (Negligence) ซึ่งถือเป็นอุบัติเหตุเท่านั้น

 

ฉะนั้น การจงใจ (Deliberate Act/Willful Act) ทำร้ายบุคคลอื่นจึงไม่ควรได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ใช่หรือไม่?

 

ข้อยกเว้นที่ 11 เรื่องความจงใจของผู้เอาประกันภัยมีความหมายชัดเจนเพียงพอแล้วใช่ไหม?

 

อ่านดูแล้วเสมือนหนึ่งทำความเข้าใจได้ไม่ลำบาก

 

แต่ในทางปฏิบัติแท้จริงแล้ว กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด

 

เป็นกรณีข้อพิพาทเกิดขึ้น ณ ประเทศอังกฤษซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ฉบับมาตรฐานของบ้านเราใช้อาศัยเป็นต้นแบบเทียบเคียงได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้

 

ดังนั้น จึงน่าอาศัยใช้เป็นแนวทางการแปลความหมายได้

 

สัปดาห์หน้าเราจะมาไล่เรียงกันดูนะครับว่า ศาลสูงสุด (Supreme Court) ที่ประเทศอังกฤษจะวินิจฉัยข้อพิพาทนี้เช่นไร?

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory