วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่องที่ 88: ข้อยกเว้นว่าด้วยการเคลื่อนตัวของพื้นดินภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหมายความถึงอะไรได้บ้าง?


(ตอนที่สอง)

ที่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามักจะมีข้อพิพาทเรื่องความหมายของข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดินอยู่บ่อยครั้ง ถึงแม้จะได้มีการกำหนดคำนิยามไว้แล้วก็ตาม เนื่องจากการตีความถ้อยคำอาจทำให้เกิดมุมมองที่แตกต่างกันขึ้นมาได้ ประกอบกับข้อความจริงของแต่ละเหตุการณ์ที่ผันแปรไป ยิ่งส่งผลทำให้ไม่อาจฟันธงลงไปได้ว่า จะต้องตีความออกมาในแนวทางหนึ่งแนวทางใดเสมอไป

ดังในคดีที่สามของบทความชุดนี้

เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องเดิม ๆ เช่นเดียวกับสองคดีแรก

ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของอาคารอะพาร์ตเมนต์ (คำทับศัพท์ที่ถูกต้องตามราชบัณฑิตยสถาน) หลังหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างมากจากการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการข้างเคียงทำการขุดดินเพื่อก่อสร้างที่จอดรถใต้ดิน แรกเริ่มที่ปรากฏความเสียหาย ผู้เอาประกันภัยรายนี้พยายามแจ้งต่อทั้งเจ้าของโครงการข้างเคียงกับผู้รับเหมาให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น แต่มิได้รับความใส่ใจ จนความเสียหายเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ จำต้องไปร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง โดยได้มีคำสั่งให้หยุดทำการก่อสร้างออกมาหลายฉบับ ก็ยังไม่ยอมหยุดดำเนินการแต่ประการใด สุดท้ายผู้เอาประกันภัยรายนี้ต้องไปพึ่งศาลให้ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้หยุดการกระทำดังกล่าวโดยเร็ว เนื่องจากสภาพความเสียหายทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขนาดไม่น่ามีความปลอดภัยเพียงพอแก่การพักอาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์หลังนั้นได้อีกต่อไป น่าแปลกใจที่ประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกา และทั้งที่เกิดขึ้น ณ กรุงนิวยอร์ก จะมีเหตุไม่ใส่ใจกฎหมายได้ขนาดนี้ คือ ทั้งเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างต่างยังคงเพิกเฉยกับคำสั่งศาลที่ออกมา และดำเนินการก่อสร้างต่อไปโดยไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น

มองในแง่ดีอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นไปได้ว่า เจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าวอาจทำประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “การประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดสำหรับผู้รับเหมา (Constractor’s All Risks Insurance)” ซึ่งได้ขยายเงื่อนไขพิเศษความคุ้มครองถึงการสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัว หรือการอ่อนตัวของสิ่งค้ำยัน (Vibration or Removal or Weakening of Support Clause) เอาไว้ แต่อาจเห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวมิได้คุ้มครองถึงการแตกร้าว เลยทำงานต่อไปให้ถึงขนาดเกิดการพังทลายทั้งหมดและบางส่วนของอาคารข้างเคียงจะได้เข้าเงื่อนไขดังกล่าวหรือเปล่า? ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของอะพาร์ตเมนต์หลังนี้ คุณหวังจะไปพึ่งใครต่อดีครับ?

เมื่อตนเองมีประกันภัยแบบระบุภัยที่ให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยของตน คือ ตัวอาคารหลังนี้อยู่ ก็เรียกให้บริษัทประกันภัยของตนมารับผิดชอบแทนไปก่อน และค่อยให้สวมสิทธิของตนเองไปไล่เบี้ยเอากับคู่กรณีภายหลังน่าจะดีกว่า คิดได้ดังนั้น จึงดำเนินการไป แต่ผลออกมาเป็นเช่นเดียวกับสองคดีแรกครับ บริษัทประกันภัยรายนี้ได้หยิบยกข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดิน (Earth Movement) มาอ้างปฏิเสธความรับผิด ซึ่งกำหนดคำนิยามไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่คุ้มครองทั้งกรณีที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติกับด้วยน้ำมือมนุษย์

เอาไงดีล่ะทีนี้ ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านประกันภัยกับกฎหมายดีกว่า และได้รับคำแนะนำให้นำคดีขึ้นสู่ศาล โดยตั้งประเด็นข้อต่อสู้ใหม่ว่า ขอให้บริษัทประกันภัยรับผิดภายใต้ภัยการกระทำโดยป่าเถื่อน (Vandalism) ซึ่งให้ความคุ้มครองอยู่แทน

บริษัทประกันภัยฝ่ายจำเลยก็โต้แย้งทันทีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เข้าข่ายภัยการกระทำโดยป่าเถื่อน (Vandalism) ซึ่งกำหนดคำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นการกระทำอย่างจงใจ หรืออย่างมุ่งร้ายโดยตรงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏเลยว่า คู่กรณีได้กระทำเช่นนั้นต่อทรัพย์สินดังกล่าวของผู้เอาประกันภัย ศาลชั้นต้นเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลย

ครั้นเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ ได้กำหนดประเด็นในการพิจารณาไว้สองประเด็น คือ

(1) การกระทำของเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าวถือเป็นการกระทำโดยป่าเถื่อน (Vandalism) หรือไม่?

(2) การกระทำของเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นการกระทำอย่างจงใจ หรืออย่างมุ่งร้ายหรือไม่?

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว มีความเห็นดังนี้

(1) การกระทำของเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าวถือเป็นการกระทำโดยป่าเถื่อน (Vandalism) หรือไม่?
      โดยทั่วไป การกระทำโดยป่าเถื่อนหมายความถึง การกระทำด้วยความคึกคะนอง นึกสนุก มิได้มีเจตนามุ่งร้าย หรือทำให้เกิดอันตรายโดยตรง เพียงแต่ไม่ใส่ใจว่า การกระทำของตนเองจะส่งผลอย่างใดต่อผู้ใดเท่านั้น ดังนั้น ศาลอุทธรณ์มองว่า การกระทำโดยป่าเถื่อนไม่ควรตีความอย่างแคบว่า จำกัดเพียงแค่เป็นการกระทำโดยตรงต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเท่านั้น แม้จะมิได้กระทำโดยตรง แต่อาจส่งผลสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ก็ควรพิจารณาเป็นการกระทำโดยป่าเถื่อนได้เหมือนกัน

(2) การกระทำของเจ้าของโครงการกับผู้รับเหมาก่อสร้างดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นการกระทำอย่างจงใจ หรืออย่างมุ่งร้ายหรือไม่?
      การกระทำโดยตั้งใจ และไม่ใส่ใจต่อผลแห่งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อบุคคลอื่นนั้น ศาลอุทธรณ์ก็เห็นว่า แทบจะไม่แตกต่างจากการกระทำอย่างจงใจ หรืออย่างมุ่งร้ายเลย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยให้ผู้เอาประกันภัยเป็นฝ่ายชนะคดีนี้

(อ้างอิงจากคดี Georgitsi Realty, LLC v. Penn-Star Ins. Co., 2013-06731 (N.Y. 10/17/2013))

คุณเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลในคดีนี้ไหมครับ?

ตอนแรกที่ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้อย่างผิวเผิน ไม่ใคร่เห็นด้วยเหมือนกัน เพราะยิ่งมาเทียบเคียงกับบทความที่ตนเองเขียนไว้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว เรื่องที่ 2 ซึ่งพูดเปรียบเทียบระหว่างความหมายของภัยการกระทำอย่างป่าเถื่อน (Vandalism) กับภัยการกระทำอันมีเจตนาร้าย (Malicious Act) โดยในบ้านเรา ภัยการกระทำอย่างป่าเถื่อน (Vandalism) ได้ถูกยุบลงไป คงเหลือเพียงภัยการกระทำอันมีเจตนาร้ายเท่านั้น ซึ่งภายใต้ภัยเพิ่มเติม อค. 1.51 ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า

ความเสียหายโดยตรงจากการกระทำอันมีเจตนาร้าย (Malicious Act) หมายถึง การกระทำอย่างจงใจเพื่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อตัวทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการก่อกวนความสงบสุขแห่งสาธารณชนหรือไม่ก็ตาม แต่ทั้งนี้ไม่รวมความเสียหายใด ๆ ต่อกระจก (เว้นแต่เป็นกระจกบล็อกที่ใช้ในการก่อสร้าง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร

ฉะนั้น การตีความภัยการกระทำอันมีเจตนาร้ายข้างต้นจะต้องตีความในแนวทางนั้นด้วยหรือเปล่า? จะขัดแย้งกับถ้อยคำที่เขียนไว้ชัดเจนนั้นหรือไม่?

แต่เมื่ออ่านทบทวนคำพิพากษาคดีดังกล่าวหลายครั้ง กอปรกับบทความที่เขียนไว้เมื่อกลางปี พ.ศ. 2559 เรื่องที่ 25 : ความเสียหายจากสาเหตุโดยตรง (Directly Caused) หมายถึงอะไร? เรื่องที่ 27 : อะไร คือ ความสูญเสีย หรือความเสียหายโดยตรง (Direct Loss or Damage)? ก็ช่วยทำให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น และเห็นด้วยกับคำพิพากษาคดีนี้ ดังเช่นคำถามที่ผมเคยตั้งกับผู้รับฟังการบรรยายว่า กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยซึ่งคุ้มครองไฟไหม้ จำเป็นไหม? จะต้องเกิดไฟไหม้บ้านผู้เอาประกันภัยเท่านั้น ถึงจะได้รับความคุ้มครอง ลองไปค้นหาอ่านทำความเข้าใจกันนะครับ

เคยรับฟังว่า มีข้อพิพาทเกิดขึ้นมาแล้วในบ้านเราเกี่ยวกับการตีความข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของพื้นดินภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ซึ่งมิได้กำหนดคำนิยามเอาไว้ แต่โชคดีที่ยังไม่มีใครตีความให้ยกเว้นถึงภัยแผ่นดินไหวเข้าไปด้วย แต่เมื่อมาพิจารณาถึงถ้อยคำภาษาอังกฤษที่เป็นต้นฉบับ กลับเขียนไว้ ดังนี้

1.13  subsidence, ground heave or landslip   
1.13 การยุบตัว  การโก่งตัว  หรือการเคลื่อนตัวของพื้นดิน

เทียบเคียงกันแล้ว เห็นว่า ต้นฉบับภาษาอังกฤษมิได้มีเจตนารมณ์ที่จะให้ยกเว้นกว้างถึงขนาดนั้นเลย

หากท่านใดมีปัญหาการตีความข้อยกเว้นนี้ จะลองอาศัยแนวทางการต่อสู้คดีที่หนึ่ง หรือที่สามดูบ้างก็ได้ ได้ผลยังไง? ส่งข่าวมาให้รับทราบกันบ้างก็ดีนะครับ

เรื่องต่อไป ท่านใดชอบทานไวน์ สะสมไวน์ จะซื้อไวน์ไปฝากใคร ขอให้ลองอ่านเรื่องนี้ไว้บ้างก็ดีครับ?  

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
 

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่องที่ 88: ข้อยกเว้นว่าด้วยการเคลื่อนตัวของพื้นดินภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหมายความถึงอะไรได้บ้าง?


(ตอนที่หนึ่ง)

ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน หมวดที่ 3 ข้อยกเว้น ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ว่า

.  สาเหตุของความเสียหายที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง
      1. ความเสียหาย อันเกิดจาก
      …………………..
     1.13 การยุบตัว  การโก่งตัว  หรือการเคลื่อนตัวของพื้นดิน

คำว่า “การเคลื่อนตัวของพื้นดิน” กับ “การเคลื่อนตัวของดิน” มีความหมายเช่นไร? และทั้งสองคำให้ความหมายแตกต่างกันหรือไม่?

เนื่องจากมิได้กำหนดคำนิยามเอาไว้อย่างชัดแจ้ง ทำให้จำต้องนึกจินตนาการเอาเองว่า หมายความถึงกรณีดังนี้หรือเปล่า?

การทรุดตัวของดิน
การโก่งตัวของดิน
ดินถล่ม
แผ่นดินไหว
ฯลฯ

หากเทียบเคียงกับข้อยกเว้นทำนองนี้ในกรมธรรม์ประกันภัยของประเทศอเมริกา คือ ข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดิน (Earth Movement) ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจน และถอดความออกมาเป็นภาษาไทยได้ว่า  

หมายความถึง การยุบตัวลง การยกตัวขึ้น การเบี่ยงเบน การขยายตัว หรือการหดตัวของดิน ไม่ว่าจะมีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม การเคลื่อนตัวของดินรวมถึงแต่ไม่จำกัดอยู่เพียงแผ่นดินไหว ดินถล่ม การกัดกร่อน และการทรุดตัวลง (subsidence) แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการพังทะลายของหลุมยุบ

อนึ่ง หากว่า เกิดความเสียหายทางกายภาพโดยอุบัติเหตุเนื่องจากไฟไหม้ ระเบิดที่มิใช่การระเบิดของภูเขาไฟ ผลจากการลักทรัพย์ หรือการแตกของกระจก บริษัทประกันภัยก็จะชดใช้ให้สำหรับความเสียหายที่เป็นผลจากกรณีดังกล่าว

แม้ข้อยกเว้นดังกล่าวของเขาจะมีคำนิยามชัดเจนเช่นนั้น ก็ยังเกิดเป็นคดีพิพาทขึ้นมาว่า ได้หมายความรวมถึงการที่มีผู้รับเหมาก่อสร้างมาขุดดินเพื่อทำการก่อสร้างโครงการข้างเคียงด้วยหรือไม่?

เรามาพิจารณาเรื่องนี้กันครับ

ผู้เอาประกันภัยรายนี้เป็นเจ้าของอาคารคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยแห่งหนึ่งได้ทำประกันภัยกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดสำหรับตัวอาคารและทรัพย์สินของตนเอาไว้ ต่อมา สังเกตเห็นร่องรอยแตกร้าวที่ตัวอาคารหลายแห่ง เมื่อเรียกวิศวกรผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ ก็พบและลงความเห็นว่า เป็นผลมาจากการที่ผู้รับเหมาโครงการก่อสร้างข้างเคียงได้ขุดดินจนส่งผลกระทบต่อฐานรากกับโครงสร้างของอาคารคอนโดมิเนียมดังกล่าว

ผู้เอาประกันภัยรายนี้จึงไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของตน แต่กลับถูกอ้างว่า ไม่อาจให้ความคุ้มครองได้ เพราะเหตุการณ์นี้ตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดิน (Earth Movement) ดังมีใจความข้างต้น ทั้งยังตกอยู่ในข้อยกเว้นอีกข้อที่ระบุไม่คุ้มครอง

การเลื่อนข้าง (settling) การแตกร้าว การหดตัว การโป่งนูน หรือการขยายตัว เว้นแต่มีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่คุ้มครองจนทำให้เกิดความเสียหายทางกายภาพขึ้นมา หรือเป็นผลทำให้เกิดการแตกของกระจก 

โดยที่การเคลื่อนตัวของดินนั้นเองทำให้เกิดการเลื่อนข้าง การแตกร้าวโดยตรงต่อตัวอาคารดังกล่าวด้วย วิศกรผู้เชี่ยวชาญก็ยืนยันเช่นนั้น

เมื่อเป็นคดีขึ้นสู่ศาล ประเด็นที่ศาลจำต้องพิจารณา คือ ข้อยกเว้นดังกล่าวอ้างมีความกำกวม หรือไม่ชัดเจนใช่หรือไม่? หากไม่ชัดเจน โดยหลักกฎหมาย การตีความข้อยกเว้นเช่นนั้น ให้ตีความเป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย

ผู้เอาประกันภัยฝ่ายโจทก์โต้แย้งว่า ข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดินมีความกำกวม ไม่ชัดเจน คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจเสมือนหนึ่งเน้นยกเว้นการเคลื่อนตัวของดินที่มีสาเหตุจากภัยธรรมชาติเท่านั้น เนื่องจากตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมาทั้งในกรณีแผ่นดินไหว ดินถล่ม การกัดกร่อน และการทรุดตัวลงล้วนสื่อออกไปในกรณีจากภัยเช่นนั้น ส่วนการขุดดินเป็นการกระทำของมนุษย์ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว หากบริษัทประกันภัยประสงค์จะให้รวมถึงการกระทำของมนุษย์ด้วย ก็จะต้องระบุลงไปให้ชัดเจน เพื่อที่จะเข้าใจได้ตรงกัน

เช่นเดียวกับกับข้อยกเว้นอีกข้อ คนทั่วไปอ่านแล้วคงนึกไม่ได้เองว่า จะมิได้รวมถึงอุบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันจากการขุดดินโดยจงใจของผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย

ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นพ้องกับฝ่ายโจทก์ว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวมีความกำกวม ไม่ชัดเจนจริง จึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยฝ่ายจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

บริษัทประกันภัยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีความเห็นยืนตามศาลชั้นต้น

(อ้างอิงจากคดี Pioneer Tower Owners Ass’n v. State Farm Fire & Cas. Co., 12 N.Y.3d 302 (2009))

ถัดมา ได้เกิดกรณีลักษณะคล้ายกันเช่นนี้ขึ้นอีก คือ การขุดดินของโครงการก่อสร้างข้างเคียงทำให้อาคารที่เอาประกันภัยแตกร้าว เมื่อผู้เอาประกันภัยเจ้าของอาคารที่เสียหายไปเรียกร้องค่าสินไหนทดแทนจากบริษัทประกันภัยของตนซึ่งให้ความคุ้มครองตัวอาคารนี้อยู่ ก็ได้ถูกปฏิเสธโดยอ้างถึงข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดินนี้เช่นกัน

ผู้เอาประกันภัยรายที่สองนี้ได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้บริษัทประกันภัยของตนรับผิดชอบ

คุณคิดว่า ฝ่ายใดจะชนะคดีครับ?

ท่านใดที่ทายฝ่ายผู้เอาประกันภัย ก็จำต้องขอแสดงความเสียใจด้วยครับ เพราะในคดีที่สองนี้ ทั้งศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ล้วนตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยชนะคดีครับ

เพราะอะไร? ทำไมไม่เหมือนกับคดีแรก? มีอะไรแตกต่างกันบ้าง?

คำเฉลย คือ ข้อยกเว้นการเคลื่อนตัวของดินในคดีที่สองเขียนไม่เหมือนกับคดีแรกครับ เนื่องจากมีข้อความต่อท้ายเพิ่มเติมอีกว่า “ไม่ว่า (การเคลื่อนตัวของดิน) จะเกิดขึ้นจากสาเหตุทางธรรมชาติ หรือเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ หรือกระทั่งสาเหตุอื่นใดก็ตาม

เมื่อปรากฏถ้อยคำที่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งของบริษัทประกันภัยที่ประสงค์จะไม่คุ้มครองถึงการเคลื่อนตัวของดินทุกสาเหตุโดยเด็ดขาด ศาลจำต้องตีความไปตามเจตนารมณ์เช่นนั้น โดยศาลคดีที่สองก็เน้นย้ำว่า มิได้ตัดสินขัดแย้งกับแนวทางคำพิพากษาคดีแรกแต่ประการใด

(อ้างอิงจากคดี Bentoria Holdings, Inc. v. Travelers Indem. Co., 2012 WL 5256119 (N.Y. Oct. 25, 2012))

เรื่องนี้ยังไม่จบนะครับ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดคดีที่สามในลักษณะเดียวกันขึ้นมาอีก จะลองทายต่อไหมครับว่า ฝ่ายใดจะชนะคดีกันแน่คราวนี้? 

รับรองว่า คุณจะต้องอึ้ง ทึ่งแน่ ๆ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/



วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เรื่องที่ 87:แนวคำพิพากษาศาลเรื่องเอกสารแนบท้ายว่าด้วยข้อจำกัดและข้อยกเว้นเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร (Sanction Limitation and Exclusion Endorsement)


มาตรการคว่ำบาตร (Sanction) ประกอบด้วยสองรูปแบบ คือ อันแรกจะเกิดจากมติของสหประชาชาติ ซึ่งจะส่งผลให้ทุกประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามมตินั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน อันหลังจะเกิดจากประกาศเฉพาะของบางประเทศ หรือกลุ่มประเทศร่วมกัน แม้อาจไม่สามารถกำหนดให้ประเทศที่ถือเป็นพันธมิตรยึดถือปฏิบัติได้โดยตรง แต่ก็อาจมีบทลงโทษเช็คบิลตามหลังได้ หากประเทศใดมิให้ความร่วมมือ

ก่อนหน้านี้ สมัยวาระของประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐคนก่อนร่วมกับกลุ่มประเทศพันธมิตรได้เคยวางมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศอิหร่านในรูปแบบอันหลัง เพื่อบีบบังคับให้ทำความตกลงทางด้านนิวเคลียร์จนประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 2015 และได้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวลงให้ประเทศพันธมิตรสามารถติดต่อค้าขายกับประเทศอิหร่านได้ในระดับหนึ่ง

มายุคสมัยของประธานาธิบดีสหรัฐคนปัจจุบัน ได้ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงทางนิวเคลียร์ดังกล่าว พร้อมได้วางมาตรการคว่ำบาตรใหม่กับประเทศอิหร่านในปีนี้ โดยกำหนดช่วงเวลาผ่อนปรนให้แก่ประเทศพันธมิตรบางประเทศจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 เท่านั้น

เรื่องของการประกันภัยซึ่งเป็นธุรกิจการค้าประเภทหนึ่งที่ตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจทั้งในอดีตที่ผ่านมา และในปัจจุบัน ซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงประเภทการประกันภัยทางทะเลและขนส่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเภทการประกันภัยอื่นด้วย ส่งผลทำให้บริษัทประกันภัยจำต้องติดเอกสารแนบท้ายว่าด้วยข้อจำกัดและข้อยกเว้นเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร (Sanction Limitation and Exclusion Endorsement) แนบกับกรมธรรม์ประกันภัยประเภทที่กำหนดไว้ด้วย ด้วยความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งเอกสารแนบท้ายดังกล่าวได้ถูกแปลมาจากต้นฉบับของประเทศอังกฤษ

ใจความที่สำคัญของเอกสารแนบท้ายนี้ถอดความออกมาได้ว่า “กรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองการเรียกร้อง ค่าสินไหมทดแทนหรือผลประโยชน์ใดๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัย หากการให้ความคุ้มครอง การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือการให้ผลประโยชน์เช่นนั้น อาจทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อมาตรการคว่ำบาตรหรือข้อห้ามหรือข้อจำกัด (would expose the Company to any sanction, prohibition or restriction) ภายใต้มติขององค์การสหประชาชาติหรือการคว่ำบาตรทางการค้าหรือทางเศรษฐกิจ กฎหมายหรือกฎระเบียบของสหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร หรือประเทศสหรัฐอเมริกา” 

พูดง่าย ๆ คือ บริษัทประกันภัยสงวนสิทธิที่จะไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้หากตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวนั่นเอง

นั่นเป็นความเข้าใจในมุมมองของบริษัทประกันภัย แต่ความเป็นจริงจะมีใครเห็นเช่นนั้นด้วยหรือเปล่า?

ปีนี้เอง ได้มีคำวินิจฉัยของศาลที่ประเทศอังกฤษเกี่ยวกับเอกสารแนบท้ายนี้ โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า

ผู้เอาประกันภัยได้ซื้อกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance Policy) คุ้มครองสินค้าเหล็กแท่งยาว (Steel Billets) ซึ่งขนส่งทางเรือจากรัสเซียมายังอิหร่านช่วงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 ต่อมา สินค้านั้นได้ถูกลักขโมยออกจากท่าเรือปลายทางประมาณช่วงเวลาระหว่างวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 2012 ถึงวันที่ 7 ตุลาคมปีเดียวกัน 

ผู้เอาประกันภัยได้ทำการยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทประกันภัยสามสิบรายที่ร่วมกันรับผิดประมาณวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 2013 สิบเก้ารายยินดีชดใช้ให้ แต่อีกสิบเอ็ดรายกลับอ้างอิงเอกสารแนบท้ายว่าด้วยข้อจำกัดและข้อยกเว้นเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรมาปฏิเสธความรับผิด (ซึ่งมีเนื้อความตรงกันกับต้นฉบับที่บ้านเราแปลออกมาด้วย)

เมื่อเรื่องขึ้นสู่ศาล ได้มีการกำหนดประเด็นข้อพิพาทกัน ดังนี้

ก) ตอนที่รับประกันภัยกับตอนที่เกิดความเสียหาย ไม่มีมาตรการคว่ำบาตรต่อประเทศอิหร่านใช้บังคับอยู่

ข) เดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 ตอนที่ได้มีการยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อบริษัทประกันภัยได้ปรากฏมีการใช้มาตรการคว่ำบาตรทั้งของประเทศสหรัฐและสหภาพยุโรปบังคับอยู่

ค) เดือนมกราคม ค.ศ. 2016 มาตรการคว่ำบาตรนั้นได้ถูกยกเลิกไป

ง) วันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ประเทศสหรัฐได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อประเทศอิหร่านอย่างเต็มที่ แต่ทางสหภาพยุโรปมิได้เข้าร่วมประกาศใช้บังคับด้วย

ฉะนั้น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 สามารถกระทำได้หรือไม่?

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2018 ศาลประเทศอังกฤษได้วินิจฉัยออกมา ดังนี้

1) ให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลฉบับดังกล่าว

2) เนื่องจากการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวไม่ทำให้บริษัทประกันภัยมีความเสี่ยงต่อมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว หากได้จ่ายไปก่อนวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ซึ่งอยู่ในช่วงระยะเวลาผ่อนผัน (Wind-down Period) ตามประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อประเทศอิหร่าน

3) ศาลไม่เห็นพ้องกับการตีความของฝ่ายจำเลยที่ว่า แค่เพียงมีความเสี่ยงภัยที่จะได้รับผลจากมาตรการคว่ำบาตรนั้น (being exposed to a risk of sanctions) ก็เพียงพอที่จะใช้อ้างอิงปฏิเสธได้แล้ว เพราะถ้อยคำในเอกสารแนบท้ายนั้นมิได้ถูกเขียนไว้เช่นนั้น แต่กลับระบุว่า “การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือการให้ผลประโยชน์เช่นนั้น อาจทำให้บริษัทมีความเสี่ยงต่อมาตรการคว่ำบาตรหรือข้อห้ามหรือข้อจำกัด (would expose the Company to any sanction, prohibition or restriction)” ซึ่งมิได้หมายความถึงได้เกิดความเสี่ยงดังกล่าวขึ้นมาแล้วจริง ๆ 

4) แม้ภายหลังจากมาตรการคว่ำบาตรนั้นมีผลใช้บังคับอย่างเต็มที่จนทำให้มิอาจชดใชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้อีกต่อไป แต่ถ้อยคำที่เขียนไว้นั้นก็มิได้หมายความว่า เอกสารแนบท้ายดังกล่าวจะส่งผลทำให้ไม่ต้องรับผิดอะไรเลย ความรับผิดของบริษัทประกันภัยยังคงมีอยู่ต่อไปเช่นเดิมจนกว่าความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรนั้นจะหมดสิ้นไปท้ายที่สุด

นี่เป็นตัวอย่างคดีหนึ่งที่การตีความถ้อยคำที่เขียนไว้อาจให้ผลที่แตกต่างกันได้

(อ้างอิงข้อมูลข่าวสารจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์, แนวหน้า, ผู้จัดการ และบีบีซีไทย และจากคดี Mamancochet Mining Limited v Aegis Managing Agency Limited and Others [2018] EWHC 2643 (Comm) ด้วยความขอบคุณยิ่ง)

เรื่องต่อไปก็เป็นประเด็นการตีความถ้อยคำเหมือนกัน: ข้อยกเว้นว่าด้วยการเคลื่อนตัวของพื้นดินภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหมายความถึงอะไร?

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องที่ 86:กรรมการบริษัทได้รับบาดเจ็บจากการทำงานสามารถฟ้องบริษัทของตนเองกับบริษัทประกันภัยให้รับผิดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของเจ้าหน้าที่บริหารกับกรรมการ (Director & Officer Liability Insurance Policy) ได้หรือไม่? 
   

มุมมองของผม การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่บริหารกับกรรมการ (Director & Officer Liability Insurance Policy) นั้นมีความคล้ายคลึงกับกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง (Employer’s Liability Insurance Policy) แต่ให้ขอบเขตความคุ้มครองที่กว้างกว่ามาก เพราะกรมธรรม์ประกันภัยฉบับหลังมุ่งเน้นไปเฉพาะตัวลูกจ้างที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเจ็บป่วยจากการทำงานเท่านั้น ขณะที่ฉบับแรกจะรวมไปถึงบุคคลอื่นซึ่งได้รับความเสียหายจากกระทำผิดของเจ้าหน้าที่บริหารกับกรรมการด้วย ปัจจุบัน ไม่ใคร่พบเห็นความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับหลังในตลาดประกันภัยบ้านเราแล้ว

การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่บริหารกับกรรมการในบ้านเรา มักนิยมทำกันในธุรกิจ หรือองค์การขนาดใหญ่ ส่วนธุรกิจ หรือองค์การขนาดย่อมลงมาทำกันน้อยมาก อาจด้วยยังไม่เห็นความจำเป็นมากนัก 

ที่ต่างประเทศกังวลเรื่องความเสี่ยงภัยจากการถูกฟ้องร้อง เนื่องจากมูลค่าความรับผิดตามกฎหมายนั้นค่อนข้างสูงมาก จึงเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องบริหารจัดการความเสี่ยงภัยนี้ให้ดี การโอนความเสี่ยงภัยนี้ไปให้บริษัทประกันภัยรับผิดชอบแทนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีแก่ธุรกิจทุกขนาด ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

อย่างในคดีที่เกิดขึ้น ณ ประเทศอังกฤษ

บริษัทแห่งหนึ่งได้จัดทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่บริหารกับกรรมการไว้เพื่อลดความเสี่ยงภัยดังกล่าว ต่อมา ปรากฏลูกจ้างรายหนึ่งประสบอุบัติเหตุจากการทำงานจนได้รับบาดเจ็บค่อนข้างสาหัส จึงได้มาเรียกร้องให้บริษัทนายจ้างของตน และบริษัทประกันภัยให้ร่วมกันรับผิดชอบ

ดูเผิน ๆ ไม่น่าจะมีประเด็นซับซ้อนยุ่งยากอะไร? แต่เรื่องนี้กลับมีปัญหา เพราะบังเอิญทั้งกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และลูกจ้างผู้บาดเจ็บล้วนคือ คน ๆ เดียวกัน หรือพูดง่าย ๆ ว่า ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนี้ สวมหมวกหลายใบ เป็นทั้งผู้ถือหุ้น หรือเจ้าของบริษัท เป็นทั้งกรรมการ และเป็นลูกจ้างซะเองรวมอยู่ในบุคคลคนเดียวกันนั่นเอง

ทีนี้เมื่อกลับมามองข้อความจริง คนเดียวทำหน้าที่หลายบทบาทเช่นนี้ ในแง่กฎหมายตีความอย่างไร?

แน่นอนครับ บริษัทประกันภัยบอกทันทีว่า ไม่คุ้มครอง เพราะผู้เอาประกันภัยมิใช่บุคคลอื่นอันจะได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

เรื่องนี้จึงเป็นคดีขึ้นสู่ศาล

ผู้บาดเจ็บเป็นโจทก์ให้การว่า แรกเริ่ม บริษัทนี้มีกรรมการสองคน ต่อมา กรรมการคนหนึ่งได้ลาออกไป จึงเหลือกรรมการอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งคือ ผู้บาดเจ็บรายนี้ และมีลูกจ้างทำงานให้อยู่เพียงคนเดียว ตนเองที่เป็นกรรมการปกติจะทำหน้าที่บริหารจัดการเท่านั้น วันเกิดเหตุเพียงแค่เข้าไปช่วยลูกจ้างทำงานจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าวขึ้นมา ตนไม่ทราบว่า ต้องมีหน้าที่ในการดูแลรักษาสุขอนามัยและความปลอดภัยให้แก่ลูกจ้างตามกฎระเบียบของกฎหมาย เข้าใจว่า เป็นหน้าที่ของลูกจ้างที่จะต้องจัดการดูแลเอง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ศาลไม่คำนึงว่า สถานะนิติบุคคลของบริษัทจะแยกออกจากกับสถานะของบุคคลได้ แต่นิติบุคคลจะกระทำการได้ต้องกระทำผ่านกรรมการผู้รับมอบอำนาจ เมื่อกรรมการนั้นทำผิดเสียเองด้วยการละเว้นปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย บริษัทก็จำต้องรับผิดด้วยเช่นกัน ตัดสินยกฟ้องโจทก์ 

โจทก์ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า แม้กฎหมายเรื่องสุขอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานจะมีผลบังคับต่อบริษัทมิใช่ลูกจ้างก็ตาม แต่คดีนี้ ปรากฏว่า ทั้ง(เจ้าของ) บริษัท กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และลูกจ้างผู้เสียหายล้วนเป็นบุคคลเดียวกัน โดยหลักกฎหมายแล้ว บุคคลไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำผิดของตนเองได้ จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องอุทธรณ์นั้น

(อ้างอิงจากคดี Peter Brumder v (1) Motornet Service & Repairs Ltd & (2) Aviva Insurance Ltd [2013] EWCA Civ 195)   
เทียบเคียงกับหลักกฎหมายไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับข้อความจริง และอำนาจการบังคับบัญชามากกว่าเรื่องตำแหน่งหน้าที่ และค่าจ้างตอบแทน

กรรมการสามารถมีสถานะเช่นลูกจ้างได้เหมือนกัน หากข้อความจริงได้กระทำเสมือนเป็นลูกจ้างด้วย ดังตัวอย่างนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4471/2530 โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้เป็นกรรมการของบริษัทจำเลย มีฐานะเป็นผู้แทนของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนจำเลย มิใช่เป็นลูกจ้างของจำเลย แต่การที่คณะกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนของบริษัทจำเลยกำหนดให้โจทก์ทำหน้าที่ควบคุมการซื้อและจ่ายยา ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์เวรโดยได้รับค่าจ้าง และโจทก์ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ดังนี้ถือว่าโจทก์มีฐานะเป็นลูกจ้างของจำเลยอีกฐานะหนึ่ง

น่าเชื่อว่า ผลทางคดีนี้ถ้ามาเกิดขึ้นในบ้านเรา คงไม่แตกต่างกัน

เรื่องต่อไป: แนวคำพิพากษาศาลเรื่องเอกสารแนบท้ายว่าด้วยข้อจำกัดและข้อยกเว้นเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร (Sanction Limitation and Exclusion Endorsement)

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องที่ 85:ใครที่จะคิดนอนในรถ โปรดอ่านเรื่องนี้ก่อนเป็นอุทาหรณ์


ช่วงปลายปีนี้ อากาศเริ่มหนาวเย็น มีวันหยุดเทศกาลเยอะ หลายท่านวางแผนไปพักผ่อนเดินทางกัน เดี๋ยวนี้บ้านเราทันสมัยไม่แพ้ใครแล้ว ถ้าต้องการจะขับรถไปเที่ยวพักผ่อน แต่ขี้เกียจไปพักโรงแรม รีสอร์ท หรือกางเต้นท์นอน ซึ่งดูธรรมดาไปหน่อย จะใช้รถบ้านเคลื่อนที่ หรือรถนอนแบบพ่วงท้ายให้ใครอิจฉากันเล่น ก็สามารถทำได้เหมือนกัน มีทั้งขาย หรือให้เช่าเลือกได้ตามอัธยาศัย

ในแง่ความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจจะให้ความคุ้มครองได้ไหม?

เรามาลองดูคดีเรื่องนี้จากประเทศสหรัฐอเมริกากันครับ

สามีภรรยาคู่หนึ่งเดินทางด้วยรถนอนแบบพ่วงท้ายไปพักผ่อนหย่อนใจ เมื่อถึงจุดหมาย ก็จอดรถ ออกไปนอนพักค้างคืนยังรถบ้านพ่วงท้ายของตนอย่างสุขสบาย วันรุ่งขึ้น สายแล้ว นักท่องเที่ยวคนอื่นที่พักอยู่บริเวณนั้นเช่นกัน สังเกตไม่เห็นคู่สามีภรรยานี้ตื่นออกมารับบรรยากาศสดชื่นจากธรรมชาติยามเช้าเช่นดังนักท่องเที่ยวรายอื่นบ้างเลย ดูผิดวิสัย จึงเดินเข้าไปสังเกตการณ์ กลับได้กลิ่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รั่วไหลเล็ดลอดออกมา จึงรีบพากันพังประตูเข้าไปจนสามารถช่วยเหลือคู่สมรสนี้ที่หมดสติออกมา นำส่งโรงพยาบาลจนมีอาการปลอดภัยท้ายที่สุด

เนื่องจากคู่สมรสนี้ได้จัดทำประกันภัยรถยนต์คุ้มครองทั้งในส่วนของตัวรถที่ใช้ลากกับตัวรถนอนพ่วงท้ายอย่างครบถ้วน จึงเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ของตนมาชดใช้ค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ แต่กลับได้รับคำตอบว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวไม่คุ้มครอง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิได้ตกอยู่ในเงื่อนไขของการใช้รถ หรือการใช้งาน (Use or Operation of Vehicle)
 
ประเด็นข้อพิพาทเมื่อขึ้นสู่ศาล คือ คำว่าอุบัติเหตุจาก การใช้รถ หรือการใช้งาน (Use or Operation of Vehicle)นั้น ซึ่งมิได้กำหนดคำนิยามเอาไว้ด้วย มีความหมายกินความเช่นไร?

การใช้รถกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกอย่างถือว่าอยู่ภายใต้ความหมายดังกล่าวได้ใช่หรือไม่?

ทั้งศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยชนะคดี เพราะเห็นพ้องกันว่า เป็นอุบัติเหตุจากการใช้รถ หรือการใช้งานของรถยนต์คันดังกล่าวแล้ว

เมื่อฝ่ายบริษัทประกันภัยยื่นฎีกาต่อศาลสูง ซึ่งศาลสูงได้พิจารณาเจตนารมณ์ของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ตีความว่า ยานพาหนะ หรือรถนั้นโดยปกติทั่วไปมีความหมายถึงสิ่งที่ใช้เพื่อจุดประสงค์ในการขนคน หรือสิ่งของจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทาง และแม้ว่ารถยนต์อาจถูกออกแบบให้ใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ แต่คงมิได้หมายความรวมถึงการนำรถยนต์ไปใช้เป็นที่อยู่อาศัย ใช้เป็นที่ตั้งป้ายโฆษณา ฐานของเครื่องจักรกล ห้องสมุดเคลื่อนที่ หรือพิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่ด้วย โดยที่มิได้มีความเกี่ยวเนื่องกับการใช้รถ หรือการใช้งานตามปกติทั่วไป  

รถคันนี้ได้พาผู้บาดเจ็บไปถึงที่หมายตามจุดประสงค์เรียบร้อยแล้ว การใช้รถตามปกติได้จบลงไป และได้ถูกเปลี่ยนสภาพมาเป็นที่พักอาศัยเวลาเมื่อเกิดเหตุ เห็นได้ว่า มิได้มีความเกี่ยวเนื่องกับการใช้รถ หรือการใช้งานตามปกติทั่วไปดังกล่าวเลย 

วินิจฉัยให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยไม่จำต้องรับผิด

(อ้างอิงจากคดี McKenzie v. Auto Club Insurance Assn., 580 N.W.2d 424 (Sup. Ct., Mich., 1998))  

บางท่านอาจเกิดคำถามในใจว่า กรณีข้างต้น เกิดขึ้นบนรถพ่วง ถ้าเป็นรถยนต์ทั่วไป แล้วไปจอดนอนล่ะ ศาลจะวินิจฉัยต่างออกไปไหม?

เทียบเคียงกับคดี Chateauvert v. Economical Mutual Insurance Company, [1980] I.L.R. Par. 1-1223 ของประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นเรื่องชายสองคนขับรถไปจอดนอนท้ายรถตู้ แล้วเสียชีวิตจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รั่วไหลออกมาจากเครื่องทำความร้อนแบบกระเป๋าหิ้ว ศาลคดีนั้นก็มองเช่นเดียวกันว่า การพักนอนในรถไม่ถือเป็นกิจกรรมปกติทั่วไปของการใช้รถ หรือการใช้งานของรถยนต์ตามเจตนารมณ์ของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับนี้ บริษัทประกันภัยไม่จำต้องรับผิด

ดังที่เคยเกริ่นย้ำนะครับว่า โปรดใช้วิจารณญาณ เนื่องจากแต่ละเรื่องราวทางคดี ข้อความจริงอาจมีความแตกต่างกันไป ทั้งมุมมองของศาลแต่ละคดี แต่ละประเทศอาจมิได้เห็นไปในทิศทางเดียวกันก็เป็นไปได้ เพียงหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาเท่านั้นครับ

เรื่องต่อไป: กรรมการบริษัทได้รับบาดเจ็บจากการทำงานสามารถฟ้องบริษัทของตนเองกับบริษัทประกันภัยให้รับผิดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดของเจ้าหน้าที่บริหารกับกรรมการ (Director & Officer Liability Insurance Policy) ได้หรือไม่?   

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องที่ 84:ลูกจ้างนำรถส่วนตัวไปซ่อม ณ ที่ทำงาน เกิดไฟลุกไหม้ลามไปยังข้างเคียง กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ของลูกจ้างต้องรับผิดไหม?


คำธรรมดาที่ว่า อุบัติเหตุจาก “การใช้รถ หรือการใช้งาน (Use or Operation of Vehicle)” ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ฟังดูแล้วเสมือนเข้าใจง่าย แต่ความจริงอาจจะมิเป็นเช่นนั้นก็ได้

เรามาลองพิจารณาคดีนี้กันหน่อย

ที่ประเทศอังกฤษ ชายคนหนึ่งทำงานเป็นช่างอยู่โรงงานแห่งหนึ่ง บังเอิญถึงกำหนดจะต้องนำรถยนต์ของตนไปตรวจสภาพ พอคาดคะเนดูแล้ว น่าจะมีปัญหาไม่ผ่านเกณฑ์อยู่หลายจุด ครั้นจะนำเข้าอู่ซ่อมแซมเสียก่อน ก็เป็นภาระทางการเงินไม่น้อย ตนเองก็มีฝีมือทางช่างอยู่แล้ว และที่โรงงานพอมีอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถหยิบยืมมาใช้ได้ หากนายจ้างจะใจดีอนุญาตให้ ซึ่งนายจ้างแสนดีก็ไม่ขัดข้องจริง ๆ เมื่อมีการเอ่ยปากขอ

วันที่เกิดเหตุ ลูกจ้างรายนี้นำรถของตนมาที่โรงงาน เพื่อจะทำการปะผุตัวถังรถบางจุด ได้ใช้รถโฟลค์ลิฟท์มายกรถของตนขึ้นเพื่อดำเนินการ ขณะที่กำลังใช้ไฟตัดเชื่อมอยู่นั้น ประกายไฟเกิดกระเด็นไปติดวัสดุไวไฟที่ตัวรถ เกิดไฟลุกอย่างรวดเร็วและอย่างรุนแรง ลามออกไปไหม้ยังบางส่วนของโรงงาน รวมทั้งลามไปติดทรัพย์สินของบุคคลอื่นที่ตั้งอยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหายอีกด้วย

เป็นโชคดีที่เจ้าของโรงงานผู้แสนดีได้มีกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกอยู่ ได้ไปแจ้งให้บริษัทประกันภัยของตนมาชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บุคคลภายนอกที่อยู่ข้างเคียงเหล่านั้นจนเรียบร้อยไม่มีปัญหา

ทีนี้บริษัทประกันภัยดังกล่าวได้รับช่วงสิทธิจากเจ้าของโรงงานมาไล่เบี้ยเอากับลูกจ้างรายนี้ ซึ่งยังมีโชคดีกับเขาอยู่บ้างที่ตนเองก็มีกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจคุ้มครองอยู่ จึงไปเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ของตนมารับผิดชอบแทน แต่ได้รับการตอบกลับมาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อยู่ในความคุ้มครอง เนื่องจากคำว่าอุบัติเหตุจาก “การใช้รถ หรือการใช้งาน” ที่จะให้ความคุ้มครองได้นั้น มิได้หมายความรวมถึงการซ่อมแซมรถด้วย   

เรื่องจึงมาถึงศาลเพื่อตัดสินว่า คำว่า “การใช้รถ หรือการใช้งาน” นั้นมีความหมายเช่นใดกันแน่?

ก) หมายความถึงเพียงการใช้รถ หรือการใช้งานตามปกติทั่วไปในการขนคน หรือขนสิ่งของไปตามท้องถนนจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายปลายทางเท่านั้นใช่หรือไม่?

ข) การยกรถซ่อมแซมที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นการใช้รถ หรือการใช้งานด้วยหรือไม่?

คดีนี้ได้ต่อสู้กันถึงศาลสูงของประเทศอังกฤษ ซึ่งมีความเห็นว่า

ประเด็นข้อ ก) ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับนี้มิได้กำหนดคำจำกัดความเฉพาะเอาไว้ การตีความแคบเช่นนั้นไม่อาจรับฟังได้

ประเด็นข้อ ข) การใช้งานนั้นหมายความรวมถึงการซ่อมแซมด้วย เพราะการใช้รถปกติทั่วไปนั้น บางครั้งอาจจำต้องมีการบำรุงรักษา หรือการซ่อมแซมเพื่อให้รถสามารถคงสภาพพร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การซ่อมแซม หรือการบำรุงรักษาจะต้องสอดคล้องกับการใช้รถ หรือการใช้งานตามปกติทั่วไปเช่นกัน กล่าวคือ จำกัดเพียงการซ่อมแซม หรือการบำรุงรักษาตามปกติทั่วไปเท่านั้น

สำหรับการซ่อมแซมที่เกิดเหตุขึ้นมาครั้งนี้ ศาลไม่เห็นพ้องว่า เป็นการซ่อมแซมตามปกติทั่วไป ศาลเห็นว่า ขณะเกิดเหตุ รถถูกยกลอยขึ้น ไม่พร้อมอยู่ในสภาพใช้งานได้ตามปกติทั่วไป ไฟไหม้นี้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ซ่อมแซมโดยปราศจากการใช้ความระมัดระวังตามสมควร จึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยรถยนต์ไม่ต้องรับผิด

(อ้างอิงจากคดี UK Insurance Limited v. (1) Thomas Holden (2) R & S Piling (trading as Phoenix Engineering) [2016] EWHC 264 (QB)

แนวทางการตีความของศาลต่างประเทศ แต่ละประเทศดังเช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศคานาดา อาจจะมีมุมมองแตกต่างกันไปตามดุลยพินิจ ประกอบกับข้อความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณี เช่นเดียวกับของบ้านเรา ดังนั้น จึงโปรดใช้วิจารญาณนะครับ

เรื่องต่อไป ใครที่จะคิดนอนในรถ โปรดอ่านเรื่องนี้ก่อนเป็นอุทาหรณ์ 

อ่านบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/