วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 36 : กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว มีผู้เอาประกันภัยหลายคน (Multi-Insureds) ดีหรือไม่?



(ตอนที่สอง)

ฉะนั้น ผู้มีส่วนได้เสียที่จะสามารถเอาประกันภัยได้จึงแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม โดยเรียงลำดับตามความสำคัญ ดังนี้

1. เจ้าของกรรมสิทธิ์ หากวัตถุที่เอาประกันภัยเป็นทรัพย์สิน คือ เจ้า
    ของทรัพย์สินนั้นเอง ถ้าวัตถุที่เอาประกันภัยเป็นบุคคล ก็คือ 
    บุคคลที่เป็นเจ้าของชีวิตของตน หรือกรณีเป็นความรับผิดตาม
    กฎหมาย ก็คือ ผู้จำต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยการกระทำของ
    ตนเอง หรือของบุคคลอื่นที่ตนจำต้องรับผิดแทนนั่นเอง ซึ่งบุคคล
    เช่นนี้จะมีส่วนได้เสียอย่างเต็มที่ในวัตถุที่ระบุเอาประกันภัยนั้น
    ทำให้เวลาเอาประกันภัยทรัพย์สินของตนเอง บางครั้งจะเรียกว่า 
    “การประกันภัยทรัพย์สินของบุคคลที่หนึ่ง (First Party 
    Insurance)” เพราะในแง่ของการประกันภัยจะพิจารณาให้ผู้เอา
    ประกันภัยเป็นบุคคลที่หนึ่ง โดยมีบริษัทประกันภัยเป็นบุคคลที่
    สอง ส่วนบุคคลอื่น ๆ นอกจากนั้น จะถือเป็นบุคคลที่สาม 

    ดังนั้น โดยหลักการปกติแล้ว ทรัพย์สินของใคร ชีวิตของใคร ใคร
    เป็นเจ้าของ ก็ควรทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สิน หรือชีวิตของตน
    เอง จะไปคุ้มครองทรัพย์สิน หรือชีวิตของบุคคลอื่นไม่ได้ 

2.  ผู้มีส่วนได้เสียอื่นตามกฎหมาย หากกำหนดให้ผู้มีสิทธิที่จะเอา
     ประกันภัยได้ คือ เพียงเจ้าของดังในข้อแรกเท่านั้น อาจเป็นการ
     จำกัดสิทธิมากเกินไป กฎหมายจึงอนุญาตให้บุคคลที่มีส่วนได้
     เสียอื่น สามารถเอาประกันภัยได้ด้วย 

     เป็นต้นว่า เจ้าหนี้ ผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำ ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้เช่า ผู้รับ
     ฝากทรัพย์ ผู้รับจ้าง 

     โดยผู้มีส่วนได้เสียอื่นตามที่กฎหมายรับรองสถานะให้นั้น จะมี
     ส่วนได้เสียที่จำกัด ไม่เต็มที่เหมือนอย่างเป็นเจ้าของทำเอง

ถ้าวัตถุที่เอาประกันภัยเดียว มี
- หนึ่งเจ้าของ หรือ
- หนึ่งผู้มีส่วนได้เสีย 
- หนึ่งผู้เอาประกันภัย และ
- หนึ่งกรมธรรม์ประกันภัย 
คงไม่มีปัญหาอะไร

แต่ถ้าวัตถุที่เอาประกันภัยเดียว มี
- หลายเจ้าของ หรือ
- ผู้มีส่วนได้เสียมากกว่าหนึ่งล่ะ 
ควรทำอย่างไรดี?

นั่นคือประเด็นของหัวข้อในบทความเรื่องนี้

ส่วนตัวของผมมองว่า การจัดความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยให้เหมาะสม ถือเป็นศิลปอย่างหนึ่ง เพราะอาจมีทางเลือกได้หลากหลาย อยู่ที่เราจะพิจารณาเลือกทางไหนให้เหมาะสมที่สุด

เราจะมาพิจารณากันไปตามลำดับความสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียนะครับ โดยเริ่มต้นที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ก่อน ซึ่งจะขออนุญาตนำไปวิเคราะห์ในตอนต่อไป แต่ฝากเป็นการบ้านให้ลองพิจารณาก่อน ดังนี้

บ้านหลังหนึ่งราคาหนึ่งล้านบาท ซึ่งเป็นสินสมรสของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ถ้าสามีมาขอทำประกันอัคคีภัยคุ้มครองบ้านหลังนั้น โดยขอให้ระบุชื่อสามีเป็นผู้เอาประกันภัยรายเดียว จะทำได้หรือไม่? ถ้าได้ จะส่งผลอะไรเกิดขึ้นบ้าง?  

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 36 :กรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียว มีผู้เอาประกันภัยหลายคน (Multi-Insureds) ดีหรือไม่?


(ตอนที่หนึ่ง)

จากประสบการณ์ที่เคยเป็นฝ่ายรับประกันภัย เคยพบเห็นมา และล่าสุดที่มีคำถามประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้เกิดคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า การระบุผู้เอาประกันภัยหลายรายนั้น ทำไปทำไม? มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรบ้าง? ผมจึงจำต้องไปสืบค้นหาความรู้เพิ่มเติมใส่ตัว

ในการทำความเข้าใจประเด็นเรื่องนี้ ก่อนอื่นควรเริ่มตั้งคำถามกันก่อนว่า เวลาตกลงทำประกันภัยขึ้นมาสักฉบับหนึ่ง “ใครควร คือ ผู้เอาประกันภัย? (บ้าง)” นั่นเป็นสิ่งที่ผมมักพยายามเน้นเสมอ เวลาไปพูดเรื่องความรู้ด้านการประกันภัย เพราะส่วนตัวมองว่า ถ้าเริ่มต้นผิดตั้งแต่แรก ทุกอย่างก็จะผิดตามกันไปทั้งหมด และมิใช่ใคร ๆ ก็สามารถทำประกันภัยก็ได้

หลักการประกันภัยข้อแรกในความคิดของผม คือ หลักส่วนได้เสีย (Principle of Insurable Interest) ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 บัญญัติว่า “อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด” ฉะนั้น คนที่ไปตกลงทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย โดยที่ตนเองไม่มีส่วนได้เสียในวัตถุที่เอาประกันภัย (อาจเป็นชีวิต ทรัพย์สิน หรือความรับผิดตามกฎหมายก็ได้) ในเวลาทำสัญญานั้น หลังจากนั้นเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาจากเหตุ หรือภัยที่ตกลงกันไว้แล้ว และคาดหวังว่า จะต้องได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ก็ต้องทำใจว่า อาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลตามกฎหมายบ่งบอกแล้ว บริษัทประกันภัยไม่มีความผูกพันตามสัญญาประกันภัยในการที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แต่ประการใด ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3054/2525 โจทก์นำรถของคนอื่นที่เข้ามาวิ่งในนามของโจทก์มาทำประกันภัย โดยที่ตนเองมิใช่เจ้าของรถ หรือผู้ใช้รถ หรือรับประโยชน์จากการใช้รถคันนั้นเลย โจทก์จึงมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย สัญญาประกันภัยย่อมไม่ผูกพันให้จำเลย (บริษัทประกันภัย) ต้องรับผิดเมื่อรถคันนั้นเกิดเสียหายขึ้นมา

แม้กระทั่ง ตอนเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะมีส่วนได้เสียอยู่ก็ตาม ภายหลังได้มีการขายทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นออกไป ต่อมาเกิดความเสียหายขึ้นมาแก่ทรัพย์สินนั้น บริษัทประกันภัยอาจปฎิเสธความรับผิดได้ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 875 ว่า “ถ้าวัตถุอันได้เอาประกันภัยไว้นั้น เปลี่ยนมือไปจากผู้เอาประกันภัยโดยพินัยกรรมก็ดี หรือโดยบัญญัติกฎหมายก็ดี ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยก็ย่อมโอนตามไปด้วย

ถ้าในสัญญามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อผู้เอาประกันภัยโอนวัตถุที่เอาประกันภัย และบอกกล่าวการโอนไปยังผู้รับประกันภัยไซร้ ท่านว่าสิทธิอันมีอยู่ในสัญญาประกันภัยนั้นย่อมโอนตามไปด้วย อนึ่ง ถ้าในการโอนเช่นนี้ ช่องแห่งภัยเปลี่ยนแปลงไปหรือเพิ่มขึ้นหนักไซร้ ท่านว่าสัญญาประกันภัยนั้นกลายเป็นโมฆะ”

โดยบทบัญญัตินี้ มักจะกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนในหลายกรมธรรม์ประกันภัยด้วย เว้นแต่จะได้มีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง สรุป คือ ผู้เอาประกันภัยต้องมีส่วนได้เสียอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเวลาที่เอาประกันภัย และเวลาที่เกิดความเสียหายด้วย (นอกจากการประกันภัยทางทะเลและขนส่งที่วางแนวทางไว้ให้เป็นผู้มีส่วนได้เสียเวลาที่เกิดความเสียหายก็พอ)  

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะสามารถเอาประกันภัยได้นั้น จึงมีความสำคัญ และไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะมิฉะนั้นแล้ว สุดท้ายก็อาจจะส่งผลเสียให้แก่ผู้เอาประกันภัยภายหลังได้

อนึ่ง ผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้นั้น จะต้องเป็นส่วนได้เสียตามกฎหมาย และมิได้จำกัดเฉพาะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เท่านั้น อาจเป็นส่วนได้เสียอื่นก็ได้ ดังในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4830/2537 ที่ได้วางแนวไว้ว่า ผู้มีสิทธิเอาประกันภัยนั้นมิได้จำกัดเพียงเฉพาะผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เอาประกันภัยเท่านั้น ผู้ที่มีความสัมพันธ์อยู่กับทรัพย์ หรือสิทธิหรือผลประโยชน์หรือรายได้ใด ๆ ซึ่งถ้ามีวินาศภัยเกิดขึ้นจะทำให้ผู้นั้นต้องเสียหาย และความเสียหายที่ผู้นั้นจะได้รับสามารถประมาณเป็นเงินได้แล้ว ผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่อาจเอาประกันภัยได้ ซึ่งภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “Noting of Interests” หรือ “Interested Party” โดยขอแปลเป็นภาษาไทยว่า “การรับรู้ถึงผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ” และ “ผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ”

ในการจัดความคุ้มครองให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ นั้น มีแนวทางให้เลือกปฎิบัติหลายวิธีการ ซึ่งจะขอคุยต่อในคราวหน้านะครับ

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 35 : อะไรคือความเสียหายสืบเนื่องทางการเงินของการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก?



(ตอนที่สอง)

ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีเพียงในเรื่องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจ สำหรับความเสียหายทางการเงินของผู้เอาประกันภัย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสียหายของทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งในฝั่งของผู้เอาประกันภัยเห็นว่า เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองดังระบุไว้ครบถ้วนแล้ว กล่าวคือ

1)   ทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยที่ใช้ในการประกอบธุรกิจที่เอา
      ประกันภัยไว้ ได้รับความเสียหายทางกายภาพจากภัยที่คุ้ม
      ครอง และบริษัทประกันภัยตกลงชดใช้ให้แล้ว
2)   ผลสืบเนื่องจากการนั้น (in consequence thereof) ทำให้
      ธุรกิจดังกล่าวของผู้เอาประกันภัยต้องหยุดชะงักลง
3)   ผู้เอาประกันภัยได้รับผลกระทบทางเงิน คือ รายได้ของโรงแรม
      ลดลงไปจากเดิมเป็นระยะเวลานับเดือน

กล่าวคือ ผู้เอาประกันภัยมองที่สาเหตุ หรือเหตุการณ์ที่คุ้มครองเป็นหลัก

แต่ฝั่งของบริษัทประกันภัยกลับมองว่า การหยุดชะงักของธุรกิจในอันที่จะได้รับความคุ้มครองนั้น ต้องเป็นผลสืบเนื่อง (in consequence thereof) โดยตรงจากความเสียหายทางกายภาพของทรัพย์สินดังกล่าว

กล่าวคือ บริษัทประกันภัยมองไปที่ความเสียหายเป็นหลัก

ศาลชั้นต้นในคดีนี้ พิจารณาประเด็นการตีความของคำว่า “ผลสืบเนื่องจากการนั้น (in consequence thereof)” อาจสื่อความหมายเป็นได้ทั้ง

ก)   ผลสืบเนื่องจากความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพ 
      ของทรัพย์สินนั้น หรือ
ข)   ผลสืบเนื่องจากสาเหตุ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเสีย
      หายดังกล่าวก็ได้

ศาลเห็นว่า ความหมายในข้อ ก) น่าจะสื่อความหมายที่ถูกต้องกว่า จริงอยู่ที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ อันเนื่องจากลูกค้าบางรายไม่ประสงค์ที่จะอุดหนุนโรงแรมอีกต่อไป ซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากการหยุดชะงัก เพราะโรงแรมไม่สามารถประกอบธุรกิจของตนได้อีก สืบเนื่องมาจากความเสียหายดังกล่าว ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยหยุดชะงักจะเป็นเรื่องของความไม่สามารถในการประกอบธุรกิจได้อีกต่อไป มากกว่าจะเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัศนคติ หรือแนวความคิดของลูกค้าที่มีต่อผู้ประกอบการ ดังนั้น ศาลจึงเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัย

ผู้เอาประกันภัยจึงอุทธรณ์คดี โดยมองว่า ถ้าข้อความอาจสื่อความหมายได้สองนัย ศาลควรใช้หลักการตีความยกประโยชน์ให้แก่ผู้ที่มิได้ร่างสัญญาประกันภัยมากกว่า

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ผู้เอาประกันภัยมองเพียงว่า ภัยที่คุ้มครองทำให้ทรัพย์สินเสียหายทางกายภาพ โดยไม่คำนึงว่า ความเสียหายทางกายภาพนั้นจะเป็นสาเหตุใกล้ชิด (สาเหตุโดยตรง) ที่ส่งผลทำให้ธุรกิจจำต้องหยุดชะงัก หรือได้รับผลกระทบหรือไม่ก็ตามนั้น ไม่น่าจะถูกต้อง  

ภายหลังเหตุการณ์ ผู้เอาประกันภัยใช้เวลาซ่อมแซมเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการทำให้ทรัพย์สินนั้นกลับคืนสู่สภาพดังเดิม และโรงแรมก็สามารถเปิดดำเนินธุรกิจได้ต่อไปตามปกติในวันเดียวกันนั้นเอง โรงแรมจึงมิได้หยุดชะงัก หรือได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ส่วนการลดลงไปของรายได้ ก็มีข้อมูลจากการสืบค้นว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากความหวั่นวิตกของลูกค้าบางรายในเรื่องของเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น

สำหรับประเด็นในหลักการตีความที่โต้แย้งนั้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า เป็นเรื่องที่ผู้เอาประกันภัยตีความไม่ถูกต้อง มิใช่เป็นเรื่องที่ให้ความหมายเท่าเทียมกันได้สองความหมาย ในอันที่จะต้องยกประโยชน์ให้แก่ฝ่ายที่เสียประโยชน์แต่ประการใด

ศาลอุทธรณ์จึงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้น ให้บริษัทประกันภัยไม่จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจ

(อ้างอิงคดี McMahons Tavern Pty Ltd -v- Suncorp Metway Insurance Ltd [2004] SASC 237)

ข้อสรุป

การหยุดชะงัก หรือการได้รับผลกระทบของธุรกิจที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักในอันที่จะได้รับความคุ้มครองนั้น ต้องเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากความเสียหายทางกายภาพของทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครองด้วย  

วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 35 : อะไรคือความเสียหายสืบเนื่องทางการเงินของการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก?



(ตอนที่หนึ่ง)

เช้าตรู่วันหนึ่ง กลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณสามสิบคนพยายามบุกเข้าไปในโรงแรมขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เนื่องจากโกรธแค้นที่เพื่อนสองคนถูกพนักงานโรงแรมขับไล่ออกจากโรงแรมแห่งนั้นก่อนหน้านี้ โชคดีที่พนักงานกับลูกค้าบางรายของโรงแรมช่วยกันปิดประตูทางเข้าอาคารโรงแรมได้ทันท่วงที ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นโมโหทุบทำลายทรัพย์สินภายนอกของโรงแรม และรถยนต์หลายคันของแขกที่จอดอยู่ในที่จอดรถจนได้รับความเสียหาย แล้วจึงพากันหลบหนีไป ส่งผลทำให้โรงแรมต้องปิดทำการเพื่อซ่อมแซมความเสียหายชั่วเวลาหนึ่ง โดยกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้งในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

เนื่องจากโรงแรมแห่งนี้ได้ทำประกันภัยแบบสรรพภัยคุ้มครองทรัพย์สินของตน พร้อมการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเอาไว้ จึงได้ทำเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับบริษัทประกันภัยของตน โดยเฉพาะความเสียหายสืบเนื่องทางการเงิน ซึ่งอ้างว่า ได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงแรมที่ลดลงไปเป็นระยะเวลาหลายเดือนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยสามารถตกลงกันได้โดยปราศจากข้อโต้แย้ง แต่บริษัทประกันภัยปฎิเสธการชดใช้ในส่วนของการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก โดยให้เหตุผลว่า การหยุดชะงักของธุรกิจที่เอาประกันภัยในที่นี้ คือ โรงแรมต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสียหายโดยตรงของทรัพย์สิน ในกรณีนี้ คือ ภัยการก่อจลาจล

ผู้เอาประกันภัยรายนี้ไม่เห็นพ้องด้วย จึงนำคดีขึ้นสู่ศาล เพราะเห็นว่า ตนได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลงไป อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความเสียหายต่อทรัพย์สินดังที่ได้กำหนดไว้ในเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้แล้ว ซึ่งระบุ และถอดความออกมาเป็นภาษาไทยได้ ดังนี้

“ในกรณีที่อาคารใด หรือทรัพย์สินอื่นใด หรือบางส่วนของอาคาร หรือทรัพย์สินนั้น ที่ซึ่งผู้เอาประกันภัยได้ใช้งานอยู่ เพื่อประกอบธุรกิจที่ได้เอาประกันภัยไว้ ณ สถานที่เอาประกันภัย ได้รับความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพจากสาเหตุ หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่มิได้ถูกระบุยกเว้นเอาไว้ในที่นี้ และผลสืบเนื่องจากการนั้นทำให้การประกอบธุรกิจดังกล่าวของผู้เอาประกันภัยต้องหยุดชะงักลง หรือได้รับผลกระทบไป บริษัทประกันภัยจะทำการชดใช้จำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียไป อันเป็นผลมาจากการหยุดชะงัก หรือการได้รับผลกระทบดังกล่าว ทั้งนี้ โดยที่เป็นไปตามข้อกำหนด และข้อจำกัดต่าง ๆ ของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้”

คุณคิดว่าอย่างไรครับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้? ใครมีเหตุผลที่รับฟังได้มากกว่ากันบ้าง ฝากเป็นการบ้านไว้ด้วยนะครับ แล้วเราค่อยมาดูผลของเรื่องนี้กันต่อในคราวหน้า

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 34 :เอกสารแนบท้าย แบบ อค./ทส. 1.06 ว่าด้วยเงื่อนไขพิเศษทรัพย์สินส่วนบุคคล (Personal Effects Clause)


ภายใต้เอกสารแนบท้าย แบบ อค./ทส. 1.06 ว่าด้วยเงื่อนไขพิเศษทรัพย์สินส่วนบุคคล (Personal Effects Clause) ระบุว่า

“เป็นที่ตกลงว่า การประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยนี้ได้ขยายความคุ้มครองถึงทรัพย์สินส่วนบุคคล และเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่และพนักงานของผู้เอาประกันภัยซึ่งเก็บรักษาไว้ในอาคารที่เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบ บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เพื่อความเสียหายตามความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวน 2,000 บาท ต่อหนึ่งคน และไม่เกินจำนวน 100,000 บาทต่อเหตุการณ์แต่ละครั้งตลอดระยะเวลาเอาประกันภัย”

เอกสารแนบท้ายเป็นการขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมถึงทรัพย์สินส่วนตัว และเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่ และพนักงานของผู้เอาประกันภัย ซึ่งปกติ จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัย เนื่องจากมิใช่เป็นทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยเอง

เนื่องด้วยเอกสารแนบท้ายนี้ใช้คำว่า “ทรัพย์สินส่วนบุคคล (Personal Effects)” ซึ่ง “Personal” นั้น พจนานุกรมศัพท์นิติศาสตร์ อังกฤษ-ไทย และ ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน สามารถแปลออกมาได้ทั้ง “ส่วนตัว, ส่วนบุคคล” แต่ในความหมาย “ส่วนบุคคล” นั้น กลับไม่มีในฉบับไทย-ไทย พบแต่ความหมายของคำว่า “ส่วนตัว” อันหมายความถึง เฉพาะตัว, เฉพาะบุคคล  

เมื่อนำมาผสมกับคำว่า “ทรัพย์สิน” จะมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจเป็นทรัพย์สินเฉพาะของบุคคลนั้น ๆ เป็นต้นว่า โทรศัพท์มือถือ สร้อย แหวน นาฬิกาข้อมือ กระเป๋าสตางค์ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ค วิทยุกระเป๋าหิ้ว หูฟัง ปืนพก หวี แปรงสีฟัน ฯลฯ

นั่นหมายความว่า สิ่งใด อะไรที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัว หรือส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานของผู้เอาประกันภัย ล้วนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองทั้งหมดใช่หรือไม่?

ครั้นเทียบเคียงกับในพจนานุกรมของ American Heritage Dictionary of the English Language ให้หมายความของคำว่า “ทรัพย์สินส่วนตัว (Persoanl Effects)” คือ “Privately owned items, such as keys, an identification card, or a wallet or watch, that are regularly worn or carried on one's person.” ซึ่งสามารถถอดความได้ว่า “เป็นสิ่งของส่วนตัว อันได้แก่ กุญแจ บัตรประจำตัว กระเป๋าสตางค์ หรือนาฬิกาข้อมือ ที่สวมใส่ หรือพกติดประจำตัวอย่างสม่ำเสมอของบุคคลนั้น”

จะเห็นได้ว่า ความหมายของภาษาอังกฤษค่อนข้างจำกัดเฉพาะเจาะจง และชัดเจนกว่า เพราะให้หมายความถึงเพียงทรัพย์สินส่วนตัวที่ปกตินำติดตัวมาอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น มิได้รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัวอื่น ๆ ที่มิได้นำมาเป็นประจำ เป็นต้นว่า กล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นวิทยุ อุปกรณ์กีฬา และยังไม่ได้รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัวของบุคคลอื่นที่อยู่ในความครอบครองของลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยด้วย

ฉะนั้น ตราบใดที่เอกสารแนบท้ายนี้ยังมิได้กำหนดความหมายของ “ทรัพย์สินส่วนบุคคล (Personal Effects)” ไว้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะเจาะจง ก็คงต้องตีความอย่างกว้าง เพื่อประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้เสียหายต่อไป

ส่วนคำว่า “เครื่องแต่งกาย” หมายถึง สิ่งที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกาย (สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง) เนื่องด้วย ผ้า คือ สิ่งที่ทอด้วยเส้นใยใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เพราะฉะนั้น เสื้อผ้า จึงหมายถึง การใช้สิ่งทอด้วยเส้นใยมาผลิตเป็นเครื่องนุ่งห่มในรูปแบบต่าง ๆ ตามความต้องการ เช่นนี้ ความหมายของคำว่า “เครื่องแต่งกาย” จะมีความหมายกว้างกว่าเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ ดังเช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุม จะอยู่ในความหมายของเครื่องแต่งกาย  

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของ "ลูกจ้าง" ว่า หมายถึง ผู้รับจ้างทำการงาน ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้าง โดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิได้คำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น
ในทางกฎหมายได้กำหนดคำนิยามของลูกจ้างไว้แตกต่างกัน

โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายถึง “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร” หรือ

ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร แต่ไม่รวมถึง ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย” หรือ

ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง”

เมื่อพิจารณาประกอบกับเงื่อนไขความคุ้มครองที่นอกจากจะต้องเป็นทรัพย์สินส่วนตัว หรือส่วนบุคคลของลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยแล้ว จะต้องเข้าเงื่อนไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ด้วย
1)  ขณะเกิดเหตุต้องเก็บรักษาเอาไว้อยู่ภายในตัวอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัยเท่านั้น
2)  ต้องเกิดความเสียหายจากภัยที่คุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย และ
3)  ต้องเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมายของผู้เอาประกันภัยต้องด้วย

โดยจะต้องเข้าเงื่อนไขครบถ้วนทั้งหมดถึงจะได้รับความคุ้มครอง ทั้งจำกัดวงเงินชดใช้ไว้ตามมูลค่าที่แท้จริง แต่ไม่เกิน 2,000 บาท ต่อหนึ่งคน และรวมกันแล้วสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง และทุกครั้ง รวมแล้วตลอดระยะเวลาเอาประกันภัยเท่านั้น

ดังนั้น เอกสารแนบท้ายนี้ จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เอาประกันภัยที่ควรจะขยายเพิ่มเติมเอาไว้ในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน แล้วแต่กรณี