วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 25 : ความเสียหายจากสาเหตุโดยตรง (Directly Caused) หมายถึงอะไร?



(ตอนที่สอง)

เรื่องนี้ ผู้เอาประกันภัยไม่ยอมรับความเห็นของบริษัทประกันภัย จึงนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาล โดยศาลชั้นต้นเห็นด้วยกับบริษัทประกันภัย การตีความต้องอาศัยความหมายปกติทั่วไปในพจนานุกรมของ “สาเหตุโดยตรง (directly caused)” คือ สาเหตุต้องเกิดขึ้นโดยฉับพลัน (immediate cause) ในที่นี้คือ ควรต้องเกิดไฟไหม้ต่อเครื่องจักรที่เอาประกันภัยไว้ แต่กลับปรากฏว่าในคดีนี้ สาเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลันกลับเป็นไฟฟ้าลัดวงจรแทน

อย่างไรก็ตาม ผู้เอาประกันภัยไม่ยอมแพ้ สู้ต่อถึงศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์วิเคราะห์ คำว่า “สาเหตุโดยตรงจากไฟไหม้ (directly caused by fire)” ในกรมธรรม์ประกันภัยนั้น หมายความเทียบเคียงได้กับคำว่า “สาเหตุใกล้ชิด (proximate cause)” ซึ่งเป็นคำที่ควรใช้ในการตีความทางกฎหมายมากกว่าใช้ความหมายของ “โดยตรง” จากพจนานุกรมอย่างที่ศาลชั้นต้นใช้ตีความ เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของคู่สัญญาประกันภัย ต่างก็ประสงค์จะให้คุ้มครองถึงความเสียหายที่มีสาเหตุมาจากไฟไหม้ แม้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยมิได้ถูกไฟไหม้เลย ตราบใดที่ยังมีทรัพย์สินอื่นถูกไฟไหม้อยู่ ฉะนั้น เมื่อบริษัทประกันภัยใช้ถ้อยคำ “สาเหตุโดยตรงจากไฟไหม้ (directly caused by fire)” ในกรมธรรม์ประกันภัย ก็เสมือนให้มีความหมายเช่นเดียวกับ “สาเหตุใกล้ชิด (proximate cause)” นั่นเอง

การเกิดไฟไหม้ (ที่เสาไฟฟ้า) จึงเป็นสาเหตุที่ส่งผลโดยตรง และต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน จนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรแก่เครื่องจักรที่เอาประกันภัยไว้ของผู้เอาประกันภัย แต่ถ้าบริษัทประกันภัยไม่ประสงค์จะให้ความคุ้มครองถึงขนาดนี้ ก็ควรเลือกใช้ถ้อยคำอื่นทำนองว่า “สาเหตุโดยฉับพลันที่สุดจากไฟไหม้ (most immediate cause)” แทนจะตรงกับความประสงค์ดังกล่าวมากกว่าใช้คำว่า “โดยตรง” เช่นนี้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย

อ้างถึง คดี Lasermax Engineering Pty Limited v QBE Insurance (Australia) Limited [2005] NSWCA 66

พจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า “สาเหตุใกล้ชิด (proximate cause)” หมายความถึง “ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง หรือเป็นเหตุต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน ที่ทำให้เกิดความเสียหาย”

คุณเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ไหมครับ? 

เทียบเคียงได้กับกรณีที่เราเคยเรียนรู้กันมาว่า หากเกิดไฟไหม้ข้างเคียง ผู้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยเกรงว่า ไฟจะลุกลามมาถึงบ้านของตนเอง จึงขนของหนี แต่สุดท้ายโชคดีไฟถูกดับทันก่อนที่จะลุกลามมาถึงบ้านของผู้เอาประกันภัย ครั้นพอมาตรวจสอบทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ซึ่งถูกขนหนีออกมา ปรากฏว่า บางชิ้นแตกหักเสียหายจากการโยน บางชิ้นถูกคนร้ายแอบขโมยไป ทั้งหมด ไม่มีรายการใดเลยเสียหายจากไฟไหม้ ซึ่งเราก็สรุปกันว่า ความเสียหายทั้งหมดล้วนมีสาเหตุใกล้ชิดมาจากไฟไหม้ที่อื่น อันจะได้รับความคุ้มครองทั้งสิ้น
  
หากคุณยังไม่คล้อยตามนัก ลองดูตัวอย่างเรื่องต่อไปนี้ในคราวหน้ากัน

ถ้าเกิดเหตุจลาจลในจุดหนึ่งของเมือง แล้วในอีกจุดหนึ่ง ก็มีคนร้ายฉวยโอกาสปล้นขโมยของ คุณคิดว่า เหตุการณ์หลังเป็นสาเหตุโดยตรงจากเหตุการณ์แรกไหมครับ?

 

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 25 : ความเสียหายจากสาเหตุโดยตรง (Directly Caused) หมายถึงอะไร?



ในกรมธรรม์ประกันภัยมักจะกำหนดให้ความคุ้มครองถึงความเสียหาย อันมีสาเหตุโดยตรงมาจาก (directly caused) ภัยต่าง ๆ ที่ได้เอาประกันภัยไว้

เนื่องจากมิได้มีคำนิยามกำหนดไว้ แล้วคำว่า “สาเหตุโดยตรง (directly caused)” นั้น หมายถึงอะไรกันแน่?

พจนานุกรมภาษาไทยมิได้มีคำนิยามของคำเหล่านี้ แต่เทียบเคียงกับความหมายในพจนานุกรม Oxford Dictionaries ซึ่งระบุดังนี้

“Direct หมายความถึง without intervening factors or intermediaries   
Directly หมายความถึง with no one or nothing in between
Cause หมายความถึง make happen”

ถอดความได้ว่า “สิ่งที่ก่อให้เกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งอื่นใดมาขัดขวาง หรือกั้นกลาง”

สมมุติ หากเกิดไฟลุกไหม้บ้านขึ้น จนบ้านได้รับความเสียหาย ไฟลุกไหม้ คือ สาเหตุที่ส่งผลทำให้บ้านถูกเผาไหม้จนได้รับความเสียหาย โดยไม่มีสิ่งอื่นใด หรือปัจจัยอื่นใดเข้ามาสอดแทรก

เราลองมาพิจารณาเรื่องนี้กัน

เกิดไฟลุกไหม้เสาไฟฟ้าที่อยู่ห่างจากโรงงานของผู้เอาประกันภัยประมาณ 55 เมตร แล้วส่งผลทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรที่โรงงานแห่งนั้น จนเกิดความเสียหายแก่เครื่องจักรของผู้เอาประกันภัย โดยไฟนั้นมิได้ลุกลามมาก่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงงานนั้นแต่ประการใด

ในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินของผู้เอาประกันภัยรายนี้ กำหนดคุ้มครองความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันมีสาเหตุโดยตรงมาจากภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ (รวมถึงภัยไฟไหม้)

เมื่อผู้เอาประกันภัยมาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ สำหรับความเสียหายจากไฟฟ้าลัดวงจรของเครื่องจักรที่เอาประกันภัย บริษัทประกันภัยปฎิเสธความรับผิด โดยอ้างว่า เครื่องจักรนั้นมิได้ถูกไฟไหม้โดยตรง

คุณเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของบริษัทประกันภัยรายนี้หรือไม่ อย่างไรครับ

ผมฝากให้คิดเป็นการบ้านไว้สักสองสามวันก่อนนะครับ แล้วค่อยมาคุยกันต่อ
 

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 24 : ความเสียหายต่อเนื่อง (Subsequent Damage) กับความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) มีความหมายต่างกัน หรือเหมือนกัน





ในกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดสำหรับทรัพย์สินฉบับมาตรฐานของประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า “Blue Book” ที่ได้เปลี่ยนมาใช้คำว่า “Subsequent DAMAGE (ความเสียหายต่อเนื่อง)” แทน “Ensuing Loss (ความเสียหายที่ติดตามมา)” นั้น ปัจจุบันยังมิได้พบคดีพิพาทกันถึงการตีความของความหมายนี้ แต่กลับไปพบคำวินิจฉัยของศาลในประเทศออสเตรเลียแทน 

ในคดี Prime Infrastructure (DDCT) Management Pty Ltd v Vero Insurance Limited [2005] QCA 369 โดย Prime ผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างกับเครื่องจักรของตนไว้ภายใต้กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดกับ Vero บริษัทประกันภัย ระหว่างการใช้ตัวกวาด (reclaimer) เพื่อจะตักกองถ่านหินไปใส่สายพานลำเลียงลงเรือ ตัวกวาดนั้นเกิดพังลงมาทำให้สายพานลำเลียงเสียหายไปด้วย

จากการตรวจสอบ ทั้งผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยเห็นพ้องกันว่า ตัวกวาดนั้นพังลงมาด้วยสาเหตุรอยเชื่อมไม่ดี (defective weld) ที่ขาข้างหนึ่งของเครื่อง ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากฝีมือแรงงานไม่ดี (faulty workmanship) มาตั้งแต่การก่อสร้าง หรือการติดตั้งเครื่องนี้ และเมื่อใช้งานไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงส่งผลนี้ขึ้นมาในที่สุด ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้น

แต่บริษัทประกันภัยปฎิเสธความรับผิดเนื่องจากตกอยู่ในสาเหตุที่ยกเว้นภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ที่ระบุว่า 

“ไม่คุ้มครองความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายทางกายภาพ อันเนื่องมาจาก หรือเกิดขึ้นมาจากวัสดุที่บกพร่อง (faulty materials) หรือฝีมือแรงงานไม่ดี (faulty workmanship)   

ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่า จะไม่มีผลใช้บังคับแก่ความสูญเสีย ความวินาศ หรือความเสียหายที่ต่อเนื่อง (subsequent) ต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัย จากภัย (ที่มิได้ระบุยกเว้นเอาไว้เป็นอย่างอื่น) ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุ หรือภัยที่ได้กำหนดไว้ในข้อยกเว้นนี้”  

ศาลอุทธรณ์ในประเทศออสเตรเลียวินิจฉัย ดังนี้

   1) ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง สำหรับความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นมาจากความเสียหายต่อเนื่อง อันมีสาเหตุมาจากฝีมือแรงงานไม่ดี
    2)  เมื่อลักษณะ และช่วงเวลาของข้อบกพร่องสามารถแยกออกได้จากความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากข้อบกพร่องนั้นเอง จึงถือเป็น “ความเสียหายต่อเนื่อง (subsequent damage)”
    3)  หากเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาหนึ่งไปแล้ว ความเสียหายแรกของตัวเครื่องจักรเองอาจยังคงไม่คุ้มครอง แต่ความเสียหายต่อเนื่องใด ๆ ต่อตัวเครื่องจักรนั้น (หรือทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่น) ก็อาจได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยได้

จากคดีนี้จะเห็นได้ว่า ศาลตีความของความเสียหายต่อเนื่อง (Subsequent Damage) ต้องเป็นเหตุการณ์ที่แยกอิสระจากภัยยกเว้นที่เกิดขึ้นเป็นลำดับแรกเหมือนกับทฤษฏีแรกของความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องที่ 23 : ความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) ชัดเจน หรือยังสับสนกันอยู่



(ตอนที่สาม)

แม้ความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1906 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ณ เมืองซานฟรานซิสโก แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็ยังมีประเด็นข้อพิพาทเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยเฉพาะกับกรณีความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) จากภัยที่ยกเว้น หรือดังที่ยกตัวอย่างในคราวก่อนของกรณีแรก

ข้อพิพาทยอดนิยม คือ ความบกพร่องของตัวอาคารสิ่งปลูกสร้างเอง หรือความเสื่อมสภาพของท่อน้ำ หรืออุปกรณ์ ซึ่งตกอยู่ในข้อยกเว้น แล้วไปก่อให้เกิดความเสียหายเนื่องจากน้ำที่ติดตามมา อันเป็นภัยที่ปกติจะได้รับคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย จะถือว่า ความเสียหายเนื่องจากน้ำที่ติดตามมานั้น หรือกระทั่งภัยอื่น ๆ ที่ต่อเนื่องมาอีกทอดหนึ่งนั้น โดยไม่คำนึงว่า ภัยต่อเนื่องเหล่านั้นจะเป็นภัยที่ยกเว้น หรือภัยที่คุ้มครอง เสมือนนำเอากรณีของความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) ทั้งสองกรณีมาเชื่อมโยงกัน เป็นต้นว่า ท่อน้ำผุเนื่องจากสนิม (ภัยที่ยกเว้น) ทำให้น้ำรั่วไหลออกมา (ภัยที่คุ้มครอง) จนทำให้เกิดราขึ้นมา (ภัยที่ยกเว้น) จะส่งผลทำให้พลอยได้รับความคุ้มครองไปด้วยกันหรือไม่?

ปัจจุบัน ความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) จะมีการร่างถ้อยคำของภัยที่คุ้มครองซึ่งติดตามมาจากภัยที่ยกเว้นอยู่สองแบบ คือ

ก) แบบที่หนึ่ง เปิดกว้าง ไม่จำกัดภัยที่คุ้มครอง โดยกำหนดให้คุ้ม 
    ครองอุบัติภัยทุกอย่าง ซึ่งไม่อยู่ในข้อยกเว้น
ข) แบบที่สอง จำกัดภัยที่คุ้มครอง เพียงตามภัยที่ระบุไว้เท่านั้น

เนื่องด้วยความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) มิได้ถูกกำหนดคำนิยามเอาไว้อย่างชัดแจ้งในกรมธรรม์ประกันภัย ศาลต่างประเทศจึงได้กำหนดทฤษฎีการตีความไว้ 2 แนวทาง ดังนี้

1) ภัยที่คุ้มครอง ซึ่งติดตามมาจากภัยที่ยกเว้นนั้น จะต้องเป็น
    เหตุการณ์ที่เป็นอิสระ แยกจากกัน โดยอาศัยเหตุการณ์แผ่นดิน
    ไหวที่เมืองซานฟรานซิสโกเป็นต้นแบบในการพิจารณา ภัยแผ่น
    ดินไหว (ภัยที่ยกเว้น) ก่อให้เกิดภัยไฟไหม้ (ภัยที่คุ้มครอง) 
    ติดตามมา ซึ่งทั้งสองภัยเป็นอิสระ แยกจากกัน
2) ภัยที่คุ้มครอง ซึ่งติดตามมาจากภัยที่ยกเว้นนั้น ไม่จำต้องแยกเป็น
    อิสระจากกัน เพราะมิได้มีการกำหนดถ้อยคำเอาไว้เช่นนั้น จำต้อง
    ตีความโดยเคร่งครัด ขอให้เพียงแค่ติดตามมาเท่านั้นก็พอแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ จำต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลเป็นสำคัญ จะเลือกใช้ทฤษฎีใดในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลทุกแห่งล้วนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า จะต้องไม่ส่งผลทำให้เป็นการขยายความคุ้มครองเกินเลยจากเจตนารมณ์ในการกำหนดข้อยกเว้นเหล่านั้นขึ้นมา

1) ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลที่เห็นว่า ต้องเป็นเหตุการณ์ที่แยกอิสระจากกัน

คดี Schloss v. Cincinnati Insurance Co., 54 F. Supp. 2d 1090 (M.D. Ala. 1999) บ้านของผู้เอาประกันภัยเกิดราขึ้น โดยเป็นผลมาจากการติดตั้งหลังคา และระบบฉนวนหุ้มด้านนอกไม่ดี (faulty installation) ประกอบการออกแบบผิดพลาด (faulty design) ด้วย จนทำให้น้ำฝนสามารถไหลแทรกซึมเข้ามาได้ โดยในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ระบุไม่คุ้มครองการเกิดรา (mold) เอาไว้ แต่ระบุจะคุ้มครองถึงความเสียหายที่ติดตามมาจากภัยที่คุ้มครองให้

ศาลเห็นว่า คำว่า “ความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss)” หมายความถึง ถ้ามีภัยที่ยกเว้นเกิดขึ้น จากนั้นก็มีความเสียหายที่แยกออกไปเกิดขึ้นติดตามมา โดยเป็นผลมาจากภัยที่ยกเว้นนั้น หากความเสียหายที่ติดตามมานั้นเป็นภัยที่มิได้ระบุยกเว้นอื่นใดในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ก็จะได้รับคุ้มครองด้วย ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขข้อบกพร่อง การเปลี่ยนทดแทนไม้ที่ขึ้นรานั้น จึงไม่ถือการเกิดรานั้นเป็นความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) ทั้งไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของผู้เอาประกันภัยที่ว่าการเกิดรามิได้อยู่ในข้อยกเว้นนี้ เพราะการเกิดราในกรณีนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของความเสียหายเนื่องจากน้ำ ซึ่งเป็นภัยที่คุ้มครองต่างหาก

ดังนั้น วินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยไม่จำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

2) ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลที่เห็นว่า ไม่ต้องเป็นเหตุการณ์ที่แยกอิสระจากกัน
  
คดี Eckstein v. Cincinnati Insurance Co., 469 F. Supp. 2d 455, (W.D. Ky. 2007) บ้านของผู้เอาประกันภัยรายนี้เกิดปัญหาจากการก่อสร้างไม่ดี จนทำให้น้ำไหลแทรกซึมเข้ามาก่อให้เกิดราขึ้นหลายจุด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้พักอาศัย ผู้เอาประกันภัยเลยจำต้องอพยพออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นเป็นเวลาเกือบสองปี กว่าจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ

ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ คือ ความเสียหายเนื่องจากน้ำ และการเกิดรา ถือเป็นความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) อันจะได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากภัยที่ยกเว้นในเรื่องข้อบกพร่องของฝีมือ (faulty workmanship) หรือไม่?

ศาลในคดีนี้ วินิจฉัยว่า ความเสียหายเนื่องจากน้ำ และส่งผลทำให้เกิดราขึ้นนั้น เป็นความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) อันเป็นความเสียหายซึ่งมิได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากข้อบกพร่องของฝีมือ (faulty workmanship) แต่เป็นเพียงติดตามมา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากภัยที่ยกเว้นดังกล่าวเท่านั้น ส่วนข้อยกเว้นเรื่องการเกิดรานั้น หมายความถึง การเกิดราจากธรรมชาติ หรือจากภัยที่ยกเว้นไว้อย่างอื่นใด แต่ในกรณีนี้ ภัยเนื่องจากน้ำเป็นภัยที่คุ้มครอง การเกิดราผลที่ตามมาจากภัยที่คุ้มครองจึงได้รับความคุ้มครองไปด้วย 

ดังนั้น บริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้

ข้อสังเกต

ทั้งสองคดีดังตัวอย่างมีความคล้ายคลึงกัน แต่แนวทางคำวินิจฉัยกลับแตกต่างกัน เนื่องจากทฤษฎีการตีความที่แบ่งออกเป็นสองแนวทางนั่นเอง ประกอบกับถ้อยคำที่เขียนไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งแนวทางในการต่อสู้คดีด้วย ในการทำความเข้าใจเพิ่มเติม อาจจำต้องศึกษาคำพิพากษาฉบับเต็ม และตัวอย่างคำพิพากษาหลาย ๆ ฉบับที่แยกออกไปตามสองแนวทางนี้ด้วย

หากท่านใดสนใจศึกษาเพิ่มเติม ขอแนะนำบทความที่ผมใช้อ้างอิง "What the Heck is an Ensuing Loss?" by William R. Lewis, Butler Weihmueller Katz Craig LLP,  


“The Faulty Design and Workmanship Exclusion and Ensuing Loss Exception” by JAMES M. HOEY, Clausen Miller P.C. และ

 “Ensuing Loss: Deny My Claim If You Must, But Cover My Resulting Loss” by Tred R. Eyerly, Damon Key Leong Kupchak Hastert & Rina Carmel, Carlson, Calladine & Peterson LLP

อนึ่ง คดีที่ฟ้องร้องประเด็นนี้ ไม่ค่อยพบในประเทศอังกฤษ ซึ่งก็ใช้ถ้อยคำความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) เช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบัน กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัยฉบับมาตรฐานของประเทศอังกฤษที่เรียกว่า Blue Book ได้เปลี่ยนไปใช้คำว่า “Subsequent DAMAGE” แทนแล้ว ซึ่งคำที่เปลี่ยนใหม่แทนนี้ ผมขอใช้คำแปลว่า “ความเสียหายต่อเนื่อง” นั้น จะเหมือนหรือต่างจากความเสียหายที่ติดตามมา (Ensuing Loss) อย่างไร? อ่านต่อได้ในครั้งหน้าครับ

ส่วนแนวทางการตีความประเด็นนี้ในศาลไทยจะเป็นอย่างไร? ก็คงต้องคอยติดตามกันดูแล้วล่ะครับ เพราะผมยังไม่พบคดีฟ้องร้องประเด็นนี้ขึ้นมาเลย