วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558



เงื่อนไขพิเศษที่ว่าด้วยการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างกัน (Cross Liability Clause)

ในกรมธรรม์ประกันภัยการปฎิบัติงานตามสัญญา (Contract Works Insurance Policy) สำหรับงานก่อสร้างหรืองานติดตั้งนั้น ปกติ จะประกอบด้วยผู้เอาประกันภัยร่วมหลายราย กล่าวคือ เจ้าของโครงการ หรือผู้ว่าจ้าง ผู้รับเหมาหลัก หรือผู้รับจ้าง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคู่สัญญาว่าจ้างโดยตรง และยังรวมถึงผู้รับเหมาช่วงที่รับงานมาจากผู้รับเหมาหลักอีกด้วย  เมื่อทั้งหมดล้วนถูกระบุให้เป็นผู้เอาประกันภัยร่วม หากแต่ละฝ่ายทำงานจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่ง จะไม่ถือเป็นบุคคลภายนอก อันจะสามารถได้รับความคุ้มครองภายใต้หมวดความคุ้มครองที่สามที่ว่าด้วยความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้

ด้วยเหตุนี้ เงื่อนไขพิเศษที่ว่าด้วยการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างกัน (Cross Liability Clause) จึงเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ในการขยายความคุ้มครองโดยทำให้ผู้เอาประกันภัยร่วมฝ่ายที่ได้รับความเสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้เอาประกันภัยร่วมอีกฝ่ายหนึ่งได้ เสมือนตนเองเป็นบุคคลภายนอก โดยมีข้อยกเว้นพิเศษเฉพาะ ดังนี้
1)       ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ได้รับความคุ้มครองอยู่แล้ว หรืออาจจะได้รับความคุ้มครองภายใต้หมวดความคุ้มครองที่หนึ่งและที่สองว่าด้วยงานก่อสร้างกับงานติดตั้ง เป็นต้นว่า ผู้รับเหมางานระบบไปทำความเสียหายแก่งานของผู้รับเหมาอาคาร จะใช้เงื่อนไขพิเศษนี้มาเรียกร้องไม่ได้ เพราะได้รับความคุ้มครองอยู่แล้วภายใต้หมวดความคุ้มครองที่หนึ่ง หรือกระทั่งผู้รับเหมารายหนึ่งไปทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินเดิมของผู้ว่าจ้าง ถ้าได้ขยายเงื่อนไขพิเศษที่ว่าด้วยทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมของผู้ว่าจ้าง(Principal's Existing Property) ไว้แล้ว จะมาเรียกร้องภายใต้เงื่อนไขพิเศษนี้ซ้ำซ้อนอีกไม่ได้ แต่ถ้าไม่ได้ขยายเงื่อนไขพิเศษนั้นไว้เลย จะอาศัยเงื่อนไขพิเศษนี้ มาเรียกร้องให้รับผิดได้
2)       การเสียชีวิต หรือความบาดเจ็บ หรือความเจ็บป่วยของลูกจ้าง หรือคนงานของผู้เอาประกันภัยร่วม ซึ่งได้รับคุ้มครอง หรืออาจจะได้รับความคุ้มครองภายใต้การประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน หรือการประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง ในการตีความข้อยกเว้นเฉพาะนี้ คงต้องตีความแบบแคบว่า ไม่ได้เป็นการยกเว้นโดยสิ้นเชิง หากว่าผู้รับเหมาหลักซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยร่วมฝ่ายหนึ่งไปทำให้คนงานของผู้รับเหมาช่วงอีกฝ่ายหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บ ก็สามารถได้รับความคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขพิเศษนี้อยู่ เพราะข้อยกเว้นเฉพาะนี้ จำกัดเพียงผู้รับเหมาหลักทำความบาดเจ็บแก่คนงานของตนเองเท่านั้น เทียบเคียงกับคดี
National Vulcan Engineering Insurance Group Limited & Ors v Transfield Construction Pty Limited & Ors [2003] NSWCA 327

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อะไรคือความสูญเสียหรือความเสียหายทางกายภาพของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย


เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้มีการหยิบยกเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ ทำให้เกิดควันพิษแพร่กระจายออกไปทั่วบริเวณนั้น จนถึงกับต้องอพยพผู้คนออกไปด้วย เนื่องจากกว่าจะสามารถดับไฟที่บ่อขยะ ก็ใช้เวลานานหลายวัน มาเป็นกรณีศึกษาทางด้านประกันภัย โดยสมมุติว่า
หากภายหลังกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบพบว่า บ้านของผู้เอาประกันภัย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุดได้ถูกควันพิษอบอยู่หลายวัน จนกระทั่งสารพิษได้ฝังตัวแทรกอยู่ในตัวบ้านจนไม่ปลอดภัยแก่การพักอยู่อาศัยได้อีกต่อไป จำต้องรื้อถอน เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยวัสดุใหม่ทั้งหมด ถ้าท่านเป็นผู้รับประกันภัยบ้านของผู้เอาประกันภัยรายนี้ภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ท่านจะพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรายนี้หรือไม่ อย่างไร?


เรื่องนี้เป็นประเด็นในการตีความคำว่า “ความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพ” ต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น มีความหมายอย่างไรในการตีความของศาลต่างประเทศ เนื่องด้วยยังไม่พบคดีฟ้องร้องในประเด็นนี้ในศาลไทย ทั้งในกรมธรรม์ประกันภัยก็มิได้ให้คำจำกัดความเอาไว้เลย ครั้นจะอาศัยพจนานุกรมในการตีความนั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตกลับให้ความหมายว่า "กายภาพ หมายความถึง เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เกี่ยวกับสสารและพลังาน, เกี่ยวกับลักษณะตามธรรมชาติของโลก"

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป มักจะตีความว่า เป็นความสูญเสีย หรือความเสียหายที่สามารถสัมผัส หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น รอยถูกไฟไหม้ รอยเปียกน้ำ แต่รอยการถูกควันจากไฟไหม้ ซึ่งถือเป็นสาเหตุใกล้ชิดจากภัยไฟไหม้ (หากควันเกิดขึ้นมาก่อนการเกิดไฟลุกไหม้ จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้ภัยไฟไหม้ของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย) จากตัวอย่างดังกล่าว รอยถูกไฟไหม้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเปียกน้ำดับเพลิง ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นไม้ หรือเป็นคอนกรีต น้ำสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ มองด้วยตาเปล่า ทรัพย์สินเหล่านั้นเสมือนหนึ่งไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหายเลย เพียงนำผ้ามาเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ ก็อาจเพียงพอแล้ว แต่ลึกเข้าไปข้างในหยดน้ำยังฝังตัวอยู่ อาจสร้างความเสียหายต่อเนื่องถึงขนาดทำให้เนื้อไม้เปื่อยผุพังได้ หรือเกิดเชื้อราขึ้นที่ตัวคอนกรีตในภายหลังก็เป็นได้ ซึ่งถือเป็นสาเหตุใกล้ชิดจากภัยไฟไหม้ได้เช่นกัน 

สำหรับความเสียหายของควันจากไฟไหม้ก็มิได้แตกต่างกันในการพิจารณา เพียงแต่กลิ่นเหม็น หรือสารพิษจากซากที่ถูกไฟไหม้ที่แฝงตัวอยู่ในควันไฟที่ลอยมา และมาฝังตัวลึกลงไปอยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น อาจจะสัมผัสไม่ใคร่ได้ชัดเจน กลิ่นเหม็นอาจพอสัมผัสสูดดมได้ แต่สารพิษที่ฝังตัวอยู่ภายใน อาจจำต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาตรวจสอบ และเมื่อตรวจพบว่า ไม่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการใช้อยู่อาศัยอีกต่อไป ก็ถือได้ว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายทางกายภาพโดยสิ้นเชิง การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริงเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิม จำต้องรื้อและสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว   

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558



เหตุการณ์กับภัยแผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่น

ขณะที่ข่าวเรื่องแผ่นดินไหวเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มเป็นห่วง เพราะเริ่มมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นระยะในบ้านเราเมื่อเร็ววันนี้ด้วย

ส่วนตัวของผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองในแง่ของการประกันภัยว่า เมื่อลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวประกอบด้วยแผ่นดินไหวนำ (Fore Shock) แผ่นดินไหวหลัก (Main Shock) และแผ่นดินไหวตาม (After Shock) ตามระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว หากทั้งสามลักษณะเกิดเป็นลำดับกันดังกล่าว โดยทิ้งช่วงกันเป็นระยะ เช่นนี้ จะถือว่า เป็นเหตุการณ์ (Occurrence) ต่างกัน หรือเป็นเหตุการณ์เดียวรวมกันทั้งหมด  

เนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินมิได้กำหนดคำนิยามเฉพาะของคำว่า “เหตุการณ์” และการเกิดแผ่นดินไหวดังกล่าวก็เป็นช่วงระยะเวลาแยกกัน จึงต้องถือเป็นคนละเหตุการณ์ ทั้งยังมิได้มีคำนิยามเฉพาะของ “แผ่นดินไหว” ให้มีความหมายเพียงแผ่นดินไหวหลักเท่านั้น ทุกลักษณะของแผ่นดินไหวจึงล้วนตกอยู่ในความหมายของภัยแผ่นดินไหวที่กรมธรรม์ประกันภัยจะให้ความคุ้มครองทั้งสิ้น เว้นแต่ในกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ได้กำหนดระดับความรุนแรงไว้ตั้งแต่เจ็ดริกเตอร์ขึ้นไปเท่านั้น  

หากช่วงการเกิดแผ่นดินไหวแต่ละลักษณะทิ้งช่วงห่างกันครั้งละหนึ่งวัน ก็จะถือเป็นสามเหตุการณ์ ถ้ามีข้อกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกรวมสามครั้ง

นอกเสียจากจะได้มีการแนบเงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า แบบ อค./ทส. 1.63 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยเหตุแห่งความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ไต้ฝุ่นและมรสุมภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง (72 Hours : Earthquake, Flood, Windstorm, Typhoon and Monsoon) โดยเอกสารแนบท้ายนี้ จะจัดแบ่งเหตุแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นออกเป็นช่วงเหตุการณ์ โดยใช้ระยะเวลา 72 ชั่วโมง หรือสามวันติดต่อกัน เป็นเกณฑ์แบ่งต่อหนึ่งเหตุการณ์ กล่าวคือ ทุกความเสียหาย ทุกอุบัติเหตุ หรือทุกภัยที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน จะถือรวมเป็นหนึ่งเหตุการณ์ ถ้ายังมีความเสียหาย อุบัติเหตุ หรือภัยเกิดขึ้นมาอีก ใน 72 ชั่วโมงติดต่อกันถัดมา ก็นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ แต่มิได้หมายความเหตุน้ำท่วมแช่อยู่นานประมาณสามเดือน น้ำจึงลด ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 จะตีความว่า จำแนกเหตุการณ์ออกได้เป็นประมาณสามสิบเหตุการณ์ เอกสารแนบท้ายนี้ มิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ดังนั้น หากกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เป็นต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ภาระของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเองจะลดน้อยลงไปมากกว่าที่มิได้แนบเอกสารแนบท้ายฉบับนี้เอาไว้

การเริ่มนับเหตุการณ์ว่า จะมีช่วงเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน เริ่มต้น และสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้น ให้เป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการกำหนดเวลาเริ่มต้นตามที่เห็นสมควร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละเหตุการณ์จะต้องไม่ทับซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก่อนวันเริ่มต้นความคุ้มครอง และที่เกิดขึ้นหลังจากวันสิ้นอายุความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว โดยที่ช่วงเวลา 72 ชั่วโมงจะจำกัดให้อยู่เพียงภายในระยะเวลาเอาประกันภัยเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวนำกับแผ่นดินไหวหลักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัย แต่แผ่นดินไหวตามมาเกิดขึ้นภายหลังกรมธรรม์ประกันภัยได้สิ้นอายุไปแล้ว เฉพาะส่วนของความเสียหายจากแผ่นดินไหวตามเท่านั้น ถึงจะมิได้รับความคุ้มครอง

ฉะนั้น ในการให้ความคุ้มครองถึงภัยแผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติอื่น จึงแนะนำให้แนบเอกสารแนบท้าย แบบ อค./ทส. 1.63 ดังกล่าวเอาไว้จะเป็นประโยชน์มากกว่า หรือไม่ก็เสนอให้กำหนดคำนิยามคำว่า “เหตุการณ์” หรือ คำว่า “เหตุการณ์วินาศภัย (Loss Event)” ซึ่งในพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความถึง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ผู้รับประกันภัย หรือผู้รับประกันภัยต่อจะต้องจ่าย อันเกิดจากเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว เช่น แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือหลายครั้งภายในเวลา 72 ชั่วโมง ถือว่า เป็นเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว” ลงไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเลย เหมือนดังเช่นกรมธรรม์ประกันภัยที่คุ้มครองแผ่นดินไหวของประเทศญี่ปุ่น และหากช่วงเวลา 72 ชั่วโมงต่อหนึ่งเหตุการณ์น้อยเกินไป จะกำหนดขยายเป็นช่วงเวลา 168 ชั่วโมง หรือเจ็ดวันเหมือนอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็แล้วแต่จะได้พิจารณา



เหตุการณ์กับภัยแผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่น

ขณะที่ข่าวเรื่องแผ่นดินไหวเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มเป็นห่วง เพราะเริ่มมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นระยะในบ้านเราเมื่อเร็ววันนี้ด้วย

ส่วนตัวของผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองในแง่ของการประกันภัยว่า เมื่อลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวประกอบด้วยแผ่นดินไหวนำ (Fore Shock) แผ่นดินไหวหลัก (Main Shock) และแผ่นดินไหวตาม (After Shock) ตามระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว หากทั้งสามลักษณะเกิดเป็นลำดับกันดังกล่าว โดยทิ้งช่วงกันเป็นระยะ เช่นนี้ จะถือว่า เป็นเหตุการณ์ (Occurrence) ต่างกัน หรือเป็นเหตุการณ์เดียวรวมกันทั้งหมด  

เนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินมิได้กำหนดคำนิยามเฉพาะของคำว่า “เหตุการณ์” และการเกิดแผ่นดินไหวดังกล่าวก็เป็นช่วงระยะเวลาแยกกัน จึงต้องถือเป็นคนละเหตุการณ์ ทั้งยังมิได้มีคำนิยามเฉพาะของ “แผ่นดินไหว” ให้มีความหมายเพียงแผ่นดินไหวหลักเท่านั้น ทุกลักษณะของแผ่นดินไหวจึงล้วนตกอยู่ในความหมายของภัยแผ่นดินไหวที่กรมธรรม์ประกันภัยจะให้ความคุ้มครองทั้งสิ้น เว้นแต่ในกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ได้กำหนดระดับความรุนแรงไว้ตั้งแต่เจ็ดริกเตอร์ขึ้นไปเท่านั้น  

หากช่วงการเกิดแผ่นดินไหวแต่ละลักษณะทิ้งช่วงห่างกันครั้งละหนึ่งวัน ก็จะถือเป็นสามเหตุการณ์ ถ้ามีข้อกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกรวมสามครั้ง

นอกเสียจากจะได้มีการแนบเงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า แบบ อค./ทส. 1.63 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยเหตุแห่งความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ไต้ฝุ่นและมรสุมภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง (72 Hours : Earthquake, Flood, Windstorm, Typhoon and Monsoon) โดยเอกสารแนบท้ายนี้ จะจัดแบ่งเหตุแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นออกเป็นช่วงเหตุการณ์ โดยใช้ระยะเวลา 72 ชั่วโมง หรือสามวันติดต่อกัน เป็นเกณฑ์แบ่งต่อหนึ่งเหตุการณ์ กล่าวคือ ทุกความเสียหาย ทุกอุบัติเหตุ หรือทุกภัยที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน จะถือรวมเป็นหนึ่งเหตุการณ์ ถ้ายังมีความเสียหาย อุบัติเหตุ หรือภัยเกิดขึ้นมาอีก ใน 72 ชั่วโมงติดต่อกันถัดมา ก็นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ แต่มิได้หมายความเหตุน้ำท่วมแช่อยู่นานประมาณสามเดือน น้ำจึงลด ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 จะตีความว่า จำแนกเหตุการณ์ออกได้เป็นประมาณสามสิบเหตุการณ์ เอกสารแนบท้ายนี้ มิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ดังนั้น หากกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เป็นต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ภาระของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเองจะลดน้อยลงไปมากกว่าที่มิได้แนบเอกสารแนบท้ายฉบับนี้เอาไว้

การเริ่มนับเหตุการณ์ว่า จะมีช่วงเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน เริ่มต้น และสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้น ให้เป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการกำหนดเวลาเริ่มต้นตามที่เห็นสมควร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละเหตุการณ์จะต้องไม่ทับซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก่อนวันเริ่มต้นความคุ้มครอง และที่เกิดขึ้นหลังจากวันสิ้นอายุความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว โดยที่ช่วงเวลา 72 ชั่วโมงจะจำกัดให้อยู่เพียงภายในระยะเวลาเอาประกันภัยเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวนำกับแผ่นดินไหวหลักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัย แต่แผ่นดินไหวตามมาเกิดขึ้นภายหลังกรมธรรม์ประกันภัยได้สิ้นอายุไปแล้ว เฉพาะส่วนของความเสียหายจากแผ่นดินไหวตามเท่านั้น ถึงจะมิได้รับความคุ้มครอง

ฉะนั้น ในการให้ความคุ้มครองถึงภัยแผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติอื่น จึงแนะนำให้แนบเอกสารแนบท้าย แบบ อค./ทส. 1.63 ดังกล่าวเอาไว้จะเป็นประโยชน์มากกว่า หรือไม่ก็เสนอให้กำหนดคำนิยามคำว่า “เหตุการณ์” หรือ คำว่า “เหตุการณ์วินาศภัย (Loss Event)” ซึ่งในพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความถึง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ผู้รับประกันภัย หรือผู้รับประกันภัยต่อจะต้องจ่าย อันเกิดจากเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว เช่น แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือหลายครั้งภายในเวลา 72 ชั่วโมง ถือว่า เป็นเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว” ลงไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเลย เหมือนดังเช่นกรมธรรม์ประกันภัยที่คุ้มครองแผ่นดินไหวของประเทศญี่ปุ่น และหากช่วงเวลา 72 ชั่วโมงต่อหนึ่งเหตุการณ์น้อยเกินไป จะกำหนดขยายเป็นช่วงเวลา 168 ชั่วโมง หรือเจ็ดวันเหมือนอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็แล้วแต่จะได้พิจารณา