วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 248 : เผาบ้านตนเอง เพื่อฆ่าตัวตาย (Commit Suicide by Setting Fire to His Own House) เนื่องด้วยความเครียดสะสม ซ้ำร้ายภายหลังมีขโมยลอบเข้าไปลักทรัพย์ (Thefts) ถึงสามครา บริษัทประกันภัยยังจำต้องรับผิดให้ไหมนี่?

 

เย็นวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 2001 สืบเนื่องจากภาวะความเครียดสะสมในธุรกิจกับชีวิตส่วนตัว ประกอบการติดสุราอย่างรุนแรง ผู้เอาประกันภัยรายนี้ตัดสินใจจบชีวิตของตนเองด้วยการจุดไฟเผาบ้านของตนเอง แต่พอไฟเริ่มลุกลามมาก กลับเปลี่ยนใจหลบหนีออกมา โชคดีที่ดับไฟทันท่วงที ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่ตัวบ้านกับทรัพย์สินภายในที่ได้เอาประกันภัยไว้เสียหายบางส่วนค่อนข้างมากจนไม่อาจพักอยู่อาศัยได้ดังเดิม จำต้องไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว โดยได้มีการใช้แผ่นไม้ตีปิดกั้นส่วนที่เปิดเป็นช่องโหว่ไว้ด้วย

 

กรณีเหตุไฟไหม้

 

วันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเหตุไฟไหม้ดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย และได้มีการแต่งตั้งทนายความเข้ามาช่วยจัดการแทนอีกแรงหนึ่ง

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่ง

 

ช่วงระหว่างวันที่ 24/25 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบถอดสลักยกประตูเหล็กดัดหน้าบ้านที่ถูกคล้องกุญแจออกไป โดยผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สอง

 

วันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 2001 คนร้ายแอบงัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งคงยังหลงเหลืออยู่ภายในบ้านออกไปบางรายการ

 

วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองอย่างเป็นทางการต่อบริษัทประกันภัย

 

มีบางรายการซ้ำซ้อนกับที่ได้ยื่นเรียกร้องจากกรณีเหตุไฟไหม้ซึ่งถูกปฏิเสธความรับผิดแต่แรก ครานี้ผู้เอาประกันภัยจึงได้ยื่นเรื่องเรียกร้องเข้ามาอีกในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งนี้

 

วันที่ 6 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยส่งหนังสือร้องขอต่อผู้เอาประกันภัยผ่านทางทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อจะเข้าไปสำรวจตรวจสอบความสูญเสีย สำหรับกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่หนึ่งกับที่สอง และขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากตัวผู้เอาประกันภัยด้วย แต่ไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย

 

กรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สาม

 

วันที่ 17 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ได้มีคนร้ายแอบเข้าไปขโมยทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่คงเหลืออยู่อีกหลายรายการ

 

วันที่ 24 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุการณ์ลักทรัพย์ครั้งที่สามต่อบริษัทประกันภัย

 

วันที่ 25 กรกฏาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อแจ้งว่า ตนได้รับทราบถึงกรณีที่ผู้เอาประกันภัยบ่นถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงกับบริษัทประกันภัย แต่ตามมารยาทแล้ว ตนลำบากใจที่จะติดต่อโดยตรงกับผู้เอาประกันภัย เว้นแต่ทนายความจะได้ให้ความเห็นชอบเสียก่อน

 

วันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้เอาประกันภัยได้ทำหนังสือต่อว่าบริษัทประกันภัยถึงความล่าช้าในการจัดการเรื่องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด

 

วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย เพื่อขอคำแนะนำ พร้อมแจ้งว่า ถ้าตนไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 7 วัน แสดงว่า ทางทนายความไม่ขัดข้องที่ตนจะติดต่อกับผู้เอาประกันภัยโดยตรง

 

ไม่มีคำตอบใดกลับมาเช่นเคย

 

วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือโดยตรงถึงผู้เอาประกันภัย แจ้งว่า ตนได้พยายามติดต่อสื่อสารผ่านทนายความซึ่งได้รับมอบหมายจากตัวผู้เอาประกันภัยให้กระทำการแทนรวมสี่ฉบับแล้วเกี่ยวกับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งดังเอกสารแนบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดกลับมาเลย จึงเรียนแจ้งมาเพื่อทราบ และโปรดแจ้งกลับว่า จะให้ตนควรดำเนินการต่อไปเช่นไร

 

ตัวผู้เอาประกันภัยก็ไม่ได้ตอบกลับไป โดยไม่มีข้อมูลว่า เป็นเพราะเหตุใด เรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดจึงหยุดชะงักลงเพียงแค่นั้น

 

ประมาณเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ตัวผู้เอาประกันภัยได้โอนส่งมอบทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งอยู่ใต้ภาระหนี้จำนองให้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง และทรัพย์สินนั้นก็ได้ถูกโอนขายต่อไปให้แก่บุคคลภายนอกเรียบร้อยแล้ว

 

วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยทำหนังสือถึงทนายความของผู้เอาประกันภัย หากไม่ได้รับคำตอบกลับมาภายใน 14 วัน ก็จะยุติการดำเนินการทั้งหมด และปิดเรื่องกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 2001 ผู้ประเมินวินาศภัยของบริษัทประกันภัยได้ทำหนังสือติดตามอีกครั้ง ทั้งที่ ณ เวลานั้น ตัวผู้เอาประกันภัยไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นอีกต่อไปแล้ว

 

ประมาณปี ค.ศ. 2002 บริษัทประกันภัยจึงปิดเรื่องเรียกร้องทั้งหมด

 

ประมาณเดือนมีนาคม ค.ศ. 2007 ตัวผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล เพื่อเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาททั้งกรณีเหตุไฟไหม้กับกรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง

 

ผลทางคดี

 

ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ศาลได้ทำการพิจารณาคดีนี้ โดยมีประเด็นข้อพิพาท ดังนี้

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ก) กรณีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้นโดยเจตนารับรู้ของผู้เอาประกันภัยโจทก์อันเข้าข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท และตามกฎหมายดังที่บริษัทประกันภัยจำเลยกล่าวอ้างหรือไม่?

 

ผู้เอาประกันภัยโจทก์โต้แย้งโดยอ้างเหตุวิกลจริต (insanity) ตนได้กระทำการดังกล่าวไปโดยปราศจากสติสัมปชัญญะ ไม่อาจรับรู้กับรู้สึกตัวได้ และไม่สามารถจำแนกถึงความผิดชอบชั่วดีเฉกเช่นบุคคลผู้มีสติสัมปชัญญะปกติทั่วไปได้

 

โดยหลักกฎหมายแล้ว ในการที่จะพ้นผิดด้วยสาเหตุแห่งวิกลจริตนั้น ผู้กระทำจำต้องพิสูจน์ให้ศาลรับฟังอย่างสิ้นสงสัยได้ว่า

 

1) ตนไม่อาจรับรู้ถึงการกระทำของตนเองได้ หรือ

2) ถ้าตนรับรู้ ก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

จากการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ถึงการกระทำของตนเองเป็นอย่างดี และรู้ดีถึงผลการกระทำของตนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เนื่องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

 

(1) ผู้เอาประกันภัยโจทก์มีความตั้งใจ และแสดงออกที่จะพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งตั้งแต่ก่อนหน้ากรณีเหตุไฟไหม้

 

(2) ก่อนลงมือจุดไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ปล่อยสุนัขของตนออกไปด้วยความสงสาร ไม่อยากให้ต้องมารับกรรมจากการกระทำของตนเองในครานี้

 

(3) ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้จุดไฟขึ้นที่กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า แล้วไปแหย่กับตัวโซฟาที่ตนเองใช้นั่งประจำ และไปจ่อกับผ้าม่าน เพื่อให้ไฟสามารถลุกลามไปได้โดยง่าย ฉะนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้รับรู้ และเข้าใจถึงการกระทำของตนเองอย่างชัดแจ้ง

 

(4) ภายหลังจากการลุกลามของไฟ ผู้เอาประกันภัยโจทก์เกิดความรู้สึกละอายใจ และเปลี่ยนใจไม่อยากตาย ด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้าน เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านให้มาดับไฟนั้นในท้ายที่สุด ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยโจทก์สามารถรับรู้ได้ว่า สิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

 

ปัจจัยที่เป็นต้นเหตุนั้น ไม่ได้มีเพียงสาเหตุจากการป่วยทางจิต (mental illness) อย่างเดียว ทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ลงมือจุดไฟด้วยอาการขาดสติ   

 

ยังมีปัจจัยเกี่ยวข้องอย่างอื่นอีก ทั้งในเรื่องความรุนแรงในครอบครัว จนภรรยากับลูกต้องอพยพไปอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านชั่วคราว และปล่อยให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์อยู่ตามลำพังในบ้านดังกล่าวจนกระทั่งเกิดเหตุนั้นขึ้นมา

 

ปัญหาทางธุรกิจจนถึงขนาดขาดสภาพคล่องทางเงิน และเป็นคดีความทางอาญากับคณะผู้บริหารของตน ซึ่งอาจส่งผลทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์จำต้องติดคุก หากแพ้คดี

 

สุดท้าย ปัจจัยจากอาการติดสุราเรื้อรัง แม้จะพยายามเลิกได้ชั่วเวลาหนึ่ง ก็กลับมาใช้พฤติกรรมเดิมอยู่อีก

 

ฉะนั้น อาการป่วยทางจิตจึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่จะนำมาใช้อ้างเหตุแห่งวิกลจริต เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้ประโยชน์

 

ศาลจึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่ต้องรับผิด

 

ข) กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้ง ผู้เอาประกันภัยโจทก์ได้กระทำผิดเงื่อนไขโดยไม่ให้ความร่วมมือ (failure to co-operate condition) แก่บริษัทประกันภัยจำเลย อันบริษัทประกันภัยจำเลยสามารถใช้ปฏิเสธความรับผิดของตนตามที่กล่าวอ้างได้หรือไม่?

 

ข้อกำหนดว่าด้วยการให้ความร่วมมือในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (claims co-operation clause) นั้น ไม่ใช่เงื่อนไขก่อนความรับผิดของบริษัทประกันภัยจำเลย (condition precedent to the insurer’s liability) อันจะสามารถใช้เพื่อปฏิเสธความรับผิดของตนเองได้ แต่เป็นเพียงการผิดเงื่อนไขปกติธรรมดาตามสัญญาประกันภัยเท่านั้น ซึ่งแม้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อาจกระทำผิดเงื่อนไขนั้นไปบ้าง ก็น่าเชื่อว่า โดยไม่ได้ตั้งใจ และก็ไม่ได้ส่งผลในการก่อความเสียหายให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลย เพียงแค่ทำให้บริษัทประกันภัยจำเลยไม่สามารถตกลงที่จะชดใช้ตัวเลขความเสียหายได้เท่านั้น โดยเฉพาะในกรณีเหตุลักทรัพย์ครั้งที่สองกับที่สาม (ส่วนครั้งแรกค่อนข้างง่ายที่จะตกลงกันได้) แต่ไม่ได้ส่งผลถึงขนาดทำให้กรณีเหตุลักทรัพย์ทั้งสามครั้งไม่อาจได้รับความคุ้มครอง

 

ศาลจึงวินิจฉัยให้บริษัทประกันภัยจำเลยรับผิด

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Raymond Thomas Porter v Zurich Insurance Co [2009] EWHC 376 (QB))

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?

 

 

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 247 : ลูกจ้างเลิกงานแล้วใช้ลิฟท์ส่วนกลาง (multi-tenant building’s lift) เพื่อกลับบ้าน แต่ถูกประตูลิฟท์นั้นหนีบได้รับบาดเจ็บ นายจ้างของลูกจ้างรายนั้นจำต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย (employer should be legally liabled) หรือไม่?

 

ตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศจากประเทศอังกฤษเรื่องนี้ ลูกจ้างเป็นโจทก์ฟ้องนายจ้างของตนให้รับผิดตามกฎหมาย สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตน โดยได้บรรยายคำฟ้องไว้ดังนี้

 

โจทก์ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับของสำนักงานจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นสองของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งหนึ่ง

 

การเดินทางเข้าออกสำนักงานของตนสามารถเลือกทำได้สองทาง คือ ใช้บันได หรืออาศัยลิฟท์ที่ตั้งอยู่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งทั้งหมดตามสัญญาเช่าพื้นที่ของจำเลยระบุเป็นพื้นที่ส่วนกลางของอาคารสำนักงานให้เช่าแห่งนั้น (common parts of the premises)

 

เย็นวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2000 โจทก์เลิกงานออกจากสำนักงานของตนโดยกดลิฟท์ลงมาชั้นล่าง ขณะที่กำลังเดินออกจากลิฟท์นั้น กระเป๋าที่สะพายอยู่บนบ่าได้เลื่อนหลุด โจทก์จึงหยุดชะงักเพื่อรีบคว้ากระเป๋าใบนั้น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูลิฟท์ได้เลื่อนมาปิดพอดี จนทำให้ประตูลิฟท์นั้นกระแทกหนีบมือขวาของโจทก์ได้รับบาดเจ็บ

 

ผลการตรวจสอบภายหลัง ปรากฏว่า กลไกป้องกันความปลอดภัยของประตูลิฟท์นั้น เกิดความบกพร่องไม่ทำงานตามปกติที่ควรจะเป็น (defect disabling of the lift’s safety device)

 

โจทก์จึงได้นำคดีมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายอันเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ภายใต้ข้อกำหนดว่าด้วยการจัดหาและการใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน ค.ศ. 1998 (The Provision and Use of Work Equipment Regulations 1998 (PUWER)) สำหรับการบาดเจ็บเสียหายส่วนบุคคล (personal injury) ที่บังเกิดขึ้นแก่ตนดังกล่าว

 

คุณเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว นายจ้างมีความรับผิดตามกฎหมายต่อลูกจ้างรายนี้หรือไม่ครับ?

 

ถ้าคำตอบ คือ ไม่ ก็เป็นเช่นเดียวกับคำต่อสู้ของจำเลยในคดีนี้

 

จำเลยต่อสู้ว่า ตนไม่มีความรับผิดตามกฎหมายในกรณีนี้ โดยอ้างว่า

 

1) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นนอกเวลาทำงาน (not at work)

 

2) สถานที่เกิดเหตุซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางก็อยู่นอกบริเวณพื้นที่สำนักงานที่จำเลยเช่าอันโจทก์ได้ทำงานอยู่ (workplace)

 

3) ลิฟท์ที่ก่อเหตุนั้นก็ไม่ได้เป็นของจำเลยแต่ประการใด จัดเป็นลิฟท์ที่บุคคลทั่วไป รวมทั้งผู้เช่าพื้นที่ต่าง ๆ สามารถใช้งานร่วมกันได้ และไม่ใช่อุปกรณ์ที่นายจ้างจัดให้เพื่อใช้ในการทำงาน (work equipment) ตามที่กฎหมายฉบับนั้นได้บัญญัติเอาไว้

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว มีความเห็น ดังนี้

 

1) คำว่า “ในเวลาทำงาน (at work)” นั้น ควรแปลความหมายอย่างกว้าง ให้รวมถึงการเดินทางเข้าออกสำนักงาน หรือการเดินทางไปเก็บจดหมาย ไปรษณีย์ที่ถูกนำมาส่งไว้ในตู้ของผู้เช่า ณ ห้องโถงข้างล่างด้วย

 

2) ทั้งคำว่า “สถานที่ประกอบกิจการ (workplace)” นั้น กฎหมายดังกล่าวได้กำหนดให้นายจ้างทุกรายจะต้องจัดการดูแลรักษาให้สถานที่ประกอบกิจการ (รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน) มีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัยแก่ลูกจ้างของตน โดยสถานที่ประกอบกิจการหมายความรวมถึงพื้นที่ห้อง ห้องโถง ระเบียง บันได ถนน หรือสถานที่ใดก็ตามที่ใช้ในการเข้าออกสถานที่ทำงานนั้น หรือสถานที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จัดให้ใช้อันเกี่ยวข้องกับสถานที่ในการทำงานนั้นเอง

 

3) ส่วนคำว่า “อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน (work equipment)” นั้น ซึ่งตามกฎหมายให้คำจำกัดความถึงเครื่องจักร เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือสิ่งที่ติดตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ในการทำงาน (ไม่ว่าจะโดยเฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ตาม) แม้ลิฟท์นั้นจะไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยเอง หรือไม่ได้อยู่ในความควบคุมของจำเลย หรือไม่ได้มอบให้ลูกจ้างใช้ทำงานก็ตาม แต่ควรตีความอย่างกว้าง ให้หมายความรวมถึงลิฟท์ซึ่งผู้ให้เช่าจัดบริการ เพื่อให้ผู้เช่ารวมถึงลูกจ้างสามารถใช้บริการเดินทางเข้าออกได้อย่างชอบธรรมตามสัญญาเช่า โดยที่ผู้เช่าเองจำต้องชำระค่าบริการส่วนกลาง (รวมถึงค่าบำรุงรักษาซ่อมแซม) ในกรณีนี้ด้วย ทำให้สามารถแปลความหมายให้จัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

 

ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายดังกล่าว

 

จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้าน

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี PRP Architects v Reid [2006] EWCA Civ 1119 (28 July 2006))

 

หมายเหตุ

 

แม้บทบัญญัติกฎหมายของบ้านเราไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถเทียบเคียงได้กับหลักกฎหมายบ้านเราในเรื่องพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งกำหนดให้

 

- เจ้าของ หรือผู้ครอบครองอาคารต้องดูแลรักษา และซ่อมแซมอาคาร (รวมถึงอุปกรณ์ที่ติดตั้ง) ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และมิให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินตลอดเวลาที่ใช้อาคารนั้น

 

- นายจ้างบริหาร จัดการ และดำเนินการค้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

เมื่อนายจ้างละเลยไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมายเช่นว่านั้น

 

ในส่วนของประกันภัยจะเป็นการประกันภัยความรับผิดของนายจ้าง (Employer’s Liability Insurance) ซึ่งไม่ใคร่ได้รับความนิยมนักในบ้านเรา เพราะตัวถ้อยคำกรมธรรม์ประกันภัยเองที่มีอยู่ค่อนข้างล้าสมัย ไม่เคยได้รับการปรับปรุง ทั้งยังถูกนำไปผูกเชื่อมโยงกับการประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน (Workmen’s Compensation Insurance) เข้าไปอีก

 

เมื่อพิจารณาตัวอย่างคดีศึกษาข้างต้น ชวนให้นึกคิดไปต่ออีกว่า

 

ศาลไทยจะแปลความหมายอย่างกว้างเช่นนั้นหรือเปล่า?

 

ถ้าใช่ จะส่งผลกระทบต่อกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (Public Liability Insurance Policy) หรือความรับผิดต่อผู้ครอบครองสถานที่ (Occupier’s Liability Insurance Policy) ซึ่งมีอยู่เดิมอย่างไร?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 169 : ผู้เอาประกันภัยรายใดภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยการปฏิบัติงานตามสัญญาว่าจ้าง (Contract Works Insurance Policy) ควรได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับตัวงาน/วัสดุ/สัมภาระที่เสียหายกันแน่?

 

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 246 : ข้อพึงระวังของการมีชื่อผู้เอาประกันภัยหลายราย (Multi-Insured’s Names) อยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดียวกัน บทเรียนของนายหน้าประกันวินาศภัย (Insurance Broker) กับบริษัทประกันภัย และผู้เอาประกันภัยก็ด้วย

 

เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจครอบคลุมมากขึ้นต่อเนื่องจากบทความล่าสุดที่เพิ่งผ่านมา

 

นอกเหนือจากการจำแนกตัวตนระหว่างบุคคลกับนิติบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถทำประกันภัยดังกล่าวมาแล้ว

 

ในความเป็นจริงของการดำเนินกิจกรรม ความซับซ้อนยุ่งยากยังไม่จบเพียงแค่นั้น

 

บุคคลอาจมีชื่อฉายา ชื่อใช้ในการแสดง หรือชื่อเรียกแตกต่างจากชื่อจริงของตนเองก็ได้

 

เช่นเดียวกันนิติบุคคลอาจมีชื่อเรียกทางการค้า (trading name/trading as (t/a)) แตกต่างจากจากชื่อนิติบุคคลที่จดทะเบียนไว้ก็ได้ หรือ

 

นิติบุคคลอาจจำแนกแยกย่อยออกเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (holding company) บริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทย่อย (subsidiary company) ในกลุ่ม บริษัทร่วม (associated company) ที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย

 

เหล่านี้ เวลาจัดทำประกันภัย อาจประสบปัญหา ควรระบุชื่อใดดี หรือจำต้องระบุทุกชื่อที่เกี่ยวข้องทั้งหมดดีไหม?

 

บ้านเราจะพบเห็นบ่อยในการจัดทำประกันภัยคอนโดมิเนียม

 

มักนิยมระบุชื่อทั้งนิติบุคคลอาคารชุด และ/หรือชื่อเรียกอาคารชุดนั้น ตลอดจนและ/หรือเจ้าของห้องทุกรายลอย ๆ

 

สามารถมีผลจะได้รับความคุ้มครองแท้จริงไหม?

 

งั้นเราลองมาพิจารณาเทียบเคียงกับตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศเรื่องนี้กันครับ

 

โรงแรมคลาสสิคขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยหลากหลายฉบับครอบคลุมทั้งการประกันภัยทรัพย์สินกับการหยุดชะงักของธุรกิจ (property damage & business interruption insurance) การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก (public liability insurance) รวมถึงการประกันภัยความรับผิดของนายจ้างต่อลูกจ้าง (employer’s liability insurance) ของตนผ่านนายหน้าประกันวินาศภัยต่อบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง โดยได้จัดทำประกันภัยต่อเนื่องกันมาหลายปีนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013

 

เนื่องจากลักษณะในการถือครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัย และการประกอบธุรกิจที่คุ้มครองมีความเกี่ยวข้องกันอยู่หลากหลาย ดังนี้

 

ก) นิติบุคคลผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารโรงแรม คือ George on High Ltd. (GOH)

 

ข) นิติบุคคลผู้เช่าตัวโรงแรมเพื่อใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารกับสถานบันเทิง คือ George on Rye Ltd. (GOR)

 

ค) ทั้งสองบริษัทล้วนมีนายกับนาง Clarke เป็นเจ้าของ

 

นายหน้าประกันวินาศภัยรายนี้ได้แจ้งให้บริษัทประกันภัยระบุชื่อผู้เอาประกันภัยลงในกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับว่า “The George on High Ltd. t/a the George in Rye” (โปรดสังเกตชื่อทางการค้าไม่ตรงกับชื่อจดทะเบียนของนิติบุคคลผู้เช่า และผู้ประกอบธุรกิจ)

 

วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 2019 เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ตัวอาคารโรงแรมกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่นถึงขนาดจำต้องถูกปิดซ่อมแซมเป็นระยะเวลานาน

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อทั้งสองราย อันได้แก่

 

ก) George on High Ltd. (GOH) เรียกร้องค่าเสียหายสำหรับอาคารโรงแรมที่เอาประกันภัย และ

 

ข) George on Rye Ltd. (GOR) เรียกร้องค่าเสียหายต่อสต็อกสินค้ากับทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยคิดเป็นเงินรวม 598,638 ปอนด์สเตอร์ลิง และความสูญเสียทางการเงินรวมถึงค่าเช่าจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่คุ้มครองคิดเป็นเงินรวม 1,668,520 ปอนด์สเตอร์ลิง

 

บริษัทประกันภัยตอบรับว่า

 

ก) ยินดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของตัวอาคารที่เอาประกันภัยตามความเสียหายแท้จริงที่เกิดขึ้นแก่ George on High Ltd. (GOH)

 

ข) แต่ปฏิเสธไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ของ George on Rye Ltd. (GOR) เนื่องจากมิได้มีชื่อระบุเป็นผู้เอาประกันภัยอยู่ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ทั้งสองบริษัทจึงยื่นฟ้องต่อศาล ดังนี้

 

1) นายหน้าประกันวินาศภัยของตนเป็นจำเลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับกรณี

 

1.1) ค่าเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ George on Rye Ltd. (GOR) หากไม่ได้รับชดใช้จากบริษัทประกันภัยดังกล่าว และ

 

1.2) ค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามความเสียหายที่แท้จริง (under insurance) ซึ่งบังเกิดขึ้นแก่ทั้งสองบริษัท ด้วยเหตุที่กระทำการละเว้นในการชี้ช่อง และการจัดการจัดทำทุนประกันภัยให้ครบถ้วนถูกต้อง

 

2) บริษัทประกันภัยรายดังกล่าวเป็นจำเลย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่บังเกิดขึ้นแก่ George on Rye Ltd. (GOR) ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

สำหรับค่าเสียหายในรายการที่ 1.2 ข้างต้น นายหน้าประกันวินาศภัยตกลงชดใช้ให้ก่อนเริ่มพิจารณาคดีนี้

 

ส่วนรายการอื่น ๆ ได้ถูกดำเนินการคดีในศาล โดยมีประเด็นในการพิจารณา ดังนี้

 

1. ในความเป็นจริง George on High Ltd. (GOH) ไม่เคยใช้ชื่อทางการค้าว่า the George in Rye ตัวตนที่แท้จริงตามกฎหมายของผู้เช่ากับผู้ประกอบกิจการดังกล่าว คือ George on Rye Ltd. (GOR) ต่างหาก

 

2. บริษัทประกันภัยจำเลยเพิ่งมารับรู้ถึงตัวตนตามกฎหมายของ George on Rye Ltd. (GOR) ในภายหลัง เนื่องด้วย

 

2.1 นาย Clarke เจ้าของบริษัททั้งสองได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนนับหกครั้ง ภายใต้กรณีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของแขกผู้เข้าพัก และกรณีความบาดเจ็บของลูกจ้างโรงแรม โดยระบุถึงชื่อ George on Rye Ltd. (GOR) เป็นผู้เอาประกันภัย บริษัทผู้รับจ้าง และจัดการเรื่องสินไหมทดแทนภายนอก (Third Party Claims Administrator (TPA)) ของบริษัทประกันภัยจำเลยได้รับรู้ และตกลงชดใช้ให้ทุกครั้งโดยไม่ได้มีการโต้แย้งใด ๆ  

 

2.2 George on Rye Ltd. (GOR) เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัยทั้งหมดให้แก่บริษัทประกันภัยจำเลยมาโดยตลอด

 

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาถึงพยานหลักฐานประกอบต่าง ๆ แล้ว มีความเห็นว่า

 

1. การรับรู้ถึงตัวตนของ George on Rye Ltd. (GOR) ของบริษัทผู้รับจ้าง และจัดการเรื่องสินไหมทดแทนภายนอก (TPA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทประกันภัยจำเลย ถือเป็นความเข้าใจโดยพื้นฐานได้ว่า ชื่อของผู้เอาประกันภัยซึ่งเขียนว่า “The George on High Ltd. t/a the George in Rye” นั้น ควรหมายความถึง “The George on High Ltd. And the business operated by George on Rye Limited t/a the George in Rye” การที่ได้ตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ George on Rye Ltd. (GOR) ในเรื่องค่าสินไหมทดแทนที่ผ่านมานับเป็นการยอมรับตัวตนนั้นแล้วโดยปราศจากข้อโต้แย้งตามหลักกฎหมายปิดปาก (estoppel)

 

2. การที่ George on Rye Ltd. (GOR) ชำระค่าเบี้ยประกันภัยเอง นับเป็นเหตุผลเพียงพอแล้วถึงความตั้งใจในการทำประกันภัยต่าง ๆ เหล่านั้น

 

ฉะนั้น ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท ดังนี้

 

ก) สำหรับ George on Rye Ltd. (GOR) ค่าสินไหมทดแทนต่อสต็อกสินค้ากับทรัพย์สินอื่นที่เอาประกันภัยคิดเป็นเงินรวม 598,638 ปอนด์สเตอร์ลิง และ

 

ข) ความสูญเสียทางการเงินจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่คุ้มครองคิดเป็นเงินรวม 892,520 ปอนด์สเตอร์ลิง

 

ข) สำหรับค่าเช่าอาคารโรงแรมระหว่างปิดซ่อมแซม ให้นายหน้าประกันวินาศภัยจำเลยชดใช้ให้แก่ George on High Ltd. (GOH) แทน George on Rye Ltd. (GOR)

 

ส่วนคำร้องขออุทธรณ์ของฝ่ายจำเลยได้ถูกยก คดีนี้จึงสิ้นสุดลง ณ ชั้นศาลขั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี George on High Ltd. & Anor v Alan Boswell Insurance Brokers Ltd. & Anor [2023] EWHC 1963 (Comm) (27 July 2023))

 

หมายเหตุ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3570/2547 วินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยวางหลักว่า ชื่อการค้า (Trade Name) คือชื่อที่ใช้ในการประกอบกิจการ แม้ไม่ได้จดทะเบียนชื่อการค้าโดยตรง แต่หากนำมาใช้จนแพร่หลาย และเป็นที่รู้จักดีทั่วไปแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย (สืบค้นมาจากเวป https://www.lawyeryai.com/post/ชื่อการค้า-vs-เครื่องหมายการค้า-ต่างกันยังไง

ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง)

 

ในแง่การประกันภัย ถ้าเป็นไปได้ ควรระบุชื่อผู้เกี่ยวข้องอันมีส่วนได้เสียที่สามารถอันประกันภัยได้ทุกรายลงไปให้ชัดเจนน่าจะปลอดภัยกว่า

 

อนึ่ง ทั้งควรระบุอาชีพ หรือลักษณะของภัย และการใช้สถานที่ประกอบการที่เอาประกันภัยให้ชัดเจน และครบถ้วนถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน

 

ยกตัวอย่างเช่น กรณีโรงแรม หากเพียงระบุสถานที่ประกอบการใช้เป็นโรงแรมเพียงลำพังอย่างเดียว อาจมีปัญหาข้อโต้แย้งภายหลังได้ ถ้าปรากฏข้อความจริงว่า โรงแรมนั้นมีห้องอาคาร สถานบันเทิง ร้านค้าของตนอยู่ด้วย

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 168 : สินค้าที่ขนส่งสูญหาย ผู้รับขนส่งต้องรับผิดตามราคาสินค้า หรือตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ของผู้รับขนส่ง?