เรื่องที่ 245 : เมื่อทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัทกับทรัพย์สินของบริษัทจำต้องแยกเดินกันคนละทาง (Separate Entity Concept) ไหม?
(ตอนที่สอง)
เรื่องที่สองก็จัดเป็นคดีต้นแบบถัดมาอีกร่วมหกสิบปีหลัง ซึ่งเริ่มได้ยอมรับกันอย่างแพร่หลายเช่นเดียวกัน
คดีแรกเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ)
คดีหลังนี้เกิดขึ้นในประเทศแคนาดา ซึ่งอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1972 นาย Andreas Kosmopoulos เป็นผู้อพยพชาวกรีกเข้ามาประกอบธุรกิจเช่าอาคารเพื่อเปิดร้านค้าผลิต และขายสินค้าเครื่องหนังใช้ชื่อเรียกว่า Spring Leather Goods ณ กรุงโทรอนโท ประเทศแคนาดา โดยนาย Andreas Kosmopoulos ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อธุรกิจเริ่มประสบความสำเร็จ ทนายความได้แนะนำให้จดทะเบียนตั้งบริษัทชื่อ Kosmopoulos Leather Goods Limited (KLG) ที่มีเพียงนาย Andreas Kosmopoulos เป็นทั้งผู้บริหารกับผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียว เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ และเพื่อปกป้องสินทรัพย์ส่วนตัวของนาย Andreas Kosmopoulos เอง ด้วยการโอนสินทรัพย์ทั้งหมดให้ตกเป็นของบริษัท KLG ซึ่งใช้ชื่อสถานประกอบการเรียกว่า Spring Leather Goods
แม้นกระนั้น นาย Andreas Kosmopoulos คงยึดถือปฏิบัติตนเสมือนหนึ่งตนยังเป็นเจ้าของผู้ประกอบการโดยลำพังอยู่ดังเดิม และใช้ชื่อตนเองในการจัดทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นต้นว่า บัญชีทางธนาคาร บัญชีค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคต่าง ๆ ตลอดจนการชำระค่าภาษีต่าง ๆ
ขณะที่ทนายความได้พยายามไปยื่นเรื่องขอเจรจาเปลี่ยนสัญญาเช่าอาคารเป็นชื่อบริษัท KLG ให้อีกด้วย แต่ทางผู้ให้เช่าอาคารยังไม่ได้ตอบรับ
ต่อมา นาย Andreas Kosmopoulos ได้นำทรัพย์สินของบริษัท KLG ไปจัดทำการประกันอัคคีภัยผ่านตัวแทนประกันวินาศภัยผู้ซึ่งรับรู้แล้วว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นเป็นของบริษัท KLG แต่กลับแจ้งระบุชื่อผู้เอาประกันภัย คือ นาย Andreas Kosmopoulos ในชื่อทางการค้าเรียกว่า Spring Leather Goods
วันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1977 ได้เกิดไฟไหม้ลุกลามมาจากข้างเคียงสร้างความเสียหายอย่างมากแก่ร้านค้าของนาย Andreas Kosmopoulos
บริษัทประกันภัยผู้ให้ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทปฏิเสธความรับผิด โดยอ้างเหตุผลที่ว่า ผู้เอาประกันภัยดังระบุชื่อไม่ได้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินเอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหาย เพราะเป็นทรัพย์สินนั้นได้ตกของบริษัท KLG แล้ว
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้น
มีประเด็นข้อพิพาทประการเดียว คือ นาย Andreas Kosmopoulos ผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้อยู่ในทรัพย์สินนั้นของบริษัท KLG หรือไม่?
คดีนี้ได้มีการต่อสู้คดีจนขึ้นมาสู่ศาลฎีกา
ทุกศาลเห็นพ้องร่วมกัน และตัดสินให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยชนะคดี โดยให้เหตุผล ดังนี้
1) แม้ในคดี Macaura v. Northern Assurance Co., Ltd. [1925] จะได้เคยวางแนวทางไว้ว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้นั้นจำต้องเป็นส่วนได้เสียที่มีกฎหมายรองรับในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน (legal proprietary interest) ด้วยนั้น ศาลในคดีนี้มีความเห็นต่าง เพราะการวางข้อกำหนดเช่นนั้นค่อนข้างจำกัด และเคร่งครัดมากเกินไป ไม่มีความสอดคล้องกับวิวัฒนาการในการประกอบธุรกิจที่ผันแปรไปอย่างมาก ปัจจุบันนี้ การจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทมีผู้ก่อตั้งเพียงรายเดียวก็ได้แล้ว ทั้งยังไม่ช่วยส่งเสริมให้การประกันภัยสามารถเข้าถึงผู้สนใจจะทำประกันภัยได้ง่ายอีกด้วย
การมีส่วนได้เสียนั้นควรมองในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในแง่การเงิน (pecuniary interest) แก่ผู้เอาประกันภัยมากกว่าความเคร่งครัดทางกฎหมาย
ดั่งเช่นในคดีนี้ เมื่อใช้หลักเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงภัยตามความเป็นจริง (Factual Expectancy Test) ผู้เอาประกันภัย นาย Andreas Kosmopoulos เป็นผู้บริหารกับเป็นผู้ถือหุ้นเพียงรายเดียวของบริษัท KLG ซึ่งได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความเสียหายครั้งนี้ จึงถือว่า ผู้ถือหุ้นในกรณีนี้มีส่วนได้เสียที่สามารถนำทรัพย์สินของบริษัทไปจัดทำประกันภัยได้
2) ข้อต่อสู้ของฝ่ายผู้เอาประกันภัยในเรื่องต่าง ๆ อันได้แก่
2.1) ผู้เอาประกันภัยถือเป็นผู้รับฝากทรัพย์ (bailee) นั้น ศาลเห็นว่า ผู้เอาประกันภัยคงยังเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นอยู่ตลอดเวลา กรณีจึงไม่เข้าข่ายของการฝากทรัพย์ (bailment) หรือ
2.2) ผู้เอาประกันภัยจัดเป็นตัวแทน (agent) ของบริษัท KLG ในการจัดทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาทนั้น ก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน เนื่องจากศาลเห็นแล้วว่า ผู้ถือหุ้นในกรณีนี้มีส่วนได้เสียที่สามารถนำทรัพย์สินของบริษัทไปจัดทำประกันภัยได้
ศาลจึงตัดสินให้
ฝ่ายบริษัทประกันภัยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยฉบับพิพาท และ
ตัวแทนประกันวินาศภัยรายนี้จำต้องรับผิดบางส่วน
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Kosmopoulos v. Constitution Insurance Co., [1987] 1 S.C.R. 2)
หมายเหตุ
นับเนื่องจากได้มีคดี Macaura v. Northern Assurance Co., Ltd. [1925] ตัดสินออกมา ปรากฏมีนักกฎหมายประกันภัยหลายรายมีความเห็นต่าง มองว่า การนำส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ไปผูกกับหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดเข้มงวดมากเกินไป ควรจะมีการผ่อนคลายให้ยึดถือส่วนได้เสียทางการเงินเป็นเกณฑ์มากกว่า ส่วนความกังวลเรื่องของการแสวงหากำไรจากการประกันภัยนั้น นักกฎหมายกลุ่มนี้มองว่า ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่จะช่วยปกป้องได้
จึงเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างระหว่างนักกฎหมายประกันภัยสายอนุรักษ์นิยมกับสายเสรีนิยม
แล้วแต่จะพิจารณาเลือกข้างกันล่ะครับ
เนื่องจากคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทอยู่เพียงประการเดียว ศาลไม่ก้าวล่วงไปพิจารณากรณีอื่นที่อยู่นอกประเด็น เป็นต้นว่า
ผลกระทบสืบเนื่องอื่นที่จะติดตามมาจะเป็นเช่นไร? เป็นต้นว่า ผู้เอาประกันภัยเกิดเสียชีวิตด้วย หรือ
ถ้าเป็นกรณีที่มีผู้ถือหุ้นหลายรายจะเป็นเช่นใด?
ส่วนตัวอดคิดไม่ได้ว่า ตัวอย่างคดีศึกษาเหล่านี้ อาจเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุหรือเปล่า?
ถ้ารับรู้มีกรอบกฎหมายกำหนดไว้อยู่ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า คนกลางประกันภัย บริษัทประกันภัย หรือผู้รู้ด้านประกันภัยแนะนำให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะไม่ดีกว่าหรือ? มิฉะนั้นแล้ว อาจต้องไปลุ้นในชั้นศาลเอา ซึ่งอาจจะได้ หรือไม่ได้ก็ไม่มีผู้ใดเดาล่วงหน้าได้แน่นอน
อนึ่ง กรณีคงไม่ใช่จำกัดแค่เรื่องของบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลอย่างเดียว
ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส พ่อแม่ลูก นายจ้างกับลูกจ้าง ฯลฯ
เราจะไม่คำนึงถึงการจำแนกแยกแยะบ้างเลยหรือไร?
แม้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 จะเขียนอย่างผ่อนคลายเปิดช่องให้ว่า
“อันสัญญาประกันภัยนั้น ถ้าผู้เอาประกันภัยมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้นั้นไซร้ ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างหนึ่งอย่างใด”
คำว่า “ไม่ผูกพัน” อาจแปลความหมายได้ จะเลือกที่จะผูกพันหรือไม่ก็แล้วแต่จะเห็นสมควร
คุณคิดว่า ทางเลือกนั้นส่วนใหญ่เวลเมื่อมีข้อพิพาทจะออกมาเช่นไรบ้างครับ?
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
เรื่องที่ 168 : สินค้าที่ขนส่งสูญหาย ผู้รับขนส่งต้องรับผิดตามราคาสินค้า หรือตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดที่ระบุไว้ของผู้รับขนส่ง?
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น