วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เรื่องที่ 244 : เมื่อความเสียหายส่วนแรกเป็นเรื่องให้ต้องถกเถียง และตีความหมาย (Deductibles Can Be Confusing And Ambiguous)

 

(ตอนที่สอง)

 

เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นพ้องร่วมกันไม่ได้ ฝ่ายผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อยุติ

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์

 

ให้การว่า สูตรการคำนวณของตนมีที่มา ดังนี้

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรก $500,000

ซึ่งได้มาจาก 5% x $10,000,000 (วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุด) หรือเท่ากับจำนวนเงินขั้นต่ำที่ $500,000 พอดิบพอดี

 

เท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ตนควรจะได้รับการชดใช้รวม $2,726,164

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย

 

โต้แย้งว่า ที่ถูกต้องควรคำนวณดังนี้

 

มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น $86,086,833 x 80% ของงานที่ทำเสร็จแล้ว

 

เท่ากับมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง $68,869,466.40

 

หักด้วย

 

ความเสียหายส่วนแรกสูงสุด 5% x $68,869,466.40

 

คิดเป็นเงินค่าเสียหายส่วนแรกเทียบเท่า $3,443,473.32 อันสูงกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำ $500,000 จำต้องใช้จำนวนเงินสูงสุดที่คำนวณมาใช้บังคับแทน

 

เนื่องด้วยค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164 น้อยกว่าค่าเสียหายส่วนแรกดังกล่าว ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้ให้

 

แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลรับฟังได้ แต่กลับเลือกพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีนี้

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เนื่องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วว่า การคำนวณค่าเสียหายส่วนแรกที่พิพาทกันนั้น อาจคำนวณได้หลายนัยแตกต่างกัน จึงมีคำสั่งย้อนคดีให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักฐานใหม่ให้สิ้นสงสัย

 

ศาลชั้นต้นรับฟังเพิ่มเติมว่า

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์

 

นำสืบเพิ่มเติมว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้จัดทำผ่านบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งภายหลังเมื่อได้รับใบเสนอราคาจากฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยแล้ว บริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยได้จัดทำใบสลิป (slip) สรุปสาระสำคัญแจ้งแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ตรงในส่วนค่าเสียหายส่วนแรกสั้น ๆ เพียง $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000

 

ถ้อยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้อพิพาทนี้ ประกอบด้วยสองคำกล่าวคือ

 

“มูลค่าเสี่ยงภัยที่จะสามารถเอาประกันภัยได้รวมทั้งสิ้น (total insurable at risks)” อาจจะเลือกทำประกันภัยตรงตามนั้น หรือต่ำกว่านั้นก็แล้วแต่จะตกลงกัน

 

กับ

 

“มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)

คือ มูลค่าที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยตกลงรับประกันภัยเอาไว้นั่นเอง

 

ฉะนั้น ในคดีนี้ วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 สามารถพูดได้อีกอย่างหนึ่ง คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) นั่นเอง

 

อันเป็นที่มาของตัวเลขค่าเสียหายส่วนแรก $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 ซึ่งทั้งฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยกับฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์รับรู้ และเข้าใจร่วมกันมาโดยตลอดเวลา ซึ่งดูแล้วสมเหตุสมผลกัน

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย

 

ตอบโต้ว่า แนวปฏิบัติของทุกบริษัทประกันภัยที่ได้ยึดถือกันมาตลอดเช่นเดียวกัน คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) สำหรับการประกันภัยงานก่อสร้าง คือ ตามมูลค่างานของสัญญาว่าจ้างทั้งหมด ในที่นี้ คือ $86,086,833

 

การกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกกรณีมีความเสี่ยงภัยสูง อาจมีการกำหนดเป็นวงเงินขั้นต่ำเป็นตัวเงิน ร่วมกับวงเงินขั้นสูงเป็นอัตราร้อยละก็ได้ ถ้าคำนวณออกมาได้แตกต่างกัน ให้ยึดถือวงเงินขั้นสูงเป็นเกณฑ์ใช้บังคับ

 

ศาลชั้นต้นคงยังตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีเช่นเดิม

 

คดีจึงถูกนำขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์เป็นครั้งที่สอง

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

 

แม้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้อ้างอิงถึงถ้อยคำที่เป็นประเด็น “มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)” คือ มูลค่าที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values) ก็ตาม แต่ถ้อยคำหลังก็ไม่ปรากฏคำนิยามกำกับไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท กลับพบเพียงแค่ถ้อยคำ “มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น (total contract value)” แทน

 

กรณีถ้อยคำที่อาจมีการแปลความหมายได้หลายนัย หลักกฎหมายให้ยกผลประโยชน์แห่งความกำกวม (ambiguity) นั้นตกแก่คู่สัญญาฝ่ายที่เสียประโยชน์ และไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างถ้อยคำในสัญญานั้นเอง

 

พิพากษากลับให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ชนะคดีนี้

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี McDonnel Group v. Starr Surplus Lines Insurance Company 2025)    

 

หมายเหตุ

 

น่าสนใจ เทียบเคียงกับในบ้านเราจะเขียนถ้อยคำทำนองนี้ดูจะชัดเจนกว่า คือ

 

ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท หรือ 20% ของความเสียหาย (loss) แล้วแต่กรณีใดจะสูงกว่ากัน ต่อความเสียหายแต่ละครั้ง และทุกครั้ง (each and every loss)

 

กระนั้นก็ตาม ถ้าวิเคราะห์คำว่าความเสียหาย (loss) เทียบเคียงในคดีข้างต้น สมมุติคือ

 

ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท x 20%

 

ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูง = 21,221,706.79 บาท (หรือขั้นต่ำก็เถอะ)

 

คุณคิดว่า ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูงนั้น (หรือขั้นต่ำก็เถอะ) จะนำไปหักออกจากตัวเลขใดดังต่อไปนี้?

 

ก) ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท

 

หรือ

 

ข) วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 328,900,000 บาท

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

เรื่องที่ 165 : ภายหลังชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว บริษัทประกันภัยผู้รับโอนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นมาได้นำไปขายต่อ แต่ได้เงินกลับมาน้อยลง จะไปเรียกส่วนที่ขาดจากบุคคลภายนอกผู้กระทำผิดได้หรือไม่?

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น