เรื่องที่ 244 : เมื่อความเสียหายส่วนแรกเป็นเรื่องให้ต้องถกเถียง และตีความหมาย (Deductibles Can Be Confusing And Ambiguous)
(ตอนที่สอง)
เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงเห็นพ้องร่วมกันไม่ได้ ฝ่ายผู้เอาประกันภัยจึงนำคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อยุติ
ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์
ให้การว่า สูตรการคำนวณของตนมีที่มา ดังนี้
ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164
หักด้วย
ความเสียหายส่วนแรก $500,000
ซึ่งได้มาจาก 5% x $10,000,000 (วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุด) หรือเท่ากับจำนวนเงินขั้นต่ำที่ $500,000 พอดิบพอดี
เท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ตนควรจะได้รับการชดใช้รวม $2,726,164
ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย
โต้แย้งว่า ที่ถูกต้องควรคำนวณดังนี้
มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น $86,086,833 x 80% ของงานที่ทำเสร็จแล้ว
เท่ากับมูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้ ณ เวลากับสถานที่เกิดความเสียหายนั้นเอง $68,869,466.40
หักด้วย
ความเสียหายส่วนแรกสูงสุด 5% x $68,869,466.40
คิดเป็นเงินค่าเสียหายส่วนแรกเทียบเท่า $3,443,473.32 อันสูงกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำ $500,000 จำต้องใช้จำนวนเงินสูงสุดที่คำนวณมาใช้บังคับแทน
เนื่องด้วยค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น $3,226,164 น้อยกว่าค่าเสียหายส่วนแรกดังกล่าว ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชดใช้ให้
แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายล้วนมีเหตุผลรับฟังได้ แต่กลับเลือกพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีนี้
ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เนื่องด้วยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วว่า การคำนวณค่าเสียหายส่วนแรกที่พิพาทกันนั้น อาจคำนวณได้หลายนัยแตกต่างกัน จึงมีคำสั่งย้อนคดีให้ศาลชั้นต้นพิจารณาหลักฐานใหม่ให้สิ้นสงสัย
ศาลชั้นต้นรับฟังเพิ่มเติมว่า
ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์
นำสืบเพิ่มเติมว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทนี้จัดทำผ่านบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัย ซึ่งภายหลังเมื่อได้รับใบเสนอราคาจากฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยแล้ว บริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยได้จัดทำใบสลิป (slip) สรุปสาระสำคัญแจ้งแก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ตรงในส่วนค่าเสียหายส่วนแรกสั้น ๆ เพียง $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000
ถ้อยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องในประเด็นข้อพิพาทนี้ ประกอบด้วยสองคำกล่าวคือ
“มูลค่าเสี่ยงภัยที่จะสามารถเอาประกันภัยได้รวมทั้งสิ้น (total insurable at risks)” อาจจะเลือกทำประกันภัยตรงตามนั้น หรือต่ำกว่านั้นก็แล้วแต่จะตกลงกัน
กับ
“มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)”
คือ มูลค่าที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยตกลงรับประกันภัยเอาไว้นั่นเอง
ฉะนั้น ในคดีนี้ วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 สามารถพูดได้อีกอย่างหนึ่ง คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ฝ่ายบริษัทประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) นั่นเอง
อันเป็นที่มาของตัวเลขค่าเสียหายส่วนแรก $500,000 สำหรับวงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) ภัยน้ำท่วมสูงสุด $10,000,000 ซึ่งทั้งฝ่ายบริษัทนายหน้าประกันวินาศภัยกับฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์รับรู้ และเข้าใจร่วมกันมาโดยตลอดเวลา ซึ่งดูแล้วสมเหตุสมผลกัน
ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลย
ตอบโต้ว่า แนวปฏิบัติของทุกบริษัทประกันภัยที่ได้ยึดถือกันมาตลอดเช่นเดียวกัน คือ มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk) สำหรับการประกันภัยงานก่อสร้าง คือ ตามมูลค่างานของสัญญาว่าจ้างทั้งหมด ในที่นี้ คือ $86,086,833
การกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกกรณีมีความเสี่ยงภัยสูง อาจมีการกำหนดเป็นวงเงินขั้นต่ำเป็นตัวเงิน ร่วมกับวงเงินขั้นสูงเป็นอัตราร้อยละก็ได้ ถ้าคำนวณออกมาได้แตกต่างกัน ให้ยึดถือวงเงินขั้นสูงเป็นเกณฑ์ใช้บังคับ
ศาลชั้นต้นคงยังตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยชนะคดีเช่นเดิม
คดีจึงถูกนำขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์เป็นครั้งที่สอง
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
แม้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้อ้างอิงถึงถ้อยคำที่เป็นประเด็น “มูลค่าเสี่ยงภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values at risk)” คือ มูลค่าที่ได้เอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้น (total insured values) ก็ตาม แต่ถ้อยคำหลังก็ไม่ปรากฏคำนิยามกำกับไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท กลับพบเพียงแค่ถ้อยคำ “มูลค่างานที่เอาประกันภัยรวมทั้งสิ้น (total contract value)” แทน
กรณีถ้อยคำที่อาจมีการแปลความหมายได้หลายนัย หลักกฎหมายให้ยกผลประโยชน์แห่งความกำกวม (ambiguity) นั้นตกแก่คู่สัญญาฝ่ายที่เสียประโยชน์ และไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างถ้อยคำในสัญญานั้นเอง
พิพากษากลับให้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ชนะคดีนี้
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี McDonnel Group v. Starr Surplus Lines Insurance Company 2025)
หมายเหตุ
น่าสนใจ เทียบเคียงกับในบ้านเราจะเขียนถ้อยคำทำนองนี้ดูจะชัดเจนกว่า คือ
ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นต่ำ 50,000 บาท หรือ 20% ของความเสียหาย (loss) แล้วแต่กรณีใดจะสูงกว่ากัน ต่อความเสียหายแต่ละครั้ง และทุกครั้ง (each and every loss)
กระนั้นก็ตาม ถ้าวิเคราะห์คำว่าความเสียหาย (loss) เทียบเคียงในคดีข้างต้น สมมุติคือ
ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท x 20%
ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูง = 21,221,706.79 บาท (หรือขั้นต่ำก็เถอะ)
คุณคิดว่า ค่าเสียหายส่วนแรกขั้นสูงนั้น (หรือขั้นต่ำก็เถอะ) จะนำไปหักออกจากตัวเลขใดดังต่อไปนี้?
ก) ค่าเสียหายรวมกันทั้งสิ้น 106,108,533.96 บาท
หรือ
ข) วงเงินความคุ้มครองย่อย (sublimit) สำหรับภัยน้ำท่วมสูงสุดอยู่ที่ 328,900,000 บาท
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
เรื่องที่ 165 : ภายหลังชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว บริษัทประกันภัยผู้รับโอนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นมาได้นำไปขายต่อ แต่ได้เงินกลับมาน้อยลง จะไปเรียกส่วนที่ขาดจากบุคคลภายนอกผู้กระทำผิดได้หรือไม่?
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น