เรื่องที่ 239 : ประกาศด่วน ตามหาเอกสารประกันภัยที่ขาดหายไป (Surprisingly Missing Insurance Documents)
(ตอนที่หนึ่ง)
เปิดศักราชปีใหม่ พ.ศ. 2569 ด้วยเรื่องเบา ๆ แต่ยังรู้สึกคลางแคลงใจอยู่บ้างเหมือนกัน จะเบาจริงไหมหนอ? เนื่องด้วยปีนี้เป็นปีม้าไฟซะด้วยสิ
อย่างไรก็ดี ขออวยพรย้อนหลังให้แก่ทุกท่านมีความสุข สมปราถนา และสุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้านะครับ
ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน เมื่อระบุทรัพย์สินที่เอาประกันภัยลอย ๆ คือ อาคารสิ่งปลูกสร้าง (building)
คุณเข้าใจว่า หมายความถึงอะไรบ้างครับ?
ผู้เอาประกันภัยรายนี้ประกอบกิจการค้าขาย และติดตั้งพื้นไม้จริง (wood flooring) โดยมีสถานประกอบการอยู่หลายแห่ง รวมถึงสถานที่เป็นข้อพิพาทด้วย เรียกว่า สถานที่ตั้งหมายเลข 1
ผู้เอาประกันภัยรายนี้ได้จัดทำประกันภัยทรัพย์สินคุ้มครองอาคารสิ่งปลูกสร้างทุกแห่งเอาไว้ โดยผ่านตัวแทนประกันวินาศภัยรายหนึ่งอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีด้วยดี ดังนี้
(1) ปีแรก ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2004 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2005
(2) ปีที่สอง ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2005 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2006
(3) ปีที่สาม ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2006 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2007
(4) ปีที่สี่ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2007 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2008
(5) ปีที่ห้า ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2008 - วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2009
สามปีแรก กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินได้แนบใบสลักหลัง (endorsements) ระบุไม่คุ้มครองถึงสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม (outbuildings) ในทุกสถานที่ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ด้วย
แต่ปีที่สี่กับปีที่ห้า ในใบสลักหลังกลับไม่ได้ระบุรวมถึงสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ดังเดิมอีกต่อไป
ครั้นวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2009 ได้เกิดอุบัติเหตุภายใต้ภัยคุ้มครองแก่สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม ณ สถานที่ตั้งหมายเลข 1 จนได้รับความเสียหายบางส่วน
ประเด็นปัญหาข้อพิพาทได้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่างคู่สัญญาประกันภัยนี้ว่า
ก) สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม ณ สถานที่ตั้งหมายเลข 1 จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่?
ข) ถ้าไม่ คำว่า “อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัย” นั้น จะหมายความรวมถึง อาคารสิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่ตั้งอยู่ในสถานที่เอาประกันภัยไหม?
ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์อ้างว่า เมื่อไม่ปรากฏมีใบสลักหลังระบุยกเว้นเอาไว้อีกแล้วอย่างชัดแจ้ง ตนควรได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท
ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยต่อสู้ว่า แม้นจะไม่ได้มีถ้อยคำระบุยกเว้นไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากเกิดข้อผิดพลาดโดยพลั้งเผลอเวลาออกกรมธรรม์ประกันภัยสองปีหลังที่ได้ตกหล่นลืมพิมพ์สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ลงไปด้วย ฉะนั้น ควรจำต้องพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงที่ไม่คุ้มครองตั้งแต่ต้นเป็นสำคัญ
คุณคิดเห็นเช่นไรครับ?
ถ้อยคำวาจา หรือ
ลายลักษณ์อักษร
กรณีใดจะสามารถสร้างน้ำหนักความน่าเชื่อถือได้มากกว่ากัน?
หลายท่านอาจเดากรณีหลังจะดูมีน้ำหนักมากกว่า จริงไหม?
เรามาลองพิจารณาต่อกันนะครับ
ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์มีพยานบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจมาเบิกความตอบการซักค้านว่า การไม่มีใบสลักหลังยกเว้นสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ที่เกิดเหตุอีกต่อไป ควรเข้าใจได้ว่า น่าจะได้รับความคุ้มครอง
แต่ตนจำไม่ได้เหมือนกัน ได้แจ้งต่อตัวแทนประกันวินาศภัยให้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติมหรือเปล่า?
พยานบุคคลสามปากของฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยได้เบิกความ ดังนี้
1) ตัวแทนประกันวินาศภัยให้การว่า สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมในทุกสถานที่เอาประกันภัยไม่ได้ถูกประสงค์ให้เอาประกันภัยตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะไม่มีความสำคัญ และมูลค่าไม่ได้มากมาย จึงได้มีใบสลักหลังยกเว้นเอาไว้เพื่อความชัดเจน ทั้งจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ก็เป็นเพียงมูลค่าของอาคารสิ่งปลูกสร้างหลักที่เอาประกันภัยไว้เท่านั้น
ปีต่ออายุหลัง ๆ อาจมีการพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจอยู่บ้างถึง โอกาสจะขยายให้ครอบคลุมถึงสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อม แต่ไม่ได้มีข้อสรุปชัดเจน เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขจริง ตนก็ควรทำบันทึกพร้อมมูลค่าที่จะขยายเอาไว้ เพื่อจะได้แจ้งแก่ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยให้รับทราบต่อไป แต่ไม่ปรากฏมีบันทึกเช่นว่านั้นอยู่เลย ตนจึงเข้าใจมาตลอดสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมในทุกสถานที่เอาประกันภัยคงถูกยกเว้นไว้เช่นเดิม
2) ผู้จัดการที่ดูแลลูกค้ารายนี้ให้การในทิศทางเดียวกันว่า ตรวจไม่พบเจอข้อมูลการรับแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เพิ่มเติมสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ที่เกิดเหตุในแฟ้มข้อมูล เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะไม่อาจสั่งการให้แก้ไขข้อมูลใบสลักหลังอย่างถูกต้องได้
3) พนักงานผู้ออกกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทเบิกความว่า ในปีต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยถัดมา จะใช้กรรมวิธีอ้างอิงข้อมูลเดิมด้วยการคัดลอกเนื้อหาเดิมมาพิมพ์ใส่ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ทุกคราว แต่ในปีหลังรวมถึงปีที่เกิดเหตุ อาจคัดลอกมาตกหล่นไปโดยผลั้งเผลอเอง จนทำให้ข้อมูลของสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมของสถานที่ตั้งหมายเลข 1 ที่เกิดเหตุขาดหายไปจากใบสลักหลังนั้น เนื่องจากในแฟ้มข้อมูลไม่ปรากฏมีคำสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงใบสลักหลังนั้นแต่ประการใด
คำให้การของพยานบุคคลพอรับฟังมีน้ำหนักขึ้นมาบ้างไหมครับ?
ศาลชั้นต้นในคดีนี้รับฟังพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นว่า มีความชัดเจน ความน่าเชื่อถือ และความกระจ่างว่า ได้เกิดข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ (clerical error) ในการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทไม่ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาประกันภัย จึงพิพากษาให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยไม่จำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท
แม้ฝ่ายผู้เอาประกันภัยโจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน แต่ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Smith Flooring, Inc. v. Pennsylvania Lumbermen’s Mutual Insurance Company, no. 12-1786 (8th Cir. April 26, 2013))
หมายเหตุ
สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บ้านเรา ซึ่งได้บัญญัติไว้ทำนองเดียวกันในมาตรา 171 ว่า
“ในการตีความการแสดงเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวน หรือตัวอักษร”
นั่นคือ ประเด็นปัญหาในการออกใบสลักหลังตกหล่นผิดพลาดของต่างประเทศ
ถ้าเรื่องทำนองเดียวกันข้างต้นมาบังเกิดที่บ้านเรา
จะมีปัญหาชวนปวดหัวเกิดขึ้นมาสองประเด็นทันที
1) คำว่า “อาคารสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัย” นั้น
แนวทางการตีความของบริษัทประกันภัยมักแปลความหมายในทางตรงกันข้าม คือ ไม่รวมสิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมเอาไว้ก่อน
ถ้าจะให้รวม จำต้องแนบเอกสารแนบท้ายว่าด้วยสิ่งปลูกสร้างภายนอกสถานที่เอาประกันภัย (Outside Buildings) แบบ อค./ทส.1.55 กำกับเพื่อความชัดเจนไว้ด้วย ข้อความที่เขียนว่า
“สิ่งปลูกสร้างขนาดย่อมที่อยู่ภายนอกตัวอาคาร ส่วนต่อเติมเชื่อมโยงของสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งปลูกสร้างที่อำนวยความสะดวก (small outside buildings, annexes and conveniences) ให้แก่สถานที่เอาประกันภัยซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่ง หรือติดกับสิ่งปลูกสร้างที่เอาประกันภัยไว้ ให้ถือว่าได้เอาประกันภัยไว้ด้วย”
2) ฝ่ายบริษัทประกันภัยจะไปจัดหาใบสลักหลัง (endorsement) มาจากแห่งหนใด?
ทั้งที่เงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับบ้านเราต่างกำหนดว่า
การเปลี่ยนแปลงข้อความใด ๆ ในสัญญาประกันภัยจะต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท ทั้งนี้ บริษัทจะได้ออกใบสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยไว้เพื่อเป็นหลักฐาน (กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน)
การเปลี่ยนแปลงสัญญาประกันภัย
การเปลี่ยนแปลงข้อความใดๆ ในสัญญาประกันภัยจะต้องได้รับความยินยอมจากบริษัท และบริษัทได้ออกเอกสารแนบท้ายประกันภัยไว้เป็นหลักฐานแล้ว (กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก)
การแก้ไข
สัญญาคุ้มครองและเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยนี้จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยเอกสารแนบท้ายของบริษัทเท่านั้น (กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ ภาคสมัครใจ)
เพราะเมื่อไปสืบค้นดู เอกสารกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทประกันภัยได้ยื่นขอรับอนุมัติต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) นั้น พบเพียงแต่เฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยกับเอกสารแนบท้ายเท่านั้น ไม่พบรายการใบสลักหลังรวมอยู่ด้วยเลย
ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า
หรือใบสลักหลังไม่จำต้องขอความเห็นชอบ บริษัทประกันภัยสามารถสร้างขึ้นมาได้เองตามอำเภอใจ?
อนึ่ง ใบสลักหลัง (endorsement) กับเอกสารแนบท้าย (attachment)
เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร?
ตอนหน้าค่อยมาว่ากันต่อครับ
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น