เรื่องที่ 239 : ประกาศด่วน ตามหาเอกสารประกันภัยที่ขาดหายไป (Surprisingly Missing Insurance Documents)
(ตอนที่สอง)
ย้อนหลังไปนานหลายสิบปี สมัยที่ทำงานอยู่แผนกรับประกันภัยของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ยุคนั้น ชุดเอกสารประกอบกรมธรรม์ประกันภัย โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินมีเอกสารที่ใช้ ไม่มากนัก ได้แก่ ใบคำขอเอาประกันภัย ตัวกรมธรรม์ประกันภัย ข้อตกลงคุ้มครองภัยเพิ่มเติม ข้อรับรอง และใบสลักหลัง
หลัก ๆ ที่ใช้กันอยู่ประจำ คือ ตัวกรมธรรม์ประกันภัยเองกับใบสลักหลังเท่านั้น เนื่องจากเอกสารประกอบอื่นที่แนบท้าย อย่างเช่นข้อตกลงคุ้มครองภัยเพิ่มเติม ตัวลูกค้าเองแทบไม่ได้ให้ความสนใจด้วยซ้ำ เพราะมองว่า โอกาสความเสี่ยงภัยเหล่านั้นมีน้อยมากในสมัยนั้น
ถ้าเราจัดตัวกรมธรรม์ประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นสัญญาประกันภัยสำเร็จรูป เอกสารประกอบลักษณะดังกล่าวก็จะมีถ้อยคำสำเร็จรูปมาให้เช่นเดียวกัน เมื่อนำมาใช้ก็แค่แนบกับตัวกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น
ครั้นเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสัญญาประเภทอื่น เราจะเห็นว่า ในการจัดทำสัญญา คู่สัญญาสองฝ่าย หรือหลายฝ่ายต่างมาร่วมกันลงนามในสัญญานั้น เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อตกลง
หากมีเอกสารแนบท้ายอื่น ๆ ก็เพียงแนบประกอบกันเข้าไปท้ายสัญญานั้น ๆ ซึ่งอาจเรียกเป็นภาคผนวกก็มี
แต่เวลามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญานั้น ๆ จะมีการจัดทำข้อสัญญาแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม (amendment) ขึ้นมา ให้คู่สัญญาทุกฝ่ายลงนามยืนยันอีกครั้ง
ใบสลักหลัง (endorsement) ของสัญญาประกันภัยเองมีลักษณะการทำงานเช่นเดียวกับข้อสัญญาแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม เพียงแต่ทั้งตัวกรมธรรม์ประกันภัยเองกับใบสลักหลังจะถูกลงนามโดยบริษัทประกันภัยฝ่ายเดียวเท่านั้น ทำให้บางครั้งมีข้อถกเถียงกันว่า ตกลงกรมธรรม์ประกันภัยถือเป็นหลักฐานที่เป็นหนังสือ หรือเป็นสัญญาประกันภัยกันแน่? เพราะกฎหมายประกันภัยบ้านเราไม่ได้ระบุชัดเจนลงไป ขณะที่กฎหมายประกันภัยต่างประเทศจะเขียนไว้อย่างชัดเจนให้กรมธรรม์ประกันภัยเป็นสัญญาประกันภัย (เคยเขียนบทความประเด็นเรื่องเช่นว่านี้ไว้ด้วยเหมือนกัน)
ฉะนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข ยกเลิก เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ชื่อผู้เอาประกันภัย/ผู้รับประโยชน์ รายการทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ทุนประกันภัย ภัยคุ้มครอง ระยะเวลาประกันภัย หรือแม้กระทั่งการยกเลิกความคุ้มครอง แผนกรับประกันภัยซึ่งมีหน้าที่ทั้งรับประกันภัยกับออกเอกสารกรมธรรม์ประกันภัยด้วย ก็จะดำเนินการออกใบสลักหลังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น พร้อมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงเรื่องเบี้ยประกันภัย (ถ้ามี) และให้ผู้มีอำนาจลงนามกำกับไว้ และนำส่งมอบคู่ฉบับให้แก่ผู้เอาประกันภัยเก็บเป็นหลักฐานทุกครั้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องตรงกัน
ฉะนั้น ใบสลักหลังจะเป็นแบบฟอร์มเปล่าแยกต่างหากที่จะต้องนำมาเขียนถ้อยคำตามข้อตกลงเพิ่มเติมระหว่างคู่สัญญาประกันภัยซึ่งอาจเป็นตอนเริ่มต้น หรือระหว่างระยะเวลาประกันภัยก็ได้
ถ้ามีการออกใบสลักหลังตั้งแต่ตอนเริ่มต้นพร้อมกับการออกตัวกรมธรรม์ประกันภัย ในการจัดเรียงก็จะนำใบสลักหลังไปแนบท้ายตัวกรมธรรม์ประกันภัยนั้น ๆ เช่นเดียวกับเอกสารประกอบอื่นเป็นชุดเดียวกัน
แต่หากออกระหว่างระยะเวลาประกันภัยภายหลังตัวกรมธรรม์ประกันภัย จะจัดส่งมอบใบสลักหลังเดี่ยว ๆ ไปให้ผู้เอาประกันภัย ส่วนคู่สัญญาประกันภัยจะนำไปจัดเรียงลำดับไว้ในแฟ้มเอกสารเช่นไร ก็แล้วแต่ความพึงพอใจ
ชัดเจนว่า ทำไมใบสลักหลังจึงไม่ควรนำมาเรียกเหมารวมว่า เอกสารแนบท้าย
แม้แต่การร้องขอเพิ่มเติมเอกสารประกอบเพิ่มเติมอื่น ๆ ภายหลัง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องจำต้องอาศัยใบสลักหลังเป็นตัวนำ และแนบเอกสารประกอบเพิ่มเติมอื่น ๆ ประกบเข้าไปด้วย
ปัจจุบันนี้มีเอกสารประกอบเกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้ามาอีกมากมาย ทำให้เกิดความสับสนปนเปสำคัญผิด เรียกเหมารวมเอกสารประกอบทั้งหมด รวมถึงใบสลักหลังว่า เป็นเอกสารแนบท้ายทั้งหมด ทั้งต่างประเทศ และในประเทศ จนไม่สามารถจัดแยกแยะลำดับความสำคัญได้อย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คงต้องปล่อยเลยตามเลย ไม่ว่าจะเรียกเช่นใดก็ตาม เอกสารประกอบที่จะส่งผลผูกพันคู่สัญญาประกันภัยได้จริงนั้น จำต้องถูกออกเป็นลายลักษณ์อักษร และลงนามโดยผู้มีอำนาจของบริษัทประกันภัยเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ ในส่วนของบริษัทประกันภัยเองจำต้องมีใบสลักหลัง (หรือเอกสารแนบท้ายก็แล้วแต่เรียก) ออกให้แก่ฝ่ายผู้เอาประกันภัยอย่างถูกต้องครบถ้วน ส่วนจะได้ยื่นขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลหรือเปล่านั้น? สุดแล้วแต่นะครับ
ฝ่ายผู้เอาประกันภัยเองอย่านิ่งนอนใจ เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเสียประโยชน์เหมือนดั่งเช่นตัวอย่างคดีศึกษานี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 914 - 927/2513
โจทก์เอาประกันภัยไว้กับจำเลย ข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยมีว่า ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้จำเลยทราบถึงการประกันซึ่งได้มีไว้แล้ว หรือซึ่งจะมีขึ้นภายหลังในทรัพย์สินซึ่งเอาประกันรายนี้ และเว้นไว้แต่จะได้มีการแจ้งดังกล่าว และจำเลย หรือผู้แทนได้บันทึก หรือสลักหลังไว้ซึ่งรายการเอาประกันนั้นไว้ในกรมธรรม์ฉบับนี้ก่อนเกิดความพินาศ หรือความเสียหาย มิฉะนั้น ผลประโยชน์ซึ่งจะได้รับตามกรมธรรม์ฉบับนี้เป็นอันล้มล้างไป ดังนี้ เมื่อโจทก์นำเอาทรัพย์สินที่เอาประกันไว้กับจำเลยนั้นไปเอาประกันภัยไว้กับผู้อื่นเพิ่มขึ้นอีก และแจ้งให้จำเลยทราบเท่านั้น แต่ไม่ได้ไปติดต่อกับจำเลยเพื่อสลักหลังกรมธรรม์ซึ่งรายการประกันภัยเพิ่ม การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้ง 2 ประการในกรมธรรม์ ย่อมมีผลทำให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดตามที่ได้ตกลงกันไว้ หาจำต้องให้จำเลยบอกเลิกสัญญากับโจทก์เสียก่อนไม่
(สืบค้นมาจาก http://deka.supremecourt.or.th/search ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง)
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น