เรื่องที่ 238 : ข้อพิสูจน์การมีส่วนได้เสียเวลาซื้อประกันภัยออนไลน์ (online insurance insurable interest) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองอัญมณี (Jewelerry Insurance Policy)
โจทก์ผู้เอาประกันภัย (คู่สามีภริยา) ได้ซื้อประกันภัยคุ้มครองเครื่องอัญมณีจำนวนหกชิ้นของตนผ่านทางระบบออนไลน์ ณ ประเทศแคนาดา ด้วยการกรอกใบคำขอเอาประกันภัยซึ่งมีเงื่อนไขความคุ้มครองสำคัญระบุให้ความคุ้มครองถึงการซ่อมแซม และการเปลี่ยนทดแทนเครื่องอัญมณีของผู้เอาประกันภัย (to repair or replace my jewellery) พร้อมกับคำเตือนล่วงหน้าเรื่องการฉ้อฉล หรือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ (fraud or misrepresentation warning) ในสาระสำคัญจะส่งผลทำให้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ไม่มีผลใช้บังคับได้
เมื่อจำเลยบริษัทประกันภัยได้ตรวจใบคำขอเอาประกันภัยนั้น ประกอบกับมูลค่าแถลงของเครื่องอัญมณีที่ขอเอาประกันภัยรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 502,100 ดอลลาร์แคนาดา (หรือเทียบเท่า 11,381,703.22 บาท) ด้วยความพึงพอใจ จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองอัญมณีฉบับพิพาทให้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014
ระหว่างเดินทางไปประเทศเวียดนาม ตอนค่ำของวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2015 ได้ปรากฏมีคนร้ายสองคนขี่รถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาฉกฉวยกระเป๋าถือของฝ่ายภริยาซึ่งมีเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้นบรรจุอยู่หนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นกลับมาถึงประเทศแคนาดา โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจำเลยบริษัทประกันภัย เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
แม้โจทก์ผู้เอาประกันภัยจะได้ถูกตรวจสอบ และถูกซักถามในรายละเอียดจากจำเลยบริษัทประกันภัยไปแล้วก็ตาม แต่กลับนิ่งเฉยไม่ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ตามสัญญาประกันภัย
โจทก์ผู้เอาประกันภัยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมาพึ่งศาลชั้นต้นให้บังคับจำเลยบริษัทประกันภัยปฏิบัติตามสัญญาประกันภัยฉบับพิพาท
จำเลยบริษัทประกันภัยได้ต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นในประเด็นดังนี้
ก) โจทก์ผู้เอาประกันภัยไม่มีหลักฐานอย่างชัดแจ้ง เป็นต้นว่า ใบเสร็จรับเงินการซื้อขาย (proof of purchase) มาประกอบแสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (ownership) อย่างแท้จริงในเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้น ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขทั่วไปว่าด้วยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท จำเลยบริษัทประกันภัยจึงมีสิทธิปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ได้
ข) หากจะมีภาระการชดใช้เกิดขึ้น ค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่ควรเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง (actual cash value) ของเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้น ซึ่งน่าจะต่ำกว่ามูลค่าทดแทนที่ได้แถลงไว้นั้น
ศาลชั้นต้นได้พินิจพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยดังนี้
ก) ในประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้เอาประกันภัย ในใบคำขอเอาประกันภัย และการตกลงทำสัญญาประกันภัยทางออนไลน์ มิได้ปรากฏมีข้อบังคับให้จำต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์กรรมสิทธิ์มาประกอบด้วยเลย แต่กลับมาบังคับให้ต้องแสดงเสียก่อนเช่นว่านี้ มิฉะนั้น ไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม (bad faith) และเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดหวังได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัย กอปรกับประกาศโฆษณาทางออนไลน์ของความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยฉบับพิพาทเลือกใช้ถ้อยคำว่า “เครื่องอัญมณีของตน (my jewellery)” ก็เป็นการเพียงพอแสดงถึงการยอมรับความมีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้แล้ว
อนึ่ง จำเลยบริษัทประกันภัยเองไม่ติดใจเรื่องการปกปิดข้อความจริง หรือการแถลงข้อความเป็นเท็จในสาระสำคัญแต่ประการใด
จริงอยู่ตามเงื่อนไขดังอ้างอิง ระบุให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยจำต้องแสดงหลักฐานอย่างชัดแจ้งมาประกอบด้วย แต่ตามข้อความจริงแห่งคดีนี้ การได้มาของเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้นไม่ใช่ได้มาจากการซื้อขายปกติ บางชิ้นเป็นการได้มาจากการให้ของฝ่ายแม่สามีช่วงระหว่างสมรส บางชิ้นได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับอัญมณีใหม่ด้วยการจ่ายเงินเพิ่มเติมบางส่วน โดยไม่ได้มีการออกใบเสร็จรับเงินให้
อีกทั้งเวลายื่นเรื่องเรียกร้อง ก็ได้มีการตอบข้อซักถามอย่างเต็มที่ประกอบการให้คำสาบานของโจทก์ผู้เอาประกันภัยต่อฝ่ายสินไหมทดแทนของจำเลยบริษัทประกันภัยจนพึงพอใจแล้ว
โดยศาลชั้นต้นเองก็รับฟัง และเชื่อถือคำให้การของโจทก์ผู้เอาประกันภัย
ข) ส่วนประเด็นเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าที่แท้จริง (actual cash value) ของเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้น เมื่อจำเลยบริษัทประกันภัยกล่าวอ้าง กลับไม่ได้แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ประกอบให้ศาลชั้นต้นรับฟังประกอบได้ จึงถือได้ว่า จำนวนเงินที่เอาประกันภัยกันไว้นั้นเป็นตัวเลขที่ตกลงถูกต้องแล้ว
ศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยกันไว้ 502,100 ดอลลาร์แคนาดา (หรือเทียบเท่า 11,381,703.22 บาท) และให้ชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ (punitive damage) อีก 45,000 ดอลลาร์แคนาดา (หรือเทียบเท่า 1,020,069 บาท) โทษฐานปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไม่เป็นธรรม เสมือนหนึ่งกล่าวหาโดยนัยว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้
จำเลยบริษัทประกันภัยยื่นอุทธรณ์โดยกล่าวอ้างว่า ตนไม่ควรต้องได้รับผิดในเรื่องค่าเสียหายเชิงลงโทษ
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การจำต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหายเชิงลงโทษหรือไม่นั้น ไม่ใช่มีประเด็นเพียงแค่การปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาประกันภัยฉบับพิพาท ต้องพิจารณาถึงปัจจัยข้อความจริงอื่น ๆ ตามสถานการณ์นั้น ๆ มาประกอบด้วย
ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องว่า จำเลยบริษัทประกันภัยเสมือนหนึ่งสงสัยตั้งแง่ในเรื่องความสุจริตของโจทก์ผู้เอาประกันภัย และหยิบยกเงื่อนไขใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาตอบโต้เวลาเมื่อเกิดความเสียหาย ซึ่งไม่ได้ถูกหยิบยกมาอ้างอิงตั้งแต่แรกเริ่มที่เอาประกันภัย นั่นคือ เรื่องความมีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ของโจทก์ผู้เอาประกันภัย ในความเป็นจริง ส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ ณ เวลาทำประกันภัยอาจเปลี่ยนไป ณ เวลาเกิดความเสียหายก็ได้
อนึ่ง การพิสูจน์พยานหลักฐานนั้นไม่จำต้องอาศัยใบเสร็จรับเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถตรวจพิสูจน์ด้วยกรรมวิธีอื่นก็ได้
ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Truong v. Jeweler's Mutual Insurance Company (2024 ONCA 734))
ข้อสังเกต
1) ข้อมูลทางออนไลน์มีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่?
2) เงื่อนไขเรื่องการให้แสดงพยานหลักฐานประกอบความเสียหายนั้น สามารถกระทำได้จริงหรือไม่? อย่างไร?
3) การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยมีความชัดเจนมากน้อยขนาดไหน? ตามบทบัญญัติกฎหมายไทย ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ถือเป็นตัวเลขที่ตกลงกันไว้แล้ว
บริการ
- รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
- รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com
อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น