วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 142 : ข้อพิพาทเงื่อนไขพิเศษว่าด้วย 50/50 ระหว่างกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลกับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของผู้รับเหมา

 

(ตอนที่สอง)

 

เมื่อบริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองงานติดตั้งนั้น (ในที่นี้ขอเรียกว่า บริษัท B) ได้ยื่นฟ้องเรียกร้องให้บริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองระหว่างการขนส่ง (ในที่นี้ขอเรียกว่า บริษัท A) รับผิดนั้น คู่ความทั้งสองฝ่ายได้สรุปประเด็นพิพาทออกได้เป็น 3 ประเด็น เพื่อให้ศาลพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้

 

1) สาเหตุแห่งความเสียหายกิดจากอะไร? และเกิดในช่วงเวลาใด?

 

เนื่องจากบริษัท B อ้างว่า เกิดขึ้นในช่วงระหว่างการขนส่งทั้งทางรถกับทางเรือซึ่งมีสาเหตุมาจากแรงสั่นสะเทือนในช่วงเวลาขนถ่ายนั้นเอง โดยเฉพาะจากสภาพถนนที่ไม่ดีเป็นปัจจัยสำคัญ

 

ขณะที่บริษัท A โต้แย้งว่า รอยแตกร้าวจากการล้าเนื่องจากแรงเค้น (Fatigue Stress Cracking) ตรงท่อของบล็อกตัวประหยัดน้ำมัน (Economizer) นั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากของแรงลมมากกว่า ซึ่งได้เกิดขึ้นมาระหว่างช่วงการทดสอบ (Testing Period) เครื่องจักรกับอุปกรณ์ เพราะตัวเครื่องจักรกับอุปกรณ์ที่ติดตั้งนั้นได้ถูกขนส่งมาถึงสถานที่ทำงาน ตั้งแต่เมื่อประมาณสี่ถึงหกเดือนที่ผ่านมาแล้ว

 

2) ถ้าการสั่นสะเทือนจากสภาพถนนเป็นต้นเหตุจริง น่าเชื่อได้ว่า การเสื่อมสภาพในตัวเอง (Inherent Vice) ของอุปกรณ์ท่อที่นำมาติดตั้งนั้นเป็นปัจจัยสาเหตุใกล้ชิดที่เสริมเพิ่มเติมเข้ามาจนทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าวในท้ายที่สุด 

โดยหลักการของสาเหตุใกล้ชิด เมื่อมีสองสาเหตุเกิดขึ้นพ้องกัน ถ้าสาเหตุหนึ่งเป็นข้อยกเว้น แม้อีกสาเหตุหนึ่งจะเป็นภัยคุ้มครองก็ตาม ให้ถือว่า ล้วนจะมิได้รับความคุ้มครองทั้งสิ้น ซึ่งภัยการเสื่อมสภาพในตัวเองก็ตกอยู่ในข้อยกเว้นตามกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลด้วย ฉะนั้น บริษัท A ไม่จำต้องรับผิดแต่ประการใด

 

3) ตัวเลขความเสียหายที่บริษัท B ได้ชดใช้ไปทั้งสิ้น 4,600,000 ปอนด์ (หรือเทียบเท่าประมาณ 197.8 ล้านบาท) นั้นเป็นตัวเลขที่ถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่า?

 

ภายหลังจากได้รับฟังพยานหลักฐาน และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ แล้ว ศาลได้วินิจฉัยออกมา ดังนี้

 

1) ประเด็นที่หนึ่ง สาเหตุจากลมนั้น มีความน่าจะเป็นค่อนข้างน้อยที่จะสร้างความเสียหายนี้ขึ้นมาได้ เพราะแรงลมมิได้ถึงขนาดรุนแรงมากมาย ตัวท่อเองก็มีส่วนปกป้องกันเอาไว้อยู่

 

2) ประเด็นที่สองเนื่องจากการสั่นสะเทือนจากสภาพถนนเป็นต้นเหตุนั้นมีความน่าจะเป็นสูงมาก เมื่อพิจารณาจากหลักฐานบางส่วนจากหีบห่อที่บรรจุ ดูแล้วเชื่อว่าไม่น่าจะถูกต้องเหมาะสมเพียงพอ ครั้นเมื่อเจอกับสภาพถนนที่ไม่ดี จึงส่งผลทำให้เกิดความเสียหายนี้ขึ้นมาได้ 

ส่วนประเด็นการเสื่อมสภาพจากการกัดกร่อนจากความชื้นของน้ำทะเลนั้น ไม่น่าจะเป็นผล อีกทั้งก็ไม่ปรากฏข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดจากการออกแบบ หรือการผลิตของโรงงานผลิตท่อเหล่านี้ด้วย 

 

ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งจึงเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกโดยอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อันตกอยู่ในความรับผิดของกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล

 

3) ประเด็นที่สาม ตัวเลขความเสียหายที่บริษัท B ได้ชดใช้ไปทั้งสิ้น 4,600,000 ปอนด์ (หรือเทียบเท่าประมาณ 197.8 ล้านบาท) นั้น และได้มาเรียกร้องเงินคืนจากบริษัท A เป็นสัดส่วน 80% หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 3,680,000 ปอนด์ (หรือเทียบเท่าประมาณ 158.3 ล้านบาท) ซึ่งบริษัท A จำต้องรับผิดชอบนั้น (บริษัท B รับผิดเพียง 20%) ศาลเห็นพ้องด้วยตามคำฟ้อง

 

หมายเหตุ: เนื่องด้วยคดีนี้ศาลวินิจฉัยสาเหตุหลักของความเสียหายนี้มาจากช่วงระหว่างการขนส่ง ขณะที่สาเหตุจากแรงลมยังมิอาจตัดทิ้งไปได้อย่างสิ้นเชิงเสียทีเดียว จึงทำให้สามารถจัดแบ่งความรับผิดออกไปได้เป็น 80/20 ขณะที่เงื่อนไขพิเศษ 50/50 นั้น เป็นกรณีที่ไม่อาจบ่งชี้สัดส่วนความรับผิดได้อย่างชัดเจน จึงเหมารวมให้รับผิดคนละครึ่งแทน

 

(อ้างอิงและเรียบเรียงจากคดี European Group Limited & Others v Chartis Insurance UK Ltd [2012] EWHC 1245 (QB))

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory

 

 


วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 142: ข้อพิพาทเงื่อนไขพิเศษว่าด้วย 50/50 ระหว่างกรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลกับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของผู้รับเหมา

 

(ตอนที่หนึ่ง)

 

โครงการงานติดตั้งเครื่องจักรกับอุปกรณ์ โดยเฉพาะที่มีการนำเข้าเครื่องจักรกับอุปกรณ์นั้นขนส่งมาจากต่างประเทศ เวลาจัดทำประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล (Marine Cargo Insurance Policy) สำหรับช่วงเวลาการขนส่ง และจัดทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของผู้รับเหมาติดตั้ง (Erection All Risks Insurance Policy (EAR)) เพื่อคุ้มครองระหว่างช่วงเวลาติดตั้งเครื่องจักรกับอุปกรณ์นั้น มักจะมีการแนะนำให้ขยายความคุ้มครองเพิ่มเติม ภายใต้เงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า “50/50” ควบคู่กันไปทั้งสองกรมธรรม์ประกันภัยเผื่อเอาไว้ด้วย

 

จุดประสงค์ของเงื่อนไขพิเศษนี้ เพื่อที่จะให้ได้รับความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยเหล่านั้นทั้งสองฉบับ กรณีเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาแก่เครื่องจักรกับอุปกรณ์นั้น แล้วไม่แน่ใจว่า ควรตกเป็นความรับผิดของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใดกันแน่? ก็ให้ทั้งสองฉบับนั้นมาร่วมกันแบ่งส่วนการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรายละครึ่งหนึ่ง

 

เงื่อนไขพิเศษนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับหลักการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Contribution Principle) แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว เพราะตามหลักการดังกล่าวกำหนดให้การประกันภัยหลายรายนั้นมีความรับผิดร่วมกันอย่างชัดเจน ขณะที่เงื่อนไขพิเศษนี้ยังไม่ชัดเจนพอ เลยเหมารวมให้ร่วมรับผิดทั้งคู่ไม่ต้องมาเสียเวลาถกเถียงเกี่ยงกันอีก

 

นั่นคือ เจตนารมณ์ของผู้ร่างเงื่อนไขพิเศษนี้ที่ผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยได้บอกเล่าต่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับทราบเบื้องต้น

 

โชคดีที่ผ่านมา ยังไม่มีข้อพิพาทเกิดเป็นคดีขึ้นมาให้พบเจอ

 

จนกระทั่งไม่นานมานี้ ได้เกิดเป็นเรื่องราวให้ศาลท่านแปลความหมายในถ้อยคำดังกล่าวจนได้ในต่างประเทศ

 

เรื่องราวมีอยู่ว่า ณ โครงการก่อสร้างโรงงานรีไซเคิลใหม่แห่งหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ ภายหลังจากการติดตั้งเครื่องจักรกับอุปกรณ์ อันประกอบด้วยท่อขนาดยาวต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ต่อมาได้มีการค้นพบรอยแตกร้าวจากการล้าเนื่องจากแรงเค้น (Fatigue Stress Cracking) ตรงท่อของบล็อกตัวประหยัดน้ำมัน (Economizer)

 

เนื่องด้วยโครงการนี้ได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยไว้สองฉบับถูกต้องตามหลักการกับคำแนะนำข้างต้นเอาไว้แล้ว ผู้เอาประกันภัยจึงค่อนข้างสบายใจ และไม่กังวลใจในการที่จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมานั้น ไม่ว่าจะได้จาก

 

ก) กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดของผู้รับเหมาติดตั้ง (EAR) หรือ

 

ข) กรมธรรม์ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล หรือ

 

ค) เงื่อนไขพิเศษดังกล่าวที่ติดแนบไว้ทั้งสองฉบับให้ร่วมกันรับผิดรายละครึ่งหนึ่ง

 

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องไปที่บริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองงานติดตั้งเป็นลำดับแรก ก็ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินค่าเสียหายโดยดี

 

แต่ครั้นเมื่อบริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองงานติดตั้งนั้น (ในที่นี้ขอเรียกว่า บริษัท B) ได้เสนอเรื่องไปถึงบริษัทประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองระหว่างการขนส่ง (ในที่นี้ขอเรียกว่า บริษัท A) เพื่อเรียกร้องให้

 

(1) บริษัท A ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายล่วงหน้าไปแล้วนั้นกลับคืนมาเต็มจำนวน โดยอ้างว่า ต้นเหตุแห่งความเสียหายนั้นมาจากช่วงเวลาขนส่งทั้งทางบกกับทางเรือจากประเทศโรมาเนียไปถึงสถานที่ก่อสร้าง ณ ประเทศอังกฤษ หรือ

 

(2) บริษัท A ชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนที่จ่ายล่วงหน้าไปแล้วนั้นกลับคืนมาครึ่งหนึ่ง หากยังไม่แน่ใจว่า ใครควรจะต้องรับผิด?

 

ผลก็คือ บริษัท A ปฏิเสธความรับผิดโดยสิ้นเชิง

 

สัปดาห์หน้าค่อยมารับฟังผลทางคดีพิพาทระหว่างบริษัท B กับบริษัท A กันนะครับว่า ศาลท่านจะตัดสินออกมาเช่นใด?

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

และที่ https://www.facebook.com/BestTrainingAdvisory