วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2563



เรื่องที่ 119: เมื่อประกันภัยต่อ (Reinsurance) กับประกันภัยตรง (Direct Insurance) ไม่ล้อไปด้วยกัน ปัญหาจะตกอยู่ที่ใครเอ่ย?

ในธุรกิจประกันภัยมีคำกล่าวว่า หากการประกันภัยตรงถือเป็นการที่ผู้เอาประกันภัยโอนความเสี่ยงภัยของตนไปให้แก่บริษัทประกันภัยรับผิดชอบแทน การประกันภัยต่อก็เปรียบเสมือนเป็นการกระจายความเสี่ยงภัยที่ได้รับมานั้นของบริษัทประกันภัยส่งต่อไปให้ผู้รับประกันภัยต่อมาช่วยแบ่งเบาภาระไปอีกทอดหนึ่ง หรือหลาย ๆ ทอดต่อกันไปแล้วแต่กรณี

เวลาเมื่อเกิดความเสียหายที่ได้รับความคุ้มครองขึ้นมา ทุกบริษัทประกันภัยซึ่งรับต่อเป็นทอด ๆ กันมา ก็จะนำส่งเงินส่วนที่ตนรับผิดชอบต่อกันเป็นทอด ๆ นั้นรวบรวมมาจนถึงบริษัทประกันภัยแรกสุดเพื่อนำไปชดใช้ให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ท้ายที่สุด

ฉะนั้น แต่ละช่วงต่อเป็นทอด ๆ นั้นจำต้องมีเงื่อนไขความคุ้มครองให้สอดคล้องถูกต้องตรงกันด้วย มิฉะนั้น อาจเกิดปัญหาขึ้นมาได้ดั่งเช่นคดีศึกษาต่อไปนี้

ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างฐานขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งได้จัดทำประกันภัยก่อสร้างพิเศษเอาไว้กับบริษัทประกันภัยรายหนึ่ง (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “บริษัทประกันภัยตรง M”) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิดสำหรับโครงการก่อสร้างนอกชายฝั่งทะเล (Offshore Construction All Risks Project Policy) ที่รู้จักกันว่า “แบบความคุ้มครอง WELCAR 2001” ซึ่งให้ความคุ้มครองทั้งในส่วนของความสูญเสียหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยและส่วนความรับผิดตามกฎหมาย

บริษัทประกันภัยตรง M นั้น ได้จัดทำประกันภัยต่อแบบเฉพาะราย (Facultative Reinsurance) ไว้กับผู้รับประกันภัยต่อเจ้าหนึ่ง (ต่อไปนี้จะเรียกว่า “บริษัทประกันภัยต่อ A”)

เนื่องจากโครงการก่อสร้างนี้มิอาจทำเสร็จได้ทันระยะเวลาก่อสร้างที่ได้กำหนดไว้ (Project Period) ตามสัญญาว่าจ้างเดิมระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 2011 ถึงวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2014 จำต้องขยายระยะเวลาออกไปรวมสามครั้งจวบจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2018 และได้มีการส่งมอบงานที่เสร็จสมบูรณ์นั้นให้แก่เจ้าของโครงการผู้ว่าจ้างในวันถัดไป คือ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2019

ทั้งนี้ ได้มีข้อตกลงขยายความคุ้มครองถึงช่วงระยะเวลาบำรุงรักษา (Maintenance Period) เอาไว้ด้วยเป็นระยะเวลา 12 เดือนนับต่อเนื่องไปตั้งแต่วันที่ระยะเวลาก่อสร้างโครงการได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว เพื่ออุดช่องว่างระหว่างรอยต่อของความคุ้มครองช่วงก่อสร้างกับช่วงสร้างเสร็จแล้วซึ่งจะไปอยู่ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินระหว่างดำเนินงาน (Operation Phase)

ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่โครงการนี้ คือ ช่วงระหว่างการก่อสร้างปี ค.ศ. 2015 ได้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยซึ่งบริษัทประกันภัยตรง M ตกลงรับผิดชอบให้เป็นวงเงินประมาณ 26 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยได้ไปเรียกเก็บเงินตามส่วนที่ได้จัดทำประกันภัยต่อกับบริษัทประกันภัยต่อ A

แต่ถูกปฏิเสธกลับมาเนื่องจากบริษัทประกันภัยต่อ A ได้อ้างว่า ตนไม่เคยได้รับแจ้งถึงการขยายระยะเวลาก่อสร้างเลย ดังนั้น ความรับผิดของตนได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาก่อสร้างดั้งเดิมตามสัญญาว่าจ้าง ณ วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2014 แล้ว

บริษัทประกันภัยตรง M โต้แย้งกลับไปว่า ยังงั้นก็เถอะ ความเสียหายดังกล่าวยังคงอยู่ในภายในช่วงระยะเวลาบำรุงรักษาที่บริษัทประกันภัยต่อ A จำต้องรับผิดอยู่ดีนั่นแหละ

บริษัทประกันภัยต่อ A ได้ตอบโต้ว่า เมื่องานตามสัญญาว่าจ้างยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ จะไปนับช่วงระยะเวลาบำรุงรักษาได้อย่างไร? ถ้าจะนับได้จริงต้องเป็นในปี ค.ศ. 2019 โน่น

เมื่อสองฝ่ายคุยกันไม่รู้เรื่องและตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดเป็นคดีขึ้นสู่ศาล

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานต่าง ๆ ที่นำเสนอ แล้ววินิจฉัยว่า แนวทางวิธีปฏิบัติปกติทางธุรกิจประกันภัย การประกันภัยต่อจะต้องล้อตามการประกันภัยตรง หากปรากฏโครงการก่อสร้างต้องล่าช้าจากหมายกำหนดการที่ตกลงไว้เดิม ผู้เอาประกันภัยจำต้องเจรจาขอขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไปกับบริษัทประกันภัยตรง M เสียก่อน ซึ่งบริษัทประกันภัยตรง M มีหน้าที่จะต้องร้องขอความเห็นชอบจากบริษัทประกันภัยต่อ A เสียก่อนเช่นกันก่อนที่จะไปตกลงกับผู้เอาประกันภัยได้ แต่น่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาในคดีนี้ ทำให้ไม่มีการแจ้งให้บริษัทประกันภัยต่อ A รับทราบและให้ความเห็นชอบแต่ประการใด

สำหรับประเด็นข้อโต้แย้งเรื่องช่วงระยะเวลาบำรุงรักษานั้น ถ้อยคำของเงื่อนไขนี้ชัดเจนดีอยู่แล้วจะมีผลเริ่มต้นความคุ้มครองได้ต่อเมื่องานตามสัญญานั้นได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์และได้ส่งมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างแล้วเท่านั้น เพราะช่วงระยะเวลาบำรุงรักษานี้เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “ระยะเวลารับประกันผลงานของผู้รับเหมา หรือช่วงเวลารับประกันความชำรุดบกพร่อง (หลังส่งมอบงาน) (Defects Liability Period)หรือ “ช่วงระยะเวลาแจ้งความชำรุดบกพร่อง (Defects Notification Period)ตราบใดที่งานตามสัญญานั้นยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์และยังมิอาจส่งมอบให้แก่ผู้ว่าจ้างได้ ตราบนั้นระยะเวลาบำรุงรักษาก็ไม่สามารถเริ่มนับได้

จึงตัดสินให้บริษัทประกันภัยต่อ A ไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทประกันภัยตรง M

(อ้างอิงและเรียบเรียงจากคดี Munich Re Capital Limited v Ascot Corporate Name Limited [2019] EWHC 2768 (Comm))

สำหรับคำถามที่ว่า ปัญหาจะตกอยู่ที่ใคร? บริษัทประกันภัยตรงจะอ้างต่อผู้เอาประกันภัยได้ไหมว่า ขอชดใช้ไม่เต็มตามความเสียหายที่แท้จริง เพราะไม่สามารถเรียกเก็บเงินบางส่วนจากบริษัทประกันภัยต่อได้ คำตอบ คือ คงใช้อ้างไม่ได้ เนื่องจากสัญญาประกันภัยระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัยตรงเป็นคนละสัญญากับสัญญาประกันภัยต่อระหว่างบริษัทประกันภัยตรงกับบริษัทประกันภัยต่อ

คดีนี้มองไปที่เม็ดเงินแล้ว เชื่อว่าเป็นบทเรียนราคาแพงเหลือหลายนะครับ

คดีศึกษาเรื่องต่อไป: บทเรียนบริษัทประกันภัยจากคดีฉ้อฉลประกันภัยรถยนต์

บริการ
-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2563

เรื่องที่ 118: เมื่อคนกับรถและหมามาเชื่อมโยงกัน มันก็เกิดการโยนกลองกันขึ้น


โยนกลอง” เป็นสำนวนไทย มีความหมายถึงการปัดภาระไปให้ผู้อื่น (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)

แต่เรื่องนี้มีที่มาเทียบเคียงจากคดีศึกษาของต่างประเทศ

สามีภรรยาคู่หนึ่งขับรถพาเพื่อนมาเที่ยวบ้านของตนเอง เมื่อได้นำรถเข้ามาจอดภายในบ้านเรียบร้อยแล้ว หมาตัวน้อยที่คู่สามีภรรยานี้เลี้ยงไว้ก็เข้ามาทักทายทั้งคู่ด้วยความดีใจทันทีที่ทั้งคู่ลงมาจากรถคันนั้น แต่ครั้นมันเหลือบไปเห็นขาข้างหนึ่งที่เพิ่งหย่อนลงสู่พื้นตรงประตูฝั่งผู้โดยสาร และยังไม่ทันสิ้นสุดคำถามจากเพื่อนที่ว่า “มันไม่กัดนะ” หมาน้อยตัวนั้นก็วิ่งตรงเข้าไปงับขาข้างนั้นอย่างฉับพลัน

ภายหลังจากดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นและนำเพื่อนไปทำแผลพร้อมฉีดยากันพิษสุนัขบ้าเผื่อเอาไว้ ณ โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว โดยคู่สามีภรรยานี้ได้กล่าวคำขอโทษต่อเพื่อนและแจ้งว่า เดี๋ยวจะแจ้งให้บริษัทประกันภัยมารับผิดชอบให้ ซึ่งพวกตนได้จัดทำกรมธรรม์ประกันภัยเอาไว้สองฉบับจากบริษัทประกันภัยต่างรายกัน กล่าวคือ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทำไว้กับบริษัทประกันภัยเจ้าหนึ่ง กับกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน (คุ้มครองทรัพย์สินที่เอาประกันภัยบวกด้วยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก) ไว้กับอีกเจ้าหนึ่ง 

ครั้นพอบริษัทประกันภัยทั้งสองรายได้รับทราบเรื่องราวแล้ว ต่างเกิดประเด็นโต้แย้งกันขึ้นมาทันที
กรมธรรม์ประกันภัยฉบับใดควรรับผิดชอบสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว?

1) บริษัทประกันภัยรถยนต์อ้างว่า

หมาที่บ้านของผู้เอาประกันภัยวิ่งไปกัดบุคคลภายนอกผู้เสียหายภายในบ้านหลังนั้นเอง ดังนั้น ถือว่า เป็นความรับผิดตามกฎหมายโทษฐานละเมิดของเจ้าของบ้านทั้งยังเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงนั้นด้วยดั่งที่ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา 433 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ ท่านว่าเจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรแก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น

อันส่งผลทำให้ตกอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน

2) บริษัทประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านได้โต้แย้งว่า

ขณะเกิดเหตุดังกล่าว บุคคลภายนอกผู้เสียหายยังอยู่ในสถานะเป็นผู้โดยสารของรถยนต์คันนั้น เพราะอยู่ระหว่างขณะกำลังลงจากรถ แค่เท้าข้างหนึ่งเหยียบพื้นเท่านั้น ตัวของผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในรถและสัมผัสตัวรถอยู่ โดยยังมิได้ลงมาและออกจากรถโดยสมบูรณ์เลย จึงตกอยู่ภายใต้ความคุ้มครองในหมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ซึ่งระบุว่า

ข้อ 1.  ข้อตกลงคุ้มครอง
           บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสีย หรือความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่บุคคลภายนอก ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจากอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง หรือสิ่งที่บรรทุก หรือติดตั้งในรถยนต์นั้น ในระหว่างระยะเวลาประกันภัย ในนามผู้เอาประกันภัย ดังนี้
            1.1 ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย  บริษัทจะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก ตามความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกนั้น
           ………………………………………………
           บุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตาม 1.1 นี้ ไม่รวมถึงผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายที่จะต้องรับผิดตามกฎหมาย ตลอดจนลูกจ้างในทางการที่จ้าง คู่สมรส บิดา มารดา บุตรของผู้ขับขี่นั้น

อนึ่ง นอกจากนี้ กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านยังได้มีข้อยกเว้นระบุเอาไว้ด้วยอีกว่า

การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง

1. การเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร หรือความบาดเจ็บของสมาชิกในครอบครัว หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย
2. ………………………………
3. ความบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมจาก
   . ………………………………
   . ………………………………
   . ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ อากาศยาน หรือยานพาหนะ

ฉะนั้น บริษัทประกันภัยรถยนต์จำต้องรับผิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว

คุณมีความเห็นเช่นใดบ้างครับ?

ท้ายที่สุดเรื่องนี้ได้ถูกนำขึ้นเป็นคดีสู่ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นได้พิจารณาจากพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านว่า ณ เวลาที่ถูกหมาน้อยนั้นกัด บุคคลภายนอกผู้เสียหายยังคงมีสถานะเป็นผู้โดยสารของรถยนต์คันนั้นอยู่ตราบเท่าที่ยังมิได้พาตัวเคลื่อนออกจากตัวรถยนต์คันนั้นโดยสมบูรณ์ ถือได้ว่า เป็นอุบัติเหตุอันเกิดจากรถยนต์ที่ใช้ หรืออยู่ในทาง อันผู้ขับขี่ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกนั้น จึงตัดสินให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยรถยนต์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความบาดเจ็บทางร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอกนั้นเอง

ฝ่ายบริษัทประกันภัยรถยนต์ยื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลดังนี้

(1) ตัวรถยนต์คันที่เกิดเหตุมิได้ก่อให้เกิดความบาดเจ็บทางร่างกายโดยตรงแก่บุคคลภายนอกผู้เสียหายนั้น เพียงมีส่วนร่วมแค่เป็นจุดที่เกิดเหตุเท่านั้น จึงยังไม่ถือว่า มีสาเหตุเนื่องจากการใช้รถ หรือใช้ทางตามวัตถุประสงค์ของกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ อันจะส่งผลทำให้ผู้ขับขี่ต้องรับผิดตามกฎหมายแต่ประการใด

(2) เช่นเดียวกันก็มิได้ตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นข้อที่ 3. ค. ของกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้านด้วย เพราะความบาดเจ็บทางร่างกายของบุคคลภายนอกผู้เสียหายนั้นมิได้เกิดขึ้นมาจากยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์

(3) สัตว์เลี้ยงของผู้เอาประกันภัยต่างหากที่ก่อให้เกิดความบาดเจ็บทางร่างกายโดยตรงแก่บุคคลภายนอกผู้เสียหายนั้น อันเกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าของสัตว์นั้นเองมิได้ใช้ความระมัดระวังอันสมควรในการเลี้ยงดูแลรักษา

และมีคำสั่งย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นกลับไปพิจารณาเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้เสียหายนั้นภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยสำหรับเจ้าบ้าน

(อ้างอิงและเรียบเรียงมาจากคดี Century Mutual Insurance v. League General Insurance (Mich. Ct. App. 1995))  

หากเกิดคดีลักษณะนี้ที่บ้านเรา ผลของคดีน่าจะออกมาไม่แตกต่างกันนะครับ

ส่วนเรื่องต่อไปจะเกี่ยวกับอะไร? โปรดรอติดตามครับ

บริการ
-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2563

เรื่องที่ 117: ความคุ้มครองการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักอันสืบเนื่องจากไวรัสโรคติดต่อ (Business Interruption Insurance Coverage stemming from Communicable Diseases)


(ตอนที่สอง)

กรณีที่ศาลตีความว่า การปนเปื้อนไวรัสโควิด – 19 ก่อให้เกิดความเสียหายทางกายภาพแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย และมิได้ตกอยู่ในข้อยกเว้น ก็จะได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัย แต่ค่าสินไหมทดแทนที่จะได้รับคงเป็นเพียงค่าใช้จ่ายทำความสะอาดเท่านั้น โดยไม่จำต้องอาศัยเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ มาช่วย

สำหรับประเด็นที่ทิ้งท้ายไว้ คือ กรณีทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ของผู้เอาประกันภัยไม่เสียหาย

ก) แต่จำต้องหยุดประกอบกิจการไป เนื่องจากมีคำสั่งจากหน่วยงานราชการห้ามมิให้ประกอบกิจการ หรือ

ข) พื้นที่ใกล้เคียงมีความเสี่ยงภัยจากไวรัสโควิด-19 เลยส่งผลทำให้ลูกค้าที่เคยเข้ามาใช้บริการหายหน้าไป ธุรกิจจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

เช่นนี้ จะสามารถได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักของตนได้หรือเปล่าหนอ?

กรณีเหล่านี้ต้องอาศัยเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการขยายความคุ้มครองเสริมเพิ่มเติม แต่ทั้งนี้ จะต้องส่งผลกระทบโดยตรงทางธุรกิจที่เอาประกันภัยไว้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น

(1) เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยโรคภัยต่าง ๆ ที่ต้องรายงาน (Notifiable Diseases Clause) 

ถ้อยคำที่ใช้กันอยู่ในตลาดประกันภัยจะแบ่งออกได้เป็นสองลักษณะ ได้แก่ ลักษณะถ้อยคำที่จำกัดเฉพาะโรคภัยต่าง ๆ ที่ระบุไว้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้รวมถึงไวรัสโควิด – 19 แน่ ๆ เนื่องจากเป็นโรคระบาดใหม่เพิ่งถูกค้นพบเวลานี้ และลักษณะถ้อยคำที่ไม่จำกัดโรคภัย

หากใช้เงื่อนไขพิเศษนี้เป็นลักษณะถ้อยคำที่ไม่จำกัดโรคภัย ถือว่ารวมถึงไวรัสโควิด – 19 ด้วย ซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยในลักษณะความเสียหายทางกายภาพ ทั้งยังทำให้ธุรกิจที่เอาประกันภัยหยุดชะงักไป เช่นนี้ จะได้รับความคุ้มครองทั้งกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน แบบสรรพภัย และภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก

(2) เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยคำสั่งของหน่วยงานราชการ (Public/Civil Authority Clause)

การที่เจ้าหน้าที่รัฐมีคำสั่งห้ามเข้าอาณาบริเวณสถานที่เอาประกันภัยหรืออาณาเขตใกล้เคียงภายในระยะรัศมีที่กำหนดไว้ อันมีสาเหตุจากภัยที่คุ้มครองด้วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับถ้อยคำของเงื่อนไขพิเศษนี้เช่นกัน ถ้าไม่จำกัดถึงภัยที่คุ้มครองไว้ ก็ถือว่า สามารถให้ความคุ้มครองถึงได้

(3) เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยการปิดกั้นหรือการห้ามเข้า-ออกสถานที่ประกันภัย (Prevention/Denial of Access Clause)

เกิดความเสียหายแก่สถานที่อื่นใกล้กับสถานที่เอาประกันภัย ซึ่งส่งผลทำให้ไม่สามารถเข้าออกสถานที่เอาประกันภัยได้ ภายในรัศมีที่กำหนด ส่วนจะต้องมีสาเหตุจากภัยที่คุ้มครองด้วยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับถ้อยคำของเงื่อนไขพิเศษนี้เช่นกัน ถ้าไม่จำกัดถึงภัยที่คุ้มครองไว้ ก็ถือว่า สามารถให้ความคุ้มครองถึงได้

(4) เงื่อนไขพิเศษว่าด้วยความเสียหายแก่สถานที่พึ่งพา (Loss of Attraction Clause)

คล้ายกับข้อ (3) ต่างตรงที่สถานที่เอาประกันภัยจำต้องอาศัยพึ่งพาสถานที่หลักอื่นเพื่อประกอบธุรกิจที่ประกันภัย เช่น ร้านค้าซึ่งเป็นสถานที่เอาประกันภัยตั้งอยู่ในศูนย์การค้า หรืออยู่ใกล้กับสวนสนุก แม้ร้านค้านั้นไม่เสียหาย แต่ศูนย์การค้าหรือสวนสนุกดังกล่าวได้รับความเสียหายจนต้องปิดกิจการชั่วคราว และส่งผลกระทบทางการเงินต่อร้านค้านั้น เป็นต้น ปัจจุบันนี้ ถ้อยคำค่อนข้างจำกัด คือ นอกจากสถานที่พึ่งพาดังกล่าวจะต้องเสียหายจากภัยที่คุ้มครองแล้ว ยังกำหนดอาณาเขตระยะห่างจากร้านค้าที่เอาประกันภัยเอาไว้อีก เนื่องจากเคยได้รับบทเรียนมาแล้วครั้งสมัยเหตุการณ์สึนามิ

ผู้เชี่ยวชาญประกันภัยต่างประเทศหลายท่านแสดงความเห็นว่า ถึงแม้อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้เงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ ข้างต้น แต่เชื่อว่า ค่าเสียหายคงไม่สูงมาก เพราะเพียงจะได้รับการชดใช้เฉพาะค่าเสียหายโดยตรงที่เกิดขึ้นจากภัยของไวรัสโควิด – 19 (หากคุ้มครอง) เท่านั้น

 

ทำให้ช่วงนี้ ผมได้รับคำถามจากบางท่านสอบถามมาว่า จะสามารถปรับลดทุนประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักได้ไหม? เพราะถึงอย่างไรก็ตาม ผลประกอบการคงไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้แน่ ๆ


ผมขอแนะนำว่า หากปรับลดผลประกอบการลงจากเดิมไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ก็ไม่จำเป็น เพราะเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักฉบับมาตรฐานบ้านเรา ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะแบบที่ 1 กำไรขั้นต้น (เกณฑ์ผลต่าง) หรือแบบอื่น ๆ แม้ไม่ขอปรับลดทุนประกันภัยระหว่างปี ก็เปิดช่องให้สามารถรับชำระเบี้ยประกันภัยคืนได้ไม่เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ดังระบุไว้ในบันทึกข้อที่ 2 เงื่อนไขว่าด้วยการคืนเบี้ยประกันภัย

สิ่งที่ผมเป็นห่วงแทนมากกว่าจะเป็นเรื่องเงื่อนไขการระงับไปแห่งสัญญาประกันภัยมากกว่า โดยเฉพาะกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้มีความเสี่ยงภัยเพิ่มขึ้น ความคุ้มครองทั้งหมดจะจบสิ้นลงทันที ซึ่งปัญหาการตีความว่า การลดกำลังการผลิต การหยุดประกอบกิจการชั่วคราว หรือการเปลี่ยนไปประกอบธุรกิจอื่น จะถือว่า จะส่งผลทำให้สัญญาประกันภัยสิ้นสุดลงหรือไม่? ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่มากมาย และทุกครั้งที่ผมได้ตั้งประเด็นคำถามเหล่านี้ขึ้นมาเวลาอบรมให้ความรู้

ขอให้สอบถามให้มั่นใจจากตัวแทนหรือนายหน้าประกันวินาศภัยของท่าน หรือบริษัทประกันภัยของท่านโดยตรง เพื่อความมั่นใจ อย่าเป็นเพียงแค่คุยด้วยวาจาเท่านั้นนะครับ เพราะเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยเองได้ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะมีผลบังคับได้จะต้องอยู่ในรูปของเอกสารประกันภัยเท่านั้น เอาใจช่วยครับ

ส่วนเรื่องต่อไปจะเกี่ยวกับอะไร? โปรดรอติดตามก็แล้วกันครับ

บริการ
-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/