วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อะไรคือความสูญเสียหรือความเสียหายทางกายภาพของทรัพย์สินที่เอาประกันภัย


เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้มีการหยิบยกเหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะ ทำให้เกิดควันพิษแพร่กระจายออกไปทั่วบริเวณนั้น จนถึงกับต้องอพยพผู้คนออกไปด้วย เนื่องจากกว่าจะสามารถดับไฟที่บ่อขยะ ก็ใช้เวลานานหลายวัน มาเป็นกรณีศึกษาทางด้านประกันภัย โดยสมมุติว่า
หากภายหลังกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบพบว่า บ้านของผู้เอาประกันภัย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมากที่สุดได้ถูกควันพิษอบอยู่หลายวัน จนกระทั่งสารพิษได้ฝังตัวแทรกอยู่ในตัวบ้านจนไม่ปลอดภัยแก่การพักอยู่อาศัยได้อีกต่อไป จำต้องรื้อถอน เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ด้วยวัสดุใหม่ทั้งหมด ถ้าท่านเป็นผู้รับประกันภัยบ้านของผู้เอาประกันภัยรายนี้ภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย ท่านจะพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยรายนี้หรือไม่ อย่างไร?


เรื่องนี้เป็นประเด็นในการตีความคำว่า “ความสูญเสีย หรือความเสียหายทางกายภาพ” ต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น มีความหมายอย่างไรในการตีความของศาลต่างประเทศ เนื่องด้วยยังไม่พบคดีฟ้องร้องในประเด็นนี้ในศาลไทย ทั้งในกรมธรรม์ประกันภัยก็มิได้ให้คำจำกัดความเอาไว้เลย ครั้นจะอาศัยพจนานุกรมในการตีความนั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตกลับให้ความหมายว่า "กายภาพ หมายความถึง เกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เกี่ยวกับสสารและพลังาน, เกี่ยวกับลักษณะตามธรรมชาติของโลก"

ตามความเข้าใจของคนทั่วไป มักจะตีความว่า เป็นความสูญเสีย หรือความเสียหายที่สามารถสัมผัส หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น รอยถูกไฟไหม้ รอยเปียกน้ำ แต่รอยการถูกควันจากไฟไหม้ ซึ่งถือเป็นสาเหตุใกล้ชิดจากภัยไฟไหม้ (หากควันเกิดขึ้นมาก่อนการเกิดไฟลุกไหม้ จะไม่ได้รับความคุ้มครองภายใต้ภัยไฟไหม้ของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย) จากตัวอย่างดังกล่าว รอยถูกไฟไหม้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยเปียกน้ำดับเพลิง ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นไม้ หรือเป็นคอนกรีต น้ำสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ มองด้วยตาเปล่า ทรัพย์สินเหล่านั้นเสมือนหนึ่งไม่ปรากฏร่องรอยความเสียหายเลย เพียงนำผ้ามาเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ ก็อาจเพียงพอแล้ว แต่ลึกเข้าไปข้างในหยดน้ำยังฝังตัวอยู่ อาจสร้างความเสียหายต่อเนื่องถึงขนาดทำให้เนื้อไม้เปื่อยผุพังได้ หรือเกิดเชื้อราขึ้นที่ตัวคอนกรีตในภายหลังก็เป็นได้ ซึ่งถือเป็นสาเหตุใกล้ชิดจากภัยไฟไหม้ได้เช่นกัน 

สำหรับความเสียหายของควันจากไฟไหม้ก็มิได้แตกต่างกันในการพิจารณา เพียงแต่กลิ่นเหม็น หรือสารพิษจากซากที่ถูกไฟไหม้ที่แฝงตัวอยู่ในควันไฟที่ลอยมา และมาฝังตัวลึกลงไปอยู่ในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้น อาจจะสัมผัสไม่ใคร่ได้ชัดเจน กลิ่นเหม็นอาจพอสัมผัสสูดดมได้ แต่สารพิษที่ฝังตัวอยู่ภายใน อาจจำต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาตรวจสอบ และเมื่อตรวจพบว่า ไม่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการใช้อยู่อาศัยอีกต่อไป ก็ถือได้ว่า ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายทางกายภาพโดยสิ้นเชิง การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริงเพื่อให้กลับคืนสู่สภาพเดิม จำต้องรื้อและสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทน ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว   

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558



เหตุการณ์กับภัยแผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่น

ขณะที่ข่าวเรื่องแผ่นดินไหวเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มเป็นห่วง เพราะเริ่มมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นระยะในบ้านเราเมื่อเร็ววันนี้ด้วย

ส่วนตัวของผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองในแง่ของการประกันภัยว่า เมื่อลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวประกอบด้วยแผ่นดินไหวนำ (Fore Shock) แผ่นดินไหวหลัก (Main Shock) และแผ่นดินไหวตาม (After Shock) ตามระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว หากทั้งสามลักษณะเกิดเป็นลำดับกันดังกล่าว โดยทิ้งช่วงกันเป็นระยะ เช่นนี้ จะถือว่า เป็นเหตุการณ์ (Occurrence) ต่างกัน หรือเป็นเหตุการณ์เดียวรวมกันทั้งหมด  

เนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินมิได้กำหนดคำนิยามเฉพาะของคำว่า “เหตุการณ์” และการเกิดแผ่นดินไหวดังกล่าวก็เป็นช่วงระยะเวลาแยกกัน จึงต้องถือเป็นคนละเหตุการณ์ ทั้งยังมิได้มีคำนิยามเฉพาะของ “แผ่นดินไหว” ให้มีความหมายเพียงแผ่นดินไหวหลักเท่านั้น ทุกลักษณะของแผ่นดินไหวจึงล้วนตกอยู่ในความหมายของภัยแผ่นดินไหวที่กรมธรรม์ประกันภัยจะให้ความคุ้มครองทั้งสิ้น เว้นแต่ในกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ได้กำหนดระดับความรุนแรงไว้ตั้งแต่เจ็ดริกเตอร์ขึ้นไปเท่านั้น  

หากช่วงการเกิดแผ่นดินไหวแต่ละลักษณะทิ้งช่วงห่างกันครั้งละหนึ่งวัน ก็จะถือเป็นสามเหตุการณ์ ถ้ามีข้อกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกรวมสามครั้ง

นอกเสียจากจะได้มีการแนบเงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า แบบ อค./ทส. 1.63 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยเหตุแห่งความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ไต้ฝุ่นและมรสุมภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง (72 Hours : Earthquake, Flood, Windstorm, Typhoon and Monsoon) โดยเอกสารแนบท้ายนี้ จะจัดแบ่งเหตุแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นออกเป็นช่วงเหตุการณ์ โดยใช้ระยะเวลา 72 ชั่วโมง หรือสามวันติดต่อกัน เป็นเกณฑ์แบ่งต่อหนึ่งเหตุการณ์ กล่าวคือ ทุกความเสียหาย ทุกอุบัติเหตุ หรือทุกภัยที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน จะถือรวมเป็นหนึ่งเหตุการณ์ ถ้ายังมีความเสียหาย อุบัติเหตุ หรือภัยเกิดขึ้นมาอีก ใน 72 ชั่วโมงติดต่อกันถัดมา ก็นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ แต่มิได้หมายความเหตุน้ำท่วมแช่อยู่นานประมาณสามเดือน น้ำจึงลด ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 จะตีความว่า จำแนกเหตุการณ์ออกได้เป็นประมาณสามสิบเหตุการณ์ เอกสารแนบท้ายนี้ มิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ดังนั้น หากกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เป็นต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ภาระของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเองจะลดน้อยลงไปมากกว่าที่มิได้แนบเอกสารแนบท้ายฉบับนี้เอาไว้

การเริ่มนับเหตุการณ์ว่า จะมีช่วงเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน เริ่มต้น และสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้น ให้เป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการกำหนดเวลาเริ่มต้นตามที่เห็นสมควร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละเหตุการณ์จะต้องไม่ทับซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก่อนวันเริ่มต้นความคุ้มครอง และที่เกิดขึ้นหลังจากวันสิ้นอายุความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว โดยที่ช่วงเวลา 72 ชั่วโมงจะจำกัดให้อยู่เพียงภายในระยะเวลาเอาประกันภัยเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวนำกับแผ่นดินไหวหลักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัย แต่แผ่นดินไหวตามมาเกิดขึ้นภายหลังกรมธรรม์ประกันภัยได้สิ้นอายุไปแล้ว เฉพาะส่วนของความเสียหายจากแผ่นดินไหวตามเท่านั้น ถึงจะมิได้รับความคุ้มครอง

ฉะนั้น ในการให้ความคุ้มครองถึงภัยแผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติอื่น จึงแนะนำให้แนบเอกสารแนบท้าย แบบ อค./ทส. 1.63 ดังกล่าวเอาไว้จะเป็นประโยชน์มากกว่า หรือไม่ก็เสนอให้กำหนดคำนิยามคำว่า “เหตุการณ์” หรือ คำว่า “เหตุการณ์วินาศภัย (Loss Event)” ซึ่งในพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความถึง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ผู้รับประกันภัย หรือผู้รับประกันภัยต่อจะต้องจ่าย อันเกิดจากเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว เช่น แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือหลายครั้งภายในเวลา 72 ชั่วโมง ถือว่า เป็นเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว” ลงไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเลย เหมือนดังเช่นกรมธรรม์ประกันภัยที่คุ้มครองแผ่นดินไหวของประเทศญี่ปุ่น และหากช่วงเวลา 72 ชั่วโมงต่อหนึ่งเหตุการณ์น้อยเกินไป จะกำหนดขยายเป็นช่วงเวลา 168 ชั่วโมง หรือเจ็ดวันเหมือนอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็แล้วแต่จะได้พิจารณา



เหตุการณ์กับภัยแผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติอื่น

ขณะที่ข่าวเรื่องแผ่นดินไหวเป็นประเด็นที่หลายคนเริ่มเป็นห่วง เพราะเริ่มมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นระยะในบ้านเราเมื่อเร็ววันนี้ด้วย

ส่วนตัวของผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองในแง่ของการประกันภัยว่า เมื่อลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวประกอบด้วยแผ่นดินไหวนำ (Fore Shock) แผ่นดินไหวหลัก (Main Shock) และแผ่นดินไหวตาม (After Shock) ตามระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว หากทั้งสามลักษณะเกิดเป็นลำดับกันดังกล่าว โดยทิ้งช่วงกันเป็นระยะ เช่นนี้ จะถือว่า เป็นเหตุการณ์ (Occurrence) ต่างกัน หรือเป็นเหตุการณ์เดียวรวมกันทั้งหมด  

เนื่องด้วยกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินมิได้กำหนดคำนิยามเฉพาะของคำว่า “เหตุการณ์” และการเกิดแผ่นดินไหวดังกล่าวก็เป็นช่วงระยะเวลาแยกกัน จึงต้องถือเป็นคนละเหตุการณ์ ทั้งยังมิได้มีคำนิยามเฉพาะของ “แผ่นดินไหว” ให้มีความหมายเพียงแผ่นดินไหวหลักเท่านั้น ทุกลักษณะของแผ่นดินไหวจึงล้วนตกอยู่ในความหมายของภัยแผ่นดินไหวที่กรมธรรม์ประกันภัยจะให้ความคุ้มครองทั้งสิ้น เว้นแต่ในกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ได้กำหนดระดับความรุนแรงไว้ตั้งแต่เจ็ดริกเตอร์ขึ้นไปเท่านั้น  

หากช่วงการเกิดแผ่นดินไหวแต่ละลักษณะทิ้งช่วงห่างกันครั้งละหนึ่งวัน ก็จะถือเป็นสามเหตุการณ์ ถ้ามีข้อกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ผู้เอาประกันภัยจำต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกรวมสามครั้ง

นอกเสียจากจะได้มีการแนบเงื่อนไขพิเศษที่เรียกว่า แบบ อค./ทส. 1.63 เอกสารแนบท้ายว่าด้วยเหตุแห่งความเสียหายจากภัยแผ่นดินไหว น้ำท่วม พายุ ไต้ฝุ่นและมรสุมภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง (72 Hours : Earthquake, Flood, Windstorm, Typhoon and Monsoon) โดยเอกสารแนบท้ายนี้ จะจัดแบ่งเหตุแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้นออกเป็นช่วงเหตุการณ์ โดยใช้ระยะเวลา 72 ชั่วโมง หรือสามวันติดต่อกัน เป็นเกณฑ์แบ่งต่อหนึ่งเหตุการณ์ กล่าวคือ ทุกความเสียหาย ทุกอุบัติเหตุ หรือทุกภัยที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน จะถือรวมเป็นหนึ่งเหตุการณ์ ถ้ายังมีความเสียหาย อุบัติเหตุ หรือภัยเกิดขึ้นมาอีก ใน 72 ชั่วโมงติดต่อกันถัดมา ก็นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ แต่มิได้หมายความเหตุน้ำท่วมแช่อยู่นานประมาณสามเดือน น้ำจึงลด ดังที่เกิดขึ้นในกรณีของมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2554 จะตีความว่า จำแนกเหตุการณ์ออกได้เป็นประมาณสามสิบเหตุการณ์ เอกสารแนบท้ายนี้ มิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น ดังนั้น หากกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เป็นต่อเหตุการณ์แต่ละครั้ง ภาระของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเองจะลดน้อยลงไปมากกว่าที่มิได้แนบเอกสารแนบท้ายฉบับนี้เอาไว้

การเริ่มนับเหตุการณ์ว่า จะมีช่วงเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกัน เริ่มต้น และสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้น ให้เป็นสิทธิของผู้เอาประกันภัยในการกำหนดเวลาเริ่มต้นตามที่เห็นสมควร แต่ช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละเหตุการณ์จะต้องไม่ทับซ้อนกัน อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันภัยจะไม่รับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก่อนวันเริ่มต้นความคุ้มครอง และที่เกิดขึ้นหลังจากวันสิ้นอายุความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว โดยที่ช่วงเวลา 72 ชั่วโมงจะจำกัดให้อยู่เพียงภายในระยะเวลาเอาประกันภัยเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวนำกับแผ่นดินไหวหลักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัย แต่แผ่นดินไหวตามมาเกิดขึ้นภายหลังกรมธรรม์ประกันภัยได้สิ้นอายุไปแล้ว เฉพาะส่วนของความเสียหายจากแผ่นดินไหวตามเท่านั้น ถึงจะมิได้รับความคุ้มครอง

ฉะนั้น ในการให้ความคุ้มครองถึงภัยแผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติอื่น จึงแนะนำให้แนบเอกสารแนบท้าย แบบ อค./ทส. 1.63 ดังกล่าวเอาไว้จะเป็นประโยชน์มากกว่า หรือไม่ก็เสนอให้กำหนดคำนิยามคำว่า “เหตุการณ์” หรือ คำว่า “เหตุการณ์วินาศภัย (Loss Event)” ซึ่งในพจนานุกรมศัพท์ประกันภัย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายความถึง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และทำให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดที่ผู้รับประกันภัย หรือผู้รับประกันภัยต่อจะต้องจ่าย อันเกิดจากเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว เช่น แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือหลายครั้งภายในเวลา 72 ชั่วโมง ถือว่า เป็นเหตุการณ์วินาศภัยเพียงเหตุการณ์เดียว” ลงไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยเลย เหมือนดังเช่นกรมธรรม์ประกันภัยที่คุ้มครองแผ่นดินไหวของประเทศญี่ปุ่น และหากช่วงเวลา 72 ชั่วโมงต่อหนึ่งเหตุการณ์น้อยเกินไป จะกำหนดขยายเป็นช่วงเวลา 168 ชั่วโมง หรือเจ็ดวันเหมือนอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็แล้วแต่จะได้พิจารณา

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558



ข้อยกเว้นที่ 14 ของกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
ในระหว่างการสัมมนาเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีประเด็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความหมายของข้อยกเว้นที่ 14 ในหมวดข้อยกเว้น ข. ของกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินที่ระบุว่า
ข.   การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
14.  ทรัพย์สินที่ได้จัดทำประกันภัยไว้เป็นการเฉพาะแล้ว (property more specifically insured)

มีเจตนารมณ์อย่างไรกันแน่ เนื่องด้วยเราแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษของประเทศอังกฤษ และไม่แน่ใจว่า คนร่างกรมธรรม์ประกันภัยต้นฉบับ เขามีเจตนารมณ์อย่างไร แต่จากการตีความในทางปฎิบัติของเรา มักจะตีความกันว่า ถ้าทรัพย์สินที่เอาประกันภัยได้มีการทำประกันภัยเฉพาะโดยซ้ำซ้อนกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินแล้ว กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินนี้ ก็จะไม่คุ้มครอง แต่ไม่มั่นใจคำว่า “เป็นการเฉพาะแล้ว” จะมีความหมายกว้างหรือแคบขนาดไหน ถ้าทรัพย์สินที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินไปซ้ำซ้อนกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย จะถือว่าตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้หรือไม่ เพราะต่างเป็นประเภทการประกันภัยทรัพย์สินเหมือนกัน

ครั้นพอมาพิจารณาถึงเงื่อนไขทั่วไปข้อที่ 7 ว่าด้วยการเฉลี่ยความเสียหายที่ระบุว่า “ถ้าในขณะที่เกิดความเสียหายขึ้นและปรากฏว่าทรัพย์สินรายเดียวกันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัทประกันภัยอื่น ไม่ว่าโดยผู้เอาประกันภัยเอง หรือบุคคลอื่นใดก็ตาม บริษัทจะร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ไม่เกินกว่าส่วนเฉลี่ยตามจำนวนเงินที่บริษัทได้รับประกันภัยต่อจำนวนเงินเอาประกันภัยทั้งสิ้น และไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ด้วย” จะขัดแย้งกันหรือไม่ อย่างไร

จากการค้นคว้าประเด็นเรื่องนี้ สามารถสรุปให้เข้าใจได้ดังนี้
ตามหลักการประกันภัยในเรื่องการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Principle of Contribution) ซึ่งบางครั้งอาจเรียกว่า “การเฉลี่ย” แต่ปัจจุบัน มักไม่นิยมเรียกกันแล้ว เพราะจะไปซ้ำซ้อนกับเกณฑ์การเฉลี่ย (Average Clause) ในเรื่องการประกันภัยต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Under Insured) ในหลักการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นสิ่งที่เรารับรู้โดยทั่วไปว่า ถ้าในเวลาเมื่อเกิดความเสียหาย ปรากฎมีการประกันภัยหลายราย หรือกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับ ซึ่งในที่นี้เรียกว่า “Multiple Insurances หรือ Multiple Policies” โดยประกอบด้วยคำเรียกที่แตกต่างสองคำ ดังนี้
ก)      การประกันภัยซ้ำซ้อน (Double Insurance หรือ Dual Insurance) ในที่นี้ หมายความถึง เป็นการประกันภัยหลายราย หรือกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับ ซึ่งเป็นประเภทเดียวกัน หรือแบบเดียวกันมาซ้ำซ้อนกัน เป็นต้นว่า กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไปกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไป กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินด้วยกันเอง
ข)      การประกันภัยอื่น (Other Insurance) ในที่นี้ หมายความถึง เป็นการประกันภัยหลายราย หรือกรมธรรม์ประกันภัยหลายฉบับ ซึ่งเป็นต่างประเภทกัน หรือเป็นประเภทเดียวกัน แต่ต่างแบบกัน มาซ้อนกัน เป็นต้นว่า กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไปกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัย กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน กรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับกรมธรรม์ประกันความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก

ล้วนต่างให้ความคุ้มครองในวัตถุประกันภัย หรือส่วนได้เสียเดียวกัน และในภัยเดียวกัน การประกันภัยทุกราย หรือทุกฉบับนั้นจะต้องเข้ามาร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยวิธีการอาจเป็นลำดับกัน หรือพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้เอาประกันภัยได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินไปกว่าความเสียหายที่แท้จริง อันเป็นไปตามหลักการประกันภัยในเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเป็นจริง (Principle of Indemnity) แต่ในทางปฎิบัติแล้ว วิธีการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น อาจมีความซับซ้อนและยุ่งยากกว่าที่คิด ด้วยเหตุนี้ ในประเทศอังกฤษและประเทศต่าง ๆ จึงได้เปิดโอกาสให้สามารถมีการกำหนดเงื่อนไขเป็นพิเศษเรื่องการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Contribution Conditions)[1] ไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ให้มีความแตกต่างจากหลักการประกันภัยปกติทั่วไปดังกล่าว ซึ่งสามารถจำแนกเงื่อนไขออกได้ดังนี้
1)      เงื่อนไขข้อห้าม (Escape Clauses)
เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยฉบับแรก โดยห้ามมิให้ผู้เอาประกันภัยไปทำประกันภัยฉบับอื่นมาซ้ำซ้อนกัน โดยปราศจากความเห็นชอบจากผู้รับประกันภัยรายแรกเสียก่อน
2)      เงื่อนไขการไม่ร่วมชดใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยอื่น (Other Non-contribution Clauses)
เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะไม่คุ้มครอง หากผู้เอาประกันภัยมีกรมธรรม์ประกันภัยฉบับอื่นที่ให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายเดียวกัน
3)      เงื่อนไขการประกันภัยอื่นโดยเฉพาะเจาะจง (More Specific Insurance Clauses)
เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะให้คุ้มครองเป็นส่วนเกินจากกรมธรรม์ประกันภัยโดยเฉพาะเจาะจงฉบับอื่น
4)      เงื่อนไขการร่วมชดใช้ตามส่วน (Rateable Proportion Clauses)
เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยที่ระบุว่า จะร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามส่วนกับกรมธรรม์ประกันภัยฉบับอื่น

เมื่อเราทำความเข้าใจหลักการประกันภัยในเรื่องการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับเงื่อนไขการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกอบกับความหมายของคำว่า “การประกันภัยซ้ำซ้อน” กับ “การประกันภัยอื่น” ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในประเด็นข้อยกเว้นที่ 14 ข้างต้นได้ว่า เจตนารมณ์ของข้อยกเว้นดังกล่าวเป็นการยกเว้นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ไปมีความซ้ำซ้อนกับการประกันภัยอื่น (ต่างประเภท หรือต่างแบบกัน) โดยเป็นการไปเขียนไว้ในข้อยกเว้น มิใช่การเขียนเป็นเงื่อนไขเรื่องการประกันภัยอื่นโดยเฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกับในข้อ 3) ข้างต้น จึงทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองเลย โดยไม่สามารถทำให้กลายเป็นความคุ้มครองส่วนเกินไปได้ แต่หากเป็นการประกันภัยซ้ำซ้อนกันระหว่างกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินด้วยกันเองแล้ว ถึงจะต้องมาร่วมชดใช้กันตามหลักการปกติดังระบุไว้ในเงื่อนไขทั่วไปข้อที่ 7 ว่าด้วยการเฉลี่ยความเสียหายดังกล่าวข้างต้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับความหมายของคำว่า “การประกันภัยซ้ำซ้อน” กับ “การประกันภัยอื่น” นั้น ในทางปฎิบัติทั่วไป มิได้แยกแยะชัดเจนดังที่กล่าวไว้ในที่นี้ โดยมีการเรียกสลับปนเปกันไปทั้งสองคำ จึงทำให้อาจทำความเข้าใจได้ยากขึ้นไปอีก



[1] The Chartered Insurance Institute, Study Course Insurance Law PO5/October 2004