วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 160 : ปัญหาการตีความภัยความเสียหายเนื่องจากน้ำ (Water Damage Peril) กับการรื้อผนัง (Tear Out) เพื่อแก้ไขท่อน้ำรั่วต้นเหตุ

 

บ่อยครั้ง เวลาอ่านถ้อยคำที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยอาจก่อให้เกิดปัญหาการแปลความหมายที่แตกต่างกันขึ้นมาได้ระหว่างผู้เอาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย โดยเฉพาะเมื่อเวลาเกิดความเสียหาย เพราะจะมีทั้งคนที่อาจได้ประโยชน์ และคนที่อาจเสียประโยชน์ขึ้นมาได้

 

คุณคิดว่า ถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันภัยมีความชัดเจนดีเพียงพอแล้วหรือยัง?

 

ดั่งตัวอย่างคดีศึกษาต่างประเทศนี้

 

ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังหนึ่งได้ทำประกันภัยคุ้มครองตัวบ้านพร้อมกับทรัพย์สินอื่น ๆ ที่อยู่ในบ้านหลังนั้นกับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง โดยได้ระบุขยายความคุ้มครองถึงความเสียหาย อันเกิดขึ้นจากภัยเนื่องจากน้ำ (Water Damage Peril Endorsement) เอาไว้ด้วย โดยมีถ้อยคำเขียนว่า

 

คุ้มครองความเสียหายโดยตรงทางกายภาพแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย อันเกิดขึ้นโดยฉับพลัน และโดยอุบัติเหตุจากการปล่อย หรือการล้นของน้ำ หรือไอน้ำจากระบบท่อน้ำภายใน โดยจะคุ้มครองความเสียหายจากน้ำนั้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และการเปลี่ยนทดแทนส่วนใด ๆ ของตัวอาคารเพื่อความจำเป็นในการซ่อมแซมระบบท่อน้ำ และอุปกรณ์เครื่องใช้นั้นเอง

 

ทั้งนี้ ภายใต้เอกสารแนบท้ายนี้มีจำนวนเงินความคุ้มครองย่อย (Sub Limit) อยู่ที่ 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อความเสียหายแต่ละครั้ง

 

ต่อมา ปรากฏท่อน้ำจุดหนึ่งที่อยู่ในผนังเกิดเสื่อมสภาพทำให้น้ำรั่วไหลซึมออกมาจากผนังไปสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่น ๆ

 

เมื่อผู้เอาประกันภัยรายนี้ไปแจ้งเคลมต่อบริษัทประกันภัยของตน ได้เกิดประเด็นข้อโต้แย้ง ดังนี้

 

ก) เหตุการณ์ความเสียหายเนื่องจากน้ำนี้จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่?

 

ข) ถ้าคุ้มครอง จะคุ้มครองรายการใดบ้าง? ในวงเงินความคุ้มครองเท่าไหร่?

 

    (1) ท่อน้ำตัวต้นเหตุ

    (2) ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอื่นที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำนั้นเอง

    (3) ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนผนัง และการเปลี่ยนทดแทนผนังที่เสียหายนั้น มีจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 40,000 ดอลล่าร์สหรัฐ 

 

ฝ่ายผู้เอาประกันภัยยื่นขอเรียกร้องค่าเสียหายตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกรายการ

 

สมมุติ คุณเป็นบริษัทประกันภัยนี้ คุณจะให้คำตอบเช่นไรดีครับ?

 

ขอฝากไว้ไปคิดเป็นการบ้าน แล้วเราค่อยกลับมาเฉลยกันคราวหน้า

 

และขอให้ทุกท่านมีความสุข และปลอดภัยจากโรคภัย และอุบัติภัยใด ๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ด้วยนะครับ

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul

 

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 159 : นักท่องเที่ยว/แขกพักอาศัยนำสิ่งของมีค่าติดตัวไปโรงแรม แล้วถูกขโมย ถือว่า มีส่วนประมาทร่วมหรือไม่?

 

ได้เขียนบทความอีกชุดหนึ่งเกี่ยวกับความรับผิดของเจ้าของโรงแรมไว้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย)

 

เมื่อไปอ่านแนวคดีศึกษาเรื่องนี้ของต่างประเทศ เห็นว่า มีประเด็นต่อสู้ที่น่าสนใจ จึงขอนำมาเล่าเสริม ดังนี้

 

1) นักท่องเที่ยว/แขกพักอาศัยเวลาเดินทาง ทำไมจะต้องพกพาสิ่งของมีค่าติดตัวไปด้วย?

 

2) หากจำเป็นจะต้องพกพาไป ทำไมไม่นำไปฝากเก็บไว้ในตู้นิรภัยกับเจ้าของโรงแรม?

 

ถ้าขืนทำไป แล้วสิ่งของมีค่าเหล่านั้นถูกลักขโมยไป จะถือว่า นักท่องเที่ยว/แขกพักอาศัยนั้นมีส่วนร่วมประมาทเลินเล่อด้วยได้ไหม?

 

กรณีต่าง ๆ ข้างต้นได้ถูกหยิบยกเป็นข้อต่อสู้ของเจ้าของโรงแรมในต่างประเทศ เมื่อมีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้ถูกคนร้ายลักขโมยเครื่องเพชรมูลค่าร่วมล้านกว่าดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณสามสิบกว่าล้านบาทซึ่งถูกเก็บไว้ในตู้เซฟของห้องพัก ระหว่างได้เข้าไปพักอาศัยอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง

 

สามีภรรยาแขกผู้พักอาศัยรายนี้จึงเรียกร้องให้เจ้าของโรงแรมรับผิดชอบ

 

แต่เจ้าของโรงแรมปฏิเสธความรับผิด พร้อมต่อสู้ว่า

 

เดินทางมาเที่ยวพักผ่อน ทำไมจะต้องนำเครื่องเพชรมูลค่าสูงเช่นนั้นติดตัวมาด้วย

 

ถ้าจำเป็นต้องนำมา ก็ควรนำไปฝากไว้ในตู้นิรภัยของโรงแรมจะมั่นคงปลอดภัยมากกว่า

 

ฉะนั้น จึงถือว่า ถ้าโรงแรมจะต้องมีความรับผิดอยู่บ้าง ก็แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น แขกผู้พักอาศัยรายนี้มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่า เนื่องจากสามารถเล็งเห็นได้ว่า มีความเสี่ยงภัยค่อนข้างสูงที่จะถูกลักขโมยได้ ทั้งยังละเลยด้วยการไม่นำพาที่จะนำไปฝากไว้กับเจ้าของโรงแรมอีกด้วย

 

แขกผู้พักอาศัยรายนี้ได้นำคดีขึ้นสู่ศาล

 

ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับเจ้าของโรงแรมฝ่ายจำเลย

 

แขกผู้พักอาศัยรายนี้ฝ่ายโจทก์อุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า

 

โจทก์เดินทางมาเมืองนี้เพื่อร่วมงานสังคมระดับสูง มิใช่มาเที่ยวพักผ่อนเฉย ๆ จึงจำเป็นจะต้องแต่งตัวให้เหมาะสมกับงานเช่นนั้น โดยปกติที่เดินทางทั่วไป ก็มิได้พกพาสิ่งของมีค่าขนาดนี้มาอยู่แล้ว

 

สาเหตุที่มิได้นำเครื่องเพชรกับสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ไปฝากเก็บไว้ในตู้นิรภัยของโรงแรม เพราะจุดที่รับฝากนั้นอยู่บริเวณพื้นที่มีผู้คนอยู่พลุกพล่าน จึงรู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องนำส่งของมีค่าต่าง ๆ ไปแสดงแถลงให้ผู้คนทั่วไปสามารถรับรู้ได้ อาจเพิ่มความเสี่ยงภัยให้แก่โจทก์ในภายหลังด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้นำมาเก็บไว้ในตู้เซฟของห้องพักแทนน่าจะปลอดภัยกว่า แต่สุดท้าย โชคร้ายที่มีคนร้ายลักลอบเข้าไปขโมย

 

ศาลอุทธรณ์รับฟัง และคล้อยตามคำโต้แย้งของโจทก์

 

การนำพาสิ่งของมีค่าติดตัวเวลาเดินทาง ไม่ถือเป็นความประมาทเลินเล่อ หรือมีส่วนประมาทเลินเล่อร่วมอยู่ด้วย

 

การจัดตู้เซฟในห้องพัก ถ้ามิใช่เพื่อให้แขกผู้พักอาศัยเก็บสิ่งของมีค่า แล้วจะให้เก็บสิ่งใดกันแน่

 

เมื่อเจ้าของโรงแรมมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่แขกผู้เข้ามาพักอาศัยซึ่งเป็นลูกค้าของตนเป็นการต่างตอบแทนที่ได้รับค่าที่พักอาศัยจากลูกค้าเหล่านั้น ก็จำต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งให้ดีที่สุด

 

ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยให้เจ้าของโรงแรมฝ่ายจำเลยรับผิดตามกฎหมายแต่ผู้เดียว

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Paraskevaides v. Four Seasons Washington, 292 F.3d 886 (2002))

 

หากเจ้าของโรงแรมฝ่ายจำเลยมีทำประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายเอาไว้ บริษัทประกันภัยซึ่งให้ความคุ้มครองนั้นอยู่ จะต้องเข้ามารับผิดแทนต่อไป

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul

 


วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565

เรื่องที่ 158 : การฉ้อฉลหลอกลวงทางคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud) มีความหมายมากกว่าการแค่เพียงใช้คอมพิวเตอร์กระทำการ?

 

(ตอนที่สาม)

 

ถึงแม้ตอนที่ผ่านมา ได้มีคำพิพากษาศาลเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัยว่า การใช้อีเมลมาหลอกลวงฝ่ายผู้เอาประกันภัยให้หลงเชื่อจนถูกโกงในท้ายที่สุดนั้น มิใช่เป็นผลโดยตรงจากเงื่อนไขความคุ้มครองจากการฉ้อฉลหลอกลวงทางคอมพิวเตอร์ดังที่กล่าวมาแล้วก็ตาม

 

ภายหลังจากคดีนั้น ได้ปรากฏมีคดีลักษณะคล้ายคลึงกันอีกหลายคดีขึ้นไปสู่ศาล ดั่งตัวอย่างคดีศึกษาต่อไปนี้

 

ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจรายหนึ่งได้รับอีเมลลวงหลายฉบับอ้างเป็นคู่ค้าหนึ่งรายซึ่งติดต่อทำธุรกิจกันอยู่ แจ้งขอเปลี่ยนบัญชีธนาคารที่ติดต่อใหม่ (ซึ่งเป็นของคนร้าย) ในการขอรับชำระเงิน ทำให้ผู้เอาประกันภัยหลงเชื่อจนโอนเงินที่ถึงกำหนดชำระหนี้ให้แก่คู่ค้ารายนั้น (อันที่จริง คือ คนร้าย) ไปผ่านทางบัญชีธนาคารใหม่มีจำนวนเงินรวม 834,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ก่อนที่จะมาตรวจพบภายหลังว่า เป็นการหลอกลวง

 

อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คู่ค้าตัวจริงรายนั้นซึ่งถูกปลอมอีเมลตกลงยินดีช่วยเหลือ สำหรับจำนวนเงินที่ถูกหลอกไปนั้น ให้กึ่งหนึ่ง ดังนั้น ผู้เอาประกันภัยจึงมายื่นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือกับบริษัทประกันภัยของตน ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการฉ้อฉลหลอกลวงทางคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud Insurance) ที่ได้ซื้อไว้แล้ว 

 

ฝ่ายบริษัทประกันภัยได้อ้างอิงแนวคำพิพากษาคดีของตอนที่ผ่านมา ปฏิเสธความรับผิดว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้ก็มิได้มีสาเหตุโดยตรงจากการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงเช่นเดียวกัน คนร้ายแค่ทำอีเมลปลอมมาหลอกลวง แต่มิได้ใช้คอมพิวเตอร์มาแฮก (hack) เอาเงินไปโดยตรงตามเงื่อนไขความคุ้มครองเลย

 

คดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นพ้องกับฝ่ายบริษัทประกันภัย

 

แต่ศาลอุทธรณ์ไม่คล้อยตาม โดยมองว่า การตีความเช่นนั้นแคบเกินไป หากมีความประสงค์ดังกล่าว ฝ่ายบริษัทประกันภัยก็ควรเขียนถ้อยคำจำกัดเฉพาะเหตุการณ์เช่นว่านั้นอย่างชัดแจ้งลงไปเลย

 

ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่า การสูญเสียเงิน (loss) นั้นมีสาเหตุโดยตรงจากการใช้คอมพิวเตอร์ฉ้อฉลหลอกลวงแล้ว โดยไม่คำนึงถึงข้อความจริงที่ว่า ลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยเป็นผู้กระทำการโอนเงินนั้นให้หรือเปล่า โดยถือว่า การได้รับอีเมลลวงนั้นเป็นขั้นตอนแรกของการวางแผนการของคนร้าย จนนำไปสู่ขั้นตอนที่สองในการหลงเชื่อโอนเงินนั้นทางคอมพิวเตอร์ไปให้แก่คนร้ายท้ายที่สุด

 

ฉะนั้น ศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยว่า กรณีเหล่านี้เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ฉ้อฉลหลอกลวงโดยตรง จนทำให้บังเกิดความเสียหายโดยตรงแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่กำหนดไว้นั้น และพิพากษาให้ฝายบริษัทประกันภัยรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท

 

ปัจจุบัน มีแนวคำพิพากษาศาลต่างประเทศหลายฉบับเสมือนหนึ่งจะออกมาเดินตามแนวทางนี้นะครับ

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงจากคดี American Tooling Center, Inc. v. Travelers Casualty & Surety Co. of America, No. 17‑2014, 2018, 895 F.3d 455 (6th Cir. 2018))  

 

บริการ

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul