วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563

เรื่องที่ 123 : เมื่อการชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ไม่ช่วยทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองจากไฟไหม้ (Insurance Premium Payment Online Fails Policyholder from Fire)?

เดี๋ยวนี้ การชำระเงินผ่านทางระบบออนไลน์สามารถทำได้โดยง่ายและสะดวกมาก จึงเป็นที่ได้รับการยอมรับและนิยมทำเพิ่มมากขึ้น

แต่ถ้ามองในแง่ของผู้รับเงิน คุณนึกไหมครับว่า ผู้รับเขาจะทราบได้ไหมว่า เงินนั้นชำระเป็นค่าอะไร? เพื่ออะไร? 

ถ้าไม่มีเงื่อนเวลากำหนดชำระ ก็อาจดูไม่น่าห่วง แต่ถ้ามีเงื่อนเวลาบังคับล่ะ จะบังเกิดผลอะไรขึ้นมาได้บ้าง?

ลองดูคดีศึกษาเรื่องนี้เป็นอุทธาหรณ์บ้างก็ดีนะครับ

โรงงานผลิตเจ้าหนึ่งได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองทรัพย์สินของตนกับบริษัทประกันภัยโดยผ่านนายหน้าประกันวินาศภัยแห่งหนึ่ง มีระยะเวลาประกันภัยหนึ่งปี เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 และมีข้อตกลงแบ่งชำระค่าเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวดตามที่ได้กำหนดไว้ เนื่องจากจำนวนเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวมทั้งหมดค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ เงื่อนไขข้อหนึ่งของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวระบุว่า บริษัทประกันภัยมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยในกรณีผู้เอาประกันภัยไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัย ด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือถึงผู้เอาประกันภัยไม่ต่ำกว่า 10 วันก่อนที่วันบอกเลิกจะมีผลใช้บังคับ แต่ทั้งนี้ การบอกเลิกดังกล่าวจะไม่บังเกิดผลใช้บังคับ หากว่า ผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยแล้วก่อนหน้าวันที่บอกเลิกนั้นจะมีผลใช้บังคับ  

ณ วันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 บริษัทประกันภัยได้ส่งหนังสือเตือนให้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรกซึ่งจะถึงกำหนดชำระภายในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 2013

เมื่อมิได้รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยดังกล่าว บริษัทประกันภัยจำต้องทำหนังสือบอกเลิกสัญญาประกันภัยล่วงหน้าลงวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 ไปถึงผู้เอาประกันภัย โดยระบุให้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวจะสิ้นผลบังคับนับแต่วันที่ วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2013 เป็นต้นไป เว้นเสียแต่ผู้เอาประกันภัยจะได้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยเรียบร้อยแล้วก่อนหน้าที่วันนั้นจะมีผลบังคับ ซึ่งสำเนาหนังสือดังกล่าวยังได้นำส่งถึงนายหน้าประกันวินาศภัยของผู้เอาประกันภัยให้รับทราบด้วย

ถึงกระนั้น ฝ่ายผู้เอาประกันภัยคงนิ่งเฉย บริษัทประกันภัยไม่มีทางเลือกอื่นจำต้องออกใบสลักหลังระบุว่า กรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวมีผลคุ้มครองตามส่วนนับตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2013 จนถึงวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2013 เนื่องด้วยสาเหตุการไม่ชำระค่าเบี้ยประกันภัย

เมื่อคนเราถึงคราวดวงตก โชคร้ายที่มิได้นึกฝัน มันก็บังเกิดขึ้นมาได้จริง ๆ

ถัดจากวันที่กรมธรรม์ประกันภัยฉบับดังกล่าวสิ้นผลบังคับ คือ ช่วงบ่ายของวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ได้เกิดไฟไหม้ขึ้นมา ณ โรงงานแห่งนั้นของผู้เอาประกันภัย ด้วยความกังวลใจและหวาดผวาขณะเฝ้าดูพนักงานดับเพลิงกำลังทำการดับไฟอยู่อย่างแข็งขันอยู่ ผู้เอาประกันภัยได้รีบทำการชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดแรกทางออนไลน์ไปถึงบริษัทประกันภัยโดยทันที

สามวันต่อมา นายหน้าประกันวินาศภัยของผู้เอาประกันภัยได้ติดต่อแจ้งเหตุไฟไหม้ให้บริษัทประกันภัยรับทราบ 

ครั้นวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ผู้เอาประกันภัยก็รีบชำระค่าเบี้ยประกันภัยงวดต่อไปทางออนไลน์เพิ่มเติมอีก

วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 2013 บริษัทประกันภัยได้แจ้งผ่านนายหน้าประกันวินาศภัยนั้นว่า ตนยินดีที่จะให้ความคุ้มครองกลับมามีสถานะดังเดิมได้ต่อเมื่อได้รับหนังสือยืนยันกลับมาจากผู้เอาประกันภัยภายในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ว่า ไม่มีความเสียหายใดเกิดขึ้นมานับแต่วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2013 จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ 

เมื่อไม่มีคำตอบกลับมาจากผู้เอาประกันภัย นายหน้าประกันวินาศภัยนั้นจึงได้แจ้งแก่ผู้เอาประกันภัยในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 ว่า บริษัทประกันภัยยืนยันความคุ้มครองสิ้นสุดลงไปแล้ว นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2013 เป็นต้นไป

วันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 บริษัทประกันภัยได้นำส่งค่าเบี้ยประกันภัยที่ได้รับชำระ สำหรับระยะเวลาที่ไม่ได้คุ้มครองคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัย 

ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 2013 บริษัทประกันภัยได้ทวงถามค่าเบี้ยประกันภัยคงค้างชำระ สำหรับระยะเวลาคุ้มครองตามส่วนช่วงแรก          
ผู้เอาประกันภัยจึงได้เรียกร้องให้บริษัทประกันภัยรับผิดต่อสาเหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2013 แต่เมื่อถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธ ผู้เอาประกันภัยได้นำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณา

โดยผู้เอาประกันภัยในฐานะโจทก์อ้างว่า การที่บริษัทประกันภัยจำเลยได้ยอมรับค่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระให้ภายหลังจากความเสียหาย ถือเป็นการยกเลิกการบอกเลิกความคุ้มครองที่ได้แจ้งมานั้นแล้ว บริษัทประกันภัยจำเลยจึงจำต้องรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวตามหลักกฎหมายปิดปาก (Doctrines of Estoppel & Waiver) 

ศาลชั้นต้นเห็นด้วยกับฝ่ายจำเลยว่า จำเลยได้ดำเนินการบอกกล่าวการเลิกสัญญาประกันภัยถูกต้องตามเงื่อนไขนั้นทุกประการแล้ว กรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทจึงสิ้นผลบังคับนับแต่วันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่รับผิดชอบภายหลังจากนั้น และกรณีก็ไม่เข้าหลักกฎหมายปิดปากดังอ้าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นว่า ฝ่ายจำเลยจะยอมรับชำระค่าเบี้ยประกันภัยโดยปราศจากเงื่อนไขอย่างชัดแจ้งว่า ตนยินดีที่จะทำให้ความคุ้มครองนั้นมีผลใช้บังคับต่อไปดังเดิม ฝ่ายจำเลยกลับกำหนดเงื่อนไขและคำขอให้ยืนยันจากฝ่ายโจทก์เพิ่มเติมอีก เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ฝ่ายจำเลยก็ได้ดำเนินการคืนค่าเบี้ยประกันภัยให้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ฝ่ายจำเลยไม่ได้ยกเลิกการบอกเลิกความคุ้มครองดังกล่าวนั้นเอง อันจะส่งผลทำให้ถูกปิดปากที่จะไม่โต้แย้งความรับผิดชอบของตนตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทเลย หลักกฎหมายดังอ้างของฝ่ายโจทก์ไม่อาจรับฟังได้

อนึ่ง จากคำให้การพยานซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีของฝ่ายจำเลย ในทางปฏิบัติเวลามีการโอนเงินเข้าบัญชี จะไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนในระบบได้ว่า นี่คือ การชำระค่าเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับที่คงมีผลบังคับอยู่ หรือที่เลยกำหนดชำระ หรือที่ถูกบอกเลิกไปแล้ว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ฝ่ายบริษัทประกันภัยจำเลยไม่ต้องรับผิด

(อ้างอิงและเรียบเรียงจากคดี Megna v. Leading Ins. Services, Inc., No. A-O (N.J. Super. - App. Div. Jan. 30, 2017))

คดีศึกษาเรื่องต่อไป: เรื่องวุ่น ๆ ของการประกันภัยก่อสร้าง?

บริการ
-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563



เรื่องที่ 122 : ความเสียหายโดยอุบัติเหตุต่อทรัพย์สินที่มิใช่ของ (Not Belonging To) ผู้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกหมายความถึงอะไร?

(ตอนที่สอง)

คดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูง โดยสามารถจำแนกประเด็นข้อพิพาทออกได้ 3 ประเด็น กล่าวคือ

1) หมวดความคุ้มครองความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอกสำหรับเจ้าของสถานที่ ซึ่งมีข้อยกเว้นที่ระบุไม่คุ้มครองถึงทรัพย์สินที่เป็นของผู้เอาประกันภัย (not belonging to) เองนั้น ควรตีความหมายเช่นใด?   

ฝ่ายบริษัท พี ผู้เช่า ในฐานะโจทก์ต่อสู้ว่า แม้ผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว แต่เนื่องด้วยผลของสัญญาเช่าระยะยาวเช่นนี้ ก่อให้เกิดสิทธิครอบครองพิเศษแก่ผู้เช่าเหนือสิทธิการเป็นเจ้าของตัวอาคารหลังนี้ด้วยซ้ำไป ฉะนั้น การหยิบยกข้อยกเว้นนั้นมาใช้ปฏิเสธ จึงไม่ถูกต้อง อีกทั้งถ้อยคำ “ไม่เป็นของ (not belonging to) นั้นเองก็ไม่น่าถูกต้องเช่นกัน ก่อให้เกิดความสับสน ที่ถูกต้องควรใช้คำว่า ไม่เป็นเจ้าของ (not owned by)” แทนมากกว่า

2) การได้รับสิทธิครอบครองพิเศษภายใต้สัญญาเช่าระยะยาวนั้นจะส่งผลทำให้มีสิทธิเหนือกว่าเจ้าของอาคาร และไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อยกเว้นดังกล่าวในข้อ 1) หรือไม่? 

3) โจทก์คดีนี้ควรได้รับการชดใช้รวมไปถึงความเสียหายพิเศษเนื่องจากการสูญเสียผลกำไรที่คาดการไว้ด้วยได้หรือไม่?

คู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันว่า ถ้าศาลไม่เห็นพ้องกับประเด็นข้อต่อสู้ของโจทก์ดังที่กล่าวอ้างแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องพิจารณาประเด็นที่สองอีก เพราะทั้งสองประเด็นมีความเชื่อมโยงกัน คงให้พิจารณาประเด็นที่สามซึ่งเหลืออยู่เท่านั้น

ศาลสูงวินิจฉัยว่า

1) ประเด็นแรก การตีความถ้อยคำของสัญญาประกันภัยให้ตีความตามถ้อยคำประกอบกับวัตถุประสงค์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า ตัวอาคารหลังดังกล่าวมีผู้เอาประกันภัยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วนการได้สิทธิครอบครองตามสัญญาเช่า แม้มีระยะเวลาเช่านานขนาดใดก็ไม่ส่งผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์นั้นของผู้เอาประกันภัยแต่ประการใด ประกอบกับข้อความจริงในการจัดทำประกันภัยฉบับนี้ อันได้แก่

1.1) การกำหนดทุนประกันภัยภายใต้หมวดความคุ้มครองทรัพย์สินนั้น มีมูลค่าใกล้เคียงกับตัวอาคารทั้งหลัง แสดงถึงวัตถุประสงค์ของผู้เอาประกันภัยที่จะให้ครอบคลุมตัวอาคารทั้งหลังมากกว่าที่จะเพียงแค่ชั้นหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของภัตาคารเท่านั้น

1.2) การที่ตารางกรมธรรม์ประกันภัยเองระบุชื่อผู้รับจำนองของฝ่ายผู้เช่า เพียงเพื่อให้คู่สัญญาประกันภัยได้รับรู้ถึงส่วนได้เสียของผู้เช่าภายใต้หมวดความคุ้มครองทรัพย์สินเท่านั้น  

ด้วยเหตุผลข้างต้น ฝ่ายบริษัท พี ผู้เช่า ในฐานะโจทก์จึงมิอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนที่ตนได้ควักเงินส่วนตัวเป็นค่าใช้จ่ายในการทำให้ตัวอาคารหลังนั้นกลับคืนสู่สภาพเดิมเพิ่มเติมอีก 225,000 ปอนด์ ภายใต้หมวดความคุ้มครองทรัพย์สินนั้นได้ เพราะตนมิได้มีส่วนได้เสียในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่มีเพียงส่วนได้เสียในฐานะผู้ครอบครองเท่านั้นอันถือเป็นบุคคลภายนอก ซึ่งทำให้ตนมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนของสิ่งตกแต่งและตรึงตรา (fixtures/fittings) ซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนที่ได้เสียหายไปจากสาเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ เป็นจำนวนเงิน 8,500 ปอนด์

2) ประเด็นที่สอง เป็นไปตามการตีความของประเด็นแรก

3) ประเด็นที่สาม พยานหลักฐานที่นำเสนอของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถรับฟังได้อย่างชัดเจนถึงความเสียหายพิเศษนี้ได้ ทั้งคงแค่ตัวเลขประมาณการขึ้นมาเท่านั้น

(อ้างอิงและเรียบเรียงจากคดี Palliser Limited v Fate Limited (in liquidation) [2019] EWHC 43 (QB))

สรุป กรณีระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าควรพูดคุยกันให้ชัดเจนถึงภาระหน้าที่ในการจัดทำประกันภัย จริงอยู่ ที่บางครั้ง ผู้ให้เช่าอาจผลักภาระให้ผู้เช่าเป็นผู้เอาประกันภัยทั้งตัวอาคารของผู้ให้เช่ากับทรัพย์สินของผู้เช่าเองรวมในกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินฉบับเดียวกันก็มี 

เวลาบรรยายความรู้ด้านการประกันภัย ผมเคยหยิบยกคำถามนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยครั้ง แม้โดยหลักการแล้ว ผู้เช่ามีส่วนได้เสียในอาคารของผู้ให้เช่าระหว่างอายุสัญญาเช่าก็ตาม ถ้าผู้เช่าทำให้อาคารที่เช่าเสียหายด้วยอุบัติเหตุแห่งความประมาทเลินเล่อของตนเอง กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้จะมารับผิดชอบให้ ทั้งผู้ให้เช่ากับผู้เช่าคงแฮบปี้ ได้รับความคุ้มครองไม่มีปัญหา

ครั้นพอตั้งคำถามต่อไปอีกว่า หากเกิดไฟไหม้ข้างเคียงลามมาไหม้อาคารที่เช่านั้นจนเสียหายหมด พอผู้เช่าในฐานะผู้เอาประกันภัยได้รับเงินชดใช้จากบริษัทประกันภัยแล้ว เผ่นหนีไป กว่าผู้ให้เช่าจะทราบเรื่อง ก็ไม่อาจตามหาผู้เช่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? เพราะผู้เช่าบางรายอาจเกิดโลภ มูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวของตนเองอาจไม่มากเทียบกับมูลค่าอาคารที่ให้เช่า พอเห็นเงินจำนวนมากอาจเปลี่ยนใจไม่นำส่งให้แก่ผู้ให้เช่า อาจมีความเป็นไปได้ ดังนั้น การจัดทำประกันภัยให้เหมาะสมจำต้องคำนึงปัจจัยหลายด้านประกอบกันด้วยนะครับ ขอเอาใจช่วยครับ

คดีศึกษาเรื่องต่อไป: เมื่อการชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ไม่ช่วยทำให้ผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองจากไฟไหม้ (Insurance Premium Payment Online Fails Policyholder from Fire)?

บริการ
-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย
-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)
สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ-กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/