วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

ข้อยกเว้นสังหาริมทรัพย์/ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ ขณะอยู่กลางแจ้ง ฯ มีผลใช้บังคับได้จริงหรือ?

(ตอนที่สาม)

บทสรุปความคิดเห็น

เมื่อพิจารณาหลักการที่ว่า ทุกกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินล้วนให้ความคุ้มครองต่อเฉพาะทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้เท่านั้น เพราะบริษัทประกันภัยจะคำนวณเบี้ยประกันภัยตอบแทนจากมูลค่าของทรัพย์สินที่เอาประกันภัยไว้ ฉะนั้น ทรัพย์สินที่ไม่ได้เอาประกันภัยไว้เลย ก็จะมิได้รับความคุ้มครองแต่ประการใด 

ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเอง จะประกอบด้วยข้อยกเว้นอยู่สองกรณี คือ ทรัพย์สินที่ยกเว้น (ไม่ประสงค์จะคุ้มครองตั้งแต่ต้น) และสาเหตุ หรือภัยที่ยกเว้น ซึ่งหมายความถึง ไม่ต้องการให้ความคุ้มครองแก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยจากสาเหตุ หรือภัยที่กำหนดไว้ คงไม่มีประโยชน์เลย หากจะตีความว่า สาเหตุ หรือภัยที่ยกเว้นใช้บังคับแก่ทรัพย์สินที่ไม่ได้เอาประกันภัยด้วย เพราะไม่ว่าจะเกิดภัยอะไรขึ้นมา บริษัทประกันภัยก็ไม่ให้ความคุ้มครองอยู่ดี เพราะมิได้เบี้ยประกันภัยเป็นการตอบแทนเลย

ครั้นพิจารณาจากประเด็นข้อยกเว้นนี้ โดยจะจำแนกออกเป็นรายการ ดังนี้

ก) ประเด็นของรายการทรัพย์สิน
สังเกตจากถ้อยคำที่เขียนในกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย จะเห็นได้ว่า เป็นการยกเว้นทั้งในกรณีทรัพย์สินที่ยกเว้น (สังหาริมทรัพย์ รั้ว ประตูรั้ว และทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้) กับสาเหตุ หรือภัยที่ยกเว้น เว้นแต่เพียงในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัยรวมภัยธรรมชาติเท่านั้นที่เป็นกรณีเฉพาะสาเหตุ หรือภัยที่ยกเว้นอย่างเดียว

ดังนั้น สิ่งที่ทิ้งท้ายไว้ในตอนที่สอง จะตีความได้ว่า ข้อยกเว้นนี้ไม่น่ามีผลใช้บังคับกับกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย เพราะกำหนดถึงสังหาริมทรัพย์กับทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ทั่วไป โดยมิได้เจาะจงยกเว้นอย่างชัดแจ้งถึงสังหาริมทรัพย์ที่เอาประกันภัย กับทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ที่เอาประกันภัยแต่ประการใด เช่นเดียวกับรั้ว หรือประตูรั้วที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินด้วย
 
ข) ประเด็นของที่จัดเก็บ
เนื่องด้วยมิได้มีการกำหนดคำนิยามไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จึงต้องตีความตามความเข้าใจของบุคคลทั่วไป หรือเทียบเคียงจากพจนานุกรมประกอบ
 
คำว่า "กลางแจ้ง" พจนานุกรมให้ความหมายอยู่นอกร่มไม้ชายคา 

คำว่า "อาคารที่มีผนังด้านหนึ่งเปิดโล่ง" ก็ไม่ได้สื่อความหมายชัดเจนว่า รวมถึงผนังด้านนอกอาคารเปิดโล่งทุกด้านด้วยหรือเปล่า เคยได้ยินข้อโต้แย้งช่วงเวลาเกิดมหาอุทกภัย ปี พ.ศ. 2554 ว่า อาคารที่มีผนังด้านนอกปิดรอบด้าน แต่เวลาเกิดน้ำท่วม พอดีเปิดประตูอาคารทิ้งไว้ ถือเป็นอาคารเปิดโล่งด้วย น่าแปลกใจที่ถ้อยคำกรมธรรม์ประกันภัยพูดถึงแต่ผนังเปิดโล่ง โดยมิได้พูดถึงประตูเปิดโล่งด้วย ไม่ทราบว่า กรณีโต้แย้งนั้นจบลงเช่นไร ทั้งมิได้พูดถึงหลังคาเปิดด้วยเช่นกัน

คำว่า "อาคารโปร่ง" ก็ไม่ชัดเจน เช่นเดียวกันเคยมีการตีความว่า เปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ทำให้น้ำฝนสาดเข้ามาทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ในอาคารเสียหาย จะถืออยู่ในกรณีของอาคารโปร่งได้มั้ย ยอมรับว่า ไม่ชัดเจนเหมือนกัน ส่วนตัวคล้อยตามว่า น่าจะตีความได้เช่นนั้น เพราะทั้งอาคารเปิดโล่งกับอาคารโปร่งมิได้มีความชัดเจนว่า โล่งหรือโปร่งอย่างถาวรด้วยไหม อาคารบางแห่ง แม้ผนังเปิดโล่ง หรือทำเป็นช่องรับลมไว้ แต่ก็มีผ้าใบกันฝนแบบรูดขึ้นลงได้ เช่นนี้ จะเรียกว่าเป็นอาคารแบบใด 

บังเอิญ ในกรมธรรม์ประกันภัยต่างประเทศอย่างเช่น ประเทศอังกฤษ หรือประเทศสหรัฐอเมริกา ยกเว้นเพียง "in the open" เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลต่างประเทศจึงตีความว่า ไม่ได้หมายความรวมถึง ทรัพย์สินที่เก็บอยู่ในอาคาร ทั้งยังตีความว่า มิได้หมายถึงทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ที่ได้มีการบรรจุหีบห่อ หรือสิ่งปกคลุมปกป้องไว้แล้วด้วย มิฉะนั้นแล้ว สินค้าที่อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์วางอยู่กลางแจ้ง ถ้ามีน้ำฝนไหลเล็ดรอดเข้าไป จะตกอยู่ในข้อยกเว้นเรื่องอยู่กลางแจ้งด้วย จึงน่าสนใจว่า หากเกิดคดีฟ้องร้อง ศาลไทยจะวินิจฉัยอย่างไร

อย่างไรก็ดี ภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยจะกำหนดไว้ชัดเจนว่า แม้จะมีสิ่งปกคลุมใด ๆ ก็ไม่ได้เลย

ค) ประเด็นของสาเหตุ หรือภัย 
กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินพูดถึงแต่ยกเว้นภัยจากลมทั่วไป น้ำฝน น้ำค้างแข็ง หิมะ น้ำท่วม ทราย หรือฝุ่นเอาไว้ ขณะที่กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยยกเว้นภัยลมพายุ ภัยน้ำท่วม กับภัยลูกเห็บ

ความรุนแรงขนาดไหนถือว่า เป็นลมพายุ เนื่องจากในกรมธรรม์ประกันภัยมิได้กำหนดเอาไว้ จำต้องอาศัยความเข้าใจของคนทั่วไปว่า ถ้าลมพัดแรงขนาดสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง น่าจะถือเป็นลมพายุได้ ครั้นจะอาศัยการวัดแรงลมตามมาตราโบฟอร์ต เอกสารทางวิชาการที่ค้นพบยังมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันอยู่

เรื่องภัยน้ำท่วมในประเด็นข้อยกเว้นนี้ สร้างความอิหลักอิเหลื่อ เพราะถ้าเป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยอยู่ในอาคารปิดจะได้รับความคุ้มครอง แต่ครั้นเป็นทรัพย์สินที่เอาประกันภัยขณะอยู่กลางแจ้ง อาคารเปิดโล่ง หรืออาคารโปร่งในเหตุการณ์น้ำท่วมเดียวกัน กลับมิได้รับความคุ้มครองเลย

การซื้อประกันภัย แม้จะเป็นความคุ้มครองในลักษณะความเสี่ยงภัยทุกชนนิด ก็อย่างเพิ่งนอนใจ เพราะมิได้หมายความว่า จะสามารถให้ความคุ้มครองทุกชนิดได้อย่างที่เข้าใจ

การเขียนบทความประเด็นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านตำราประกันภัยของ Dr. Allan Manning ซึ่งผมได้สั่งซื้อมาเป็นสมบัติส่วนตัวบางเล่ม และแนะนำให้ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยซื้อเก็บไว้ในห้องสมุดด้วย หากท่านใดสนใจศึกษาเพิ่มเติม ก็ลองไปหาอ่านดูได้นะครับ

แนวคำเฉลยจากคำถามในตอนที่หนึ่งกับตอนที่สอง


คำถาม
ข้อแรก เกิดไฟไหม้อาคาร ผู้เอาประกันภัยขนทรัพย์สินที่เอาประกันภัยออกมาวางไว้กลางแจ้ง เพื่อหนีไฟ เวลาต่อมา มีฝนตกลงมาช่วยดับไฟ และสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ขนมาวางอยู่กลางแจ้ง จนเปียกน้ำฝนด้วย

ข้อที่สอง กรณีคล้ายกับข้อแรก เพียงแต่ฝนตกลงมาในอีกสองวันต่อมา และทำให้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่ขนออกมากองอยู่กลางแจ้งเปียกน้ำฝนจนได้ รับความเสียหาย

ท่านจะพิจารณาทั้งสองกรณีนี้อย่างไร
 

แนวคำเฉลย
ข้อแรก พิจารณาโดยอาศัยหลักสาเหตุใกล้ชิด ภัยไฟไหม้กับภัยเปียกน้ำฝนถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันโดยไม่ขาดตอน ในลักษณะโดมิโน ให้ยึดภัยแรกสุดเป็นหลัก ดังนั้น ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะอยู่ภายใต้ภัยไฟไหม้ อันเป็นภัยที่กรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว จึงได้รับความคุ้มครองทั้งหมด

ข้อที่สอง ภัยไฟไหม้กับภัยเปียกน้ำฝน ทั้งสองเหตุการณ์ทิ้งช่วงขาดตอนจากกันแล้ว ภัยเปียกน้ำฝนจึงตกอยู่ในข้อยกเว้นดังกล่าว

คำถาม
กรณีที่ฝากเป็นการบ้านที่ว่าภายหลังไฟไหม้หลังคาจนเปิดเป็นช่อง ผู้เอาประกันภัยยังคงทรัพย์สิน (เคลื่อนย้ายได้) ที่เอาประกันภัย ซึ่งอยู่ภายในอาคารทิ้งไว้ดังเดิม ต่อมามีฝนตกลงมาทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเสียหาย จะเกิดผลต่อความคุ้มครองอย่างไรบ้าง หากว่า

1) ผู้เอาประกันภัยปล่อยทรัพย์สินเหล่านั้นทิ้งไว้ โดยไม่ทำอะไรเพื่อปกป้องเอาไว้เลย
2) ผู้เอาประกันภัยนำแผ่นไม้มาปิดช่องหลังคาที่เปิด ต่อมาลมฝนพัดแผ่นไม้นั้นหลุดลอยไป ทำให้น้ำฝนไหลเข้ามาทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินเหล่านั้น
3) ผู้เอาประกันภัยนำผ้าใบกันน้ำ หรือแผ่นพลาสติกมาปิดคลุมทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ แต่ลมฝนพัดเข้ามาจนทำให้ผ้าใบ หรือแผ่นพลาสติกหลุดเลื่อนไป น้ำฝนจึงไปทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินเหล่านั้น

แนวคำเฉลย
1) จะตกอยู่ในข้อยกเว้น แม้เดิมทีจะอยู่ในอาคารปิด แต่ผู้เอาประกันภัยก็มิได้พยายามจัดการปกป้องดูแลใด ๆ เลย
2) คำถามอาจไม่ชัดว่า แค่นำแผ่นไม้มาวางปิดไว้ หรือตอกตะปูยึดไว้ด้วย คงอยู่ที่ความเหมาะสมพอเพียงในการจัดการป้องกัน และกำลังแรงของลมว่า จัดเป็นลมพายุไหม ถ้าเป็นลมพายุ ก็อาจได้รับความคุ้มครองภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ส่วนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยจะอยู่ในข้อยกเว้นด้วยหรือไม่ เนื่องจากแม้เป็นลมพายุ แต่ภายใต้ภัยลมพายุ (อค. 1.17) ระบุว่า

"การประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ ได้ขยายความคุ้มครองถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ได้เอาประกันภัยไว้ อันเกิดขึ้นจากภัยลมพายุ ทั้งนี้รวมถึง 
1.1 ...........................
1.2 ความเสียหายของทรัพย์สินภายในตัวอาคารที่ได้เอาประกันภัยไว้ เนื่องจากน้ำฝน น้ำค้างแข็ง หิมะ ทราย หรือฝุ่นละอองที่ผ่านเข้าไปภายในอาคารตามร่องแตกร้าวของอาคารสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งได้รับความเสียหาย อันเกิดจากลมพายุโดยตรงเท่านั้น"

กรณีนี้ หลังคาถูกเปิดออกเพื่อทำการซ่อมแซม แต่ทำค้างไว้ โดยเอาแผ่นไม้มาตีปิดไว้ชั่วคราว ลมพายุพัดมาทำให้แผ่นไม้หลุดออกไป และน้ำฝนก้เข้ามาสร้างความเสียหายดังกล่าว เหตุการณ์นี้จะถือเข้าข่ายการผ่านเข้าไปตามร่องแตกร้าวของอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เสียหายจากลมพายุโดยตรงหรือเปล่า แผ่นไม้ที่นำมาปิดไว้ชั่วคราวถือเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสิ่งปลูกสร้างด้วยหรือเปล่า เมื่อเทียบเคียงกับคดี

Victory Peach Group, Incorporated v. Greater New York Mutual Insurance Company (1998) ซึ่งบริษัทประกันภัยพยายามยกข้อต่อสู้ในคดีนี้ด้วย แต่ศาลมองว่า แผ่นไม้ถูกลมพายุพัดไป ความเสียหายจากน้ำฝนที่ตามมา ควรได้รับความคุ้มครองด้วย เพราะเป็นสาเหตุใกล้ชิดของลมพายุ แม้ในถ้อยคำของแบบ อค. 1.17 จะระบุเพียงตามร่องแตกร้าวของอาคารสิ่งปลูกสร้าง ก็คงไม่ได้มีเจตนารมณ์ว่า ลมพายุพัดหลังคาเปิดแล้วจะไม่ได้รับความคุ้มครอง เพียงแต่เขียนให้เห็นว่า เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันไปจากภัยลมพายุเท่านั้น

อนึ่ง ในต่างประเทศที่เขียนชัดเจนว่า "ผ่านเข้าไปจากความเสียหายของหลังคาจากลมพายุ" ยังเคยมีข้อถกเถียงกันว่า "หลังคา" หมายรวมถึง แผ่นไม้ที่นำมาปิดไว้ชั่วคราวด้วยหรือไม่ ซึ่งศาลต่างประเทศมีความเห็นแตกต่างกัน บางศาลวินิจฉัยว่า ไม่ใช่หลังคา บางศาลกลับมองว่า อยู่ในความหมายของหลังคาด้วย

3) ข้อนี้ ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สินมีคำตอบเช่นเดียวกับข้อ 2) แต่ถ้าเป็นกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย ภายใต้ภัยลมพายุ (อค. 1.17) ยังคงตกอยู่ในข้อยกเว้นอยู่ดี

ไม่แน่ใจว่า ท่านที่ทดลองตอบคำถามจะได้แนวคำเฉลยเช่นเดียวกันหรือไม่ครับ ถ้าไม่ สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้นะครับ

คราวนี้ เสมือนหนึ่ง จะย้ำหลักการว่า ทรัพย์สินจะต้องระบุเอาประกันภัยไว้ก่อน เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยที่คุ้มครอง จึงจะสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ แต่หลัการนี้ใช้บังคับได้จริงเสมอไปหรือเปล่า คราวต่อไป เรามาคุยกันครับ 



วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559



ข้อยกเว้นสังหาริมทรัพย์/ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ขณะอยู่กลางแจ้ง ฯ มีผลใช้บังคับได้จริงหรือ

(ตอนที่สอง) 

กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยจะแบ่งรูปแบบความคุ้มครองออกเป็นสองแบบ คือ กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไปกับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัย โดยต่างใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันในประเด็นเรื่องนี้ ดังนี้

ก) กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไป พูดถึงประเด็นนี้ไว้เฉพาะในภัยที่ต้องซื้อเพิ่มเติมสามภัยด้วยกัน ได้แก่ ภัยลมพายุ ภัยน้ำท่วม และภัยลูกเห็บ โดยระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายของภัยดังกล่าวว่า ถึงแม้จะได้มีการซื้อภัยเหล่านี้ไว้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังจะไม่คุ้มครองถึงความเสียหายที่เกิดแก่

ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเก็บอยู่ในอาคารโปร่งหรืออาคารที่มีผนังด้านใดด้านหนึ่งเปิดโล่งหรือเก็บอยู่กลางแจ้ง ไม่ว่าจะมีการปกคลุมด้วยผ้าใบ หรือวัสดุปกคลุมใดๆ หรือไม่ว่าจะอยู่ภายในเต็นท์ก็ตาม

ข) ส่วนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เดิมทีก็ระบุประเด็นนี้ไว้ภายใต้ภัยที่ต้องซื้อเพิ่มเติมสามภัยดังกล่าวเช่นกัน จนล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว ก็ได้มีการแก้ไขใหม่ ให้รวมถึงภัยธรรมชาติไว้สี่ภัย อันได้แก่ ภัยลมพายุ ภัยน้ำท่วม ภัยแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิด และภัยลูกเห็บ ซึ่งมีเพียงภัยลมพายุกับภัยน้ำท่วมเท่านั้น ที่ยังระบุไม่คุ้มครองในประเด็นนี้ แต่ใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันตรงคำที่ขีดเส้นใต้ว่า

ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งเก็บอยู่ในอาคารโปร่ง หรืออาคารที่มีผนังด้านหนึ่งเปิดโล่ง หรือเก็บอยู่กลางแจ้ง ไม่ว่าจะมีการปกคลุมด้วยผ้าใบ หรือวัสดุปกคลุมใด ๆ หรือไม่ว่าจะอยู่ภายในเต็นท์ก็ตาม

สังเกตเห็นได้ว่า ในถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยระบุค่อนข้างชัดกว่ากรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน ไม่ว่าจะได้มีการนำผ้าใบ หรือวัสดุใดมาปกคลุมทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ ขณะเก็บอยู่ในอาคารโปร่ง หรืออาคารที่มีผนังเปิดโล่ง หรืออยู่กลางแจ้ง ล้วนไม่คุ้มครองทั้งนั้น

แต่ก็ยังไม่ใคร่ชัดเจนว่า อาคารที่มีผนังด้านหนึ่งเปิดโล่ง จะหมายความรวมถึงอาคารในลักษณะที่มีแต่หลังคากับเสา โดยปราศจากผนังด้านนอกทั้งสี่ด้าน (หรือมากกว่าหนึ่งด้าน) ด้วยไหม โดยเฉพาะกรณีของเต็นท์มักจะอยู่ในลักษณะเช่นว่านี้ ดังนั้น คำว่า “อาคาร” กับ “เต็นท์” จะใช้บังคับต่างกันหรือเหมือนกัน และถ้าอาคารเปิดหลังคาอย่างเช่นในคดีต่างประเทศที่อ้างถึงในตอนที่แล้ว จะเรียกเป็นอาคารเปิดโล่ง หรือโปร่งได้ไหม

อนึ่ง การจัดเก็บทรัพย์สินจำพวกนี้ไว้ในลัง หีบห่อ หรือตู้คอนเทนเนอร์จะถือว่า ตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้ด้วยหรือไม่

สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การใช้ถ้อยคำถึงทรัพย์สินจำพวกนี้ที่แตกต่างกันในทั้งสามกรมธรรม์ประกันภัยว่า

1)  "สังหาริมทรัพย์" ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน
2)  "ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้" ภายใต้กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยทั่วไป และ
3)  "ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยที่เคลื่อนย้ายได้" ภายใต้กรมธรรม์ประกัน
     อัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัยรวมภัยธรรมชาติ

ท่านคิดว่า จะส่งผลต่อการใช้บังคับข้อยกเว้นนี้หรือไม่

เราจะมาคุยกันต่อในตอนที่สาม บทสรุปของเรื่องนี้

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559



ข้อยกเว้นสังหาริมทรัพย์/ทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ขณะอยู่กลางแจ้ง ฯ มีผลใช้บังคับได้จริงหรือ

(ตอนที่หนึ่ง) (ต่อ)

เนื่องด้วยข้อยกเว้นนี้ในต่างประเทศเอง มีปัญหาในการตีความด้วยเช่นกัน จึงทำให้เนื้อหาของบทความนี้ อาจจะยืดยาวออกไป เพื่อให้ได้มุมมองที่แตกต่างกันออกไป หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในประเทศไทย ก็น่าสนใจมากว่า ศาลไทยจะมีความเห็นเป็นอย่างไร 

คำถามต่าง ๆ ที่ฝากไว้พิจารณาในบทความนี้ ขออนุญาตเฉลยตอนท้ายสุดของบทความนะครับ

อนึ่ง ผมมีคำถามเพิ่มเติมอีกว่า ภายหลังไฟไหม้หลังคาจนเปิดเป็นช่อง ผู้เอาประกันภัยยังคงทรัพย์สิน (เคลื่อนย้ายได้) ที่เอาประกันภัย ซึ่งอยู่ภายในอาคารทิ้งไว้ดังเดิม ต่อมามีฝนตกลงมาทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเสียหาย จะเกิดผลต่อความคุ้มครองอย่างไรบ้าง หากว่า
1) ผู้เอาประกันภัยปล่อยทรัพย์สินเหล่านั้นทิ้งไว้ โดยไม่ทำอะไรเพื่อปกป้องเอาไว้เลย
2) ผู้เอาประกันภัยนำแผ่นไม้มาปิดช่องหลังคาที่เปิด ต่อมาลมฝนพัดแผ่นไม้นั้นหลุดลอยไป ทำให้น้ำฝนไหลเข้ามาทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินเหล่านั้น
3) ผู้เอาประกันภัยนำผ้าใบกันน้ำ หรือแผ่นพลาสติกมาปิดคลุมทรัพย์สินเหล่านั้นไว้ แต่ลมฝนพัดเข้ามาจนทำให้ผ้าใบ หรือแผ่นพลาสติกหลุดเลื่อนไป น้ำฝนจึงไปทำความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินเหล่านั้น

ฝากเป็นการบ้านด้วยนะครับ 

ครั้งที่แล้ว ผมอ้างอิงคดี North Texas Construction Company v. United States Fire Insurance Company (1972) ซึ่งศาลตีความค่อนข้างเคร่งครัดว่า ทรัพย์สินที่เก็บอยู่กลางแจ้ง ไม่ว่าจะมีอะไรปกคลุม หรือห่อหุ้มไว้ หรืออยู่ในบรรจุภัณฑ์หรือไม่ก็ตาม ล้วนถือเป็นทรัพย์สินขณะอยู่กลางแจ้งทั้งสิ้น

เมื่อพิจารณาจากคำถามข้างต้น มิได้เป็นทรัพย์สินที่เจตนาจัดเก็บไว้กลางแจ้ง แต่เป็นทรัพย์สินที่อยู่ในอาคารปิด ที่กลายสภาพมาเป็นอาคารเปิดโล่งบางส่วน จะยังตกอยู่ในข้อยกเว้นนี้ได้ไหม ซึ่งได้ระบุว่า “ที่เก็บอยู่ในอาคารโปร่ง หรืออาคารที่มีผนังด้านใดด้านหนึ่งเปิดโล่ง  (in open sided buildings) 

จากพจนานุกรม ผมจินตนาการว่า อาคารโปร่งจะเป็นอาคารที่มีช่องเปิดรับลม ในลักษณะทำเป็นช่องลม หรือทำเป็นผนังภายนอกอาคารสูงเพียงครึ่งเดียว ส่วนอาคารเปิดโล่งนั้น ประกอบด้วยหลายความหมาย อาจหมายถึงอาคารปิด แต่ข้างในเปิดโล่ง เช่น โกดัง หรือปราศจากผนังภายนอกอาคารหนึ่งด้าน สองด้าน หรือทุกด้าน คือ มีแต่หลังคากับเสาก็ได้ ส่วนคำว่า “อาคารที่มีผนังด้านใดด้านหนึ่งเปิดโล่ง” นั้น อ่านดูแล้ว รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะหมายความรวมถึงอาคารที่ปราศจากผนังทั้งสี่ด้านด้วยหรือไม่ เช่นเดียวกับคำว่า “ผนัง” ไม่ชัดเจนว่า หมายถึง ผนังภายในกั้นห้อง หรือเป็นผนังภายนอกอาคาร จึงน่าสนใจว่า ข้อยกเว้นนี้เมื่อใช้พิจารณาประกอบคำถามแล้ว จะเข้าข่ายอยู่กลางแจ้ง อาคารโปร่ง หรือเปิดโล่งได้หรือไม่อย่างไร

เรามาลองพิจารณาเทียบเคียงกับคดีต่างประเทศอีกคดีหนึ่ง Victory Peach Group, Incorporated v. Greater New York Mutual Insurance Company (1998) เรื่องโดยสรุปมีอยู่ว่า หลังคาอาคารของผู้เอาประกันภัยเกิดรอยรั่ว จึงได้จ้างช่างมาทำการซ่อมแซมหลังคา การทำงานไม่สามารถทำเสร็จสิ้นได้ภายในหนึ่งวัน ช่วงเลิกงาน จึงจำต้องทำการป้องกันเอาไว้ด้วยการนำเอาผ้าใบกันน้ำกับแผ่นไม้มาตอกตะปูยึดปิดช่องหลังคาที่เปิดค้างไว้ ในคืนวันนั้น มีลมฝนมาพัดมาอย่างแรงจนผ้าใบกันน้ำกับแผ่นไม้หลุดลอยไป และน้ำฝนก็ไหลเข้าไปทำให้ทรัพย์สินที่เอาประกันภัย ซึ่งอยู่ภายในอาคารได้รับความเสียหาย ผู้เอาประกันภัยจึงได้ไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยของตน แต่ได้รับการปฎิเสธว่าอยู่ในข้อยกเว้นความเสียหายจากน้ำฝนต่อทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้ขณะอยู่กลางแจ้ง ผู้เอาประกันภัยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากขอพึ่งอำนาจศาล ซึ่งศาลพิจารณาว่า เนื่องจากคำว่า "in the open" มิได้มีคำนิยามกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย จึงต้องอาศัยความหมายจากพจนานุกรมมาเทียบเคียง โดยให้ความหมายถึง "the open air or the outdoors" ประกอบกับความหมายของ "open" หมายถึง "being left exposed to the elements (ขอแปลโดยสรุปว่า วางไว้รับสภาพผันแปรของอากาศ เป็นต้นว่า ลม แดด ฝน)" กรณีนี้ ทรัพย์สินที่เสียหายมิได้อยู่ในความหมายเช่นว่านี้เลย บริษัทประกันภัยจึงจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย

อีกคดีหนึ่ง Roger Twenhafel d/b/a Consolidated Services v. State Auto Property and Casualty Insurance Company (2009) ผู้เอาประกันภัยผลิตตู้ไม้ โดยเก็บสินค้าตู้ไว้ภายนอก แต่มีผ้าใบกันน้ำวางคลุม และมีก้อนอิฐบล็อคกับท่อนไม้ขนาดใหญ่วางทับกันปลิวไว้อีกที ก็ยังไม่อาจป้องกันลมฝนที่พัดมาได้ สินค้าตู้เปียกน้ำฝนจนเสียหาย จึงได้มาเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัย ซึ่งเมื่อถูกปฎิเสธ ก็ได้นำเรื่องมาฟ้องเป็นคดีต่อศาลว่า คำว่า "กลางแจ้ง" ควรหมายความถึง ไม่มีอะไรมาปกคลุม หรือป้องกันอยู่เลย ซึ่งศาลในคดีนี้มีความเห็นพ้องกับผู้เอาประกันภัย ทำให้บริษัทประกันภัยประชดว่า งั้นต่อไปแค่จะเอากระดาษหนังสือพิมพ์มาปิด ก็ได้กระนั้นหรือ ศาลเลยแย้งกลับว่า คนธรรมดาทั่วไปคงไม่ได้มองแบบนั้นแน่

แนวทางการวินิจฉัยของศาลต่างประเทศในประเด็นนี้ เสมือนยึดแนวทางคดีนี้เป็นเกณฑ์ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการปกป้องของผู้เอาประกันภัยมิให้สูญเปล่า มากกว่าที่จะยึดถือถ้อยคำของตัวหนังสืออย่างเคร่งครัดดั่งในคดีแรก

แล้วท่านมีความเห็นประเด็นเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ครั้งต่อไป จะเริ่มตอนที่สองของบทความเรื่องนี้ต่อไป โดยพิจารณาจากถ้อยคำของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย