วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 238 : ข้อพิสูจน์การมีส่วนได้เสียเวลาซื้อประกันภัยออนไลน์ (online insurance insurable interest) ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองอัญมณี (Jewelerry Insurance Policy)

 

โจทก์ผู้เอาประกันภัย (คู่สามีภริยา) ได้ซื้อประกันภัยคุ้มครองเครื่องอัญมณีจำนวนหกชิ้นของตนผ่านทางระบบออนไลน์ ณ ประเทศแคนาดา ด้วยการกรอกใบคำขอเอาประกันภัยซึ่งมีเงื่อนไขความคุ้มครองสำคัญระบุให้ความคุ้มครองถึงการซ่อมแซม และการเปลี่ยนทดแทนเครื่องอัญมณีของผู้เอาประกันภัย (to repair or replace my jewellery) พร้อมกับคำเตือนล่วงหน้าเรื่องการฉ้อฉล หรือการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ (fraud or misrepresentation warning) ในสาระสำคัญจะส่งผลทำให้กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้ไม่มีผลใช้บังคับได้

 

เมื่อจำเลยบริษัทประกันภัยได้ตรวจใบคำขอเอาประกันภัยนั้น ประกอบกับมูลค่าแถลงของเครื่องอัญมณีที่ขอเอาประกันภัยรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 502,100 ดอลลาร์แคนาดา (หรือเทียบเท่า 11,381,703.22 บาท) ด้วยความพึงพอใจ จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองอัญมณีฉบับพิพาทให้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2014

 

ระหว่างเดินทางไปประเทศเวียดนาม ตอนค่ำของวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2015 ได้ปรากฏมีคนร้ายสองคนขี่รถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาฉกฉวยกระเป๋าถือของฝ่ายภริยาซึ่งมีเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้นบรรจุอยู่หนีหายไปอย่างรวดเร็ว

 

ครั้นกลับมาถึงประเทศแคนาดา โจทก์ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจำเลยบริษัทประกันภัย เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

 

แม้โจทก์ผู้เอาประกันภัยจะได้ถูกตรวจสอบ และถูกซักถามในรายละเอียดจากจำเลยบริษัทประกันภัยไปแล้วก็ตาม แต่กลับนิ่งเฉยไม่ยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ตามสัญญาประกันภัย

 

โจทก์ผู้เอาประกันภัยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมาพึ่งศาลชั้นต้นให้บังคับจำเลยบริษัทประกันภัยปฏิบัติตามสัญญาประกันภัยฉบับพิพาท

 

จำเลยบริษัทประกันภัยได้ต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นในประเด็นดังนี้

 

ก) โจทก์ผู้เอาประกันภัยไม่มีหลักฐานอย่างชัดแจ้ง เป็นต้นว่า ใบเสร็จรับเงินการซื้อขาย (proof of purchase) มาประกอบแสดงถึงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (ownership) อย่างแท้จริงในเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้น ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขทั่วไปว่าด้วยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท จำเลยบริษัทประกันภัยจึงมีสิทธิปฏิเสธไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ได้

 

ข) หากจะมีภาระการชดใช้เกิดขึ้น ค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่ควรเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง (actual cash value) ของเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้น ซึ่งน่าจะต่ำกว่ามูลค่าทดแทนที่ได้แถลงไว้นั้น

 

ศาลชั้นต้นได้พินิจพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยดังนี้

 

ก) ในประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้เอาประกันภัย ในใบคำขอเอาประกันภัย และการตกลงทำสัญญาประกันภัยทางออนไลน์ มิได้ปรากฏมีข้อบังคับให้จำต้องแสดงหลักฐานพิสูจน์กรรมสิทธิ์มาประกอบด้วยเลย แต่กลับมาบังคับให้ต้องแสดงเสียก่อนเช่นว่านี้ มิฉะนั้น ไม่สามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม (bad faith) และเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดหวังได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัย กอปรกับประกาศโฆษณาทางออนไลน์ของความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัยฉบับพิพาทเลือกใช้ถ้อยคำว่า “เครื่องอัญมณีของตน (my jewellery)” ก็เป็นการเพียงพอแสดงถึงการยอมรับความมีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้แล้ว

 

อนึ่ง จำเลยบริษัทประกันภัยเองไม่ติดใจเรื่องการปกปิดข้อความจริง หรือการแถลงข้อความเป็นเท็จในสาระสำคัญแต่ประการใด

 

จริงอยู่ตามเงื่อนไขดังอ้างอิง ระบุให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยจำต้องแสดงหลักฐานอย่างชัดแจ้งมาประกอบด้วย แต่ตามข้อความจริงแห่งคดีนี้ การได้มาของเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้นไม่ใช่ได้มาจากการซื้อขายปกติ บางชิ้นเป็นการได้มาจากการให้ของฝ่ายแม่สามีช่วงระหว่างสมรส บางชิ้นได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับอัญมณีใหม่ด้วยการจ่ายเงินเพิ่มเติมบางส่วน โดยไม่ได้มีการออกใบเสร็จรับเงินให้ 

อีกทั้งเวลายื่นเรื่องเรียกร้อง ก็ได้มีการตอบข้อซักถามอย่างเต็มที่ประกอบการให้คำสาบานของโจทก์ผู้เอาประกันภัยต่อฝ่ายสินไหมทดแทนของจำเลยบริษัทประกันภัยจนพึงพอใจแล้ว

 

โดยศาลชั้นต้นเองก็รับฟัง และเชื่อถือคำให้การของโจทก์ผู้เอาประกันภัย

 

ข) ส่วนประเด็นเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าที่แท้จริง (actual cash value) ของเครื่องอัญมณีที่เอาประกันภัยนั้น เมื่อจำเลยบริษัทประกันภัยกล่าวอ้าง กลับไม่ได้แสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ประกอบให้ศาลชั้นต้นรับฟังประกอบได้ จึงถือได้ว่า จำนวนเงินที่เอาประกันภัยกันไว้นั้นเป็นตัวเลขที่ตกลงถูกต้องแล้ว

 

ศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกันภัยกันไว้ 502,100 ดอลลาร์แคนาดา (หรือเทียบเท่า 11,381,703.22 บาท) และให้ชำระค่าเสียหายเชิงลงโทษ (punitive damage) อีก 45,000 ดอลลาร์แคนาดา (หรือเทียบเท่า 1,020,069 บาท) โทษฐานปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างไม่เป็นธรรม เสมือนหนึ่งกล่าวหาโดยนัยว่า โจทก์ผู้เอาประกันภัยไม่มีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้

 

จำเลยบริษัทประกันภัยยื่นอุทธรณ์โดยกล่าวอ้างว่า ตนไม่ควรต้องได้รับผิดในเรื่องค่าเสียหายเชิงลงโทษ

 

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การจำต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหายเชิงลงโทษหรือไม่นั้น ไม่ใช่มีประเด็นเพียงแค่การปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาประกันภัยฉบับพิพาท ต้องพิจารณาถึงปัจจัยข้อความจริงอื่น ๆ ตามสถานการณ์นั้น ๆ มาประกอบด้วย

 

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องว่า จำเลยบริษัทประกันภัยเสมือนหนึ่งสงสัยตั้งแง่ในเรื่องความสุจริตของโจทก์ผู้เอาประกันภัย และหยิบยกเงื่อนไขใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาตอบโต้เวลาเมื่อเกิดความเสียหาย ซึ่งไม่ได้ถูกหยิบยกมาอ้างอิงตั้งแต่แรกเริ่มที่เอาประกันภัย นั่นคือ เรื่องความมีส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ของโจทก์ผู้เอาประกันภัย ในความเป็นจริง ส่วนได้เสียที่สามารถเอาประกันภัยได้ ณ เวลาทำประกันภัยอาจเปลี่ยนไป ณ เวลาเกิดความเสียหายก็ได้ 

 

อนึ่ง การพิสูจน์พยานหลักฐานนั้นไม่จำต้องอาศัยใบเสร็จรับเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สามารถตรวจพิสูจน์ด้วยกรรมวิธีอื่นก็ได้

 

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Truong v. Jeweler's Mutual Insurance Company (2024 ONCA 734))

 

ข้อสังเกต

 

1) ข้อมูลทางออนไลน์มีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่?

 

2) เงื่อนไขเรื่องการให้แสดงพยานหลักฐานประกอบความเสียหายนั้น สามารถกระทำได้จริงหรือไม่? อย่างไร?

 

3) การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยมีความชัดเจนมากน้อยขนาดไหน? ตามบทบัญญัติกฎหมายไทย ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ถือเป็นตัวเลขที่ตกลงกันไว้แล้ว

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เรื่องที่ 237 : ไฟไหม้ น้ำดับไฟ ฝนตก น้ำรั่ว แล้วเกิดรา ถือเป็นเหตุการณ์เดียวกัน หรือต่างเหตุการณ์กันแน่?

 

(ตอนที่สอง)

 

เมื่อคดีนี้ถูกนำขึ้นสู่ศาลชั้นต้น มีประเด็นข้อต่อสู้ระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่าย ดังนี้

 

ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยกล่าวอ้างว่า

 

เชื้อรา (mold) ที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นผลติดตามมา หรือต่อเนื่องมาจากน้ำที่เข้าไปดับไฟ (สาเหตุใกล้ชิด) ซึ่งไฟไหม้เป็นภัยที่คุ้มครอง โดยมีน้ำรั่วจากหลังคาที่เสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้นั้นเข้ามาผสมโรง

 

ฝ่ายจำเลยบริษัทประกันภัยต่อสู้ว่า

 

ข้อยกเว้นความเสียหายจากเชื้อรา (mold damage) เป็นข้อยกเว้นโดยเด็ดขาดทุกกรณี ไม่ว่าจะมีสาเหตุ (cause) จากอะไรก็ตาม

 

ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยโต้แย้งว่า

 

จากข้อความของข้อยกเว้นที่เขียนไว้ มีการใช้ถ้อยคำสำคัญที่แตกต่างอยู่สองคำ คือ ความเสียหาย (loss/damage) กับสาเหตุ (cause) ซึ่งทั้งสองคำให้ความหมายแตกต่างกัน ในลักษณะเทียบเคียง กล่าวคือ ความเสียหาย (loss/damage) หมายความถึง ผลลัพธ์ที่ได้ (result/effect) ขณะที่สาเหตุ (cause) หมายความถึง ต้นเหตุ (originating cause) หรือ

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เอาประกันภัยนั้นมิได้มีสาเหตุมาจากเชื้อรา (mold) โดยตรง แต่เชื้อรา (mold) นั้นเป็นเพียงองค์ประกอบของความเสียหายที่ติดตามมา/ต่อเนื่องมาจากภัยที่คุ้มครองเท่านั้น ในที่นี้ ได้แก่ ภัยไฟไหม้กับภัยความเสียหายเนื่องจากน้ำ

 

ศาลชั้นต้นเห็นคล้อยตามกับฝ่ายจำเลยบริษัทประกันภัย โดยตัดสินให้เป็นฝ่ายชนะคดี

 

ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยอุทธรณ์คัดค้าน โดยคงยืนยันว่า ข้อยกเว้นดังอ้างอิงไม่ได้ยกเว้นเชื้อรา (mold) ทุกกรณี เพียงยกเว้นเฉพาะเชื้อราที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดความเสียหายนี้ (loss caused by mold) ขึ้นมาเท่านั้น แต่ไม่ได้รวมถึงกรณีที่เชื้อราเองเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายโดยตรง (mold as a loss in itself) จากภัยที่คุ้มครอง

 

ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัย โดยวินิจฉัยว่า ข้อความของข้อยกเว้นนี้กำกวม

 

คู่ความทุกฝ่ายต่างยอมรับเชื้อรา (mold) อาจเป็นได้ทั้งสาเหตุ หรือความเสียหายเองก็ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ฉะนั้น หากฝ่ายจำเลยบริษัทประกันภัยซึ่งเป็นผู้ร่างกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาทประสงค์จะให้ยกเว้นโดยเด็ดขาด ทั้งในกรณีที่เป็นสาเหตุ (caused by) หรือเป็นผลมาจาก (resulting from) และกรณีที่เป็นความเสียหาย (loss) ด้วยแล้ว ก็สามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย เมื่อไม่ได้กระทำ จำต้องยกประโยชน์แห่งความไม่ชัดเจนนี้แก่ฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัย

 

โดยทั่วไป ภัยคุ้มครองไฟไหม้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความเสียหายจากไฟไหม้เท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงภัยอื่นซึ่งมีสาเหตุใกล้ชิด (proximate casue) ต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอนกับภัยไฟไหม้อีกด้วย เป็นต้นว่า การแตกร้าว การพังทลายเนื่องจากความร้อน หรือการเผาผลาญ การเปียกน้ำที่เข้าไปดับไฟ เว้นแต่จะได้ถูกระบุให้ยกเว้นเป็นอย่างอื่นไว้โดยชัดแจ้ง

 

หากฝ่ายโจทก์ผู้เอาประกันภัยสามารถพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่า เชื้อรา (mold) นั้นเป็นผลมาจากภัยไฟไหม้ที่คุ้มครองแล้ว ฝ่ายจำเลยบริษัทประกันภัยจำต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับพิพาท จึงตัดสินให้ย้อนคดีกลับสู่ศาลชั้นต้น เพื่อวินิจฉัยประเด็นนี้ให้ประจักษ์ต่อไป

 

(อ้างอิง และเรียบเรียงมาจากคดี Liristis v. American Family Mutual Insurance Company, 204 Ariz. 140, 61 P.3d 22 (App. 2002))

 

ข้อสังเกตุ

 

1) ความเสียหาย (loss/damage) กับสาเหตุ (cause) มีความหมายไม่เหมือนกัน

 

2) สาเหตุใกล้ชิด (proximate cause) กับความเสียหายที่ติดตามมา/ความเสียหายต่อเนื่อง (ensuing loss/subsequent loss) มีความหมายต่างกัน

 

3) การจำแนกเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกจากกันนั้น ไม่ได้อาศัยเงื่อนเวลาอย่างเดียว

 

คุณคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ?

 

บริการ

 

-     รับบรรยายให้ความรู้ด้านประกันวินาศภัย

-     รับแปลเอกสารกรมธรรม์ประกันภัย (อังกฤษเป็นไทย)

สนใจติดต่อ vivatchai.amornkul@gmail.com

 

อ่านบทความอีกชุดที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ใน พบ-ป(ร)ะ -กัน(ภัย): เป็นเรื่อง เป็นราว ใน Facebook Meet Insurance ที่ https://www.facebook.com/pomamornkul/